หลังจากสงบความตื่นเต้นในใจลงได้ หลี่ซือถงก็ถามขึ้นอีกว่า "เมื่อกี้ตอนอยู่โรงแรม พอฉันบอกให้ลงมือ นายก็ลงมือทันที รวดเร็วดีนะ ไม่กลัวว่าฉันจะหลอกนายหรือไง"
"ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเยอะแยะ แค่รู้สึกว่าที่เธอให้ทำแบบนั้นก็คงมีเหตุผลของเธอนั่นแหละ"
หลี่ซือถงพอใจเป็นอย่างมาก "อืม... ฉันชอบความเชื่อใจที่นายมีให้ฉันนะ!"
เจียงเซี่ยเดินๆ อยู่ จู่ๆ ก็ขมวดคิ้ว "เดี๋ยวก่อน ฉันเพิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ"
"ทะแม่งๆ ตรงไหน"
เจียงเซี่ยมองหน้าหลี่ซือถง "ฉันคิดว่าเฉินข่ายไม่เพียงแต่จะไม่ชะลอเวลาลงมือกับแม่ฉันเท่านั้น แต่เขาอาจจะเร่งให้เร็วขึ้นด้วยซ้ำ!"
"อธิบายมาสิ ทำไมถึงคิดแบบนั้น"
"ฉันว่าเฉินข่ายก็กำลังสนุกกับขั้นตอนการล่าเหมือนกัน ฉันสรุปเอาจากที่เธอเพิ่งบอกว่าเธอกำลังสนุกกับขั้นตอนการบรรลุเป้าหมายนั่นแหละ! สิ่งที่เขาชอบคือความรู้สึกของการได้ควบคุมตอนที่ค่อยๆ เข้าใกล้เหยื่อทีละนิด โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัวถึงอันตรายเลย! ยกตัวอย่างนะ สมมติว่าฉันคือเฉินข่าย ตอนแรกฉันกับเธอไม่รู้จักกัน พอถูกใจเธอปุ๊บ ฉันก็หาวิธีเข้าหาเธอ! ฉันค่อยๆ สานสัมพันธ์กับเธอทีละนิด เป้าหมายสูงสุดของฉันคือกินเธอ แต่เมื่อเทียบกับตอนที่ได้กินเธอในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทำให้ฉันสนุกมากกว่าคือความรู้สึกที่ความสัมพันธ์ของเราค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เธอยังคงโง่เขลาและไม่รู้เลยว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวทุกที!"
หลี่ซือถงพยักหน้า เริ่มสนใจการวิเคราะห์ของเจียงเซี่ยอย่างจริงจัง "พูดต่อสิ!"
"เขาไม่ได้โง่ เขารู้ว่าเป้าหมายของตัวเองถูกเปิดเผยแล้ว ถ้าฉันบอกแม่ว่าเขาเป็นตัวอะไร หรือเตือนแม่ว่าเขาเป็นบุคคลอันตราย ทันทีที่แม่เริ่มระวังตัว เขาก็จะหมดสนุกไปเยอะเลย! อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ เขาชอบกระบวนการที่เหยื่อไม่รู้ตัวว่ามีอันตรายเข้ามาใกล้ ทันทีที่เหยื่อเริ่มป้องกันตัว เรื่องนี้อาจจะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเขาก็ได้! และเมื่อเรารู้เป้าหมายของเขา เราก็ต้องขัดขวางเขาแน่ๆ เผลอๆ ภายในหนึ่งหรือสองวันนี้ฉันอาจจะหาวิธีส่งแม่หนีออกจากเมืองซิงเหอไปเลยด้วยซ้ำ! ดังนั้นเขาจะต้องลงมือจัดการอาหารมื้อนี้ก่อนที่มันจะหลุดมือไปอย่างแน่นอน!"
เจียงเซี่ยพูดต่อ "การหยั่งเชิงเมื่อกี้ บางทีเขาอาจจะตั้งใจทำแบบนั้น เขาต้องการให้เราเข้าใจผิดว่าเขากำลังทดสอบท่าทีของเธอที่มีต่อพวกเรา เพื่อลวงให้เราคิดว่า เขาจะล้มเลิกการล่าแม่ของฉัน หรือยอมชะลอเวลาออกไปเพราะท่าทีที่เธอแสดงออกมา!"
เมื่อเห็นสีหน้าตอนใช้ความคิดของเจียงเซี่ย หลี่ซือถงก็ยิ่งชอบใจมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าข้อสันนิษฐานของเจียงเซี่ยจะถูกต้องหรือไม่ เธอก็ชอบผู้ชายที่รู้จักใช้สมองแบบนี้
พูดจบ เจียงเซี่ยก็ส่ายหน้า "แต่นี่ก็เป็นแค่ข้อสันนิษฐานของฉันนะ บางทีฉันอาจจะคิดมากไปเอง"
"นี่ไม่ได้เรียกว่าคิดมากหรอก ความคิดของนายถูกต้องแล้ว" หลี่ซือถงพูดอย่างจริงจัง "ศัตรูของเราไม่ได้มีแค่กองทัพกับผู้ใช้พลังตื่นรู้เท่านั้น เผ่าพันธุ์เดียวกันก็เป็นศัตรูของเราด้วย การเรียนรู้ที่จะคาดเดาความคิดของเผ่าพันธุ์เดียวกันก็เป็นวิธีเอาชีวิตรอดอย่างหนึ่ง เมื่อนายสามารถอ่านใจเผ่าพันธุ์เดียวกันได้ทะลุปรุโปร่ง บางทีนายอาจจะกุมจุดอ่อนของพวกเขาไว้ได้!"
เจียงเซี่ยพยักหน้า เห็นด้วยกับคำพูดนี้เป็นอย่างยิ่ง
หลักการนี้ไม่ใช่แค่พูดขึ้นมาลอยๆ แต่ผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้ว
อย่างเช่นตอนที่จัดการกับผู้อำนวยการหวง หลี่ซือถงก็อ่านขาดถึงจุดอ่อนของผู้อำนวยการหวงที่รักภรรยามากและมีความหึงหวงภรรยาอย่างรุนแรงไม่ใช่หรือ ถึงได้จัดการเขาสำเร็จ
หรืออย่างหยางเจี๋ย การจัดการกับเขาไม่จำเป็นต้องออกแรงอะไรมากมายเลย แค่หาผู้หญิงหุ่นดีๆ หน้าอกตู้มๆ สองคนไปประเคนให้ ก็สามารถสยบเขาได้แล้ว!
"สัญชาตญาณมาร" ทำให้สายพันธุ์มารกลายเป็นพวกบ้าคลั่งและโหดเหี้ยม ดูเหมือนจะรับมือยาก แต่นี่ก็อาจเป็นจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของสายพันธุ์มารเช่นกัน!
"ข้อสันนิษฐานของนายไม่ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผลเลยนะ เมื่อเทียบกับเรื่องที่เฉินข่ายจะเลื่อนเวลาล่าเหยื่อออกไปแล้ว สิ่งที่นายพูดมาน่าเชื่อถือกว่าเยอะ! ดูเหมือนเราต้องรีบจัดการเขาให้เร็วที่สุดซะแล้ว! ฉันอยากจะลองดูด้วยว่า จะสามารถหลอกถามตัวตนของหัวหน้าที่อยู่เบื้องหลังเขาออกมาจากปากเขาได้หรือเปล่า!"
หลี่ซือถงพูดจบก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียด "แต่นายจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้นะ ถ้านายยังก้าวข้ามความรู้สึกที่ทำใจกินคนธรรมดาไม่ลงไปไม่ได้ สิ่งที่รอนายอยู่ก็มีแต่ความตายเท่านั้น!"
"ถ้าการต่อสู้ของสายพันธุ์มารในประเทศเล็กๆ ทางซีกโลกเหนือถูกปิดข่าวไว้ไม่อยู่ ข่าวนี้ก็จะแพร่สะพัดไปทั่วโลก ถึงตอนนั้นที่โลกเกิดความวุ่นวาย ถ้านายยังวิวัฒนาการไม่สำเร็จแม้แต่ครั้งเดียวล่ะก็ ไม่ต้องถึงมือผู้ใช้พลังตื่นรู้หรอก แค่กองทัพธรรมดาๆ หรือหน่วยรบที่ติดอาวุธครบมือสักหน่วยก็ฆ่านายได้แล้ว! หรือไม่พลซุ่มยิงระยะไกลก็อาจจะยิงเจาะกะโหลกนายได้ในนัดเดียว!"
เจียงเซี่ยถามด้วยความอยากรู้ "หลังจากวิวัฒนาการสำเร็จหนึ่งครั้ง ระดับความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นมากแค่ไหน"
"แค่สามารถวิวัฒนาการได้สำเร็จหนึ่งครั้ง ความแข็งแกร่งก็จะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ปืนธรรมดายิงใส่นายก็คงรู้สึกเหมือนแค่โดนเกาแกรกๆ เท่านั้นแหละ!"
"แล้วเธอล่ะ เธอวิวัฒนาการไปกี่ครั้งแล้ว"
หลี่ซือถงยิ้มบางๆ "ความลับจ้ะ แต่เอาเป็นว่าอาวุธสงครามทั่วไปฆ่าฉันไม่ได้ก็แล้วกัน!"
"แล้วผู้ใช้พลังตื่นรู้ล่ะ พวกผู้ใช้พลังตื่นรู้ก็น่าจะมีการแบ่งระดับเหมือนกันใช่ไหม"
"แบ่งสิ พลังของพวกเขาจะแข็งแกร่งขึ้นตามระดับความสามารถที่เพิ่มขึ้น ก็คล้ายๆ กับการวิวัฒนาการของพวกเรานี่แหละ!"
เจียงเซี่ยพยักหน้า ก่อนที่จะวิวัฒนาการสำเร็จ เขาสงสัยมากว่าตัวเองจะเดินไปในเส้นทางวิวัฒนาการของสายพันธุ์มาร หรือเส้นทางการเปลี่ยนแปลงพลังของผู้ใช้พลังตื่นรูกันแน่
แต่ในเมื่อพลังของเขาคือ "สายลับ" งั้นก็คงไม่ต่างจากสายพันธุ์มารมากนักหรอกมั้ง?
เจียงเซี่ยตั้งใจจะคุยเรื่องสายพันธุ์มารกับหลี่ซือถงให้ลึกกว่านี้ แต่ก็ถูกหลี่ซือถงสั่งให้หุบปากโดยอ้างว่าอยากจะตั้งใจเดต!
เธอบอกว่านานๆ ทีอากาศจะดีขนาดนี้ วันนี้ก็ต้องมาสนุกกับกระบวนการออกเดตให้เต็มที่ ห้ามพูดเรื่องอื่น!
ตลอดช่วงเช้า ทั้งสองคนเดินเล่นกันอยู่ในห้างสรรพสินค้า หลี่ซือถงซื้อเสื้อผ้าไปหลายชุด เจียงเซี่ยเองก็ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่มาเปลี่ยน เพราะขืนปล่อยให้กางเกงตูดขาดเป็นรูกลวงโบ๋อยู่ตลอดเวลาก็คงดูไม่จืด
ตอนเที่ยงพวกเขากลับไปที่บ้านของหลี่ซือถง เจียงเซี่ยไม่กล้าตามขึ้นไปบนตึกเพราะกลัวจะเจอคุณพ่อของหลี่ซือถง เขายังไม่อยากเจอ "ว่าที่พ่อตา" เร็วขนาดนี้!
ตอนที่หลี่ซือถงลงมา เธอส่งเครื่องดื่มให้เขาแก้วหนึ่งเพื่อให้เขารองท้อง เจียงเซี่ยรู้ดีว่าข้างในนั้นใส่อะไรผสมลงไป
แม้ว่าการใช้เลือดสัตว์จะสามารถบรรเทาความหิวโหยได้แล้ว แต่เพื่อไม่ให้หลี่ซือถงสงสัย เขาก็ยังคงดื่มเครื่องดื่มแก้วนั้นจนหมด
หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็ไปเที่ยวสวนสนุก นั่งรถไฟเหาะ...
พอเดินออกจากบ้านผีสิง หลี่ซือถงก็เบ้ปาก "น่าเบื่อ ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย!"
วันนี้ถือเป็นวันที่เติมเต็มสำหรับเจียงเซี่ย
บางทีอีกไม่นาน เขาก็อาจจะไม่ได้สัมผัสกับชีวิตแบบนี้ และสภาพแวดล้อมที่คึกคักแบบนี้อีกแล้ว
พวกเขาเล่นกันจนถึงห้าโมงเย็น ทั้งสองคนถึงได้เดินทอดน่องไปโรงเรียนเพื่อเข้าเรียนคาบค่ำ
ถ้าเป็นเด็กม.หกเมื่อสองปีก่อน วันเสาร์ตอนเที่ยงถึงจะได้เลิกเรียน พักแค่ครึ่งวัน พอวันอาทิตย์ก็ต้องไปโรงเรียนแล้ว
แต่เมื่อหนึ่งปีก่อน กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้นักเรียนทั่วประเทศใช้ระบบหยุดเรียนสองวัน แม้แต่เด็กม.หกที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่อนุญาตให้มีการเรียนเสริมในวันเสาร์
บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของสายพันธุ์มารไม่มากก็น้อย
เรื่องแรกที่เกิดขึ้นเมื่อมาถึงโรงเรียนคือ ครูประจำชั้นเข้ามาในห้องเรียนเพื่อถามว่าช่วงสองวันนี้มีใครเห็นหวังเฟยบ้างไหม
เจียงเซี่ยรู้สึกร้อนตัวนิดหน่อย แต่พอคิดดูอีกทีก็ไม่มีอะไรต้องร้อนตัวนี่นา
หวังเฟยเป็นคนลงมือกับเขาก่อน เขาถึงได้ฆ่ามัน!
ถ้าว่ากันตามกฎหมาย แบบนี้ก็ถือเป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมายใช่ไหมนะ
เรื่องที่สอง หลี่ซือถงได้รับจดหมายรัก!
ถ้าเป็นเวลาปกติ นี่ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก หน้าตาของหลี่ซือถงโดดเด่นโด่งดังไปทั่วทั้งโรงเรียนมัธยมซิงเหอหมายเลขหนึ่ง
จำได้ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน มีกองถ่ายละครเรื่องหนึ่งถูกใจเธอและอยากให้เธอไปรับบทเป็นนางเอกตอนวัยรุ่น แต่ก็ถูกคุณพ่อผู้ร่ำรวยมหาศาลของเธอปฏิเสธไป โดยบอกว่าไม่อนุญาตให้เธอก้าวเท้าเข้าสู่วงการบันเทิง!
ไม่เพียงแค่คนตามจีบในโรงเรียนจะเยอะเท่านั้น แม้แต่เด็กต่างโรงเรียนก็ยังมี ถึงขั้นมีผู้ชายต่างโรงเรียนสองคนยอมย้ายมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมซิงเหอหมายเลขหนึ่งเพื่อตามจีบเธอโดยเฉพาะ
การที่เธอได้รับจดหมายรักจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่จดหมายรักฉบับของวันนี้ กลับไม่เหมือนกับจดหมายรักฉบับอื่นๆ ที่ผ่านมา
คนที่เขียนจดหมายรักถึงเธอคือฉางเหวิน หัวหน้าห้องม.หกทับสองที่อยู่ห้องข้างๆ
หมอนั่นเป็นคนเรียนเก่ง สวมแว่นตา ท่าทางสุภาพเรียบร้อย
หน้าตาก็ถือว่าใช้ได้ แต่บุคลิกของเขามันดูเป็นเด็กเนิร์ดเกินไปหน่อย
เวลาพูดคุยกับคนอื่นก็สุภาพเรียบร้อย ทำงานเป็นระเบียบแบบแผน อาจารย์ชอบเขามาก ถึงขั้นให้เขาเป็นประธานนักเรียน
แต่ทว่า... เขาเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน!
ปกติแล้วหลี่ซือถงไม่เคยอ่านจดหมายรักพวกนี้เลย วิธีจัดการทั่วไปของเธอคือเก็บจดหมายรักเอาไว้ แล้วพอเลิกเรียนก็หาที่ลับตาคนแอบโยนทิ้งลงถังขยะ
แต่จดหมายรักฉบับนี้ลงชื่อว่า "ฉางเหวิน" บางทีอาจเป็นเพราะคนที่เขียนจดหมายรักคือ "เผ่าพันธุ์เดียวกัน" หลี่ซือถงจึงเปิดอ่าน
หลังจากอ่านจบ เธอก็ส่งจดหมายรักฉบับนั้นให้เจียงเซี่ย
คาบแรกของการเรียนค่ำ
เมื่อได้เห็นเนื้อหาในจดหมายรัก แววตาของเจียงเซี่ยก็เป็นประกายวาบ