เดี๋ยวนะพวกนาย ไปตีมอนสเตอร์สิ จะมารุมฟาร์มฉันทำไม! · khram
ตอนที่ 36
บทที่ 36 สภาพจิตใจที่ผิดแปลกของหลี่ซือถง
ปัง
กำปั้นหนักๆ ทุบลงบนหัว หยางเจี๋ยร้องลั่น โทรศัพท์มือถือร่วงหล่นพื้น สองมือยกขึ้นกุมหัวพร้อมกับสูดปากด้วยความเจ็บปวด
"นี่มันเวลาไหนแล้ว มึงยังจะคิดเรื่องพรรค์นี้อีก!" เจียงเซี่ยหมดคำจะพูดถึงขีดสุด
เพิ่งจะผ่านการต่อสู้เป็นตายมาหมาดๆ บาดแผลบนตัวก็ยังเลือดไหลอยู่แท้ๆ แต่มันกลับยังไปนัดสาวในเน็ตอีก!
ที่เจ็บตัวมายังไม่พออีกใช่ไหม?
หยางเจี๋ยมองเจียงเซี่ยด้วยสายตาน้อยเนื้อต่ำใจ แล้วพูดเสียงอ่อยว่า "กูจะทำยังไงได้ กูก็ไม่อยากเป็นแบบนี้หรอกนะ!"
"มึงควบคุมตัวเองหน่อยไม่ได้หรือไง?"
"กูก็อยากควบคุม แต่นี่มันควบคุมไม่ได้ไม่ใช่เหรอวะ?"
เจียงเซี่ยลอบถอนหายใจในใจ
เขารู้ดีว่าหยางเจี๋ยควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ
จิตใจอาจจะควบคุมได้ง่าย แต่นี่คือสัญชาตญาณมาร มันสลัดทิ้งไม่ได้!
"เอาเถอะ มึงอยากนัดก็นัด ถ้านัดออกมาได้ด้วยความสามารถของมึงเอง กูก็จะไม่ว่าอะไร แต่ระวังอย่าไปทำร้ายผู้หญิงบริสุทธิ์เข้าสักวันก็แล้วกัน!"
เจียงเซี่ยจ้องหน้าหยางเจี๋ย น้ำเสียงเด็ดขาดไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง
เขาไม่อยากให้เพื่อนสนิทที่สุดของตัวเองต้องกลายเป็นไอ้เดรัจฉานหน้าเนื้อใจเสือ
หยางเจี๋ยพูดอย่างจริงจังว่า "วางใจเถอะ กูไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน ถ้ากูทำเรื่องแบบนั้นลงไปได้ กูก็ไม่ขออยู่ดูโลกนี้แล้ว"
สิบกว่านาทีต่อมา หลี่ซือถงก็ลงมาจากชั้นบน
พอออกจากโรงแรม เจียงเซี่ยก็เรียกแท็กซี่ให้หยางเจี๋ย ให้เขากลับไปพักผ่อนรักษาแผลให้ดี คืนนี้ก็ไม่ต้องไปเรียนคาบค่ำที่โรงเรียนแล้ว
ส่วนเขากับหลี่ซือถงก็มาเดินเล่นกันที่ถนนรอบทะเลสาบสายเดียวกับเมื่อตอนเช้า
ขณะที่สายลมเย็นๆ จากทะเลสาบพัดโชยมา หลี่ซือถงก็เอ่ยขึ้นว่า "ตอนนี้นายก็ยังลงมือกับคนธรรมดาไม่ได้ใช่ไหม?"
เจียงเซี่ยไม่ปิดบัง เขาตอบรับอืมคำหนึ่ง
หลี่ซือถงมองไปทางเจียงเซี่ย "พูดตามตรงนะ ฉันแปลกใจมาก เผ่าพันธุ์มารทุกคน ไม่มากก็น้อยจะต้องมีนิสัยเปลี่ยนไป แต่นายอยู่กับฉันมาหลายวัน ฉันพบว่านิสัยของนายไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด"
"งั้นเหรอ?" เจียงเซี่ยส่ายหน้า "ฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะฉันเพิ่งกลายเป็นสายพันธุ์มารได้ไม่นานมั้ง?"
"เอาเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ฉันขอถามนายอีกคำถาม" หลี่ซือถงหยุดเดินแล้วจ้องมองเจียงเซี่ย "ทำไมฉันถึงรู้สึกว่านายเก่งขึ้นกว่าแต่ก่อน? เก่งกว่าตอนแรกที่นายสู้กับผู้หญิงอ้วนคนนั้นตั้งเยอะ?"
"คือว่า..." เจียงเซี่ยเกาหัว ตัวเขาเองฆ่าสายพันธุ์มารไปตั้งสามตนแล้ว ฝีมือย่อมต้องเก่งกาจขึ้นไม่น้อยเป็นธรรมดา แต่เรื่องนี้จะไปบอกหลี่ซือถงได้อย่างไร
"อาจจะเป็นเพราะมีประสบการณ์ต่อสู้มาแล้วสองครั้งละมั้ง?"
หลี่ซือถงไม่พูดอะไร
นั่นก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่ง
แต่เธอมักจะรู้สึกว่าความแข็งแกร่งของเจียงเซี่ยไม่ได้แสดงออกแค่ในด้านประสบการณ์การต่อสู้เท่านั้น
พละกำลังของเขาเทียบกับตอนที่สู้กับผู้หญิงอ้วนเมื่อสองวันก่อนถือว่าแข็งแกร่งขึ้นมาก
มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว คือในช่วงสองวันนี้ เขาแอบไปสูบสารอาหารจากคนหลายคนโดยพลการ
"นายแอบไปล่าเหยื่อลับหลังฉันใช่ไหม?"
"เมื่อกี้ก็เพิ่งบอกไปว่าฉันยังลงมือกับคนธรรมดาไม่ได้ แล้วจะแอบไปล่าเหยื่อลับหลังเธอได้ยังไง?"
หลี่ซือถงมองลึกเข้าไปในดวงตาของเจียงเซี่ยอย่างครุ่นคิด "ถ้าอย่างนั้นก็แปลกมากจริงๆ"
เจียงเซี่ยไม่อยากคุยหัวข้อนี้ต่อ
หลี่ซือถงฉลาดเกินไปจริงๆ
เธอคือผู้หญิงที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา ฉลาดกว่าน้องสาวจอมแก่นเซี้ยวของเขาเสียอีก
ขืนพูดอะไรผิดไปประโยคเดียวก็อาจจะถูกเธอจับพิรุธได้
เขาจึงเปลี่ยนเรื่อง
"ที่เธออยากให้ฉันเข้าร่วมองค์กรของเธอ มีเหตุผลอื่นแอบแฝงอยู่หรือเปล่า?"
"ไม่มี" หลี่ซือถงเดินไปข้างหน้าต่อ
เจียงเซี่ยพูดอย่างมั่นใจ "ไม่ ต้องมีแน่ ไม่งั้นจู่ๆ เธอคงไม่เสนอให้ฉันเข้าร่วมองค์กรของเธอโดยไม่มีสาเหตุหรอก พูดมาเถอะ ความสัมพันธ์ของเราสองคนตอนนี้ก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลซะหน่อย"
หลี่ซือถงยิ้ม "จะว่าไป นายก็ฉลาดมากจริงๆ นั่นแหละ"
เจียงเซี่ยไม่ได้คิดว่าตัวเองฉลาดอะไรนักหนา เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้บีบบังคับให้เขาต้องใช้สมองคิดอะไรให้มากขึ้นเท่านั้น
"ตกลงว่าทำไมล่ะ? เธอมีเรื่องอะไรต้องทำใช่ไหม?"
หลี่ซือถงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ฉันสงสัยมาตลอดว่าหัวหน้าผู้อยู่เบื้องหลังองค์กรของเราคือใครกันแน่ คนๆ นี้ลึกลับไปมาไร้ร่องรอย จนถึงตอนนี้ฉันเพิ่งเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียว"
"ดังนั้นที่เธอให้ฉันเข้าร่วมองค์กร ก็เพราะอยากให้ฉันช่วยเธอสืบหาตัวตนของหัวหน้าที่อยู่เบื้องหลังงั้นสิ?"
"ใช่!"
"แล้วไงต่อ คงไม่ได้ทำไปแค่เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นหรอกใช่ไหม?"
"เขาแข็งแกร่งมาก และฉันก็ชอบท้าทายคนเก่ง!" หลี่ซือถงมองไปทางเจียงเซี่ย "ถ้าต้องระบุว่าทำอะไรแล้วจะช่วยเติมเต็มความพึงพอใจในจิตใจของฉันได้มากที่สุด ก็คือการท้าทายคนที่แข็งแกร่งกว่านี่แหละ!"
เจียงเซี่ยกอดอกครุ่นคิด "แทนที่จะบอกว่าเธออยากท้าทายคนเก่ง สู้บอกว่า เธอชอบกลืนกินเผ่าพันธุ์เดียวกันที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองจะไม่ดีกว่าเหรอ?"
ถูกต้อง!
มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ!
สภาพจิตใจแบบนี้ หลี่ซือถงเคยแสดงออกมาให้เห็นแล้วครั้งหนึ่ง
เมื่อตอนเช้าที่เดินอยู่บนถนนรอบทะเลสาบสายนี้ หลี่ซือถงคุยกับเขาเรื่องสายพันธุ์มารในประเทศเล็กๆ ทางซีกโลกเหนือที่ปะทะกับกองทัพ
ตอนที่พูดถึงสายพันธุ์มารที่แข็งแกร่งระดับฝืนลิขิตสวรรค์จนสามารถใช้ร่างกายต้านทานระเบิดนิวเคลียร์ได้ หลี่ซือถงก็ยังพูดทำนองว่า "ถ้าได้กลืนกินมันก็คงจะดี" ออกมาเลยไม่ใช่หรือไง!
หลี่ซือถงกล่าวว่า "พวกที่อ่อนแอกว่าฉัน หรือฝีมือสูสีกับฉัน มันทำให้ฉันไม่รู้สึกสนใจเลยแม้แต่น้อย ฉันชอบคนแข็งแกร่ง ระดับความหมกมุ่นก็คงพอๆ กับที่เฉินข่ายหมกมุ่นกับแม่ของนายนั่นแหละ!"
เจียงเซี่ยหน้าดำทะมึน "เลิกเอาคุณแม่ฉันมาเปรียบเทียบได้ไหม..."
หลี่ซือถงพูดด้วยท่าทีจริงจัง "ที่ฉันให้นายเข้าร่วมองค์กร ความจริงก็คืออยากให้นายร่วมมือกับฉันสืบหาตัวตนของหัวหน้าให้พบ"
"เขาคือหนึ่งในเป้าหมายของฉัน..."
หลี่ซือถงพูดพลางเริ่มมีน้ำเสียงตื่นเต้น "ฉันจะก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว จนกว่าจะได้กลืนกินเขา!"
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้งเพื่อระงับอารมณ์ตื่นเต้น แล้วพูดต่อว่า "อันที่จริง สิ่งที่ฉันเพลิดเพลินก็คือกระบวนการในการบรรลุเป้าหมายต่างหาก!"
เจียงเซี่ยลอบถอนหายใจในใจ พลางทอดสายตามองผืนน้ำในทะเลสาบที่ส่องประกายระยิบระยับ
โรคจิต!
นี่ก็เป็นพวกโรคจิตอีกคน!
สัญชาตญาณมารนี่ มันน่ากลัวจริงๆ แฮะ!
แต่นี่ก็ถือเป็นเรื่องดี อย่างน้อยจุดที่เธอโรคจิตก็ไม่ใช่การสร้างความผูกพันกับแฟนหนุ่ม แล้วค่อยลงมือฆ่าตอนที่ความรู้สึกสุกงอมได้ที่!
สัญชาตญาณมาร!
สิ่งที่บีบให้มนุษย์เกิดสภาพจิตใจที่วิปริตหรือ 'สุดโต่ง' จนเกิดความลุ่มหลงตามล่าพฤติกรรมหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างบ้าคลั่งราวกับคนป่วย!
นี่เป็นเรื่องที่น่าสะพรึงกลัวมาก
มันน่ากลัวกว่าการที่สายพันธุ์มารออกล่ามนุษย์เพื่อสนองความอยากอาหารเป็นพันเป็นหมื่นเท่า!
ก่อนหน้านี้เจียงเซี่ยเคยคิดว่า จะเป็นไปได้ไหมที่มนุษย์กับสายพันธุ์มารจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
เพราะถึงยังไงจำนวนมนุษย์ปกติก็มีมากกว่าสายพันธุ์มารตั้งไม่รู้เท่าไหร่ ขอเพียงจำนวนสายพันธุ์มารไม่เพิ่มขึ้นไปกว่านี้ แล้วให้มนุษย์ที่แข็งแรงทุกคนบริจาคเลือดเป็นระยะๆ แค่นี้ก็รับประกันได้แล้วว่าพวกสายพันธุ์มารจะไม่อดอยาก
เฉลี่ยแล้วเลือดของคนสองสามพันคนหล่อเลี้ยงสายพันธุ์มารหนึ่งตน แบบนี้ยังไม่พออีกเหรอ?
แต่พอมาคิดดูตอนนี้ เขาคงมองโลกในแง่ดีเกินไป
ลำพังแค่เรื่องสัญชาตญาณมารนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์กับสายพันธุ์มารไม่มีวันอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้เด็ดขาด!
ต่อให้กินจนอิ่มท้อง ก็จะต้องมีสายพันธุ์มารอีกนับไม่ถ้วนที่ยอมทำให้โลกใบนี้ตกอยู่ในความโกลาหล เพียงเพื่อสนองความวิปริตในจิตใจ หรือพูดอีกอย่างก็คือเพื่อสนอง 'สัญชาตญาณมาร' เฉพาะตัวของพวกมันเอง!
นี่ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง 'แวมไพร์' กับมนุษย์เท่านั้น แต่มันเหมือนกับเกมมรณะที่สวรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายล้างมนุษยชาติมากกว่า!







