"ตึง..."
เสียงระฆังดังขึ้นภายในอารามเต๋า
หลินเจวี๋ยรีบลุกจากเตียงแล้วผลักประตูห้องออกไป
เป็นไปตามคาด ศิษย์น้องหญิงเล็กที่กราบเข้าสำนักมาพร้อมกับเขาจำไม่ได้ว่าโรงอาหารอยู่ที่ไหน แต่นางก็ฉลาดพอตัว ตอนนี้จึงมายืนรอเขาอยู่หน้าประตูเงียบๆ
พอเห็นเขา นางก็แอบชำเลืองมอง
"ศิษย์พี่ ถึงเวลาอาหารแล้ว..."
"หืม? ใช่แล้ว ถึงเวลาอาหารแล้ว ไปกันเถอะ"
แม้หลินเจวี๋ยจะดูอายุพอๆ กับเด็กสาวคนนี้ ทว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขาไม่มีทางปล่อยให้เด็กสาวตัวเล็กๆ ต้องรู้สึกประหม่า ประกอบกับความประทับใจที่มีต่อนางตลอดการเดินทางนั้นค่อนข้างดี เขาจึงส่งยิ้มให้นางแล้วเดินนำไปก่อน
โรงอาหารเป็นเรือนหลังหนึ่งตรงมุมลานด้านนอก เนื่องจากมีตำหนักเทียนเวิงคั่นกลาง ห้องครัวจึงอยู่อีกมุมหนึ่ง ตอนที่พวกเขาเดินไปถึง ก็เห็นศิษย์พี่บางคนยกกะละมังข้าวปลาอาหารใบใหญ่เดินไปทางโรงอาหารแล้ว
ทั้งสองเพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก ไม่ว่าจิตใจจะสงบนิ่งหรือไม่ ย่อมต้องรู้สึกไม่ชินเป็นธรรมดา ชั่วขณะนั้นจึงไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร
"ไปนั่งเถอะ"
สีหน้าของศิษย์พี่ดูอ่อนโยนมาก
ทั้งสองจึงเดินเข้าไปนั่งในโรงอาหาร
โรงอาหารมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีโต๊ะไม้ยาวหลายตัว น่าจะเตรียมไว้สำหรับผู้มาเยือน ตรงกลางนำโต๊ะไม้สองตัวมาต่อกันเป็นโต๊ะยาวตัวหนึ่ง อาหารจัดวางไว้บนโต๊ะนั้น
ศิษย์ในอารามมีทั้งหมดเก้าคน นั่งอยู่สองฝั่งของโต๊ะยาว นักพรตอวิ๋นเฮ่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพียงลำพัง
หลินเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะพิจารณาอาหารบนโต๊ะ
ศิษย์น้องหญิงเล็กก็แอบชำเลืองมองเช่นกัน
อาหารในอารามนั้นเรียบง่าย แต่ก็ไม่ได้แร้นแค้น
แม้จะไม่มีเนื้อปลาเนื้อสัตว์ชิ้นโต แต่ก็ยังมีข้าวสวยหนึ่งหม้อ ถึงข้าวจะหุงออกมาแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ แต่ก็ยังดีกว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ตีนเขา นอกจากนี้ยังมีกับข้าวเพียงสองอย่าง อย่างแรกคือผักกาดขาวต้มที่พอมองเห็นคราบน้ำมันลอยอยู่จางๆ อีกอย่างคือผักป่าผัดไข่ ทั้งสองอย่างถูกตักใส่ชามกระเบื้องใบใหญ่
"ข้าตักข้าวให้เอง"
ศิษย์พี่ใหญ่นั่งอยู่ใกล้โถข้าวที่สุด จึงลุกขึ้นตักข้าวให้ทุกคนอย่างกระตือรือร้น
ไม่นานข้าวสวยก็ถูกนำมาวางตรงหน้าคนละชาม
ดูเหมือนจะพอใช้ได้
สิ่งนี้เกี่ยวพันกับการเติบโตของพวกเขาในช่วงหลายปีต่อจากนี้
"กินๆๆ..."
เมื่อนักพรตเฒ่าออกคำสั่ง ทุกคนก็ยกชามขึ้นมา
หลินเจวี๋ยรอให้พวกเขาคีบอาหารก่อน พลางกวาดตามองรอบๆ อย่างเงียบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมีท่าทีเกรงใจ และดูเหมือนจะไม่มีธรรมเนียมอะไรเป็นพิเศษ ออกจะสบายๆ เสียด้วยซ้ำ เขาจึงเบาใจและยื่นตะเกียบออกไปบ้าง
เขาคีบผักกาดขาวก่อนเป็นอันดับแรก แล้วส่งเข้าปาก
"..."
เอาเถอะ! ชาวบ้านที่ตีนเขาไม่มีเงินซื้อเกลือกิน ต้องประหยัดมัธยัสถ์ทุกมื้อ แต่อารามเต๋าแห่งนี้กลับหรูหรานัก!
หลินเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไร เพียงก้มหน้าพุ้ยข้าวคำโต
จากนั้นก็คีบผักป่าผัดไข่อีกคำ
"..."
ผักป่าชนิดนี้ไม่ใช่โสมไซบีเรีย และไม่ใช่ผักป่าชนิดใดที่หลินเจวี๋ยรู้จัก รสสัมผัสของมันนิ่มๆ ไม่ค่อยเหมาะที่จะนำมาผัดไข่ ทั้งยังมีรสขมเฝื่อนเหมือนผักป่าส่วนใหญ่ที่เตรียมมาไม่ดีพอ
หลินเจวี๋ยก็ไม่ได้บ่นอะไร
ยุคสมัยนี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ
กระทะเหล็กเพิ่งจะปรากฏขึ้นได้ไม่นาน ก่อนหน้านี้ไม่มีการทำอาหารประเภทผัดเลยด้วยซ้ำ นอกเหนือจากโรงเตี๊ยมเหลาอาหารที่ขายข้าวขายเหล้าโดยเฉพาะ และตระกูลใหญ่โตที่มีพ่อครัวแล้ว ก็แทบไม่ค่อยมีบ้านไหนทำอาหารได้อร่อย ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่ผู้คนส่วนใหญ่แค่กินให้อิ่มท้องยังลำบาก ผักป่าบนเขาอะไรที่พอกินได้ก็ขุดมาหมด ใครจะไปสนเรื่องรสชาติกันล่ะ
การที่อารามเต๋ามีอาหารเหล่านี้ให้กินก็นับว่าดีมากแล้ว
หลินเจวี๋ยเหลือบมองฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง
ศิษย์น้องหญิงเล็กคนนั้นก็เหมือนกับตอนที่เขาสังเกตคนอื่นๆ นางใช้เขาเป็นเป้าหมายในการสังเกตการณ์ เมื่อเห็นเขาคีบอาหารกินอย่างไม่เคอะเขิน นางจึงค่อยๆ ทำตามอย่างระมัดระวัง
เพียงแต่นางกินอย่างพึงพอใจมาก
"อย่ากินแต่ข้าวสิ คีบกับข้าวบ้าง กินไข่กินไข่ ไข่นี่ไก่ที่เราเลี้ยงเองไข่ออกมา มีเยอะแยะ กินไม่หมดหรอก ไม่ต้องเกรงใจ" ศิษย์พี่หกเห็นหลินเจวี๋ยกินแต่ข้าว ศิษย์น้องหญิงเล็กก็กินแต่ข้าว จึงรู้ว่าพวกเขาไม่กล้าคีบกับข้าว เลยร้องเรียกเสียงดัง
"เข้าใจแล้วขอรับ ศิษย์พี่"
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ศิษย์พี่!"
หลินเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเด็กสาวฝั่งตรงข้าม
"กฎของอารามเราคือ ยกเว้นท่านอาจารย์แล้ว พวกเราจะผลัดกันทำอาหาร เปลี่ยนคนทุกเดือน เดือนนี้ถึงตาข้าพอดี" ศิษย์พี่หกกล่าว "พวกเจ้าโชคดีนะ ถ้าไม่ใช่ตาข้า คนอื่นๆ แค่ต้มผักป่าในน้ำเปล่าให้กินก็ดีถมไปแล้ว ถ้าไปเจอศิษย์พี่สาม ไม่ลืมทำกับข้าว ก็คงเอาเหล้ามาผสมในข้าวให้พวกเจ้ากิน จงซาบซึ้งใจในเดือนที่ศิษย์พี่หกของพวกเจ้าคนนี้เป็นคนทำอาหารซะเถอะ"
"..."
หลินเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะมองศิษย์พี่หกผู้นี้
"พวกเจ้าสองคนทำอาหารเป็นหรือไม่?"
"เป็นขอรับ"
"เป็น... ไม่เป็นเจ้าค่ะ..."
"เดือนหน้าถึงตาเจ้าเจ็ดทำอาหาร เดือนถัดไปก็ถึงตาหลินเจวี๋ย ถึงตอนนั้นพวกเจ้าน่าจะคุ้นเคยกับอารามแล้ว ทำอาหารไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ศิษย์พี่ของพวกเจ้าก็ทำไม่เป็นเหมือนกัน แค่ต้มให้สุกก็พอแล้ว"
"เข้าใจแล้วขอรับ"
"ขะ... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ..."
อาหารมื้อเย็นจบลงด้วยการกินจนเกลี้ยง
หลินเจวี๋ยเอาแต่ครุ่นคิดว่าในบรรดาอาคมทั้งเจ็ดอย่าง เขาควรจะเริ่มฝึกหรือเน้นฝึกสิ่งใดเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มีความรู้มากพอ เขาจึงไปหาศิษย์พี่รองผู้เน้นการหลอมโอสถเป็นหลักก่อน
"ศิษย์น้องมีธุระอันใดหรือ?"
"ศิษย์พี่รอง ข้าไม่รู้ว่าควรเรียนอะไร จึงอยากมาขอคำชี้แนะจากท่านเรื่องวิชาการหลอมโอสถก่อนขอรับ"
"ไม่ต้องเกรงใจ"
ศิษย์พี่รองดูเหมือนจะเป็นคนพูดน้อย ซึ่งสังเกตได้จากสีหน้าท่าทาง เขาเพียงแค่พยักหน้า สีหน้าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
ทั้งสองเดินทอดน่องไปท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน
ท้องฟ้ามีจันทร์เสี้ยวลอยเด่น
"ท่านอาจารย์เคยบอกเจ้าหรือไม่ว่า ในยุคโบราณ ผู้บำเพ็ญเพียรบนโลกมนุษย์เน้นการหลอมโอสถเป็นหลัก?"
"เคยขอรับ"
"เจ้าก็รู้ถึงความแตกต่างระหว่างโอสถภายนอกและโอสถภายในด้วยใช่หรือไม่?"
"พอรู้คร่าวๆ ขอรับ"
"เช่นนั้นข้าก็จะไม่พูดให้มากความ" ศิษย์พี่รองเยียนเสวียนอี่พยักหน้า "ในยุคโบราณ ผู้บำเพ็ญเพียรอาศัยการหลอมโอสถเพื่อแสวงหาอิทธิฤทธิ์ อาศัยการหลอมโอสถเพื่อแสวงหาความเป็นอมตะ อาศัยการหลอมโอสถเพื่อแสวงหาการบรรลุเป็นเซียน ปัจจุบันคนส่วนใหญ่มักคิดว่า การหลอมโอสถของผู้บำเพ็ญเพียรมีประโยชน์แค่ใช้รักษาโรคช่วยชีวิตคนและเพิ่มพูนตบะเท่านั้น อย่างมากก็เคยได้ยินในตำนานว่ามียาทองคำที่กินเม็ดเดียวก็เป็นเซียนได้ ความจริงแล้วล้วนไม่ถูกต้องทั้งหมด"
"ขอศิษย์พี่โปรดชี้แนะด้วยขอรับ"
หลินเจวี๋ยเป็นคนใฝ่รู้อยู่แล้ว จึงตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
"ในยุคโบราณผู้คนล้วนหลอมโอสถ โอสถภายนอกย่อมเป็นมรรคาวิถีอันยิ่งใหญ่ ไม่ใช่วิถีเล็กๆ สำนักวิญญาณอาคมในเวลาต่อมากับสำนักโอสถภายนอกในตอนแรกก็มีความเกี่ยวโยงกัน การหลอมโอสถดึงพลังจากฟ้าดิน อาคมก็ดึงพลังจากฟ้าดินเช่นกัน กล่าวโดยสรุปได้ว่า สิ่งที่การบำเพ็ญเพียรและอาคมในสมัยนั้นทำได้ การหลอมโอสถก็ทำได้ทั้งหมด"
พอพูดถึงวิชาหลักที่ตนเองฝึกฝน แม้แต่ศิษย์พี่รองก็อดไม่ได้ที่จะพูดคุยอย่างออกรสมากขึ้น:
"ยกตัวอย่างเช่น การบำเพ็ญเพียรสามารถทำให้เป็นเซียนได้ สามารถทำให้มีอายุยืนยาวได้ การหลอมโอสถก็ทำได้เช่นกัน... เจ้าคงเคยได้ยินเรื่องเล่าขานในสมัยโบราณที่ว่ามีคนกินยาทองคำเข้าไปเม็ดเดียวแล้วเหาะเหินเป็นเซียน หรือได้รับความเป็นอมตะมาบ้างใช่ไหม?"
"เคยได้ยินมาจริงๆ ขอรับ"
"และอีกตัวอย่างหนึ่ง เจ้าเรียนรู้วิชาอาคมเบญจธาตุแขนงหนึ่ง ซึ่งสามารถทำให้เจ้ามุดดินหนีไปได้ ก็มียาชนิดหนึ่งที่กินแล้วสามารถมุดดินหนีไปได้เช่นกัน มีอาคมแขนงหนึ่งที่ทำให้เจ้าพ่นไฟได้ หรือกลับคืนสู่วัยเยาว์ บนโลกนี้ก็มียาชนิดหนึ่งที่กินแล้วสามารถพ่นไฟ หรือกลับคืนสู่วัยเยาว์ได้เหมือนกัน"
"มหัศจรรย์ถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ?"
"มีโอสถภายนอกก่อน จากนั้นจึงมีโอสถภายใน หลังจากนั้นถึงจะเป็นวิญญาณอาคม" ศิษย์พี่รองกล่าว "ทั้งสองอย่างมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกัน น่าเสียดายที่ต่อมาโอสถภายนอกค่อยๆ เสื่อมถอย โอสถภายในก็เร้นกายเข้าไปในหุบเขาลึก เมื่อเวลาผ่านไปจึงไม่รุ่งเรืองเท่าสำนักวิญญาณอาคม ดังนั้นจึงมีอาคมใหม่ๆ มากมายที่การหลอมโอสถไม่สามารถทำได้ นั่นเป็นเพราะอาคมถือกำเนิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่โอสถภายนอกกลับหยุดนิ่งอยู่กับที่ จะว่าไปก็ไม่ใช่แค่หยุดนิ่งอยู่กับที่หรอก ตำรับยาในสมัยโบราณก็สูญหายไปมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน"
"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง"
"น่าเสียดายที่อารามของเราเป็นของสำนักวิญญาณอาคม แม้ข้าจะเรียนวิชาการหลอมโอสถด้วย แต่ก็ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ปรมาจารย์ในสมัยนั้นทิ้งตำรับยาไว้เพียงห้าตำรับ หลายปีที่ผ่านมาคนรุ่นหลังรวบรวมมาได้ก็มีแค่สิบกว่าตำรับเท่านั้น"
ศิษย์พี่รองพูดพลางมองไปที่หลินเจวี๋ย:
"นอกเหนือจากนี้ ข้ายังเชี่ยวชาญอาคมธาตุไฟที่ใช้คู่กับการหลอมโอสถ และรอบรู้วิชา 'การกลืนกิน' และ 'การเก็บเกี่ยว' ด้วย"
"อาคมธาตุไฟหรือขอรับ?"
"หลอมโอสถต้องใช้ไฟนี่นา แต่ตอนนี้เจ้ายังไม่ได้เริ่มฝึกวิญญาณอาคม ต้องฝึกวิญญาณอาคมเสียก่อน พอมีตบะขึ้นมาบ้าง ถึงจะสามารถฝึกอาคมเบญจธาตุได้"
"แล้วข้าจะเริ่มฝึกวิญญาณอาคมได้เมื่อไหร่หรือขอรับ?"
"ไม่ต้องรีบร้อน ศิษย์พี่ใหญ่จะเป็นคนสอนพวกเจ้าเอง หากจะพูดถึงความรีบร้อน ท่านอาจารย์น่าจะรีบยิ่งกว่าเจ้าเสียอีก" ศิษย์พี่รองกล่าวอย่างสงบนิ่ง "เพียงแต่ไม่สามารถเริ่มเรียนตั้งแต่แรกได้... และก็ไม่สามารถเรียนแค่วิญญาณอาคมอย่างเดียวได้เท่านั้น"
"เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นหรือขอรับ?"
"หากเป็นเช่นนั้น จะไม่กลายเป็นว่ารู้เพียงอาคมแต่ไม่รู้วิถีหรอกหรือ?" ศิษย์พี่รองปรายตามองเขาเรียบๆ
"รู้เพียงอาคมแต่ไม่รู้วิถี..."
หลินเจวี๋ยพึมพำ สีหน้าเคร่งขรึมลง
"ได้ยินท่านอาจารย์บอกว่าเจ้าเคยฝึกวิชาบำรุงปราณมาหลายปี หากเจ้าตัดสินใจได้แล้วว่าอยากเรียนการหลอมโอสถ ข้าสามารถสอนเรื่องอื่นเกี่ยวกับการหลอมโอสถให้เจ้าก่อนได้ จากนั้นค่อยสอนเรื่องการกลืนกินและการเก็บเกี่ยว รอจนเจ้าฝึกจนมีพลังเวท และใช้อาคมธาตุไฟเป็นแล้ว ข้าถึงจะสอนวิธีหลอมโอสถให้เจ้า" ศิษย์พี่รองกล่าวแล้วเตือนอีกประโยค "จริงสิ แม้ตอนนี้เจ้ายังไม่สามารถเริ่มเรียนวิญญาณอาคมได้ แต่วิชาบำรุงปราณที่เจ้าเคยเรียนมาก่อนหน้านี้ก็ยังสามารถฝึกฝนต่อไปได้ ถึงตอนนั้นความสำเร็จและตบะจากวิชาบำรุงปราณของเจ้าก็จะสามารถนำมาใช้กับวิญญาณอาคมได้เช่นกัน"
"ขอบคุณศิษย์พี่รองมากขอรับ"
"ยังมีธุระอื่นอีกหรือไม่?"
"ยังมีขอรับ..."
"เรื่องอันใด?"
"ข้ากับท่านอาจารย์ไปร่วมงานเลี้ยงของเจ้าแห่งขุนเขา ระหว่างทางบังเอิญได้แก่นแท้ดินไม้มาขั้วหนึ่ง" หลินเจวี๋ยพูดพลางล้วงแก่นแท้ดินไม้ออกมาจากอกเสื้อด้วยความรู้สึกขัดเขินเล็กน้อย "ได้ยินมาว่าแค่พกติดตัวก็มีประโยชน์แล้ว แต่ถ้าสามารถนำไปหลอมเป็นโอสถได้สรรพคุณจะดียิ่งกว่า ข้าจึงอยากขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่รองว่าควรหลอมอย่างไรขอรับ"
"ก็แค่แก่นแท้เบญจธาตุ ไม่มีอะไรมากไปกว่าการสกัดเอาไอวิญญาณออกมา หากเจ้าต้องการหลอมเป็นโอสถเพื่อกลืนกิน ก็เอามาให้ข้าเถอะ อีกไม่กี่วันถ้าข้าว่างจะจัดการให้"
"เช่นนั้นก็ต้องรบกวนศิษย์พี่รองแล้วขอรับ"
"เกรงใจกันเกินไปแล้ว"
ศิษย์พี่รองยังมีสีหน้าสงบนิ่งดังเดิม เขารับแก่นแท้ดินไม้ของหลินเจวี๋ยมา แล้วหันหลังเดินจากไปท่ามกลางความมืดมิดมุ่งหน้าสู่เรือนพักของตน มีเพียงน้ำเสียงราบเรียบที่ลอยแว่วมา:
"พวกเราเป็นแค่อารามเล็กๆ คนไม่เยอะ มีแค่ศิษย์พี่ศิษย์น้องอยู่ด้วยกันทั้งวัน ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรมากมายหรอก"
"เข้าใจแล้วขอรับ"
หลินเจวี๋ยยืนนิ่งอยู่กับที่
แมวและสุนัขบนพื้นหลายตัวแหงนหน้ามองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
จู่ๆ เขาก็รู้สึกโชคดีที่เลือกมาอยู่ที่นี่
เมื่อกลับถึงห้อง เขาก็ครุ่นคิดจนผล็อยหลับไป
แม้จะเป็นช่วงกลางฤดูร้อน ทว่าบนเขากลับยังคงเย็นสบาย พอตกกลางคืนก็เงียบสงบจนได้ยินเสียงร้องของนกและสัตว์ป่าจากที่ไกลแสนไกล ช่างเงียบสงบและชวนให้หลับสบาย
...
เช้าตรู่ เขาถูกศิษย์พี่ใหญ่ปลุกให้ตื่น
ศิษย์พี่ใหญ่เรียกหลินเจวี๋ยและศิษย์น้องหญิงเล็กไปที่ตำหนักปานซานพร้อมกัน เวลานี้ในตำหนักปานซานมีเพียงพวกเขาสามคน เขามอบคัมภีร์ให้คนละเล่ม แล้วบอกให้พวกเขาสวดท่อง
หนังสือเล่มนี้หลินเจวี๋ยเคยเห็นมาก่อน
มันคือ "คัมภีร์อินหยาง" นั่นเอง
"อ่านหนังสือร้อยจบ ความหมายปรากฏแจ้ง เดือนแรกพวกเจ้าต้องท่องคัมภีร์อินหยางทุกเช้าวันละหนึ่งจบก่อน"
คำพูดของศิษย์พี่ใหญ่นั้นคล้ายคลึงกับศิษย์พี่รอง อารามแห่งนี้ฝึกวิญญาณอาคมอินหยาง แก่นแท้ของมรรคาวิถีอินหยางจึงจะเป็นวิถี ส่วนวิญญาณอาคมอินหยางเป็นเพียงแค่อาคม ดังนั้นก่อนที่จะเรียนวิญญาณอาคม จึงต้องให้พวกเขาท่องคัมภีร์อินหยางเสียก่อน
คิดว่านี่คงจะเป็นการทำวัตรเช้าของสำนักฝูชิวแล้วกระมัง
หลินเจวี๋ยไม่พูดอะไรมาก แล้วเริ่มอ่านทันที
"ฟ้ากำเนิดเบญจปราณ ดินรองรับอินหยาง ทิวาราตรีสลับสับเปลี่ยน ฤดูกาลหมุนเวียน ล้วนคือวิถีแห่งอินหยาง..."
หลินเจวี๋ยอ่านไปเรื่อยๆ ก็พบว่าข้างๆ ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
พอหันไปมอง
ศิษย์น้องหญิงเล็กประคองคัมภีร์อินหยาง นั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ใบหน้าเล็กๆ ขาวผ่องดูงดงามนั้นเต็มไปด้วยความงุนงง ดวงตาก็ไม่รู้ว่าควรมองไปทางไหนดี
ประเดี๋ยวก็มองหนังสือ ประเดี๋ยวก็มองหลินเจวี๋ย
แล้วก็หันไปมองศิษย์พี่ใหญ่ออีก
"เป็นอะไรไป? อ้อ! เจ้าอ่านหนังสือไม่ออกงั้นรึ?" ศิษย์พี่ใหญ่เข้าใจแล้ว
"..."
"ไม่เป็นไร ในเมื่ออ่านหนังสือไม่ออก เจ้าก็กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ" ศิษย์พี่ใหญ่กล่าว "อีกสองวันจะมีคนสอนเจ้าอ่านหนังสือเอง ไม่ต้องรีบร้อน เรียนอ่านหนังสือให้เป็นก่อนค่อยว่ากัน"
"อืม..."
ศิษย์น้องหญิงเล็กทำได้เพียงพยักหน้าแล้ววางหนังสือลง
"กลับไปพักผ่อนเถอะ"
ทว่าศิษย์น้องหญิงเล็กกลับไม่ยอมไป นางยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แล้วเหลือบมองหลินเจวี๋ย "ข้าขอฟังศิษย์พี่เล็กท่อง..."
"ก็ดีเหมือนกัน"
ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้คัดค้าน
การใฝ่รู้เป็นเรื่องที่ถูกต้องเสมอ
หลินเจวี๋ยก็ไม่ติดใจอะไร จึงสวดท่องต่อไป
"ฟ้ากำเนิดเบญจปราณ ดินรองรับอินหยาง ทิวาราตรีสลับสับเปลี่ยน ฤดูกาลหมุนเวียน ล้วนคือวิถีแห่งอินหยาง..."
ท่องไปได้ครู่หนึ่งก็ชะงัก แล้วหันกลับไปมอง
เด็กสาวยังคงมีสีหน้างุนงง
"หมายความว่า สวรรค์ได้ให้กำเนิดปราณทั้งห้า ผืนดินก็รองรับการสลับสับเปลี่ยนของอินหยาง อืม ตรงนี้น่าจะเป็นการใช้โวหารภาพพจน์ที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือทั้งฟ้าและดินล้วนมีปราณทั้งห้า มีการสลับสับเปลี่ยนของอินหยาง การเปลี่ยนแปลงของกลางวันและกลางคืน การหมุนเวียนของฤดูกาลล้วนเป็นวิถีแห่งอินหยาง..."
จากนั้นก็ท่องประโยคถัดไปต่อ
เด็กสาวนั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง สีหน้าของนางเผยให้เห็นถึงความซาบซึ้งใจและความละอายใจอย่างชัดเจน







