4. บทที่ 4 ฤดูใบไม้ร่วงปีนั้นที่ความรักก่อตัว
【วันที่ 27 มีนาคม ปี 2003 สภาพอากาศ: แจ่มใส อารมณ์: ?!
...
เมื่อได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของโรงเรียนมัธยมสือซื่ออย่างแท้จริง คุณจะเชื่อเลยว่าที่นี่คือสถานที่ที่เหมาะกับการมีความรักอย่างยิ่ง
เช่นเดียวกับสวนเสิ่นหยวนในเส้าซิง สือซื่อราวกับเป็นโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกบูรณะขึ้นมาเพื่อความรักที่ถูกลืมเลือนโดยเฉพาะ
ประตูโรงเรียนโบราณที่มีกำแพงสีแดงและกระเบื้องสีดำ อาคารเรียนทรงระเบียงทางเดินที่สร้างเลียนแบบหินอ่อนฮั่นไป๋อวี้ บนดาดฟ้าหลังคาระเบียงมีภาพวาดสีควันบุหรี่แนวหดหู่ของนักเรียน
กระดานข่าว BBS อันโด่งดัง แบกรับความลับที่ผ่านกาลเวลา ความคับข้องใจในวัยหนุ่มสาว ความรักและความเหงา ตลอดจนวาทะเด็ดสุดฮาของเหล่าอัจฉริยะมากมาย
โรงเรียนจะทาสีกำแพงใหม่ปีละครั้ง แต่ทุกปีนักเรียนใหม่ก็ยังคงพากันไปจารึกเรื่องราววัยรุ่นอันปราศจากการปรุงแต่งของพวกเขาไว้ที่นั่นอย่างพร้อมเพรียง อายุการเก็บรักษาของความรู้สึกเหล่านี้มีเพียงหนึ่งปี ทว่าสัมผัสของมันกลับสมจริงยิ่งกว่าบนโลกอินเทอร์เน็ต
วัยหนุ่มสาวที่ถูกบันทึกไว้บนกำแพงหินด้วยปากกา น้ำยาลบคำผิด หรือมีดแกะสลัก เมื่อลูบคลำดูแล้ว ช่างให้ความรู้สึกถึงความผ่านโลกมาอย่างโชกโชนที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจ
บ้านหินหลังนี้ทำให้วันวัยอันไร้เดียงสาของเราอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของดิน
ต้นไม้สีเขียว กำแพงสีแดง สวนโม่รั่ว รูปปั้นเหวินเวิง ระฆังโบราณ ศาลาและหอคอย ราวกับไม่เคยได้รับความสนใจ ทว่าพวกมันล้วนดำรงอยู่อย่างแท้จริงในฉากหลังแห่งความทรงจำ ฉากหลังของเรื่องราวเหล่านั้น
และช่วงวัยรุ่นของเราก็อยู่ในฤดูฝนตลอดกาล
เปียกชื้น สดชื่น เทกระหน่ำ ผูกพันลึกซึ้ง...】
เมื่อเขียนมาถึงตรงนี้ ฉินมั่นมั่นก็ปิดสมุดบันทึกลง พลางมองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกเสียดายเล็กน้อย
ต้นแปะก๊วยโบราณสูงตระหง่านในสวนโม่รั่วกำลังผลิใบสีเขียวอ่อน หากตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ร่วงจะดีสักแค่ไหนกันนะ?
ท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้สีเหลืองที่ปลิวว่อนราวกับผีเสื้อสีเหลืองนับพันนับร้อยตัวกำลังขยับปีก จะดึงดูดให้คู่รักในวิทยาเขตเดินทอดน่องจนลืมเวลา
น่าเสียดายจริงๆ!
ฉินมั่นมั่นนั่งขดขาอยู่บนรั้วไม้ใต้ต้นไม้ สองแขนกอดเข่า เงยหน้ามองสีเขียวชอุ่มบนกิ่งไม้ รู้สึกเศร้าหมองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
วัยรุ่นอันไร้เดียงสาของตัวเองหลุดลอยไปอย่างเงียบเชียบเช่นนี้เอง
ต้องโทษชิงอวิ๋นคนนั้น!
...
วันที่ 31 สิงหาคม ปี 2000
"ชิงอวิ๋น? นี่เป็นชื่อที่ดีเลยนะ!"
ในพิธีเปิดชั้นเรียน หลังจากที่ครูประจำชั้นหลีฟางผิงให้ชิงอวิ๋นที่แนะนำตัวเสร็จกลับไปนั่งที่ เขาก็พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
"รุ่นพี่เก่าแก่ของพวกเธอ ซือหม่าเซียงหรู มีชื่อรองว่า ฉางชิง และรุ่นพี่เก่าแก่อีกคน หยางสยง มีชื่อรองว่า จื่ออวิ๋น ทั้งสองเป็นนักแต่งกวีที่โด่งดังที่สุดในยุคราชวงศ์ฮั่น และถูกเรียกรวมกันว่า 'ชิงอวิ๋น'
ขณะเดียวกัน นี่ก็ยังเป็นบทเพลงโบราณที่บันทึกไว้ใน 'ซั่งซูต้าจ้วน' ทั้งยังเป็นชื่อเพลงชาติของสาธารณรัฐจีน แม้แต่ชื่อของมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นก็มีที่มาจากสิ่งนี้เช่นกัน
ชิงอวิ๋น สามปีนี้ เธอต้องพยายามให้มากๆ นะ ในอนาคตถ้าได้เข้ามหาวิทยาลัยฟู่ตั้น เธอจะพบว่ามหาวิทยาลัยฟู่ตั้นยังมีตึกชิงอวิ๋นอยู่อีกด้วย..."
การอ้างอิงอย่างกว้างขวางของหลีฟางผิง ทำเอานักเรียนที่อยู่ด้านล่างถึงกับเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง
หรือว่าในโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ ครูประจำชั้นที่ไม่อยากเป็นครูสอนภาษาจีน จะไม่ใช่ครูสอนคณิตศาสตร์ที่ดี?
ชิงอวิ๋นเองก็แอบบ่นในใจ
เขาสาบานได้เลยว่า ตอนที่ปู่ผู้ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียวตั้งชื่อนี้ให้เขา ปู่ไม่เคยคิดถึงเรื่องพวกนี้อย่างแน่นอน
หลังจากพิธีเปิดชั้นเรียนก็คือการทำความสะอาดครั้งใหญ่
เพิ่งเข้าโรงเรียน ทุกคนยังไม่ขี้เกียจเท่าไหร่นัก ต่างแย่งกันทำสิ่งที่ตัวเองพอจะทำได้
ฉินมั่นมั่นสวยมาก เธอที่โตเป็นสาวเร็วกว่าวัยตั้งแต่ ม.4 พอเข้าโรงเรียนมาก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม
แต่ในห้องเรียนที่ครูประจำชั้นกำลังจับตาดูอยู่นี้ ก็ไม่มีผู้ชายคนไหนกล้าเข้าไปเอาอกเอาใจ
ตัวสูง ย่อมมีประโยชน์ของคนตัวสูง การเช็ดถูตามซอกมุมที่อยู่สูงๆ จึงถูกหลีฟางผิงมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของเธอ
ฉินมั่นมั่นก็ไม่ได้ทำตัวคุณหนู เธอถลกแขนเสื้อ เหยียบเก้าอี้ขึ้นไปเช็ดทันที
ในตอนนั้นหลีฟางผิงก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ในห้องเรียนนี้ คนที่ทำให้เขาจับตามองมากที่สุดก็คือฉินมั่นมั่น
ช่วยไม่ได้ เธอเป็นลูกสาวคนเดียวของประธานกลุ่มบริษัทโฮ่วพั่ว ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนอันดับหนึ่งในร้อยอันดับแรกของประเทศฮว่า
กลุ่มบริษัทโฮ่วพั่วมีต้นกำเนิดในซีสู่ หยั่งรากลึกในภาคตะวันตกเฉียงใต้ ความเกี่ยวพันอันซับซ้อนภายในนั้นทำให้เขาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือ ฉินมั่นมั่นจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับชีวิตส่วนรวมได้
เพราะเขาได้ยินมาว่าตั้งแต่เด็กเธอได้รับการศึกษาแบบชนชั้นสูงแบบตัวต่อตัวส่วนตัว ตอนประถมและมัธยมต้นก็แค่มีชื่อแขวนไว้ในโรงเรียนเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าบนตัวฉินมั่นมั่นไม่มีความเย่อหยิ่งและบอบบางแบบเจ้าหญิง หลีฟางผิงก็พยักหน้าอย่างเงียบๆ แล้วเรียกนักเรียนที่มีเลขที่คู่ในห้องไปขนหนังสือ
ไม่ใช่เด็กประถมหนึ่งประถมสองสักหน่อย ที่การทำความสะอาดครั้งใหญ่ต้องระดมคนทั้งห้อง
คล้อยหลังหลีฟางผิงเดินออกไป ในห้องเรียนก็คึกคักขึ้นมาทันที ต่างคนต่างทักทายกัน
ความจริงแล้วหลายคนเป็นคนคุ้นเคยกันทั้งนั้น หากอยากเรียนมัธยมปลายที่สือซื่อ เส้นทางที่ง่ายที่สุดก็คือการเรียนมัธยมต้นที่สือซื่อ
ราวๆ ครึ่งหนึ่งมาจากโควตาเลื่อนชั้นตรง
ก็แค่มาจากห้องเรียนตอนมัธยมต้นที่ต่างกันเท่านั้น
ส่วนคนที่สอบเข้ามาได้ ในเวลานี้ก็พยายามเพิ่มความกลมกลืนอย่างรู้ตัว โดยเป็นฝ่ายเข้าไปพูดคุยก่อน
ผู้ชายคุยเรื่องกีฬา คอมพิวเตอร์ เกม ผู้หญิงคุยเรื่องการ์ตูน นิยาย เสื้อผ้า
ไม่นาน ผู้คนในห้องเรียนก็สังเกตเห็นความผิดปกติ
มีคนที่ไม่เข้าพวก
แถมยังมีถึงสองคน
ฉินมั่นมั่นที่สวยที่สุด และชิงอวิ๋นที่แต่งตัวเชยที่สุดในห้อง
ฉินมั่นมั่นพูดยากอยู่ ความจริงแล้วเธอก็เป็นนักเรียนของมัธยมต้นสือซื่อ แค่ไม่เคยไปโรงเรียนเลย
นักเรียนที่มาจากมัธยมต้นสือซื่อต่างก็รู้ดีว่ามีบุคคลลึกลับเบอร์นี้อยู่
เพราะฉินมั่นมั่นจะมาสอบทุกเทอม แถมยังครองอันดับหนึ่งในบอร์ดจัดอันดับเสมอ
เรื่องการศึกษาแบบชนชั้นสูง พวกเขาก็เคยได้ยินจากปากครูที่ชอบซุบซิบมาบ้างไม่มากก็น้อย
แม้จะไม่รู้ว่าครอบครัวของเธอมีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหน แต่เด็กที่สอบเข้าโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ได้ วิสัยทัศน์ก็ไม่ได้คับแคบขนาดนั้น พวกเขาจะไม่เป็นฝ่ายเข้าไปประจบประแจงเจ้าหญิงคนนี้ก่อน
รอให้เจ้าหญิงอารมณ์ดีแล้วค่อยๆ ปรับตัวเข้าหากันก็แล้วกัน
ส่วนชิงอวิ๋นเนี่ยสิ น่าสนใจเลยทีเดียว
โรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเด็กต่างถิ่น แต่ละรุ่นก็มีหลายสิบคน
ล้วนเป็นอันดับหนึ่งในการสอบเข้ามัธยมปลายจากโรงเรียนมัธยมต้นที่ดีที่สุดในแต่ละเมืองและเขตของมณฑลซีสู่ หรือที่เรียกกันติดปากว่า 'พวกหัวกะทิ'
แต่คนที่เปิดเทอมมาก็ใส่กางเกงทรงชุดทหารสีเขียวยุคหกศูนย์ จับคู่กับเสื้อลายขวางกะลาสีเรือยุคเจ็ดศูนย์แบบชิงอวิ๋น พวกเขาเคยเห็นแต่ในรูปถ่ายขาวดำของรุ่นพ่อแม่เท่านั้น
รองเท้าผ้าใบเฟยเยว่บนเท้านั่น ยิ่งพลิกความเข้าใจของพวกเขาไปเลย
ดูออกเลยว่าเสื้อผ้าทั้งสามชิ้นนี้เป็นของใหม่เอี่ยม ซึ่งนี่แหละที่หายากยิ่งกว่า
นี่มันยุคไหนกันแล้ว?
เฉินเยว่ สาวน้อยร่างเล็กผอมบาง มองดูชิงอวิ๋นที่กำลังเหยียบโต๊ะเช็ดกระจกอยู่ ดวงตากลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะเอ่ยปากพร้อมรอยยิ้ม
"นี่! ชิงอวิ๋น! ใครตั้งชื่อให้เธอเหรอ?"
ชิงอวิ๋นได้ยินคนเรียกตัวเองก็หันหน้ามา เกาหัวแล้วตอบยิ้มๆ "ปู่ฉันเอง"
'การสังเกตสีหน้าและท่าทางเป็นทักษะพื้นฐานที่สุดในการเอาชีวิตรอดในสังคมของคนเรา' เด็กที่โตในชนบทเข้าใจประโยคนี้อย่างถ่องแท้ยิ่งกว่าใคร
เพราะถึงอย่างไร แค่มองหางหมาก็ดูไม่ออกหรอกว่าหมาอารมณ์ดีหรือร้าย
ชิงอวิ๋นที่ตอนเด็กๆ โดนหมาวิ่งไล่กวดมาไม่น้อย จึงอัปสกิลนี้จนเต็มหลอด
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่มีความอยากรู้อยากเห็นปะปนกับความหวังดี เขาก็รู้ว่านี่คือการที่กลุ่มกำลังดึงดูดให้เขาเข้าไปร่วมด้วยอย่างกระตือรือร้น
"โธ่! ปู่ฉันไม่รู้หนังสือสักตัว จะไปรู้จักซือหม่าเซียงหรูอะไรนั่นได้ยังไงล่ะ!
ตอนฉันเกิด ท่านก็แค่เงยหน้ามองฟ้า พอดีเห็นก้อนเมฆ ก็เลยตั้งชื่อนี้ให้ซะเลย
อย่าไปฟังที่อาหลีพูดซะดูลึกลับขนาดนั้นเลย เพลงชิงอวิ๋นอะไรเนี่ย ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกเหมือนกัน"
ชิงอวิ๋นโกหกเล็กน้อยตรงนี้
วันนั้น บนท้องฟ้ามีเมฆรูปร่างเหมือนสายไหมอยู่จริงๆ
แต่วันนั้นไม่ใช่วันเกิดของเขา ทว่าเป็นวันที่ปู่เก็บเขามาได้ต่างหาก
แต่ก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันหรอก
คำโกหกสีขาว ไม่ใช่การปิดบัง แต่เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูดออกไป
ไม่ใช่ช่วงเรียกคะแนนความสงสารเสียหน่อย
จากสายตาของเพื่อนร่วมชั้น เขาก็รู้ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย
ไม่อย่างนั้นก็คงพูดไปแล้วว่า ในเมื่อปู่ไม่รู้หนังสือ แล้วพ่อแม่ล่ะ น่าจะรู้หนังสือไม่ใช่เหรอ?
เขาเกิดในชนบท แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมของคนเมือง
นักเรียนดีเด่นระดับมณฑล มีคะแนนบวกเพิ่มในการสอบเกาเข่า
โรงเรียนมัธยมระดับท็อปอย่างโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ จะมีโควตาทุกปี และกรรมการห้องของห้องเรียนพิเศษก็มีโอกาสมากที่สุด
เรื่องนี้เขาขอไม่เข้าไปร่วมวงด้วยแล้วกัน
ก็เหมือนกับเด็กสาวร่างสูงโปร่งที่กำลังเช็ดกระดานดำอยู่นั่น สวยมาก มีเสน่ห์ดึงดูดมาก แต่ก็ไม่ใช่คนที่เขาจะเอื้อมถึง
ความกระตือรือร้นของเพื่อนร่วมชั้นในตอนนี้ ก็ยังมีความจริงใจอยู่บ้าง ถึงอย่างไรเด็กอายุราวสิบห้าปี ก็ยังเล่นลูกไม้ตุกติกอะไรได้ไม่มากนัก
แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นการแสดงความสามารถในการเข้าสังคมของแต่ละคน โดยหวังว่าจะโดดเด่นในการเลือกตั้งที่จะตามมา
"เนื้อเพลงนั้นเป็นยังไงเหรอ? ฉันชักจะสงสัยแล้วสิ ทำไมถึงไปเกี่ยวโยงกับฟู่ตั้นได้ล่ะ"
ไม่ใช่แค่เฉินเยว่ คนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นั่นต่างก็แสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
ในโรงเรียนมัธยมจิ่นเฉิงสี่ที่มีชื่อเสียงด้านสายศิลป์ มหาวิทยาลัยสายวิศวกรรมอย่างมหาวิทยาลัยหัวชิง ย่อมไม่เป็นที่ใฝ่ฝันเท่ามหาวิทยาลัยเยียนจิงและมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น
"ไม่เป็นไร อาหลีบอกว่าบันทึกไว้ใน 'ซั่งซูต้าจ้วน' ไม่ใช่เหรอ? วันหลังทำบัตรยืมหนังสือแล้วค่อยไปค้นในห้องสมุดดูก็รู้แล้ว"
เฉินเยว่พูดอย่างไม่ใส่ใจ เธอครุ่นคิดว่าควรจะดึงบทสนทนาไปที่ฉินมั่นมั่นดีหรือไม่
เพราะตอนนี้ในห้องเรียนก็คุยกันหมดแล้ว ปล่อยให้ฉินมั่นมั่นอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวก็คงไม่ดี
"ฉันไปยืมเอง! เมื่อวานตอนมามอบตัวฉันทำบัตรยืมหนังสือแล้ว"
ชิงอวิ๋นมองเผิงชางซวี่ที่พูดจบก็วิ่งพรวดพราดออกไปด้วยความตื่นเต้นอย่างจนใจเล็กน้อย
นี่คือหนึ่งในรูมเมตของเขา สอบเข้ามาจากโรงเรียนมัธยมระดับอำเภอ ตีความคำว่า 'คนชอบสอดรู้สอดเห็น' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"พี่ชาย เตะบอลเป็นไหม?"
คนที่เช็ดกระจกอยู่ข้างๆ ขยับเข้ามาชนไหล่กับชิงอวิ๋น
ชิงอวิ๋นจำคนคนนี้ได้ หลิวเจี้ยนหง ตอนแนะนำตัวก็บอกว่าชอบเตะฟุตบอล
เสียงจอแจของคนในห้องเรียนที่ดูวุ่นวาย กลับทำให้ฉินมั่นมั่นที่กำลังเช็ดฝุ่นบนลำโพงห้องเรียนอยู่โค้งคิ้วและดวงตาขึ้นอย่างมีความสุข
เธอแอบฟังบทสนทนาของทุกคนเงียบๆ
ทุกสิ่งทุกอย่างในโรงเรียนทำให้เธอรู้สึกแปลกใหม่มาก ในที่สุดก็ไม่ต้องเรียนคนเดียวอีกต่อไป
ความจริงแล้ว ไม่ใช่เพราะที่บ้านของเธอเรื่องมากจนมองข้ามการศึกษาในโรงเรียน
แต่เป็นเพราะเธอมีอาการภูมิแพ้อย่างรุนแรง แพ้ฝุ่น
ร่างกายแบบนี้ หากอยู่ในโรงเรียน ดีไม่ดีอาจถึงตายได้
แน่นอนว่า ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ หลังจากเข้ารับการรักษาด้วยวิธีถอนภูมิแพ้มานานหลายปี อาการภูมิแพ้ของเธอก็หายขาด จึงได้ก้าวเข้ามาในรั้วโรงเรียน
จิ่นเฉิงในปี 2000 กำลังมีการก่อสร้างครั้งใหญ่
โรงเรียนมัธยมสือซื่อที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมือง ตอนนี้รอบๆ ล้วนเป็นสถานที่ก่อสร้าง
หลังจากถูกทิ้งร้างมาตลอดช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ความจริงแล้วตามซอกมุมต่างๆ ในห้องเรียนก็มีฝุ่นเยอะทีเดียว
ฉินมั่นมั่นเช็ดถูอย่างตั้งใจ เพราะเหตุผลทางร่างกาย เธอจึงไม่เคยแตะต้องงานบ้านมาก่อน ท่าทางจึงดูงุ่มง่ามมาก
แต่ในสายตาของคนอื่นๆ ในห้องเรียน กลับตีความหมายไปอีกทางหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
เด็กหนุ่มเด็กสาววัยกำลังโตไม่ได้มีความคิดร้ายกาจอะไรมากมาย ภาพของเจ้าหญิงที่งดงามราวกับนางฟ้าถลกแขนเสื้อตั้งใจทำงาน ไม่ได้ทำให้แค่ผู้ชายหวั่นไหวเท่านั้น
"ฉินมั่นมั่น ขอบกระดานดำด้านบนใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นก็พอ ไม่ต้องเช็ดหรอก ถ้าน้ำหยดลงมาจะทำให้กำแพงเลอะได้"
หยางย่าเพื่อนร่วมโต๊ะของเธอเป็นคนแรกที่เดินเข้าไป
ฉินมั่นมั่นที่ยืนอยู่บนเก้าอี้ได้ยินดังนั้นก็รีบหันไปทักทาย โดยไม่ทันระวัง สายเอี๊ยมของกางเกงจึงไปเกี่ยวเข้ากับตะขอแขวนจอโปรเจกเตอร์บนกำแพง
"อ๊ะ!"
ด้วยความตื่นตระหนก ฉินมั่นมั่นเผลอเตะเก้าอี้ของตัวเองจนล้ม และด้วยความบังเอิญ ในระหว่างที่ดิ้นรน สายเอี๊ยมอีกข้างก็ดันไปเกี่ยวเข้ากับตะขอบนกำแพงด้วยเช่นกัน
"ฮ่าๆๆๆๆๆ!"
เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วห้องเรียน
ฉินมั่นมั่นเกิดความรู้สึกอยากตายขึ้นมาทันที
เปิดเทอมวันแรก ก็แขวนตัวเองไว้ในห้องเรียนซะแล้ว?
สองเท้าของเธอเตะป่ายไปมาอย่างหมดหนทาง จนไปเตะโดนตู้เหล็กทรงสูงข้างๆ ดังปังๆ
เรียน...
ไม่ต้องไปเรียนมันแล้ว!
เธอเอามือปิดใบหน้าเล็กๆ ที่แดงก่ำด้วยความอับอาย เท้าทั้งสองข้างที่ลอยอยู่กลางอากาศพยายามจิกพื้นรองเท้าบูทอย่างสุดกำลัง
ท่าทางแบบนี้ยิ่งทำให้ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
เมื่อเห็นเจ้าหญิงน้อยกระอักกระอ่วน หยางย่าและเฉินเยว่รวมถึงคนอื่นๆ ก็กลั้นหัวเราะ เตรียมจะเข้าไปช่วยเธอ แต่กลับถูกชิงอวิ๋นยื่นมือมาขวางไว้
หยางย่าขมวดคิ้ว มองเด็กหนุ่มท่าทางเชยๆ ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ
สิ่งที่ทำให้เธอสับสนก็คือ ในเวลานี้ชิงอวิ๋นมีสีหน้าจริงจัง ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ทำท่าให้ทุกคนเงียบ
ท่ามกลางสายตาอันสงสัยของทุกคน ชิงอวิ๋นชี้ไปที่ตู้ทรงสูงข้างตัวฉินมั่นมั่น
ทุกคนในห้องเรียนมองตามไป สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที บนตู้ทรงสูงปรากฏร่างของงูท่อนหนึ่งอย่างชัดเจน
ลำตัวงูกำลังเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ
แม้จะมองไม่เห็นหัวงู แต่จากทิศทางการเคลื่อนไหว ทุกคนก็รู้ว่าหัวงูอยู่ที่ขอบกระดานดำด้านบน ด้านหลังศีรษะของฉินมั่นมั่น
เด็กผู้หญิงที่ขี้ขลาดถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างอดไม่ได้
"ห้ามร้องเด็ดขาด! ถ้างูถูกกระตุ้นมันจะโจมตีคน! ฉันจะจับเอง!" ชิงอวิ๋นหันกลับมาและพูดเสียงเบา
ต่างจากเด็กที่โตในเมือง ชิงอวิ๋นที่โตในชนบทรู้สัญชาตญาณของงูดี
เขาต้องหยุดเสียงกรี๊ดของพวกผู้หญิงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ก็ปล่อยให้ฉินมั่นมั่นรู้ว่ามีงูอยู่ข้างหลังเธอไม่ได้
เกล็ดหลังของลำตัวงูที่โผล่ออกมาเป็นสีเขียว ชัดเจนเลยว่านี่คืองูเขียวหางไหม้
หลังจากทำให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ชิงอวิ๋นที่หันขวับไปก็หน้าคล้ำลงเล็กน้อย
ลำตัวสีเขียวมีแถบสีขาว มันคืองูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง โชคของฉินมั่นมั่นคนนี้จะแย่เกินไปหน่อยแล้ว
งูเขียวหางไหม้มีหลายชนิด งูเขียวหางไหม้ท้องเหลืองเป็นชนิดที่มีพิษร้ายแรงที่สุด แม้ว่าตอนนี้จะมีเซรุ่มจนไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ก็ทรมานคนไม่น้อย
ชิงอวิ๋นสบถในใจ
ให้ตายสิ นี่ไม่ควรเรียกว่าโรงเรียนมัธยมสือซื่อวิทยาเขตเหวินเมี่ยวหรอก ควรเรียกว่าวนอุทยานเหวินเมี่ยวมากกว่า!
เขาถอดเสื้อลายขวางของตัวเองออกอย่างคล่องแคล่ว กำไว้ในมือทั้งสองข้าง แล้วเดินแกมวิ่งไปที่หน้าห้องเรียน
ตอนนี้ไม่มีที่หนีบงู เขาเตรียมจะใช้เสื้อทำเป็นตาข่ายคลุมหัวงูไว้ก่อน แล้วค่อยลงมือจับงูอย่างรวดเร็ว
ตอนอยู่หมู่บ้าน เขาจับงูมาไม่น้อย จึงไม่รู้สึกกลัว ขอแค่เข้าไปใกล้ๆ อย่างแผ่วเบา งูก็จะไม่รับรู้ถึงอันตราย
อีกอย่าง โดยท่องไปงูจะไม่เป็นฝ่ายโจมตีคนก่อน แถมเวลาเจอคนก็จะหลบหนีด้วยซ้ำ
เห็นได้ชัดว่า ก่อนหน้านี้งูตัวนี้น่าจะขดตัวอยู่บนตู้ทรงสูงมาตลอด เพียงแต่เพิ่งตกใจเพราะรองเท้าบูทหัวโตของฉินมั่นมั่นที่เตะโดนตู้ จึงเตรียมจะย้ายที่
ฉินมั่นมั่นที่แขวนตัวเองอยู่บนกำแพง สังเกตเห็นว่าเสียงหัวเราะที่ได้ยินหยุดลงอย่างกะทันหัน ก็รู้สึกสงสัยในใจ
เธอค่อยๆ แง้มปลายนิ้วที่ปิดบังใบหน้าเล็กๆ ของตัวเองออก ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นร่างท่อนบนที่เปลือยเปล่ากำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
"กรี๊ด~~~~!"
ฉินมั่นมั่นเบิกตากว้าง เธอแม้แต่โรงเรียนอนุบาลก็ยังไม่เคยเข้า จะเคยเห็นภาพที่น่าตื่นเต้นขนาดนี้ได้ยังไง!
ชิงอวิ๋นที่กำเสื้อลายขวางไว้พูดไม่ออก เสียงแหลมปรี๊ดที่ดังขึ้นมาอย่างกะทันหันแทบจะเจาะทะลุแก้วหูของเขา
เมื่อเห็นว่างูที่ขอบกระดานดำด้านบนโผล่หัวออกมาแล้ว เขาก็ไม่มีเวลาให้คิดอะไรอีก ก้าวพรวดเดียวเข้าไป ใช้ความไวของสายตาและมือรวบหัวงูไว้ แล้วเหวี่ยงไปทางหน้าต่างทันที
เขาเองก็กำลังเดิมพัน ความจริงแล้วการเคลื่อนไหวของคนไม่มีทางเร็วกว่างู แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉิน งูจะชะงักไปชั่วขณะ
ถึงเดิมพันแพ้ก็ไม่เป็นไร
การโจมตีของงูมีลำดับความสำคัญ มันจะเลือกโจมตีเป้าหมายที่เป็นภัยคุกคามมากที่สุดก่อน
เขาโดนกัดสักทีก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ อย่างมากก็แค่แขนบวมดำไปสักเดือนนึง
แต่เขาทำใจไม่ได้ถ้าฉินมั่นมั่นจะโดนกัด







