อยู่ให้ห่างจากราชวงศ์แคว้นเฉิน
มู่หรงชิวสุ่ยพูดประโยคนี้จบ ก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีกเลย
ถ้อยคำทั้งหกนี้มีน้ำหนักมากเกินไป ตอนที่หลี่กวนอีนอนอยู่บนเตียงหินพังๆ นั้น ราวกับว่ามันยังคงดังก้องอยู่ในหู ราชวงศ์แคว้นเฉิน ชื่อนี้ย่อมมีน้ำหนักในตัวเองโดยธรรมชาติ ประกอบกับที่ท่านอาหญิงบอกว่า ต้องออกไปให้พ้นเขตแคว้นเฉินก่อน ถึงจะบอกเรื่องราวในอดีตให้หลี่กวนอีรู้ได้
เรื่องนี้ทำให้ในใจของหลี่กวนอีอดไม่ได้ที่จะเกิดการคาดเดาไปต่างๆ นานา
หรือว่าคนที่วางยาพิษข้า คือราชวงศ์แคว้นเฉิน?
หรือว่า พ่อแม่ที่ข้าไม่เคยพบหน้า รวมทั้งท่านอา ถูกราชวงศ์แคว้นเฉินปองร้าย?
หรือไม่ก็...
ในหัวของหลี่กวนอีมีความคิดผุดขึ้นมาทีละอย่าง
แต่ไม่ว่าจะเป็นความคิดไหนก็ล้วนไม่ดีทั้งสิ้น
การรั้งอยู่ในอาณาเขตแคว้นเฉินนี้ เป็นภัยแฝงและอันตรายอย่างใหญ่หลวงต่อความปลอดภัยของตนและท่านอาหญิง สถานที่บัดซบนี้ไม่ปลอดภัย ต้องรีบหนีให้เร็วที่สุด แต่ไม่ว่าอย่างไร แคว้นเฉินก็เป็นแคว้นใหญ่ในใต้หล้า มีระบบระเบียบสมบูรณ์แบบ สำหรับบุคคลเพียงคนเดียวแล้ว มันเปรียบเสมือนสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
หลี่กวนอีพลิกตัว
นอนหงาย นอนตะแคง ก็ยังคงนอนไม่หลับ
เรื่องราวต่างๆ ในหัวผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องราวกับฟองอากาศในน้ำเดือด
สิบปี
พวกเขาหนีมานานถึงสิบปีเต็ม เวลาสิบปี ท่านอาหญิงเลี้ยงดูหลี่กวนอีด้วยตัวคนเดียวจากเด็กน้อยวัยสามขวบจนกลายเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบสามปี และการเดินทางตลอดสิบปีนี้ จริงๆ แล้วพวกเขาอยู่ห่างจากด่านชายแดนแคว้นเฉินไม่ไกลแล้ว
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ต้องการยังมีอีกมาก
ต้องมีชื่อในทะเบียนราษฎร์ของเมืองใหญ่
หากต้องการออกจากด่าน ยังต้องมีหนังสือผ่านด่าน
ในยุคสงคราม หากต้องการหนังสือผ่านด่านระดับออกนอกประเทศได้ ต้องได้รับการประทับตราชาดอนุมัติจากกรมด่านศุลกากร ถึงจะผ่านด่านได้ นอกด่านมีทหารม้าหุ้มเกราะถือธนูแข็งคอยลาดตระเวน หากพบผู้ลักลอบหนีเข้าเมืองที่ไม่มีใบผ่านทาง สามารถสังหารได้ทันที
ยังต้องมีวรยุทธ์ติดตัวและมีทองคำมากพอ ถึงจะสามารถตั้งตัวได้หลังจากออกจากแคว้นเฉินไปแล้ว
แต่ละเรื่อง แต่ละอย่าง ล้วนเป็นความกลัดกลุ้ม
หลี่กวนอีพลิกตัวไปมานอนไม่หลับ ราวกับว่าร่างกายกำลังต่อต้านสมอง จึงตัดสินใจลุกขึ้นนั่ง ใช้นิ้วขีดเขียนบนเตียงที่ปูด้วยผ้าผืนบางๆ แล้วหยิบเอาพวกแจกันกระเบื้องและของประดับมาวางไว้ คนธรรมดาทั่วไปมักไม่เข้าใจสถานการณ์ของใต้หล้านี้
หลี่กวนอีลี้ภัยมาสิบปี พบเจอผู้คนมาหลากหลายรูปแบบ เมื่อนำข้อมูลที่กระจัดกระจายมาปะติดปะต่อกัน ก็พอจะมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกใบนี้อย่างเลือนลางอยู่บ้าง
แถบเจียงหนานต้าว และพื้นที่ส่วนหนึ่งของจงหยวน ขึ้นตรงต่อแคว้นเฉิน
ครอบครองสายน้ำ ซ้ำยังมีปราการธรรมชาติ วัฒนธรรมเจริญรุ่งเรืองที่สุด เขาจึงวางเศษเงินไว้หนึ่งชิ้น
ตรงขึ้นไปทางเหนือ คือแคว้นอิ้งที่ครอบครองจงหยวนและภาคเหนือ ทั้งยังรุกรานพื้นที่บางส่วนของเจียงหนานต้าว
ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทำตัวประหนึ่งผู้ครอบครองจงหยวนและเฝ้ามองใต้หล้าในทุกทิศทาง เขาจึงวางชามใบใหญ่ลงไป
หากข้ามด่านไปทางเหนืออีก ก็คือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาลที่ได้ชื่อว่ากว้างใหญ่กว่าแคว้นเฉิน และชนเผ่าข่านทูเจวี๋ยที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งทหารม้าหุ้มเกราะหนัก
นอกด่านทางทิศตะวันตกของแคว้นอิ้ง ก็คือถู่อวี้หุนที่กำลังซ่องสุมกำลังพลและม้าศึกอยู่ในดินแดนประจิม ซึ่งมีขนาดใหญ่โตเช่นกัน
ดูเหมือนว่าระหว่างถู่อวี้หุนและชนเผ่าทูเจวี๋ยที่แข็งแกร่ง จะยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่คั่นกลางอยู่ พื้นที่บริเวณนั้นปะปนไปด้วยชนเผ่าต่างๆ มากมาย และตรงจุดตัดระหว่างแคว้นอิ้งกับชนเผ่าทูเจวี๋ยทางมุมตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่อีกแห่ง ซึ่งเป็นของชนเผ่าต่างถิ่นมากมายอย่างชี่ตัน โหรวหราน และอู่หลัวโหว
ค่ำคืนในฤดูใบไม้ผลิ แสงดาวสว่างไสว
เด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิบนเตียงที่ก่อจากหิน สายลมยามค่ำคืนพัดพาเสียงแมลงร้องแว่วมา นัยน์ตาสีดำขลับของเขาสะท้อนภาพของประดับที่วางอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกในวัยหนุ่มที่เขาลืมตาขึ้นมองดูภาพรวมของโลกใบนี้
ชามดินเผาที่ปากชามบิ่น ขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใส่ยา และเศษเงินหนึ่งชิ้น
ข้าวของจุกจิกถูกจัดเรียงในรูปแบบที่แตกต่างกัน
สะเปะสะปะไร้ระเบียบ
ทว่าเมื่อมองออกไป มันก็คือใต้หล้า
ล้วนตกอยู่ในอ้อมกอดของข้า
ทว่าพอหลี่กวนอีมองดูชามและตะเกียบพวกนี้ที่วางเต็มเตียงของตนเอง หางคิ้วก็กระตุก
ใต้หล้าวุ่นวายโกลาหลมาสามร้อยปี
ใต้หล้าทั้งหมดกลายเป็นโจ๊กเละๆ หม้อหนึ่งไปนานแล้ว
มหาจักรพรรดิผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของใต้หล้าในนาม เพียงแค่หดหัวอยู่ในจงโจว กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประดับบารมีไปเสียนานแล้ว
ชนเผ่าต่างถิ่นต่างห้ำหั่นกันเอง แคว้นอิ้งทางเหนือด้านหนึ่งก็สู้รบกับทูเจวี๋ย ถู่อวี้หุน และโหรวหรานที่อยู่รอบๆ ในขณะเดียวกันก็หาจังหวะเตะแคว้นเฉินอย่างแรง เมื่อสิบสองปีก่อนได้แย่งชิงโจวที่สิบแปดของเจียงหนานต้าวไป ส่วนแคว้นเฉินที่เผชิญหน้าก็มีเพียงแคว้นอิ้งทางเหนือ ซ้ำยังครอบครองพื้นที่อุดมสมบูรณ์ จึงกลับกลายเป็นว่าค่อนข้างสงบสุขโดยรวม
นอกจากขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่แล้ว ชนเผ่าเล็กๆ และขุนศึกรายย่อยในพื้นที่กันชนระหว่างขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ก็คงมีไม่น้อย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะต้องมีทหารแตกทัพไปเป็นโจรป่า ประกอบกับตระกูลใหญ่ในยุทธภพ มิน่าเล่ากระแสจอมยุทธพเนจรในยุคนี้ถึงได้รุนแรงนัก วุ่นวายถึงเพียงนี้
หลี่กวนอีนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นี่ มองดู "แผนที่สถานการณ์ใต้หล้า" ที่สร้างจากชามและตะเกียบตรงหน้า
คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นปม สบถด่าออกมาหนึ่งประโยค "ยุคสมัยบัดซบอะไรเนี่ย"
แต่พอลองคิดดูว่ามีขุมพลังอันน่ากลัวอย่างเยว่เชียนเฟิงที่แม้จะบาดเจ็บสาหัสก็ยังสามารถปล่อยหมัดทำลายยอดเขาได้ การที่ยุคสมัยนี้ไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวได้ตลอดสามร้อยปี ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้
หลี่กวนอีกำหนดแนวทางการกระทำของตนเองอย่างแน่วแน่
สรุปก็คือ ต้องยกระดับความแข็งแกร่งก่อน แล้วค่อยหาเงิน
ถึงจะสามารถออกจากแคว้นเฉินนี้ได้
อย่างน้อยหลังจากเข้าดินแดนอื่นแล้ว ต้องมีเงินติดตัวสักร้อยตำลึง ไม่สิ สามร้อยตำลึงเงิน! แบบนี้ถึงจะถือว่าปลอดภัย
หลี่กวนอีตั้งเป้าหมายในใจไว้ข้อหนึ่ง ซึ่งในสายตาของเขาตอนนี้มันเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่มากๆ เมื่อคิดเรื่องต่างๆ ทะลุปรุโปร่งแล้ว ความง่วงงุนก็จู่โจมเข้ามาในใจ
แปะ
เด็กหนุ่มเอนหลังลงนอน กางแขนขาออก สองตามองดูวัชพืชที่งอกทะลุหลังคาขึ้นมา
ความง่วงงุนเข้าจู่โจม
ผ่อนคลายร่างกาย บิดขี้เกียจ
กำปั้นคว่ำแคว้นเฉิน สองเท้าเหยียบเปิดทูเจวี๋ย
พลิกตัวนอนหลับ
ก็เตะคว่ำ "ใต้หล้า" แห่งนี้ไปเสียหนึ่งที
ข้างเตียงไร้ผู้คน
……………………
หลังจากหลี่กวนอีตื่นนอน แม้เมื่อคืนจะคิดฟุ้งซ่าน แต่เพราะมีกำลังภายในชั้นเลิศติดตัว จิตใจจึงยังคงเบิกบาน เขาซื้อขนมราคาถูกมาบ้าง ตอนที่ย้ายบ้านก็เอาไปมอบให้เพื่อนบ้านรอบๆ เพื่อเป็นการบอกลา จากนั้นก็ไปเช่าเกวียนเทียมวัว ขนของทั้งหมดไปยังบ้านหลังใหม่
ลานบ้านไม่ใหญ่โตนัก แต่สะอาดสะอ้าน ปากบ่อน้ำก่ออิฐสีน้ำเงินสะอาดตาเป็นแท่นขึ้นมา
พอเดินเข้าประตูไปก็จะเป็นเรือนหลัก มีห้องนอนสองห้อง ด้านซ้ายมือยังมีห้องพักแขกอีกหนึ่งห้อง ส่วนด้านขวาเป็นห้องครัวและห้องเก็บของ ถัดจากบ่อน้ำไปไม่ไกลมีห้องใต้ดินเล็กๆ โต๊ะเก้าอี้เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่แข็งแรง ทาสีกันแมลงกินไม้เอาไว้หนึ่งชั้น ติดถนน ห่างจากร้านรวงต่างๆ ไม่ไกลนัก
ในเมืองกวนอี้ ถือเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัย ไม่หรูหราจนเกินไป และเป็นที่อยู่ของคนที่มีหน้ามีตาอยู่บ้าง ที่น่ากล่าวถึงก็คือ จ้าวต้าปิ่งผู้เป็นคนขับรถม้ายังตั้งใจขับรถมาหาเที่ยวหนึ่ง เป็นรถม้าของตระกูลเซวีย บนรถมีลวดลายประดับตกแต่งอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูลเซวีย
หลี่กวนอีสังเกตเห็นว่า ก่อนหน้านี้เพราะหลี่กวนอีและท่านอาหญิงมู่หรงชิวสุ่ยเพิ่งย้ายมาใหม่ เพื่อนบ้านที่มองมาด้วยสายตาประเมินนั้น สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลงอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ ซ้ำยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังดี
หลี่กวนอีและท่านอาหญิงกินข้าวมื้อแรกในบ้านหลังใหม่
ต้มปลาจืดหนึ่งตัว ผัดผักสองอย่าง และข้าวสวยร้อนๆ
ช่วงบ่าย หลี่กวนอีเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ เสื้อสีฟ้าคาดเข็มขัดหนัง ที่เอวห้อยหยกพก หน้าตาหล่อเหลาหมดจด
ก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าไปยังตระกูลเซวีย
แม้นเมืองกวนอี้จะมีพื้นที่ไม่เล็กนัก แต่มีข่าวสารสองประเภทที่แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ประเภทแรกคือข่าวเกี่ยวกับคนที่เกี่ยวข้องกับตนเอง อีกประเภทหนึ่งก็คือข่าวของตระกูลเซวีย
ดังนั้นข่าวที่หลี่กวนอีซึ่งเพิ่งถูกไล่ออก ได้งานใหม่ในตระกูลเซวียแล้ว ซ้ำยังย้ายบ้านใหม่ จึงแพร่กระจายไปทั่วหอคืนวสันต์อย่างรวดเร็ว บรรดาลูกจ้างต่างรู้สึกเสียใจภายหลัง เจ็บใจที่ก่อนหน้านี้ทำไมตนถึงไม่ผูกมิตรกับหลี่กวนอีให้ดี บางคนก็ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมเยียนเพื่อสานสัมพันธ์
มีเพียงเถ้าแก่เฒ่าที่เปิดดูตำราแพทย์ สีหน้าแห้งเหี่ยวราวกับไก่ไม้แก่ๆ ไม่ไหวติง
ในถ้วยชาของท่านหมอเฒ่าเฉินมีเก๋ากี้แช่อยู่ เขานั่งอาบแดดพลางเอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า "วันนี้มีเรื่องประหลาดจะเล่าให้ฟัง"
เถ้าแก่เฒ่าเอ่ย "ว่ามา"
ท่านหมอเฒ่าเฉินกล่าว "ได้ยินมาว่าเมื่อวานนายน้อยกลับไป ก็ถูกนายท่านจับมัดแขวนขึ้นแล้วทุบตี เข็มขัดหนังที่เอวขาดไปถึงสองเส้น ร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญอยู่ทั้งคืน"
"ประหลาดตรงไหน?"
ท่านหมอเฒ่าเฉินหัวเราะร่วน "สุดท้ายแม่ของนายน้อยร้องห่มร้องไห้โวยวายให้ปล่อยตัวลงมา แล้วตามหมอมาตรวจดู"
"เฮอะ เจ้าทายสิว่าเป็นยังไง? บาดเจ็บแค่ภายนอกน่ะสิ"
ท่านหมอเฒ่าเฉินตบต้นขาฉาดใหญ่ หัวเราะลั่น "ถูกเฆี่ยนอยู่ทั้งคืน ตีจนเจ็บเจียนตาย แต่สุดท้ายกลับไม่มีกระดูกหรือเส้นเอ็นตรงไหนหัก วิชาแพทย์ของนายท่านช่างร้ายกาจจริงๆ ฝีมือการวางตัวของนายท่าน ก็ระดับนี้แหละ"
ท่านหมอเฒ่าเฉินยกนิ้วโป้งขึ้นมา แล้วกล่าวว่า "น่าเสียดายที่ดันมีลูกชายไม่เอาถ่าน"
เถ้าแก่เฒ่าไม่สนใจเรื่องพวกนี้แม้แต่น้อย
ท่านหมอเฒ่าเฉินกล่าว "หลี่กวนอีได้ดิบได้ดีแล้ว ลูกจ้างในหอคืนวสันต์ของเราต่างก็อยากจะเข้าไปตีสนิท เจ้าเคยช่วยเหลือเขา ไม่ลองไปดูเขาหน่อยหรือ?"
เถ้าแก่เฒ่าตอบ "ไม่ไป"
ท่านหมอเฒ่าเฉินหลุดหัวเราะ "เจ้านี่ แปลกคนจริงๆ คนที่คนอื่นพากันหลบหน้า เจ้ากลับอยากจะเข้าไปหา ควักเงินตัวเองจ่ายก็ไม่เป็นไร แต่พอคนอื่นพากันแห่เข้าไปหา เจ้ากลับทำเป็นมองไม่เห็นเสียอย่างนั้น เจ้าว่าเจ้าเป็นคนยังไงกันแน่"
นัยน์ตาดำขลับเล็กหยีของเถ้าแก่เฒ่ามองตรง ชุดคลุมสีเทาที่สวมมานานจนมีคราบฝุ่นขาวเกาะ เอ่ยว่า "เด็กมันชีวิตลำบาก ช่วยเหลือได้ก็ช่วยไป นั่นคือกฎในใจข้า กฎในใจข้าข้อนี้ก็เพื่อตัวข้าเอง ไม่ได้ทำไปเพื่อรอให้เขาได้ดิบได้ดีแล้วค่อยเข้าไปประจบ คนอื่นยิ่งอยากเข้าไปหา ข้าก็ยิ่งต้องหลบหน้าเขา กลัวว่าเขาจะมาขอบคุณข้า"
ท่านหมอเฒ่าเฉินหลุดหัวเราะ ด่ากลั้วหัวเราะไปประโยคหนึ่ง "ตาแก่หัวรั้นเอ๊ย"
เถ้าแก่เฒ่าไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ พอถึงเวลาเลิกงานตอนบ่าย ก็ยังคงเดินทอดน่องไปยังโรงเตี๊ยมแห่งนั้น สั่งเหล้าราคาหนึ่งอีแปะมาหนึ่งจอก ทว่าเถ้าแก่ร่างท้วมของโรงเตี๊ยมกลับหยิบเหล้าที่ชั้นดีกว่ามาให้ เถ้าแก่เฒ่าขมวดคิ้ว "หยิบผิดแล้ว"
"หยิบผิดอะไรกัน? ไม่ผิด ไม่ผิดหรอก"
เถ้าแก่ร่างท้วมหัวเราะ "เด็กที่เจ้าพามาคราวก่อนเป็นคนให้มาน่ะ แล้วก็มีนี่ด้วย เอ้า"
เขาหยิบเหล้าชั้นดีไหหนึ่งมาให้ พลางกล่าวว่า "วันนี้เด็กคนนั้นมา เอาเหล้าไหใหญ่นี้มาฝากไว้ที่ข้า บอกว่าให้เจ้า"
เถ้าแก่เฒ่าชะงักไป เถ้าแก่ร้านผู้นี้จึงหัวเราะร่วน
"พวกเจ้าสองคนนี่ก็น่าสนใจดีนะ เจ้าเขียนจดหมายแนะนำตัวให้เขา เบิกค่าจ้างล่วงหน้าให้หนึ่งเดือน ไม่บอกว่าช่วยเขา ไม่ทำตัวเหนือกว่า และไม่ทำให้เขาต้องติดหนี้บุญคุณเจ้า ส่วนเขาก็ให้เหล้าชั้นดีบ่มเก่าแก่เจ้าหนึ่งไห ไม่เอ่ยคำขอบคุณ ไม่พร่ำเพ้อสัญญาขอบคุณอะไรให้ยืดยาว ไม่มีกลิ่นเหม็นคาวของเงินทองที่ส่งไปส่งมา"
"ไม่มีการพัวพันยุ่งเหยิง ไม่ต้องอ้อมค้อม แต่แม่งโคตรจะสะใจ มีน้ำใสใจจริง"
"น้ำใจชาวยุทธของพวกชาวบ้านร้านตลาดอย่างเราๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ"
เถ้าแก่เฒ่าฟังเถ้าแก่ผู้นี้หัวเราะลั่น
ยกจอกเหล้าราคาสิบอีแปะขึ้นมา กระดกรวดเดียวลงคอ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เป็นเหล้าชั้นดี
มีความฮึกเหิมอันร้อนแรง
ชวนให้มึนเมา
………………
หลี่กวนอีเดินอยู่บนถนน จู่ๆ ก็เห็นกลุ่มคนมุงดูอะไรบางอย่างอยู่ด้านหน้า
เขามองลอดฝูงชนเข้าไปเห็นพลม้าลายเมฆในชุดหรูหรา เห็นพลม้าลายเมฆนำภาพวาดใบหนึ่งมาติดไว้ แล้วตวาดกร้าว "มีนักโทษหลบหนีหนึ่งคน มาจากต่างถิ่น ผู้ใดพบเห็นเบาะแส ล้วนมีรางวัลมอบให้!"
นักโทษหลบหนี?!!
หลี่กวนอีชะงักฝีเท้า
หรือว่า เยว่เชียนเฟิงจะกลับมาแล้ว?