เมื่อผลักประตูเข้าไป จางหยวนชิงก็เห็นหยวนถิงนั่งอยู่ริมโต๊ะประชุม ในมือคีบบุหรี่มวนหนึ่ง เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางเกียจคร้านเล็กน้อย และมองมาด้วยรอยยิ้ม
ที่ใกล้มือของเทพท่องราตรีผู้นี้ ยังมีกระบอกใส่ปากกาอันหนึ่ง ในกระบอกมีธงอาญาสิทธิ์เสียบอยู่ หัวธงเป็นเหล็กแหลม ตัวธงทำจากผ้าไหม พื้นธงสีดำสนิท ปักลายเมฆด้วยด้ายสีเงิน ตรงกลางปักคำว่า "อาญาสิทธิ์" เอาไว้
หากดูแค่รูปลักษณ์ภายนอก มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับธงอาญาสิทธิ์ที่ใช้ในกองทัพสมัยโบราณเลย
จางหยวนชิงนั่งลง ยืดหลังตรง แล้วถามว่า "หัวหน้าหยวน คุณเรียกผมมามีธุระอะไรหรือเปล่าครับ? ขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าผมอยู่หน่วยสองก็มีความสุขดี ไม่ได้คิดจะย้ายงาน"
เขาใช้ทีเล่นทีจริงเพื่อหยั่งเชิงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย
"คุณผ่านด่านอุโมงค์เสอหลิงมาได้ ผู้กองร้อยฟู่ให้ความสำคัญกับคุณมาก ผมดึงตัวคุณมาไม่ได้หรอก เฮ้อ คุณอาจจะไม่รู้ ตอนที่ผู้กองร้อยฟู่ขอคู่มือนั่นให้คุณ ผู้อาวุโสซุนแห่งสำนักไท่อีของเราคิดว่าคุณไม่มีทางผ่านด่านได้แน่ๆ ก็เลยไม่รับคุณไว้ ตอนนี้มาเสียใจก็สายไปแล้ว คนในสำนักหลายคนบ่นกันอุบ พวกเขาคิดว่าคุณมีศักยภาพมาก ในอนาคตอาจจะเลื่อนขั้นเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ได้... โอ้ พูดมากไปแล้วๆ" หยวนถิงอธิบายด้วยตัวเองว่า
"ผมเป็นคนคุยเก่งน่ะ หวังว่าคุณจะไม่ถือสานะ"
อ้อ ที่ว่าผู้อาวุโสซุนเลอะเลือนก็หมายความว่าอย่างนี้นี่เอง? จางหยวนชิงพยักหน้า
"สูบบุหรี่ไหม?"
"ไม่ค่อยสูบครับ..."
"ตอนที่ผมอายุเท่าคุณ ผมก็สูบไม่เป็นหรอก จนกระทั่งได้เป็นเทพท่องราตรี แล้วโดนภารกิจทดสอบหลอกหลอนจนเป็นแผลใจ ก็เลยติดบุหรี่ ถึงมันจะไม่ใช่ของดี แต่มันก็ช่วยคลายเครียดได้จริงๆ เทพท่องราตรีทุกคนล้วนมีนิสัยแปลกๆ ไม่มากก็น้อย
"ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อเจี่ยนจี้ ช่วงแรกที่เขาเพิ่งเป็นเทพท่องราตรี เขาถูกหลอกจนเป็นแผลใจ ทุกวันต้องดูเทเลทับบีส์หนึ่งชั่วโมงเพื่อระบายอารมณ์และบรรเทาความกลัว จนถึงตอนนี้ก็ยังแก้เลิกนิสัยนี้ไม่ได้เลย ฮ่าๆๆ..."
หัวหน้าหยวน คุณนี่คุยเก่งสมคำร่ำลือจริงๆ แต่คุณจะเอาเรื่องน่าอายของเพื่อนไปป่าวประกาศทั่วแบบนี้ได้ยังไง... จางหยวนชิงค่อนขอดในใจ แต่ภายนอกทำทีเป็นตั้งใจฟัง
บ่นพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดหยวนถิงก็นึกถึงธุระสำคัญขึ้นมาได้ เขากระแอมไอหนึ่งทีแล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
"พวกเรากำลังตามหาผู้โชคดีคนหนึ่ง ผู้โชคดีที่ได้รับสืบทอดจากจอมมาร เทพท่องราตรีหน้าใหม่ของปีนี้ทุกคนล้วนตกเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบของเรา ซึ่งรวมถึงคุณด้วย 'จอมมาร' เป็นไอดีของผู้ท่องแดนวิญญาณระดับสูงคนหนึ่ง"
ผู้สืบทอดจอมมาร? จางหยวนชิงทำหน้างง "ผมไม่เข้าใจความหมายของคุณครับ..."
"ผมจะพูดให้ชัดเจนขึ้นอีกนิดแล้วกัน ตามข้อสันนิษฐานของทางการ แดนวิญญาณไม่ได้แจกการ์ดตัวละครแบบไร้ขีดจำกัด แต่มันมีขีดจำกัดสูงสุดอยู่ ดังนั้น ทุกครั้งที่ผู้ท่องแดนวิญญาณตายลง ทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจะถูกแดนวิญญาณเรียกคืน ซึ่งรวมถึงการ์ดตัวละครด้วย"
หยวนถิงจุดบุหรี่อีกมวน "ในจำนวนนั้น หลังจากผู้ท่องแดนวิญญาณระดับสูงตายลง แดนวิญญาณจะไม่ล้างข้อมูลแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ การ์ดตัวละครใบนั้นจะเก็บรักษาสิ่งพิเศษบางอย่างเอาไว้ แล้วนำไปแจกจ่ายให้กับหน้าใหม่ พวกเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าการสืบทอด"
มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ? จางหยวนชิงเข้าใจแล้ว เขาครุ่นคิดก่อนพูดว่า
"ผมขอถามหน่อยได้ไหมครับว่าจอมมารคือใคร แล้วจุดประสงค์ที่พวกคุณตามหาผู้สืบทอดจอมมารคืออะไร เรื่องนี้มันเกี่ยวกับตัวผมเอง หวังว่าคุณจะเข้าใจนะ"
หยวนถิงเปิดเผยอย่างน่าประหลาด เขาพูดตรงไปตรงมาว่า
"ผมไม่รู้จุดประสงค์ที่เบื้องบนตามหาผู้สืบทอดจอมมารหรอก สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับกลางอย่างพวกเรา แค่ทำตามคำสั่งก็พอแล้ว ส่วนจอมมาร..."
บนใบหน้าของหยวนถิงเผยให้เห็นถึงความเกลียดชังและหวาดกลัว เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"เขาเป็นเทพท่องราตรีที่ตกต่ำ เป็นศัตรูคู่อาฆาตของสำนักไท่อีของเรา ผู้ท่องแดนวิญญาณของทางการหลายคนตายด้วยน้ำมือเขา มีทั้งของพันธมิตรห้าธาตุ มีทั้งของสำนักไท่อี แม้แต่ผู้อาวุโสในสำนักก็ยังหวาดระแวงเขาเป็นอย่างมาก ครั้งหนึ่งเคยทำให้คนของทางการอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆ กัน
"เจ้าสำนักเคยประเมินไว้ว่า คนผู้นี้คือเทพท่องราตรีที่มีศักยภาพมากที่สุด และน่ากลัวที่สุดในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา"
เขาจะน่ากลัวหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่เขาต้องเบียวมากแน่ๆ จางหยวนชิงรีบถามว่า
"แล้วจะแยกแยะผู้สืบทอดจอมมารได้ยังไงครับ? หรือว่าผมควรจะให้ความร่วมมือกับพวกคุณยังไง"
ฟังดูแล้ว ผู้สืบทอดจอมมารกับจอมมารก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันนี่นา สำนักไท่อีในฐานะองค์กรฝ่ายธรรมะ คงไม่ถึงกับพาลใส่คนบริสุทธิ์หรอกมั้ง
หยวนถิงพูดอย่างเปิดเผยอีกครั้งว่า
"ความพิเศษของผู้สืบทอดจอมมารมีสองอย่าง หนึ่ง การ์ดตัวละครไม่ได้ประทับตราจันทร์เสี้ยว แต่เป็นจันทร์เต็มดวง สอง ตอนที่ผ่านด่านดันเจี้ยน จะมีรางวัลพิเศษเฉพาะการ์ดตัวละครเพิ่มขึ้นมาหนึ่งอย่าง ซึ่งมากกว่าเทพท่องราตรีทั่วไป"
!!! ภายนอกจางหยวนชิงยังคงสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับปั่นป่วนราวกับคลื่นยักษ์ ในหัวมีแต่คำว่า 'เชี่ยเอ๊ย'
นี่มันการ์ดตัวละครของเขาไม่ใช่หรือไง
การ์ดตัวละครที่พี่ปิงส่งมาให้ผม... เป็นของจอมมารงั้นเหรอ?
ทำไมพี่ปิงถึงมีการ์ดตัวละครของจอมมารได้ เขากับจอมมารมีความสัมพันธ์อะไรกัน?
ผมนึกมาตลอดว่ารางวัลพิเศษเฉพาะการ์ดตัวละครอย่างรองเท้าเต้นรำสีแดงเป็นเรื่องปกติ ดูเหมือนว่าการสืบทอดของจอมมารจะมอบความพิเศษให้กับผม โชคดีที่ไอเทมประเภทกฎเกณฑ์นั้นหายาก ผมเลยปิดบังเรื่องรางวัลพิเศษเฉพาะการ์ดตัวละครนี้เอาไว้ได้
หัวหน้าหมู่กับนักซิ่งสาวรุ่นใหญ่รู้แค่ว่าผมมีไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ แต่ไม่รู้เรื่องรางวัลพิเศษเฉพาะการ์ดตัวละคร
ความคิดต่างๆ นานาแล่นผ่านเข้ามาในหัวของจางหยวนชิง
เขาไม่ได้ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านไปอย่างไร้ระเบียบ รีบตั้งสติอย่างรวดเร็ว แล้วยิ้มอย่างเสียดาย
"ดูเหมือนว่าผมจะไม่ใช่ผู้สืบทอดจอมมารแฮะ ผมนึกว่าตัวเองพิเศษมาตลอดเลยนะเนี่ย เพราะขนาดอุโมงค์เสอหลิงผมก็ยังผ่านด่านมาได้
"หัวหน้าหยวน ผมควรจะแสดงตราประทับของตัวเองออกมายังไงครับ? มันไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมของผมซะด้วย"
ตราประทับเป็นตัวแทนของแดนวิญญาณ นอกเหนือจากคืนที่การ์ดตัวละครรีบูต และตอนที่เลื่อนระดับในแดนวิญญาณซึ่งมีตราประทับจันทร์ดำปรากฏขึ้นที่กลางหว่างคิ้วแล้ว เวลาอื่นมันราวกับว่าไม่มีอยู่จริง
หยวนถิงมองธงอาญาสิทธิ์ที่เสียบอยู่ในกระบอกปากกาแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า
"ผู้ท่องแดนวิญญาณระดับต่ำไม่สามารถส่งผลกระทบต่อตราประทับได้ 'แฟชั่น' ที่มีระดับแบบนี้เป็นสิทธิพิเศษของผู้ท่องแดนระดับสูง ผมไม่ต้องดูตราประทับของคุณหรอก ผมแค่ต้องแยกแยะคำโกหกให้ได้ก็พอ"
พูดพลางเขาก็มองไปที่กระบอกใส่ปากกาใกล้มือ แล้วอธิบายว่า
"ธงอาญาสิทธิ์นี้เป็นไอเทมที่ผมยืมมาจากผู้กองร้อยฟู่ ความสามารถของมันคือทำให้คนเชื่อฟัง ทำให้คนไม่สามารถโกหกได้ และสิ่งแลกเปลี่ยนก็คือ ผมเองก็ไม่สามารถโกหกได้เช่นกัน"
...จางหยวนชิงพยายามรักษาปั้นรอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ให้ถึงที่สุด
ในเวลานี้ ไม่มีคำพูดใดสามารถอธิบายความรู้สึกของเขาในตอนนี้ได้เลย
หยวนถิงไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก เขาชักธงอาญาสิทธิ์ออกมาชี้ไปทางจางหยวนชิงกลางอากาศ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ผมขอถามคุณ ตราประทับเทพท่องราตรีของคุณ เป็นจันทร์เสี้ยวหรือจันทร์เต็มดวง"
สิ้นเสียง จางหยวนชิงก็รู้สึกได้เพียงว่ามีพลังอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามสายหนึ่งแผ่ปกคลุมตัวเขาเอาไว้ในความมืดมิด ทำให้เขาเกิดความยำเกรงจากก้นบึ้งของหัวใจ ยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าปิดบัง และแทบอยากจะพรั่งพรูความลับทั้งหมดของตัวเองออกมา
จิตใจของเขาตึงเครียดอย่างควบคุมไม่ได้ หนังศีรษะชาหนึบเป็นระลอก
จุดประสงค์ที่สำนักไท่อีตามหาผู้สืบทอดจอมมารคืออะไร? ถ้าเพื่อดึงดูดคนเก่ง ก็ไม่น่าจะคลุมเครือไม่ชัดเจนแบบนี้ เพราะนี่มันเป็นเรื่องปกติมาก
ต้องมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้นแน่ๆ
การ์ดตัวละครใบนี้พี่ปิงเป็นคนให้ผมมา ไม่แน่อาจจะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย
อารมณ์ที่ตึงเครียดค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล... ทันใดนั้น จางหยวนชิงก็นึกถึงวิญญาณทารกที่เลี้ยงไว้ในร่างกาย เจ้านายสามารถถ่ายโอนความเสียหายและผลกระทบด้านลบที่ได้รับไปให้ข้ารับใช้วิญญาณ เพื่อให้มันช่วยรับความเสียหายแทนได้
แม้พลังของธงอาญาสิทธิ์จะยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม แต่มันก็ไม่ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพ เจ้าเปิ่นน้อยน่าจะไม่เป็นไร ลองดูหน่อยแล้วกัน...
เขารีบสงบสติอารมณ์ทันที สื่อสารกับวิญญาณทารกในร่างกาย เพื่อให้วิญญาณของทั้งสองฝ่ายเชื่อมต่อกันชั่วคราว
ฉับพลัน พลังอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามก็ไหลไปตามร่างจิตของเขา ทะลักเข้าสู่ร่างกายของวิญญาณทารก
วิญญาณทารกที่กำลังหลับใหลถีบขาทั้งสองข้าง ราวกับกำลังฝันร้าย
ส่วนจิตใจของเขาก็ผ่อนคลายลงทันที ความรู้สึกยำเกรงและหวาดกลัวนั้นมลายหายไปจนสิ้น
"จันทร์เสี้ยว!"
จางหยวนชิงบอกคำตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
หยวนถิงเงียบไปหลายวินาที เขายังคงรักษาท่าทางการชี้ธงอาญาสิทธิ์เอาไว้ แล้วถามว่า
"คุณมีรางวัลพิเศษเฉพาะการ์ดตัวละครไหม"
"ไม่มีครับ..."
หยวนถิงเงียบไปอีกครั้ง ผ่านไปสิบกว่าวินาที เขาก็ถอนหายใจแล้วเก็บธงอาญาสิทธิ์กลับมา "คุณผ่านการตรวจสอบแล้ว ผมจะรายงานผลกลับไปที่องค์กร สำนักไท่อีให้ความสำคัญกับผู้สืบทอดจอมมารมาก หลังจากนี้อาจจะมีการตรวจสอบคล้ายๆ กันนี้อีก นอกจากนี้ ถ้าคุณพบเทพท่องราตรีที่มีลักษณะสองอย่างนี้ล่ะก็ ต้องบอกผมให้ได้นะ สำนักไท่อีจะมีรางวัลอย่างงามให้"
ต่อให้ให้เงินมากแค่ไหน ผมก็ไม่แจ้งจับตัวเองหรอก... จางหยวนชิงถอนหายใจอย่างโล่งอกเงียบๆ ตบหน้าอกตัวเองแล้วพูดว่า
"ถ้าพบเมื่อไหร่ ผมจะรีบแจ้งให้คุณทราบทันทีครับ"
หยวนถิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ความจริงการเป็นผู้สืบทอดจอมมารก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไป แดนวิญญาณมีกลไกสร้างสมดุลอยู่ ผู้ท่องแดนวิญญาณที่มีความพิเศษแบบนี้ มักจะได้รับมอบหมายภารกิจที่ยากระดับสูง จำไว้ให้ดีว่าผลตอบแทนกับความเสี่ยง มักจะแปรผันตรงกันเสมอ"
...จางหยวนชิงหัวเราะ "ผู้สืบทอดจอมมารน่าสงสารจริงๆ ด้วย"
นี่คือคำพูดจากใจจริง
หยวนถิงเก็บกระบอกใส่ปากกาและธงอาญาสิทธิ์กลับลงกระเป๋าเอกสาร พร้อมกับยื่นโทรศัพท์มือถือออกมา
"ถ้าไม่รังเกียจ แอดเฟรนด์กันหน่อยสิ ในพันธมิตรห้าธาตุมีเทพท่องราตรีน้อยเกินไป ไม่มีใครสอนประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับอาชีพนี้ให้คุณได้ ถ้ามีตรงไหนที่ไม่เข้าใจ คุณปรึกษาผมได้นะ"
คุณเป็นคนดีจริงๆ... จางหยวนชิงสแกนคิวอาร์โค้ดเพิ่มเพื่อนด้วยความยินดี
หยวนถิงเก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วพูดเสริมยิ้มๆ ว่า "คิดค่าปรึกษาด้วยนะ"
ต้องจ่ายเงินด้วยเหรอ? สีหน้าของจางหยวนชิงแข็งค้างไปทันที
"จริงสิ คุณเลื่อนขั้นเป็นเทพท่องราตรีมาเกือบอาทิตย์แล้วใช่มั้ย" หยวนถิงพูดต่อ
"จากประสบการณ์ที่เราสรุปมา เทพท่องราตรีหน้าใหม่จะเข้าสู่แดนวิญญาณอีกครั้งในช่วงหนึ่งถึงสองสัปดาห์หลังจากนั้น และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นแดนวิญญาณแบบต่อสู้หลายคน"
ถ้าอย่างนั้น อย่างมากอีกหนึ่งอาทิตย์ผมก็จะได้รับภารกิจแล้วสิ? ผมเหมือนจะนึกออกแล้วว่าหมอนี่เป็นใคร เมื่อคืนเขาฟันเงินผมไปตั้งสองร้อย! จางหยวนชิงรู้สึกทั้งหนักใจและคาดหวัง เขาถามว่า "ข้อมูลข่าวกรองนี้ราคาเท่าไหร่ครับ?"
หยวนถิงยิ้ม "อันนี้ฟรี"
ฟรีเหรอ? โอ้ คุณเป็นคนดีจริงๆ... จางหยวนชิงรีบพูดทันทีว่า "งั้นผมยังมีคำถามอยากจะขอคำชี้แนะจากหัวหน้าหยวน ขอฟรีได้ไหมครับ"
"ก็ต้องดูว่าคำถามของคุณมีค่าพอหรือเปล่า" หยวนถิงบอก
"ในทักษะต่อๆ ไปของเทพท่องราตรี มีพลังเทพแห่งดวงอาทิตย์อยู่ด้วยใช่ไหมครับ?"
"ใช่ แต่ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าอยู่ระดับไหน"
แค่นี้ก็พอแล้ว ผมมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับทิศทางต่อไปของอาชีพนี้แล้ว สุริยันจันทรา หยินหยางรวมเป็นหนึ่ง เท่สุดๆ ไปเลย! จางหยวนชิงกล่าวว่า
"ผมไม่มีคำถามแล้วครับ"
........
จางหยวนชิงมองส่งเทพท่องราตรีแห่งสำนักไท่อีเดินออกจากห้องประชุมและเดินลงบันไดเหล็กไป จากนั้นเขาก็เดินตรงไปยังห้องทำงานของหัวหน้าหมู่
สถานการณ์ที่โรงพยาบาลของน้าเล็กยังไงก็ต้องรายงาน แต่ต้องเปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ จะเปิดเผยข้อมูลอะไรที่เกี่ยวกับเจ้าเปิ่นน้อยไม่ได้ จะให้ใครรู้ว่าผมมีข้ารับใช้วิญญาณไม่ได้ ในตอนนี้ยังไม่ได้
ภายในห้องทำงาน หลี่ตงเจ๋อได้ยินเสียงหอนดังมาจากหน้าประตู:
"ฉันยืนอยู่บนยอดคลื่นลมแรงกุมสุริยันจันทราหมุนวน หวังเพียงสวรรค์และโลกมนุษย์ ล้วนเป็นระเบียบเรียบร้อย..."
เสียงเพลงหยุดลง ตามด้วยเสียงเคาะประตู
หลี่ตงเจ๋อตอบกลับไปว่า "เข้ามาสิ"