หลี่ตงเจ๋อนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานสุดหรู ในมือถือมีดโกนคมกริบ กำลังเล็มหนวดจิ๋มสองข้างของตัวเอง
"ผมไม่ชอบเล็มหนวดเลย เพราะมันวุ่นวาย แต่เพื่อความสง่างาม นี่คือราคาที่ต้องจ่าย" หลี่ตงเจ๋อยิ้มและพิจารณาเขา ก่อนจะพูดว่า
"ดูเหมือนคุณจะผ่านการตรวจสอบของสำนักไท่อีมาได้แล้วนะ"
หัวหน้าหน่วยรู้จุดประสงค์ที่สำนักไท่อีมาหาเขาก่อนอยู่แล้วจริงๆ ด้วย แถมยังไม่ยอมบอกใบ้กันล่วงหน้าเลย ทำแบบนี้คุณจะเสียผมไปนะ... จางหยวนชิงพูดขึ้นลอยๆ ว่า
"หัวหน้าหน่วยก็รู้จักจอมมารด้วยเหรอครับ?"
"ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางการ องค์กรชั่วร้าย องค์กรเอกชน หรือแม้แต่ผู้บำเพ็ญอิสระ ผู้ท่องแดนวิญญาณระดับสูงที่ตายด้วยน้ำมือของจอมมารนั้นมีมากกว่านิ้วมือทั้งสองข้างรวมกัน ชื่อเสียงความโหดเหี้ยมเลื่องลือขนาดนั้น ผมย่อมต้องรู้จักอยู่แล้ว" หลี่ตงเจ๋อพูดไปพลางจดจ่อกับการเล็มหนวดไปพลาง
"แต่บุคคลระดับบิ๊กแบบนั้นอยู่ห่างไกลจากพวกเราเกินไป ช้างอาจจะเหยียบมดตายได้ แต่มันไม่มีทางตั้งใจไปเหยียบมดหรอก"
จอมมารไม่ใช่คนดีอะไรเลย แล้วพี่ปิงไปเกี่ยวข้องกับคนแบบนี้ได้ยังไง? จางหยวนชิงฉวยโอกาสพูดว่า
"หัวหน้าหน่วย รบกวนช่วยสอบถามทางมณฑลเจียงหนานให้ผมหน่อยครับ ผมอยากรู้ความคืบหน้าคดีของเหลยอีปิง นอกจากนี้ ช่วยสืบเส้นทางการเคลื่อนไหวและความสัมพันธ์ของเหลยอีปิงตอนเรียนมหาวิทยาลัยให้ผมด้วย ยิ่งละเอียดยิ่งดีครับ"
ก่อนหน้านี้ เพราะตัวเองยังเป็นมือใหม่ ขาดทั้งความสามารถและประสบการณ์ จางหยวนชิงจึงวาดฝันว่าการหายตัวไปของพี่ปิงเป็น 'ภารกิจระยะยาว'
แต่ตอนนี้เมื่อรู้ความจริงเรื่องการ์ดตัวละครจอมมารแล้ว เขาก็จำต้องตีความการหายตัวไปของพี่ปิงเสียใหม่
ทำไมพี่ปิงถึงหายตัวไป? เป็นตายร้ายดียังไง? การมอบการ์ดตัวละครจอมมารให้เขามีเหตุผลอะไรซ่อนอยู่?
ความจริงเบื้องหลังเรื่องนี้ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาชั้นแล้วชั้นเล่า มันเกี่ยวข้องกับพี่ปิงและเกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง ต่อให้ตอนนี้จะยังมีพลังเพียงน้อยนิด เขาก็ต้องพยายามค้นหาและสืบสวนดู
พี่ปิงส่งมาแค่การ์ดตัวละคร แต่ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลใดๆ เลย ซึ่งเหตุผลนี้ก็พอเข้าใจได้ บางครั้ง ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพูด แต่คนอื่นง้างปากเขาไม่ได้ต่างหาก
การสอบสวนในวันนี้คือตัวอย่างที่ชัดเจน
การที่พี่ปิงไม่ยอมพูด ส่วนใหญ่น่าจะเป็นเพราะนึกถึงตัวเขา แต่จะต้องทิ้งเบาะแสที่เกี่ยวข้องเอาไว้ เพื่อชี้นำให้เขาค่อยๆ ค้นหาและไขความจริงทีละก้าวแน่ ดังนั้น จางหยวนชิงจึงต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพี่ปิงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
หลี่ตงเจ๋อครุ่นคิดแล้วพยักหน้า "ได้ ผมจะโทรไปไหว้วานเพื่อนร่วมงานทางนั้นให้ แต่มันต้องใช้เวลานะ"
ในมุมมองของเขา การที่หยวนสื่อเป็นห่วงสวัสดิภาพของเพื่อนสมัยเด็กเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่หลี่ตงเจ๋อรู้สึกว่า ในฐานะผู้ท่องแดนวิญญาณ การเข้าไปในแดนวิญญาณนานเป็นสัปดาห์ ส่วนใหญ่ก็ตายอยู่ข้างในนั้นแหละ
เมื่อพูดเรื่องของพี่ปิงจบ จางหยวนชิงก็เข้าประเด็น สีหน้าจริงจังขึ้นมา
"หัวหน้าหน่วย ผมมีเรื่องจะรายงานครับ"
เมื่อเห็นลูกน้องทำหน้าขึงขัง หลี่ตงเจ๋อก็วางมีดโกนลง พับกระจกแต่งหน้า ยืดหลังตรงขึ้นเล็กน้อยแล้วถามว่า
"เรื่องอะไร?"
จางหยวนชิงจึงเล่าเรื่องผีหลอกในโรงพยาบาลที่น้าเล็กทำงานอยู่ รวมถึงสถานการณ์ที่เขาบังเอิญพาวิญญาณทารกกลับบ้านให้หลี่ตงเจ๋อฟังอย่างละเอียด แต่เขาได้ปกปิดและดัดแปลงข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับข้ารับใช้ทูตผี
เขาบรรยายลักษณะของวิญญาณทารกให้เป็นวิญญาณทึ่มทื่อที่ผ่านการหลอมสร้าง แต่ยังไม่เลื่อนระดับเป็นข้ารับใช้ทูตผี
ตอนที่พูดประโยคเหล่านี้ จางหยวนชิงควบคุมอารมณ์ให้สงบ ทำสีหน้าและน้ำเสียงให้แนบเนียน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้หน่วยสอดแนมจับพิรุธได้
สุดท้าย เขาก็สรุปว่า "ผมสงสัยว่ามีผู้ท่องแดนวิญญาณกำลังทำการทดลองหลอมสร้างข้ารับใช้ทูตผีในโรงพยาบาล เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นผู้ท่องราตรี แต่ไม่รู้ว่าเป็นพวกอิสระหรือคนของทางการ"
หลี่ตงเจ๋อยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จนอดไม่ได้ที่จะกำไม้เท้าแน่น แล้วพูดด้วยความโกรธว่า
"โอ้ พระเจ้า เจ้านี่มันสมควรตกนรก ผมจะทำให้เขาต้องชดใช้กับการกระทำของตัวเอง ผมสาบานเลย"
การกลืนกินวิญญาณกับการกดขี่วิญญาณเป็นคนละแนวคิดกัน วิญญาณย่อมต้องสลายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การกลืนกินทำให้ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเร็วขึ้น
แต่การหลอมสร้างวิญญาณมาใช้งานในฐานะข้ารับใช้ทูตผีนั้นผิดหลักมนุษยธรรม ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นวิญญาณทารกอีกต่างหาก
การห้ามนำวิญญาณของคนธรรมดามาหลอมสร้างเป็นข้ารับใช้ทูตผีก็มาจากหลักมนุษยธรรมเช่นกัน อธิบายง่ายๆ ก็คือ ถ้าครอบครัวหรือเพื่อนของคุณเป็นวิญญาณพิเศษ แล้วถูกคนนำไปหลอมสร้างเป็นข้ารับใช้ทูตผีหลังจากตายไป คุณจะรู้สึกยังไงล่ะ?
นึกว่าจะพูดว่า อยากจะเอารองเท้าบูทเตะก้นมันแรงๆ ซะอีก... จางหยวนชิงแอบค่อนขอดคำพูดติดปากของหัวหน้าหน่วยอยู่ในใจ
"หัวหน้าหน่วย ผมส่งวิญญาณเด็กคนนั้นไปสู่สุคติแล้ว และได้อ่านความทรงจำของมันจนรู้ตัวเป้าหมาย ผมอยากขอทำภารกิจนี้ตามลำพังเพื่อเป็นการฝึกฝนครับ" จางหยวนชิงเสนอความคิดเห็นของตน
พอพูดจบ เขาก็รู้เลยว่าหลี่ตงเจ๋อไม่มีทางยอมแน่ๆ
หลี่ตงเจ๋อส่ายหน้าตามคาด
"ความคิดของคุณน่ะดี แต่ในระหว่างการสั่งสมประสบการณ์ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องตกหลุมพราง และในหมู่ผู้ท่องแดนวิญญาณ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงความตาย เอาอย่างนี้ ให้กวนหย่าไปเป็นเพื่อนคุณ ศิลปะการต่อสู้และการยิงปืนของเธอเก่งกว่าผม"
"ตกลงครับหัวหน้าหน่วย" จางหยวนชิงแอบดีใจ
คดีวิญญาณทารก เขาต้องเป็นคนคุมเกมให้ได้ ถึงจะปกปิดการมีอยู่ของเจ้าเปิ่นน้อยได้ แต่ก็อย่างที่หลี่ตงเจ๋อพูด เรื่องของผู้ท่องแดนวิญญาณต้องระมัดระวังให้มาก ราคาของความประมาทมักจะเป็นความตาย โอวเซี่ยงหรงก็คือตัวอย่างหนึ่ง
ดังนั้น เขาจึงต้องการผู้ช่วยที่มีประสบการณ์
เมื่อเขาเสนอว่าอยากฝึกฝน หลี่ตงเจ๋อก็มีโอกาสสูงที่จะล้มเลิกความคิดไปจัดการด้วยตัวเอง แล้วเลือกพบกันครึ่งทางโดยให้กวนหย่าไปเป็นเพื่อน
เพราะทุกคนรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ในฐานะผู้ท่องราตรี แถมยังมีไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ติดตัว จางหยวนชิงมีอัตราการทนทานต่อความผิดพลาดสูงมาก อันตรายธรรมดาๆ ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก
ในมุมมองของจางหยวนชิง กวนหย่า 'ตบตา' ง่ายกว่าหลี่ตงเจ๋อเยอะ
"งั้นตอนนี้ผมไปหากวนหย่าเลยนะครับ?"
หลี่ตงเจ๋อ "อืม" ตอบรับคำหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเยาะขึ้นมาดื้อๆ "ร้องเพลงได้ไม่เลวเลยนะ คราวหน้าไม่อนุญาตให้ร้องอีกแล้วล่ะ"
"......"
..........
เขตคังหยาง โรงพยาบาลผิงไท่
ในฐานะโรงพยาบาลระดับตติยภูมิชั้นนำ จุดขายหลักของผิงไท่คือแผนกสูตินรีเวช โดยมีผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าในสาขานี้ประจำอยู่หลายคน สามารถจัดอยู่ในห้าอันดับแรกของโรงพยาบาลสูตินรีเวชระดับประเทศ
รถตู้สีดำขับเข้ามาในโรงพยาบาล ประตูรถเลื่อนเปิดอัตโนมัติ กวนหย่าพิจารณาใบหน้าเหม่อลอยของจางหยวนชิง แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า "ช่วงนี้เวลาดูมือถือหรือคอมพิวเตอร์ เห็นภาพซ้อนบ้างไหม?"
"ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะครับ?" จางหยวนชิงที่กำลังคิดหาวิธีกระชากตัวเป้าหมายออกมาดึงสติกลับมา
กวนหย่ายกมุมปากสวยได้รูปขึ้น กะพริบตาหวานหยาดเยิ้ม "สีหน้าของนายบอกฉันว่า ช่วงนี้ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจเลยนะ"
จางหยวนชิงชินกับสไตล์การพูดของเธอมานานแล้ว จึงไม่สนใจและพูดว่า
"หัวหน้าหน่วยให้ผมมาร่วมมือกับคุณ ในสถานการณ์แบบนี้ ปกติเราต้องทำยังไงก่อนครับ?"
กวนหย่าหุบยิ้ม แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"ก่อนอื่นก็ระบุตัวเป้าหมาย จากนั้นก็สืบหาตัวตนในชีวิตจริงของเขา นายเคยเห็นหน้าเขาแล้ว การระบุตัวเป้าหมายจึงไม่ใช่เรื่องยาก จากนั้นก็เข้าไปติดต่อกับเขา ถ้าอีกฝ่ายฝีมือไม่เท่าไหร่ก็ควบคุมตัวไว้เลย แต่ถ้าตรงกันข้าม ก็แจ้งหัวหน้าหน่วยให้มาใช้กำลังจับกุม"
"แต่เราไม่แน่ใจว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดอยู่ในโรงพยาบาลด้วยหรือเปล่า ไม่รู้ขนาดของการหลอมสร้างข้ารับใช้ทูตผี ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือดูลาดเลาไปก่อน แล้วค่อยตรวจสอบโรงพยาบาลผิงไท่อย่างละเอียดสักรอบ"
"อาจจะเริ่มจากข่าวลือเรื่องผีหลอกก่อน ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ เพื่อกำหนดกรอบเวลาคร่าวๆ นอกจากวิญญาณทารกแล้ว ยังมีข่าวลือเรื่องผีหลอกอื่นๆ อีกไหม"
"ตรวจสอบประวัติการทำแท้งและการแท้งบุตรในช่วงเวลานั้น ทารกเพศชาย แถมอายุครรภ์ยังไม่น้อย กลุ่มเป้าหมายแบบนี้คงมีไม่เยอะ การระบุตัวตนของวิญญาณทารกคงไม่ยาก"
"พลังจิตของทารกนั้นอ่อนแอมาก พอตายปุ๊บก็จะสลายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นบุคลากรที่เคยสัมผัสกับหญิงตั้งครรภ์ในช่วงเวลานั้น ล้วนเป็นเป้าหมายในการตรวจสอบของเรา"
"ในกลุ่มคนพวกนี้ ถ้ามีเป้าหมายที่นายเห็นตอนถามวิญญาณ ก็ดำเนินการจับกุมได้เลย ถ้าไม่มี ก็แสดงว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิด"
ลำดับความคิดชัดเจนมาก นี่แหละคือหน่วยสอดแนมสินะ... จางหยวนชิงฟังจนอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วพูดว่า "น้าเล็กของผมก็อยู่ที่โรงพยาบาลนี้ ผมคงไม่สะดวกไปแผนกสูตินรีเวชเท่าไหร่ สู้แยกย้ายกันปฏิบัติงานดีกว่า เรื่องที่เกี่ยวกับวิญญาณผมจะสืบเอง ส่วนทางแผนกสูตินรีเวช คุณไปดูลาดเลาก็แล้วกัน"
ทั้งสองคนลงจากรถ สวมหน้ากากอนามัยและหมวกแก๊ป แล้วแยกย้ายกันปฏิบัติหน้าที่ด้านนอกอาคารผู้ป่วยนอก
เมื่อเข้าไปในอาคารและขึ้นลิฟต์มาที่ชั้นสี่ สายตาของกวนหย่าก็กวาดมองผู้หญิงที่ท้องเริ่มนูนหรือท้องแก่ใกล้คลอดทีละคน ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เป็นประกาย
แพทย์หญิงในชุดกาวน์สีขาวเดินสวนมา ใบหน้ารูปไข่กลมกลึงขาวเนียนละเอียด ดวงตากลมโตสดใส จมูกโด่งเป็นสัน ผมหยักศกเป็นลอนสยายอยู่กลางหลัง
ในปากอมลูกอมอยู่ก้อนหนึ่ง แก้มจึงป่องออกมาเล็กน้อย ทำให้เธอดูหวานและน่ารักยิ่งขึ้น
กวนหย่ามั่นใจในความสวยของตัวเอง แต่พอเห็นแพทย์หญิงหน้าสดคนนี้ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในใจ
เธอรีบเดินเข้าไปหา ขวางหน้าแพทย์หญิงไว้ แล้วยิ้มถาม "คุณหมอคะ ช่วงนี้ฉันกำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ ไม่ทราบว่าต้องระวังเรื่องอะไรบ้างคะ"
.........
อีกด้านหนึ่ง จางหยวนชิงเดินมาที่โถงทางเดินอันเงียบสงบ แล้วอัญเชิญเจ้าเปิ่นน้อยออกมา
"อาปา อาปา..."
ทารกรูปร่างกลมกลึงน่ารัก มีผมเส้นเล็กบางๆ หมอบอยู่บนพื้น นัยน์ตาดำขลับมองจางหยวนชิงอย่างใสซื่อไร้เดียงสา
จางหยวนชิงส่งกระแสจิตบอกมันประมาณว่า 'เคลื่อนไหวตามสบาย' หรือ 'ไปเล่นเถอะ'
เขาตั้งใจจะใช้เจ้าเปิ่นน้อยล่อตะเข็บให้ออกจากถ้ำ ข้ารับใช้ทูตผีที่ล้ำค่าหายไป คนที่อยู่เบื้องหลังย่อมต้องออกตามหา เมื่อเขาพบว่าวิญญาณทารกปรากฏตัวในโรงพยาบาลอีกครั้ง จะต้องถูกดึงดูดมาอย่างแน่นอน
ถอยออกมามองอีกมุม ต่อให้แผนล่อตะเข็บออกจากถ้ำล้มเหลว เจ้าเปิ่นน้อยก็ยังพาเขาไปหาคนบงการได้ มันย่อมมีความทรงจำเกี่ยวกับคนที่หลอมสร้างตัวเองขึ้นมา หรืออาจจะรู้สึกสนิทสนมด้วยซ้ำ
เมื่อได้รับอนุญาตจากจางหยวนชิง เจ้าเปิ่นน้อยก็ขยับแขนขาอย่างร่าเริง แล้วคลานไปตามโถงทางเดิน
จางหยวนชิงเดินตามมันมาตลอดทางจนถึงชั้นสี่ ผลักประตูโถงทางเดินเข้าไปในห้องโถงพักคอย แล้วเดินตามไปจนถึงแผนกสูตินรีเวช
เจ้านั่นอยู่แผนกสูตินรีเวชจริงๆ เหรอ?
จางหยวนชิงกำลังคิดอยู่ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะใสกังวานดังแว่วมา "จริงเหรอๆ คุณก็ชอบสกินแคร์ยี่ห้อนั้นเหมือนกันเหรอคะ? ฉันไปต่างประเทศบ่อย ไว้คราวหน้าจะซื้อมาฝากนะคะ"
นี่คือเสียงของกวนหย่า
เขามองตามเสียงไป ก็เห็นผู้หญิงคนนี้กำลังพูดคุยหัวเราะร่วนกับแพทย์หญิงคนหนึ่ง เม้าท์มอยกันอย่างออกรส
แพทย์หญิงในชุดกาวน์สีขาวคนนั้น ก็คือน้าเล็กของเขาเอง
ให้ตายสิ! จางหยวนชิงดึงปีกหมวกให้ต่ำลง พยายามหลบสายตา ไม่มองหน้าน้าเล็ก เพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากัน
ถึงจะใส่หน้ากากอนามัยและหมวก แต่ด้วยความคุ้นเคยที่น้าเล็กมีต่อเขา ด้วยความที่ทั้งสองคนรู้ไส้รู้พุงกันดี แค่มองตาก็จำเขาได้แล้ว
ตอนนั้นเอง เขาก็เห็นเจ้าเปิ่นน้อยคลานเข้าไปหาน้าเล็กอย่างร่าเริง