เถาอวี้เฉิงอยู่ใกล้ประตูที่สุด เขาเดินไปเปิดประตูแล้วอุทานด้วยความตกใจ "โอ๊ะ!"
"ใครมาเหรอ?"
เถาอวี้ซูชะเง้อมองไปที่ประตู ก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยสองคน
สำหรับครอบครัวตระกูลเถาที่ดูละครเวทีเป็นประจำ ใบหน้าของทั้งสองคนนี้คุ้นเคยจนไม่รู้จะคุ้นเคยอย่างไรแล้ว พวกเขาคือ "เถ้าแก่หวัง" และ "คุณชายรองฉิน" แห่งคณะศิลปะการแสดงประชาชนนั่นเอง
หลานเถียนเหย่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า "สวัสดีสหาย พวกเรามาหาสหายเฉาหยาง"
"เชิญเข้ามาเลยครับ เชิญเข้ามาเลย!"
เถาอวี้เฉิงเชิญทั้งสองคนเข้ามาในบ้านอย่างกระตือรือร้น หันไปตะโกนบอกเฉาหยาง "เฉาหยาง อาจารย์หลานกับอาจารย์อวี๋มาหานายแน่ะ"
หลานเถียนเหย่และอวี๋ซื่อจือพบหลินเฉาหยาง ก็ทักทายด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า เอ่ยชม 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ไปยกใหญ่ แล้วจึงค่อยบอกจุดประสงค์ที่มา
"เมื่อไม่กี่วันก่อน เจี้ยนกงวิ่งมาที่บ้านผมกลางดึก..."
กลางดึกคืนนั้นเฉินเจี้ยนกงวิ่งไปที่บ้านของหลานเถียนเหย่เพื่อแนะนำ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ให้เขาฟัง เดิมทีทั้งสองนัดกันว่าวันรุ่งขึ้นจะไปดูการแสดงที่ม.ครุศาสตร์เยียนจิง แต่วันนั้นมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอื่นไปเยอะมาก จึงไม่ได้ดูละครเวที
สองวันหลังจากนั้น เขาตั้งใจจะเขียนจดหมายแนะนำตัวแล้วไปที่ม.ครุศาสตร์เยียนจิงอีกครั้ง แต่เขามีภารกิจซ้อมละครเวทีติดพันอยู่ กว่าจะไปถึงก็สายเกินไป ถือจดหมายแนะนำตัวเข้าไปในมหาวิทยาลัยแล้ว แต่กลับเบียดเข้าไปในหอประชุมไม่ได้
ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หอประชุมม.ครุศาสตร์เยียนจิงเต็มแน่นก่อนห้าโมงเย็นทุกวัน อย่าว่าแต่ที่นั่งเลย แม้แต่ที่ยืนยังไม่มี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยพาหลานเถียนเหย่เข้าไปหาที่นั่งก็ยังทำไม่ได้
ด้วยความจนใจ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงทำได้เพียงให้หลานเถียนเหย่รอการแสดงศิลปวัฒนธรรมในวันที่ 9
เบียดเข้าหอประชุมม.ครุศาสตร์เยียนจิงไม่ได้ติดต่อกันถึงสามวัน หลานเถียนเหย่กลัดกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าละครเวทีของนักศึกษาจะมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ความอยากรู้อยากเห็นในใจที่เขามีต่อ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ก็ยิ่งมากขึ้น ความคาดหวังก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
พอกลับไปที่คณะศิลปะการแสดงประชาชน เขาไปหาอวี๋ซื่อจือ อวี๋ซื่อจือไม่เพียงแต่เป็นเสาหลักบนเวทีละครของคณะศิลปะการแสดงประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นรองผู้อำนวยการลำดับที่หนึ่งของคณะศิลปะการแสดงประชาชนอีกด้วย
แม้ว่าหลายปีมานี้อาจารย์เฉาอวี้จะเป็นผู้อำนวยการคณะศิลปะการแสดงประชาชนมาโดยตลอด แต่เขาก็มีงานรัดตัวและสุขภาพไม่ค่อยดี ดังนั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กิจการน้อยใหญ่ของคณะศิลปะการแสดงประชาชนจึงมักจะตกเป็นหน้าที่ของรองผู้อำนวยการอย่างอวี๋ซื่อจือเป็นคนจัดการ
หลานเถียนเหย่เล่าเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ให้อวี๋ซื่อจือฟังจบ เขาก็เกิดความสนใจขึ้นมาเช่นกัน
ยุคสมัยนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยได้รับความสำคัญจากประเทศชาติเป็นอย่างมาก ในเรื่องการปลูกฝังความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ก็เรียกได้ว่าทุ่มเทอย่างเต็มที่ ลำพังแค่มหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิงจัดตั้งนักศึกษาให้มาดูการแสดงละครเวทีที่คณะศิลปะการแสดงประชาชน ก็มีไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ดังนั้นอวี๋ซื่อจือจึงยอมรับในรสนิยมการชมละครเวทีของนักศึกษากลุ่มนี้ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' แสดงเพียงไม่กี่วันก็สามารถสร้างกระแสตอบรับและความร้อนแรงในแวดวงมหาวิทยาลัยในเยียนจิงได้มากขนาดนี้ คิดว่าคงต้องมีอะไรที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
หลังจากพูดคุยกับหลานเถียนเหย่ ทั้งสองก็ตัดสินใจว่าไม่ว่าอย่างไรก็พลาดการแสดงศิลปวัฒนธรรมในวันที่ 9 ไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ดังนั้นเมื่อเช้าตรู่วันนี้ ทั้งสองจึงรีบมาที่หอประชุมรัฐบาลเทศบาลนครเยียนจิง รออยู่ทั้งวัน ในที่สุดตอนบ่ายก็ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า'
เนื่องจากคลาดกันไปเมื่อหลายวันก่อน ความต้องการของหลานเถียนเหย่และอวี๋ซื่อจือจึงถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว อีกทั้งทั้งสองยังเป็นนักแสดงอาวุโสบนเวทีละครเวที ดังนั้นก่อนจะชมละครเวที ทั้งสองจึงจงใจปรับสภาพจิตใจให้สงบ พยายามรักษาใจให้เป็นกลางที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ทั้งสองคาดไม่ถึงเลยว่า ความยอดเยี่ยมของ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' จะเหนือกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้มาก
เมื่อการแสดงจบลง เสียงปรบมือก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งหอประชุมและดังยาวนานไม่ขาดสาย ทั้งสองคนก็ปรบมือจนมือแดง นั่นคือคำชมเชยสำหรับนักแสดงบนเวที และยิ่งไปกว่านั้นคือการยอมรับขั้นสูงสุดต่อบทละคร 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' เรื่องนี้
ทั้งสองคนถึงกับรอให้การแสดงศิลปวัฒนธรรมจบลงไม่ไหว อวี๋ซื่อจือพูดกับหลานเถียนเหย่ว่า "รีบไปหาหลินเฉาหยาง บทละครเรื่องนี้ คณะศิลปะการแสดงประชาชนของเราเอาแน่!"
พวกเขาลุกขึ้นและเดินออกจากหอประชุมไปอย่างอดใจรอไม่ไหว
ก่อนหน้านี้ตอนที่เฉินเจี้ยนกงแนะนำ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ให้หลานเถียนเหย่ฟัง เขาไม่ได้พูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซู หลานเถียนเหย่จึงรู้แค่ว่าหลินเฉาหยางทำงานอยู่ที่ม.เยียนจิง
ดังนั้นหลังจากทั้งสองคนออกมาจากหอประชุม ก็ตรงดิ่งไปที่ม.เยียนจิงทันที เริ่มจากไปที่มหาวิทยาลัยก่อน จากนั้นก็มีคนพาไปที่ห้องสมุดซึ่งเป็นที่ทำงานของหลินเฉาหยาง แต่กลับพบว่าหลินเฉาหยางเลิกงานแล้ว สุดท้ายจึงตามมาถึงที่บ้าน
ทั้งสองคนออกมาเร็ว แต่หลังจากเจออุปสรรคไปหลายตลบ กลับมาถึงช้ากว่าเถาอวี้เฉิงและเถาอวี้ซูเสียอีก
หลังจากเล่าที่มาที่ไปจบ อวี๋ซื่อจือก็พูดกับหลินเฉาหยางด้วยใบหน้าจริงใจ "สหายเฉาหยาง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ที่คุณเป็นผู้สร้างสรรค์ขึ้นมานี้ คือบทละครที่คณะศิลปะการแสดงประชาชนของเราต้องการและขาดแคลนมากที่สุดในตอนนี้ ผมขอร้องให้คุณมอบบทละครเรื่องนี้ให้กับคณะศิลปะการแสดงประชาชนของเราเถอะครับ"
เมื่ออวี๋ซื่อจือพูดจบ หลินเฉาหยางก็แสดงสีหน้าครุ่นคิด
หลานเถียนเหย่ยังนึกว่าเขากังวลเรื่องที่มอบบทละครให้ม.ครุศาสตร์เยียนจิงไปแล้ว
"สหายเฉาหยาง บทละครที่ยอดเยี่ยมอย่าง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' หากนำไปให้นักศึกษาแสดงเพียงอย่างเดียว ก็คงน่าเสียดายแย่
หากคุณรู้สึกว่าลำบากใจที่จะอธิบายกับทางม.ครุศาสตร์เยียนจิง คณะศิลปะการแสดงประชาชนของเราสามารถออกหน้าไปพูดคุยให้ได้
การที่ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ได้ผ่านเวทีของคณะศิลปะการแสดงประชาชนเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นมากขึ้น ผมคิดว่าครูและนักศึกษาของม.ครุศาสตร์เยียนจิงก็คงจะดีใจมากเช่นกัน"
หลานเถียนเหย่เกลี้ยกล่อมอยู่สองสามประโยค แต่หลินเฉาหยางก็ยังคงสงบนิ่ง ท่าทีเช่นนี้ของเขาทำเอาอวี๋ซื่อจือและหลานเถียนเหย่ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาทันที
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังทำตัวไม่ถูก หลินเฉาหยางก็เอ่ยปากในที่สุด
"การที่บทละครของผมได้รับความเอ็นดูจากคณะศิลปะการแสดงประชาชน ผมย่อมดีใจอยู่แล้วครับ
ที่ผมเขียน 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ก็เป็นเพราะเพื่อนร่วมชั้นของอวี้ซูอยากทำละครเวทีกัน นักศึกษาจะทำละครเวทีก็ไม่ค่อยมีงบประมาณ ผมก็เลยช่วยแบบไม่คิดเงิน..."
เมื่อหลินเฉาหยางพูดมาถึงตรงนี้ หลานเถียนเหย่ก็ครุ่นคิดบางอย่าง แต่อวี๋ซื่อจือกลับเข้าใจกระจ่างแจ้งในใจแล้ว เขาเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นว่า "สหายเฉาหยาง คณะศิลปะการแสดงประชาชนของเราเป็นโรงละครมืออาชีพ การแสดงทุกรอบต้องเก็บค่าตั๋วเข้าชม นักแสดงมีเงินเดือนและเงินอุดหนุน ผู้เขียนบทก็มีค่าต้นฉบับและส่วนแบ่งจากการแสดงด้วย"
หลินเฉาหยางพยักหน้า แบบนี้สิถึงจะถูก จะให้เขาเป็นฝ่ายเอ่ยปากเรื่องเงินก่อนได้ยังไง เสียภาพลักษณ์ปัญญาชนหมด!
เขาหัวเราะฮ่าๆ "ไม่ปิดบังคุณทั้งสอง ผมเป็นผู้ชมที่ซื่อสัตย์ของคณะศิลปะการแสดงประชาชนมาตลอด การที่ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ได้ก้าวขึ้นสู่เวทีของคณะศิลปะการแสดงประชาชน ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมเช่นกันครับ"
เมื่อเห็นรอยยิ้มของหลินเฉาหยาง อวี๋ซื่อจือและหลานเถียนเหย่ก็หัวเราะตาม อวี๋ซื่อจือพูดว่า "'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' เป็นบทละครที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การที่สามารถนำมาแสดงบนเวทีของคณะศิลปะการแสดงประชาชนเราได้ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องโชคดีของคณะศิลปะการแสดงประชาชนเราเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความสุขให้กับผู้ชมอีกด้วย"
ท่ามกลางเสียงพูดคุยและหัวเราะ หลินเฉาหยางและอวี๋ซื่อจือก็ได้ข้อสรุปร่วมกัน
อวี๋ซื่อจือเริ่มถามถึงสาเหตุและขั้นตอนการสร้างสรรค์ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ของหลินเฉาหยาง คุยกันอยู่ประมาณชั่วโมงกว่า อวี๋ซื่อจือก็ขอต้นฉบับบทละครจากหลินเฉาหยางไปหนึ่งชุด
การพูดคุยในวันนี้เป็นเพียงข้อสรุปร่วมกันในเบื้องต้น คณะศิลปะการแสดงประชาชนเป็นวิหารสูงสุดของละครเวทีในประเทศจีน การจะนำละครเวทีเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ขึ้นสู่เวที ไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันง่ายๆ แค่ไม่กี่ประโยคแล้วจะสำเร็จได้
เขาต้องนำบทละครชุดนี้กลับไปให้คณะกรรมการศิลปะของคณะพิจารณาก่อน ถึงจะกำหนดการตั้งโครงการของบทละครเรื่องนี้ได้อย่างเป็นทางการ
รอจนอวี๋ซื่อจือและหลานเถียนเหย่กลับไปแล้ว เถาอวี้ซูก็ยังคงไม่อยากจะเชื่อ
"เฉาหยาง บทละคร 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ให้คณะศิลปะการแสดงประชาชนไปแบบนี้เลยเหรอ?"
หลินเฉาหยางเข้าใจความหมายของเธอผิดไป "ได้ยินมาว่าค่าต้นฉบับของคณะศิลปะการแสดงประชาชนไม่ค่อยสูงหรอก แต่เดิมทีตอนเขียนบทละครเรื่องนี้ก็ไม่ได้คิดจะหาเงินอยู่แล้ว"
เถาอวี้ซูมองเขาอย่างพูดไม่ออก ฉันหมายความว่าอย่างนั้นหรือไง?
เถาอวี้เฉิงที่แทบไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่หลานเถียนเหย่และอวี๋ซื่อจือเดินเข้ามา ในที่สุดก็เปิดปากพูด แววตาของเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา "เฉาหยาง นี่มันคณะศิลปะการแสดงประชาชนเลยนะ!"
ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเถาอวี้เฉิงเรียนวรรณกรรมบทละคร ตอนนี้ก็ยังสอนอยู่ที่วิทยาลัยการแสดงส่วนกลาง สำหรับเขาแล้ว คณะศิลปะการแสดงประชาชนคือวิหารสูงสุดของศิลปะการแสดง เขาเฝ้าฝันว่าสักวันหนึ่งบทละครของตัวเองจะได้แสดงบนเวทีของคณะศิลปะการแสดงประชาชน
ไม่คิดเลยว่า ความปรารถนานี้จะเป็นจริงในตัวของน้องเขย
เถาอวี้เฉิงดึงหลินเฉาหยางมาดูซ้ายดูขวา เดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ ตอนนี้เขาผ่านช่วงเวลา "กลัวพี่น้องได้ดีกว่า" มาแล้ว และยอมสยบให้กับพรสวรรค์ในการสร้างสรรค์ของหลินเฉาหยางอย่างราบคาบ
"เฉาหยางเอ๋ยเฉาหยาง เขียนนิยายก็ได้ลง 'วรรณกรรมประชาชน' เขียนบทละครก็ได้ขึ้นเวทีคณะศิลปะการแสดงประชาชน นายบอกมาสิว่ายังมีเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรรอพวกเราอยู่อีกบ้าง?"
หลินเฉาหยางหัวเราะ "พี่ใหญ่ พูดเกินไปแล้วครับ ที่ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ถูกใจคณะศิลปะการแสดงประชาชนได้ก็เป็นแค่ความฟลุกเท่านั้นแหละ"
"ฉันก็อยากมีความฟลุกแบบนี้บ้างเหมือนกัน" เถาอวี้เฉิงพูดอย่างไม่ยอมแพ้
พ่อตาเถาหัวเราะหึๆ ขึ้นมาในตอนนั้น "บทละครของเฉาหยางถูกใจคณะศิลปะการแสดงประชาชนถือเป็นเรื่องน่ายินดี อวี้เฉิง แกไปซื้อกับข้าวมาหน่อยสิ คืนนี้ทำกับข้าวเพิ่มสักสองอย่าง"
"ได้เลยครับ!" เถาอวี้เฉิงรับคำเตรียมจะออกไป "แม่ ขอเงินไปซื้อกับข้าวหน่อยสิ"
แม่ยายเถาถลึงตาใส่เขา พ่อแกให้แกไปซื้อกับข้าว แกมาขอเงินฉันเหรอ?
"พี่ใหญ่!" เถาอวี้ซูเรียกเถาอวี้เฉิง พร้อมกับยื่นเงินให้ ในขณะเดียวกันตอนที่สบตากับแม่ยายเถา เธอก็เผลอแสดงสีหน้าภาคภูมิใจและโอ้อวดออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
เถาอวี้เฉิงสังเกตเห็นท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของน้องสาว ก็แอบอมยิ้มที่มุมปาก รับเงินมาแล้วพูดว่า "ผมไปซื้อกับข้าวแล้วนะ"
เย็นวันนั้น เนื่องจากการมาเยือนอย่างกะทันหันของอวี๋ซื่อจือและหลานเถียนเหย่ ครอบครัวตระกูลเถาจึงทานมื้อเย็นกันค่อนข้างดึก แต่ก็อุดมสมบูรณ์มาก
หลินเฉาหยางได้ทั้งชื่อเสียงและเงินทอง แต่คนที่เหนื่อยกลับเป็นแม่ยาย
ผ่านไปอีกสองวัน ม.ครุศาสตร์เยียนจิงก็ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' เริ่มตระเวนแสดงตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิง โดยสถานีแรกก็คือม.เยียนจิง
ข่าวนี้ถูกประกาศไว้บนบอร์ดโปสเตอร์ขนาดใหญ่ที่สะดุดตาที่สุดใจกลางมหาวิทยาลัย ทำให้นักศึกษาม.เยียนจิงพากันบอกต่อกันไปทั่ววิทยาเขต และกลายเป็นจุดสนใจของนักศึกษาม.เยียนจิงในทันที
ในวันแสดง ขณะที่ยังไม่เปิดประตู หน้าหอประชุมก็ถูกนักศึกษาเบียดเสียดจนแทบไม่มีที่ว่างให้เดิน ซ้ำรอยภาพเหตุการณ์หน้าหอประชุมของม.ครุศาสตร์เยียนจิงไม่มีผิดเพี้ยน
'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' แสดงที่ม.เยียนจิงติดต่อกันสองรอบ ที่นั่งเต็มทุกรอบ จากนั้นก็ต้องย้ายไปแสดงที่สุยมู่ ทว่าเรื่องนี้กลับสร้างความไม่พอใจให้กับนักศึกษาม.เยียนจิง
หอประชุมม.เยียนจิงจุคนได้รอบละสองพันคนรวมทั้งที่นั่งและที่ยืน การแสดงสองวันต่อให้ไม่มีคนดูซ้ำก็มีคนดูแค่สี่พันคน แต่ครูและนักศึกษาของม.เยียนจิงมีถึงหลักหมื่นคน นักศึกษาที่ยังไม่ได้ดูละครเวทีจะยอมจำนนได้อย่างไร?
เมื่อรู้ว่าวันรุ่งขึ้น 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' จะย้ายไปแสดงที่สุยมู่ที่อยู่ติดกัน นักศึกษาม.เยียนจิงก็พากันไปส่งเสียงเอะอะโวยวายอยู่นอกเยียนหนานยฺเหวียนในคืนนั้นทันที
เยียนหนานยฺเหวียนไม่เพียงแต่เป็นที่พักของศาสตราจารย์อาวุโสหลายท่านของม.เยียนจิงเท่านั้น แต่ยังมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยพักอยู่ด้วย นักศึกษาพากันไปที่บ้านของผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลางดึกเพื่อขอร้องให้ช่วยประสานงานให้ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' แสดงเพิ่มอีกหลายรอบ
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยนอกจากจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกแล้ว ก็ทำได้เพียงจำใจยอมตกลง อย่างไรเสียก็เป็นเด็กของตัวเอง
ตามหลักแล้วผู้บริหารม.เยียนจิงออกหน้าประสานงานให้ ม.ครุศาสตร์เยียนจิงอย่างไรก็ต้องไว้หน้าบ้าง แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ กลับทำให้แผนการแสดง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิงปั่นป่วนไปหมด
เดิมทีผู้บริหารม.ครุศาสตร์เยียนจิงตั้งใจจะสนับสนุนให้นักศึกษาใช้ช่วงเวลาก่อนปิดเทอมฤดูหนาวตระเวนไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเยียนจิงให้ทั่ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเวลาหนึ่งเดือนก่อนปิดเทอมฤดูหนาวจะไม่พอยาไส้เสียแล้ว
ม.เยียนจิง สุยมู่ ม.วนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี... ถ้ายึดตามจำนวนรอบของม.เยียนจิงทั้งหมด ลำพังแค่มหาวิทยาลัยในย่านตะวันตกเฉียงเหนือของเยียนจิงก็ต้องใช้เวลาเดือนกว่าแล้ว
แสดงไม่ทันหรอก แสดงไม่ทันจริงๆ
อย่าว่าแต่ใกล้จะปิดเทอมฤดูหนาวแล้วเลย แม้แต่นักศึกษาที่แสดงก็ยังทนไม่ไหว
ล้วนแต่เป็นนักแสดงสมัครเล่น แสดงติดต่อกันไม่กี่วันยังพอทนได้ แต่ความเข้มข้นของการแสดงนานสองสามเดือน อย่าว่าแต่นักศึกษาพวกนี้เลย ต่อให้นักแสดงอาวุโสของคณะศิลปะการแสดงประชาชนมาเองก็ยังไม่ไหว
เงื่อนไขที่เป็นรูปธรรมวางอยู่ตรงนี้ ผู้บริหารม.เยียนจิงออกหน้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
แต่เมื่อพิจารณาว่าหลินเฉาหยางซึ่งเป็นผู้เขียนบท 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ก็เป็นคนของม.เยียนจิง ผู้บริหารม.ครุศาสตร์เยียนจิงจึงตัดสินใจเพิ่มรอบการแสดงที่ม.เยียนจิงอีกหนึ่งรอบ
หลังจากข่าวแพร่ออกไป นักศึกษาม.เยียนจิงก็ดีอกดีใจกันใหญ่ แม้จะเสียดายที่ไม่ได้แสดงเพิ่มอีกหลายรอบ แต่อย่างน้อยก็เพิ่มรอบแล้ว มีให้ดูก็ยังดีกว่าไม่มี
นักศึกษาม.เยียนจิงดูละครเวทีกันอย่างมีความสุข แต่นักศึกษาสุยมู่ที่อยู่ติดกันกลับมีความสุขไม่ออก
แผนการแสดงของ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ล้วนตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ม.เยียนจิงกับสุยมู่อยู่ห่างกันแค่กำแพงกั้น ม.เยียนจิงแสดงจบก็เป็นคิวของสุยมู่ ผลคือม.เยียนจิงกลับทำตัวมีอภิสิทธิ์ขอเพิ่มรอบ
ม.เยียนจิงได้ดูเพิ่มหนึ่งวัน พวกเขาก็ต้องรอเพิ่มอีกหนึ่งวัน นี่มันรังแกคนซื่อชัดๆ ไม่ใช่หรือไง?
เพราะการเพิ่มรอบในวันนั้น นักศึกษาสุยมู่จึงแอบด่าทอคนของม.เยียนจิงว่าหน้าด้านอยู่ไม่น้อย สาเหตุที่ทั้งสองมหาวิทยาลัยไม่ถูกกัน จึงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อด้วยประการฉะนี้
จากนั้นก็มีนักศึกษาสุยมู่บางคนไปปล่อยข่าวตามมหาวิทยาลัยอื่นว่า นักศึกษาม.เยียนจิงโปรดปราน 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' เป็นพิเศษ ถึงกับเรียกร้องให้ม.ครุศาสตร์เยียนจิงเพิ่มรอบแสดงอีก 10 รอบ
พอข่าวนี้แพร่ออกไป ก็ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยรอบข้างขึ้นมาทันที
ม.เยียนจิงนี่จะกร่างเกินไปแล้ว!
นักศึกษาต่างมหาวิทยาลัยบางคนที่โกรธแค้นถึงกับวิ่งไปที่บอร์ดโปสเตอร์ขนาดใหญ่ของม.เยียนจิงเพื่อเปิด "ศึกน้ำลายผ่านตัวอักษร" ประณามพฤติกรรมอันกร่างของคนม.เยียนจิง
บอร์ดโปสเตอร์ขนาดใหญ่ของม.เยียนจิงเป็นสถานที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของนักศึกษามาโดยตลอด ทุกช่วงพักกลางวันและมื้อเย็น จะมีนักศึกษาจำนวนมากมาให้ความสนใจ
จู่ๆ ที่นี่ก็มีบทความประณามจากนักศึกษาต่างมหาวิทยาลัยโผล่มา ทำเอานักศึกษาม.เยียนจิงถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก
'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' เพิ่มรอบอีกแล้วเหรอ? ทำไมพวกเขาไม่เห็นรู้เรื่อง? ไม่ใช่ว่ากำลังแสดงอยู่ที่สุยมู่ข้างๆ อย่างราบรื่นดีหรอกเหรอ?
นักศึกษาพากันสอบถามกันเอง แต่ก็ไม่มีใครได้ยินเรื่องเพิ่มรอบเลย พอสืบไปสืบมา ถึงได้รู้ว่ามีข่าวลือว่า "ม.เยียนจิงขอเพิ่มรอบ 10 รอบ"
"นี่มันปล่อยข่าวลือชัดๆ ไม่ใช่เหรอ?"
นักศึกษาม.เยียนจิงโกรธจัด พวกเขาไม่ต้องคิดก็รู้ว่าข่าวลือนี้มาจากไหน
ก็แค่ดูละครเวทีแค่นั้นเอง พวกมหาวิทยาลัยข้างๆ นี่เล่นกันสกปรกจริงๆ!







