สำหรับชาวแคว้นหวนส่วนใหญ่ การซื้อบ้านคือความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ ไม่มีสิ่งใดเทียบได้
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญอย่างยิ่งข้อหนึ่ง นั่นคือจะซื้อบ้านที่ไหนดี?
ซื้อในเมืองเยว่โจว หรือซื้อในหุบเขาราชาโอสถ?
เมืองเยว่โจวไม่ต้องไปคิดเลย ราคาบ้านที่นั่นทำให้คนหมดศรัทธาในการมีชีวิตอยู่ได้เลย
ถ้างั้นก็ซื้อบ้านในหุบเขาราชาโอสถไปเลย แล้วใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ต่อไปซะดีไหม?
หลี่ป้านเฟิงมองดูต้นไม้สีเขียวและดอกไม้สีแดงรอบตัว การใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ราคาบ้านในหุบเขาราชาโอสถไม่น่าจะแพงเกินไปนัก
หลี่ป้านเฟิงลูบเงินสดสองพันหยวนในกระเป๋า พลางประเมินว่าเงินสองพันจะสามารถซื้อบ้านแบบไหนได้บ้าง
ค่ารถลากเมื่อครู่นี้ เหมือนจะห้าร้อยหยวน...
"ก่อนจะมีบ้าน ผู้บำเพ็ญวิถีเคหาสน์จะไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลยเหรอครับ?"
"หมายถึงเคล็ดวิชางั้นรึ?" หม่าห้าคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "เคล็ดวิชาก็พอมีอยู่บ้าง หลังจากเข้าสู่วิถีแล้ว ต่อให้ไม่มีบ้าน ร่างกายของผู้บำเพ็ญวิถีเคหาสน์ก็จะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป แถมยังสามารถพรางหูพรางตาผู้คนได้ด้วย"
"พรางหูพรางตาผู้คนหมายความว่ายังไงครับ?"
"ผู้บำเพ็ญวิถีเคหาสน์มักจะไม่สะดุดตา เวลาปะปนอยู่ในฝูงชนมักจะถูกมองข้าม สามารถหลบหลีกการจับตามองได้ ผู้บำเพ็ญวิถีเคหาสน์ระดับสูง ถึงขั้นสามารถหลบหลีกการสอดแนมของผู้บำเพ็ญวิถีโสตได้ด้วยซ้ำ"
หลบหลีกการจับตามอง
เรื่องนี้มีประโยชน์กับผมมาก!
ทางเลือกของหลี่ป้านเฟิงเอนเอียงไปทางวิถีเคหาสน์ ฉินอ้วนน้อยที่อยู่ข้างๆ จึงเอ่ยเตือนขึ้นมา "พี่หลี่ หากท่านเลือกวิถีเคหาสน์ วันหน้าจะเอาอะไรประทังชีวิต? คนที่เลือกวิถีเคหาสน์ล้วนมีฐานะร่ำรวย ไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้องหรอกนะ"
หลี่ป้านเฟิงปรายตามองฉินอ้วนน้อยแวบหนึ่ง "นายดูผมเหมือนคนที่ต้องกังวลเรื่องปากท้องไหมล่ะ?"
(ตอนนี้ผมเป็นคนแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ)
นี่เป็นเรื่องยุ่งยากจริงๆ
ผู้บำเพ็ญวิถีเคหาสน์นี่ถึงขนาดออกไปทำงานไม่ได้เลยเหรอ?
ต้องหมกตัวอยู่แต่ในบ้านตลอดเวลาเลยหรือไง?
ถ้าไม่ไหวจริงๆ เราก็ยังหางานแบบทำที่บ้านเอาได้นี่นา
ปัญหาคือที่นี่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงหรือยัง...
หากมองจากพัฒนาการในระยะยาว ข้อจำกัดของวิถีเคหาสน์ก็มีมากอยู่จริงๆ
หรือจะเลือกวิถีสัญจรดี?
"วิถีสัญจรก็มีพรสวรรค์เหมือนกันเหรอครับ?"
"มีสิ!" หม่าห้าพยักหน้า "ผู้บำเพ็ญวิถีสัญจรเดินเก่ง ฝีเท้าไว แต่ทุกวันจำเป็นต้องเดิน ไม่เดินไม่ได้"
"ยิ่งระดับสูง ยิ่งเดินไปได้ไกล ดังนั้นผู้บำเพ็ญวิถีสัญจรจึงไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เดินไปถึงไหนก็พักอยู่ที่นั่น"
จากสถานการณ์ปัจจุบัน การเดินไปไหนมาไหนทุกวันมันง่ายมากที่จะดึงดูดการตามล่าจากหน่วยดาวมืด
หากมองจากพัฒนาการในระยะยาว วิถีสัญจรไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ต้องเผชิญกับปัญหาการหาเลี้ยงชีพเช่นเดียวกัน เว้นแต่จะมีอาชีพอย่างไกด์นำเที่ยว
หรือจะเป็นผู้บำเพ็ญวิถีหฤหรรษ์เหมือนหม่าห้าดี?
หม่าห้าเห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง "พี่หลี่ ดูจากรูปร่างกำยำของท่านแล้ว ก็เหมาะที่จะเป็นผู้บำเพ็ญวิถีหฤหรรษ์อยู่เหมือนกัน วิถีหฤหรรษ์ถนัดเรื่องการทำให้จิตใจลุ่มหลง สามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักให้ศัตรูได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันรู้ตัว"
ก็นับว่าเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน
แต่หม่าห้าก็ตั้งคำถามที่จริงจังมากข้อหนึ่งขึ้นมา
"พี่หลี่ ไม่ทราบว่าร่างกายคนรักของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"
คนรัก?
"ผมมีคนรักที่ไหนกัน?"
หม่าห้าเลิกคิ้ว "หากพี่หลี่ยังครองตัวเป็นโสด เรื่องนี้ก็คงจัดการยากแล้ว ความสัมพันธ์แบบชั่วข้ามคืน เกรงว่าจะไม่ใช่แผนระยะยาวที่ดีนัก"
นี่เป็นปัญหาในโลกความเป็นจริง หม่าห้าไม่ขาดแคลนผู้หญิง แต่หลี่ป้านเฟิงไม่มีเงื่อนไขแบบนี้
กลับไปมหาวิทยาลัยเพื่อหาอาจารย์ซ่งงั้นเหรอ?
ในระยะเวลาสั้นๆ นี้หลี่ป้านเฟิงไม่มีทางกลับไปที่มหาวิทยาลัยได้อีก
ต่อให้กลับไปได้ วันละสิบยก อาจารย์ก็คงรับไม่ไหวหรอก!
ระหว่างที่กำลังไตร่ตรอง หลี่ป้านเฟิงก็เกิดความคิดบ้าบิ่นขึ้นมา "ผมสามารถเลือกหลายๆ วิถีได้ไหมครับ?"
บำเพ็ญหลายๆ วิถีไปพร้อมกัน ยึดเอาพรสวรรค์ทั้งหมดมาก่อน วันหน้าค่อยดูว่าวิถีไหนเหมาะสม แล้วค่อยเลือกบำเพ็ญวิถีนั้น
ฉินอ้วนน้อยส่ายหน้าหัวเราะ "จะมีเรื่องดีขนาดนั้นได้ยังไง แค่วิถีเดียวก็ยังบำเพ็ญไม่รู้เรื่อง ท่านยังอยากจะบำเพ็ญหลายวิถีอีกหรือ?"
หม่าห้าไม่ได้หัวเราะ เขาเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาบ้าง "เลือกหลายวิถีย่อมไม่ได้แน่ แต่ถ้าเลือกเพิ่มอีกสักหนึ่ง นั่นคือบำเพ็ญควบคู่สองวิถี เรื่องแบบนี้ก็พอมีอยู่บ้าง"
"แต่คนพวกนี้ โดยพื้นฐานแล้วล้วนถูกบังคับ และยากที่จะบำเพ็ญจนประสบความสำเร็จ"
"ลองคิดดูสิ การบำเพ็ญวิถีหนึ่งวิถีต้องใช้พลังงานไปมากขนาดไหน?"
"บำเพ็ญวิถีโภชนา อย่างน้อยทุกวันก็ต้องกินข้าวห้าชั่ง หากเพิ่มวิถีสุราเข้าไปอีก ทุกวันยังต้องดื่มเหล้าอีกสามถึงห้าชั่ง อย่าว่าแต่จะหาเวลาเพิ่มเลย แค่บำเพ็ญไปตามขั้นตอนก็กินแรงมากแล้ว"
หลี่ป้านเฟิงถามว่า "สองวิถีต้องบำเพ็ญไปพร้อมกันเลยเหรอครับ? ยอมแพ้วิถีใดวิถีหนึ่งไม่ได้เลยหรือ?"
"ย่อมไม่ได้เด็ดขาด! ในเมื่อเลือกสองวิถีแล้ว ก็ไม่สามารถละทิ้งได้ หากบำเพ็ญเพียงวิถีเดียวแล้วทิ้งอีกวิถีไป ผู้บำเพ็ญจะต้องจบชีวิตลงเพราะเหตุนี้"
"ดังนั้นสองวิถีที่บำเพ็ญควบคู่กันจำเป็นต้องมีคุณสมบัติคล้ายคลึงกัน ส่งเสริมเกื้อหนุนกัน หากสองวิถีนั้นไม่คล้ายคลึงกัน ผู้บำเพ็ญก็มีโอกาสสูงที่จะเสียชีวิตอย่างกะทันหันในทันที"
เมื่อหลี่ป้านเฟิงได้ยินดังนั้น ก็ล้มเลิกความคิดที่จะบำเพ็ญคู่ไปในทันที
หากต้องดูแลทั้งสองวิถีไปพร้อมกัน ทางเลือกเช่นนี้ก็ถือว่าไม่ฉลาดและไม่เป็นความจริงเลย
หม่าห้าพูดถูก คนๆ หนึ่งไม่มีแรงพอที่จะบำเพ็ญสองวิถีควบคู่กันไปได้หรอก
ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นวิถีโภชนากับวิถีสุราก็อาจจะยังพอบำเพ็ญคู่กันได้ กินๆ ดื่มๆ ถือเป็นตัวอย่างของลักษณะที่คล้ายคลึงกันและส่งเสริมเกื้อหนุนกัน
แต่วิถีที่พ่อค้าเร่เสนอมาให้เหล่านี้ ดูเหมือนจะไม่มีอันไหนที่ส่งเสริมเกื้อหนุนกันเลย
หม่าห้าถามอีกว่า "การบำเพ็ญวิถีควบคู่ จำเป็นต้องมีวาสนาแห่งวิถีที่ลึกล้ำ ไม่ทราบว่าวาสนาแห่งวิถีของพี่หลี่เป็นอย่างไรบ้าง?"
หลี่ป้านเฟิงถามด้วยความประหลาดใจ "วาสนาแห่งวิถีคืออะไรครับ?"
เมื่อเห็นใบหน้ามึนงงของหลี่ป้านเฟิง หม่าห้าก็ชะงักไป ฉินอ้วนน้อยเองก็ชะงักไปเช่นกัน
"ท่านไม่รู้แม้กระทั่งว่าวาสนาแห่งวิถีคืออะไรเนี่ยนะ?" ฉินอ้วนน้อยประหลาดใจมาก "หากไม่มีวาสนาแห่งวิถี แล้วท่านจะมาซื้อยาอะไร? นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!"
เมื่อเห็นว่าหลี่ป้านเฟิงยังคงไม่เข้าใจ หม่าห้าจึงอธิบายว่า "วาสนาแห่งวิถีก็คือรากฐาน เพื่อสั่งสมรากฐาน ข้ายอมทุ่มเงินจำนวนมากซื้อน้ำพุจากน้ำพุฮุ่ยหมิง ดื่มไปทั้งหมดสามสิบกว่าลิตร ถึงจะสร้างรากฐานได้มั่นคง"
ฉินอ้วนน้อยแค่นเสียงฮึดฮัด "ข้าไม่ใช่คนรวย กินยาสูตรลับทั้งน้อยใหญ่ไปก็ไม่น้อย ใช้เวลาตั้งห้าปีเต็ม ถึงกล้ามาซื้อยา"
หลี่ป้านเฟิงก็ยังไม่เข้าใจแนวคิดเรื่องวาสนาแห่งวิถีอยู่ดี "วาสนาแห่งวิถีต้องได้มาจากยาพิเศษเท่านั้นเหรอครับ?"
"ยา?" หม่าห้ารู้สึกว่าคำว่ายาดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
อ้วนน้อยเข้าใจความหมายของหลี่ป้านเฟิง "ไม่จำเป็นต้องกินยาก็ได้ สามารถไปสั่งสมวาสนาแห่งวิถีในสถานที่เฉพาะเจาะจงก็ได้ สถานีสามหัวเลี้ยวก็สามารถสั่งสมวาสนาแห่งวิถีได้นะ!"
พอคิดถึงสถานีสามหัวเลี้ยว หลี่ป้านเฟิงก็ขนลุกซู่
เพื่อวาสนาแห่งวิถี ถึงกับต้องทำให้มีหัวงอกออกมาสามหัว ดูจะไม่คุ้มกันสักเท่าไหร่
หลี่ป้านเฟิงถามอย่างระมัดระวัง "จำเป็นต้องมีวาสนาแห่งวิถีด้วยเหรอครับ?"
ฉินอ้วนน้อยตอบ "ไม่งั้นล่ะ? ท่านคิดว่าใครหน้าไหนมาหาพ่อค้าเร่เพื่อซื้อยา ก็สามารถกลายเป็นผู้บำเพ็ญได้งั้นหรือ?"
"วาสนาแห่งวิถีก็คือโชคชะตา เป็นโชคชะตาที่หาได้ยากยิ่งในหมื่นคน! ผู้บำเพ็ญคือยอดคนในหมู่มนุษย์ที่หาได้ยากยิ่งในหมื่นคนของโลกใบนี้!"
ยอดคนในหมู่มนุษย์?
พูดเกินจริงไปหน่อยมั้ง?
ผมเดาว่าคนลากรถลากนั่นก็เป็นผู้บำเพ็ญเหมือนกัน เขาเป็นยอดคนในหมู่มนุษย์ด้วยหรือเปล่าล่ะ?
หม่าห้ามองหลี่ป้านเฟิง "ยอดคนในหมู่มนุษย์นั้นข้าไม่กล้าพูดหรอก สถานีสามหัวเลี้ยวก็ทางที่ดีอย่าไปเลย ไปแล้วเกรงว่าจะไม่ได้กลับมา"
"เรื่องอื่นเอาไว้ก่อน เรื่องรากฐานนี้จะทำเป็นเล่นไม่ได้ พี่หลี่ ตกลงท่านมีวาสนาแห่งวิถีหรือเปล่า? ถ้าไม่มีวาสนาแห่งวิถีก็อย่าทำอะไรบุ่มบ่ามนะ นี่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตเชียวนะ"
หลี่ป้านเฟิงครุ่นคิดอยู่นาน จึงถามอย่างระมัดระวัง "เคยอาบแสงสวรรค์ นับเป็นวาสนาแห่งวิถีไหมครับ?"
"ท่านเคยอาบแสงสวรรค์รึ?" หม่าห้าที่กุมหน้าอกมาตลอด จู่ๆ ก็ปล่อยมือแล้วยืนพรวดขึ้น
ฉินอ้วนน้อยก็ยืนขึ้นเช่นกัน "ท่านอาบแสงสวรรค์เมื่อไหร่?"
หลี่ป้านเฟิงพยายามนึก "ราวๆ บ่ายสองครับ"
ฉินอ้วนน้อยมองตำแหน่งของดวงอาทิตย์ตกดิน ส่วนหม่าห้าก็ล้วงนาฬิกาพกตลับทองคำออกมา
"พี่หลี่ ท่านทนมาจนถึงป่านนี้ได้ยังไง?" หม่าห้าถอยหลังไปหลายก้าว ฉินอ้วนน้อยก็รีบตามไปติดๆ ไปยืนอยู่ข้างๆ หม่าห้า
หลี่ป้านเฟิงหัวเราะแห้งๆ แล้วยืนยันอีกครั้ง "อาบแสงสวรรค์แล้ว ไม่เข้าสู่วิถี ก็ต้องตายเหรอครับ?"
หม่าห้าพยักหน้า "พี่หลี่พูดถูกแล้ว"
ฉินอ้วนน้อยถอยหลังไปอีกสองก้าว "ไม่ใช่แค่ท่านต้องตายนะ ดีไม่ดีอาจจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย ข้าขอตัวก่อนดีกว่า"
ฉินอ้วนน้อยกุมท้อง เดินโซซัดโซเซออกไปไกล พ่อค้าเร่จึงตะโกนเรียก "ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยนะ!"
ฉินอ้วนน้อยโบกมือ "ไม่เป็นไรหรอก แค่นั้นก็พอแล้ว"
ผู้ติดตามสองคนประคองหม่าห้าเตรียมจะจากไปเช่นกัน เมื่อเห็นหลี่ป้านเฟิงยังยืนอยู่ที่เดิม หม่าห้าจึงหันหน้ากลับมากำชับ "พี่หลี่ รีบเข้าสู่วิถีเถอะ ช้าไปก้าวเดียว ท่านคงต้องตัวระเบิดแน่"
"ระเบิดออกมาเป็นตัวอะไรก็ยังพูดยาก จะทำให้คนบาดเจ็บไปกี่คนก็บอกไม่ได้ เรื่องความเป็นความตาย จะชักช้าไม่ได้เด็ดขาด"
หลี่ป้านเฟิงถามขึ้นประโยคหนึ่ง "อาบแสงสวรรค์แล้ว ถือว่าวาสนาแห่งวิถีลึกล้ำไหมครับ?"
"ลึกล้ำ ลึกล้ำมากด้วย!" หม่าห้าพูดไปเดินไป "พี่หลี่ เลิกคิดเรื่องบำเพ็ญควบคู่เถอะ รักษาชีวิตตัวเองไว้ก่อนค่อยว่ากัน!"
...
ทั้งสองคนทยอยจากไป พ่อค้าเร่ยังคงยุ่งอยู่กับการขายของ
หญิงวัยประมาณห้าสิบปีคนหนึ่ง ซื้อครีมหิมะจากเขาไปขวดหนึ่ง แล้วยังขอจากพ่อค้าเร่มาอีกหยิบมือ เอามาทาหน้าตัวเองโดยตรง
"แกอย่าเพิ่งเสียดายไปล่ะ ฉันต้องดูให้แน่ใจว่าของเจ้านี้บริสุทธิ์หรือเปล่า!"
พ่อค้าเร่หัวเราะ "พี่สาวพูดอะไรอย่างนั้น ทาครีมหิมะของผมแล้ว ผิวพรรณจะเต่งตึงจนมีน้ำมีนวลเลยล่ะ!"
"ปากหวานจริงนะแก!" หญิงคนนั้นหัวเราะ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ครีมหิมะ ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวยุคบุกเบิก
ของสิ่งนี้ไม่ต่างจากครีมทาหน้าในปัจจุบันมากนัก สรรพคุณหลักคือป้องกันผิวแห้งแตก หลี่ป้านเฟิงเคยเห็นขวดครีมหิมะในห้องของยายอู๋ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และยังเคยเอามาทาหน้าตัวเองด้วย
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ครีมหิมะของพ่อค้าเร่คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นทาลงไปแล้ว ใบหน้าของนางก็ดูเปล่งปลั่งขึ้นมาจริงๆ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่นางมาหาพ่อค้าเร่เพื่อซื้อของถึงในถิ่นทุรกันดารก็เป็นได้
ท้องฟ้าใกล้จะมืดแล้ว ลูกค้าก็พากันกลับไปหมดแล้ว
พ่อค้าเร่หันกลับมามองหลี่ป้านเฟิง แล้วถามว่า "เลือกได้หรือยัง? ซุปหวนวิญญาณช่วยรักษาชีวิตนายไว้ได้แค่สี่ชั่วโมงเท่านั้น เวลาที่เหลืออยู่ของนายมีไม่มากแล้วนะ"
พูดจบ พ่อค้าเร่ก็โบกมือ ลิ้นชักแถวหนึ่งบนตู้สินค้าก็ถูกดึงออกมาโดยอัตโนมัติ ด้านในบรรจุผงยาหลากสีสันเอาไว้
นี่เป็นการเร่งเร้าหลี่ป้านเฟิง ว่าทางที่ดีควรใช้ยาทันที
เวลาเหลือไม่มากแล้วจริงๆ หลี่ป้านเฟิงดื่มซุปหวนวิญญาณไปตอนเกือบบ่ายสามโมง ตอนนี้ก็ใกล้จะทุ่มหนึ่งแล้ว
เขาตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะเลือกวิถีสัญจร
แม้ว่าในใจจะเอนเอียงไปทางวิถีเคหาสน์มากกว่า แต่เรื่องซื้อบ้านนั้นยากเกินไป เพื่อการบำเพ็ญในภายภาคหน้า วิถีสัญจรจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
"ผมเลือกวิถีสัญจร..."
พูดไม่ทันขาดคำ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนดังมาจากข้างหลัง "ฉันต้องการซุปหวนวิญญาณ ฉันต้องการซุปหวนวิญญาณ!"
หลี่ป้านเฟิงหันขวับไปมอง ก็เห็นร่างที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกตา
ที่บอกว่าคุ้นเคย ก็เพราะเห็นในข่าวอยู่บ่อยๆ
ที่บอกว่าแปลกตา ก็เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ป้านเฟิงได้เห็นตัวจริง
เฉียวเยว่เซิง นักวิ่งระยะสั้นระดับตำนาน ก้าวเท้าอย่างคล่องแคล่ว พุ่งเข้าหาหลี่ป้านเฟิงด้วยความเร็วแสง
ภายใต้แสงอาทิตย์อัสดง ร่างกายของเขาปรากฏภาพติดตาขึ้นมา
หลี่ป้านเฟิงเชื่อว่า ด้วยความเร็วระดับนี้ของเขา จะต้องสร้างสถิติโลกใหม่ได้อย่างแน่นอน
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือ เขากำลังพุ่งตรงมาที่หลี่ป้านเฟิง แล้วชนเข้ากับหลี่ป้านเฟิงอย่างจัง
หลี่ป้านเฟิงถูกเขาชนจนตัวลอยขึ้นจากพื้นทันที ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ตู้สินค้าของพ่อค้าเร่
พ่อค้าเร่รีบเก็บลิ้นชักกลับเข้าไป แต่ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
ตู้ม! เสียงดังทึบๆ ดังขึ้น หลี่ป้านเฟิงกระแทกเข้ากับตู้สินค้าอย่างจัง
ลิ้นชักสองอันเก็บกลับเข้าไปไม่ทัน ผงยาจึงกระเด็นออกมา
ผงยาวิถีสัญจรสีฟ้าและผงยาวิถีเคหาสน์สีทอง ร่วงลงบนใบหน้าของหลี่ป้านเฟิง ความเจ็บปวดแสนสาหัสถาโถมเข้ามา หลี่ป้านเฟิงจึงหมดสติไปในทันที
พ่อค้าเร่มองหลี่ป้านเฟิง แล้วหันไปมองเฉียวเยว่เซิงที่อยู่ตรงหน้า
เฉียวเยว่เซิงคว้าไหล่พ่อค้าเร่ไว้ พลางพูดทั้งน้ำตา "ฉันต้องการซุปหวนวิญญาณ ฉันต้องการซุปหวนวิญญาณ!"
บนผิวหนังของเขามีเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาให้เห็นอย่างชัดเจน
เส้นเลือดบางเส้นกำลังค่อยๆ แตกออก
เฉียวเยว่เซิงมองพ่อค้าเร่ ใบหน้าเต็มไปด้วยแววตาวิงวอน
พ่อค้าเร่มองเฉียวเยว่เซิง คิ้วขมวดเข้าหากันแน่นขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง พ่อค้าเร่ก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "แกทำร้ายชีวิตเขา แถมยังทำลายชื่อเสียงของฉัน บัญชีแค้นนี้ จะคิดบัญชียังไงดี?"







