แสงจากกองไฟสาดส่องลงบนใบหน้า หลี่ป้านเฟิงลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ
ใบหน้าของพ่อค้าเร่ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน พร้อมกับรอยยิ้มที่ดูห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง เขากำลังจ้องมองหลี่ป้านเฟิง
"คุณฟื้นแล้วเหรอ? มา ดื่มน้ำหวานรสผลไม้สักชามสิ จะได้สดชื่นขึ้น"
น้ำหวานรสผลไม้ เป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งในสมัยก่อน ดูเผินๆ เหมือนน้ำผลไม้ แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับน้ำผลไม้เลย มันเป็นเครื่องดื่มที่ผสมขึ้นจากสีผสมอาหารและขัณฑสกร
ชามนี้เป็นรสส้ม
ในปากของหลี่ป้านเฟิงทั้งแห้งและขม มีเครื่องดื่มแบบนี้ให้ดื่มสักชามก็ไม่เลวเหมือนกัน
หลี่ป้านเฟิงดื่มน้ำหวานรสผลไม้จนหมดเกลี้ยง เมื่อถามถึงเรื่องการเข้าสู่วิถี รอยยิ้มของพ่อค้าเร่ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ "ขอแสดงความยินดีด้วยนะพ่อหนุ่ม คุณหลุดพ้นจากภัยคุกคามของการอาบแสงสวรรค์แล้ว และได้กลายมาเป็นผู้บำเพ็ญ หรือที่รัฐรอบนอกมักจะเรียกกันว่าผู้ใช้พลังมืด"
ทำไมน้ำเสียงของพ่อค้าเร่ถึงได้แปลกขนาดนี้?
น้ำเสียงการพูดของเขามีความซื่อตรงเป็นทางการแบบแปลกๆ ส่วนกลิ่นอายแบบชาวบ้านร้านตลาดก่อนหน้านี้กลับหายไปจนหมดสิ้น
หลี่ป้านเฟิงถามอีก "ผมเข้าสู่วิถีไหน?"
"ก่อนหน้านี้คุณอยากจะเป็นผู้บำเพ็ญสัญจรไม่ใช่เหรอ? ความปรารถนานั้นเป็นจริงแล้ว!" พ่อค้าเร่รินน้ำหวานรสผลไม้ให้หลี่ป้านเฟิงอีกชาม
"งั้นก็ดี" หลี่ป้านเฟิงประคองชามน้ำหวานรสผลไม้ขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ ชามนี้เป็นรสสับปะรด เครื่องดื่มสีเหลืองทองมีกลิ่นหอมเข้มข้นอันเป็นเอกลักษณ์ของสับปะรด
เมื่อเห็นสีเหลืองทอง หลี่ป้านเฟิงก็นึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่ตัวเองจะสลบไป เขาเห็นผงยาสีเหลืองทอง แถมยังมีประกายแสงสีฟ้าอมเขียวปะปนอยู่เล็กน้อย
"แค่ผู้บำเพ็ญสัญจรอย่างเดียวเหรอ?" หลี่ป้านเฟิงพิจารณาพ่อค้าเร่ใหม่อีกครั้ง
รอยยิ้มของพ่อค้าเร่ยังคงจริงใจเช่นเดิม "เมื่อกี้คุณถามลูกค้าอีกคนว่าสามารถบำเพ็ญสองวิถีควบคู่กันไปได้ไหม คำถามนี้ฉันจะตอบแทนเขาเอง บำเพ็ญสองวิถีควบคู่กัน สามารถทำได้!"
ว่าแล้วเชียว!
ว่าแล้วเชียวว่าต้องเกิดเรื่อง!
หลี่ป้านเฟิงถาม "ผมบำเพ็ญสองวิถีไหนควบคู่กัน?"
พ่อค้าเร่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "ผู้บำเพ็ญสัญจรกับผู้บำเพ็ญเคหสถาน"
ผงยาสีฟ้าคือผู้บำเพ็ญสัญจร
ผงยาสีทองคือผู้บำเพ็ญเคหสถาน
หลี่ป้านเฟิงนิ่งอึ้งไปเนิ่นนาน ก่อนจะถามว่า "ผู้บำเพ็ญเคหสถานกับผู้บำเพ็ญสัญจร จะบำเพ็ญไปพร้อมกันได้อย่างไร?"
สองวิถีนี้เห็นได้ชัดว่ามีความขัดแย้งชนิดที่เข้ากันไม่ได้ราวกับน้ำและไฟ
พ่อค้าเร่อธิบายอย่างใจเย็น "ลูกค้าคนเมื่อกี้บอกว่า การบำเพ็ญสองวิถีควบคู่กันนั้นยากที่จะประสบความสำเร็จ ฉันคิดว่าความคิดนี้ไม่ถูกต้อง
คนคนหนึ่งบำเพ็ญสองวิถีควบคู่กัน ในระดับเดียวกัน พลังต่อสู้ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญวิถีเดียวอยู่แล้ว
ต่อให้ระดับต่ำกว่าอีกฝ่ายอยู่หนึ่งระดับ ก็ยังสามารถใช้วิธีการของทั้งสองวิถีมาต่อกรรับมือกับอีกฝ่ายได้
นี่ไม่ใช่ข้อได้เปรียบหรอกเหรอ? นี่ไม่ใช่ศักยภาพหรอกเหรอ? ฉันคิดว่าอนาคตของผู้บำเพ็ญคู่ช่างสดใสสว่างไสว!"
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า "ผมก็คิดว่าสว่างไสวเหมือนกัน เพราะงั้น ผู้บำเพ็ญเคหสถานกับผู้บำเพ็ญสัญจรจะบำเพ็ญคู่กันยังไง?"
"เรามาพูดถึงผู้บำเพ็ญเคหสถานกันก่อน" พ่อค้าเร่อธิบายอย่างใจเย็น "ผู้บำเพ็ญเคหสถานด้วยคุณสมบัติพิเศษของมัน จึงสามารถบำเพ็ญควบคู่กับวิถีอื่นๆ ได้มากมาย อย่างเช่นผู้บำเพ็ญสอดแนม
ผู้บำเพ็ญสอดแนมเชี่ยวชาญการสอดแนมและสะกดรอย หากผู้บำเพ็ญเคหสถานบำเพ็ญวิถีสอดแนมควบคู่ไปด้วย ก็สามารถนั่งอยู่แต่ในบ้านเพื่อสืบร่องรอยของคนคนหนึ่งได้ ต่อให้เรื่องแดงขึ้นมา ผู้บำเพ็ญเคหสถานก็ยังปลอดภัยมากภายใต้การคุ้มครองของวิญญาณเคหสถาน
อีกทั้งวิญญาณเคหสถานยังสามารถช่วยยกระดับความสามารถของผู้บำเพ็ญสอดแนม ตามล่าศัตรูได้ไกลนับพันลี้ ไปจนถึงหมื่นลี้ หรือแม้กระทั่งทำลายม่านพลังป้องกัน
เพราะงั้น ผู้บำเพ็ญเคหสถาน จึงเหมาะกับการบำเพ็ญคู่เป็นอย่างมาก"
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า "เหมาะมาก เพราะงั้น ผู้บำเพ็ญเคหสถานจะบำเพ็ญคู่กับผู้บำเพ็ญสัญจรยังไง?"
พ่อค้าเร่อธิบายต่อ "เรามาดูผู้บำเพ็ญสัญจรกันบ้าง ผู้บำเพ็ญสัญจรก็เหมาะกับการบำเพ็ญคู่มากๆ เหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงใครที่ไหนไกล เอาแค่เถ้าแก่หานแห่งโรงโอสถร้อยชีวิตในหุบเขาราชาโอสถ
คนในหุบเขาราชาโอสถล้วนรู้ว่านางคือผู้บำเพ็ญโอสถ แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเถ้าแก่หานบำเพ็ญวิถีสัญจรควบคู่ไปด้วย
ข้ามเขาพันลูก ข้ามน้ำหมื่นสาย เสาะหาของวิเศษล้ำค่ามากมายนับไม่ถ้วน ถึงได้ก่อร่างสร้างโรงโอสถร้อยชีวิตขึ้นมาได้
คุณว่า วิถีสัญจรนี่ไม่เหมาะกับการบำเพ็ญคู่หรอกเหรอ?"
"เหมาะ เหมาะมาก" หลี่ป้านเฟิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง "เพราะงั้น ผู้บำเพ็ญเคหสถานจะบำเพ็ญคู่กับผู้บำเพ็ญสัญจรยังไง?"
"ผู้บำเพ็ญเคหสถานกับผู้บำเพ็ญสัญจร ล้วนเหมาะกับการบำเพ็ญคู่มากๆ เอาสองวิถีนี้มารวมกัน มันก็ดีมากๆ ไม่ใช่เหรอ..." เสียงของพ่อค้าเร่เบาลงเรื่อยๆ
หลี่ป้านเฟิงถามอย่างจริงจัง "ดีตรงไหน?"
"คุณฟังฉันแต่งเรื่องให้ฟังนะ..." พ่อค้าเร่เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
"ได้ ผมฟัง คุณแต่งมาเลย" หลี่ป้านเฟิงยังคงจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
เงียบไปหลายนาที สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านมา หน้าผากของพ่อค้าเร่มีเหงื่อผุดพราย "ฉันแต่งไม่ออก"
"แล้วไงต่อ?" หน้าผากของหลี่ป้านเฟิงก็มีเหงื่อผุดออกมาเช่นกัน
เกิดเรื่องใหญ่แล้ว
พ่อค้าเร่ฝืนยิ้มออกมา ดูเหมือนกำลังปลอบใจหลี่ป้านเฟิง "ผู้บำเพ็ญเคหสถานกับผู้บำเพ็ญสัญจรไม่สามารถบำเพ็ญคู่กันได้ สองวิถีนี้เป็นศัตรูตามธรรมชาติ แต่คุณก็มองในแง่ดีได้นะ"
"มีแง่ดีอะไร?"
"แง่ดีก็คือ คุณยังมีชีวิตอยู่" พ่อค้าเร่หุบยิ้ม นับจากนี้ไป ทุกคำพูดของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของหลี่ป้านเฟิง
"ผู้บำเพ็ญเคหสถานกับผู้บำเพ็ญสัญจร สองวิถีนี้ไม่มีจุดไหนเชื่อมโยงกันได้เลย คุณสมบัติข่มกันอย่างรุนแรง ตามหลักแล้วการที่คุณใช้ผงยาของทั้งสองวิถีพร้อมกัน คุณควรจะตายคาที่ไปแล้ว
แต่ที่คุณรอดมาได้จนถึงตอนนี้ พิสูจน์ให้เห็นว่าร่างกายของคุณค่อนข้างพิเศษ แน่นอนว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับการที่คุณอาบแสงสวรรค์เป็นหลัก"
"ตกลงแล้วแสงสวรรค์คืออะไรกันแน่?"
พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "เรื่องนี้ลึกซึ้งเกินไป อธิบายให้คุณฟังไม่เข้าใจหรอก"
"คุณค่อยๆ พูดสิ เผื่อผมจะฟังเข้าใจไง!" หลี่ป้านเฟิงจำเป็นต้องรู้ให้แน่ชัดว่าตัวเองกำลังเผชิญกับอะไร
พ่อค้าเร่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถาม "คุณรู้ไหมว่าสสารมืดคืออะไร?"
"ผมต้องรู้อยู่แล้ว"
ความจริงแล้วหลี่ป้านเฟิงไม่รู้หรอก ด้วยระดับเทคโนโลยีของมนุษยชาติในปัจจุบัน ไม่มีใครรู้ว่าสสารมืดคือการดำรงอยู่รูปแบบใดกันแน่
แต่หลี่ป้านเฟิงก็เป็นคนที่ได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา อย่างน้อยๆ ก็เคยได้ยินคำว่าสสารมืดมาก่อน
"คุณรู้จริงๆ เหรอ?" พ่อค้าเร่ย้ำอีกครั้ง
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า "ผมรู้ ผมได้รับการศึกษาระดับอุดมศึกษา"
"แต่ฉันไม่รู้!" พ่อค้าเร่ยืดอกขึ้น "ฉันไม่รู้ว่าสสารมืดคืออะไร เพราะงั้นเรื่องนี้ฉันอธิบายให้ฟังไม่เข้าใจหรอก!"
หลี่ป้านเฟิงเกาหลังศีรษะ รู้สึกว่าคำพูดของพ่อค้าเร่ไม่มีอะไรผิดปกติ "งั้นก็ไม่ต้องพูดเรื่องสสารมืดก่อน"
พ่อค้าเร่พูดต่อ "สิ่งที่เรียกว่าอาบแสงสวรรค์ ถ้าใช้คำพูดของรัฐรอบนอกพวกคุณ มันเรียกว่ากระแสธารรังสีสสารมืด
สสารมืดมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่สสารมืดบางชนิดค่อนข้างพิเศษ ถ้าใช้คำพูดของเก้าแคว้นแดนใน มันเรียกว่าวาสนาแห่งวิถีปะทุ
หากรับวาสนาแห่งวิถีเข้าไปด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะไม่ทำร้ายร่างกายมากนัก แต่วาสนาแห่งวิถีที่ปะทุอย่างรุนแรง ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะต้านทานได้
หากถูกการปะทุเข้าไป ร่างกายจะระเบิดแตกออกอย่างรวดเร็ว วาสนาแห่งวิถีที่หลงเหลืออยู่ยังอาจจะทำร้ายคนอื่นต่อไปได้อีก
เพราะงั้น ถ้าคุณอยากรอดชีวิต ก็ต้องรีบเข้าสู่วิถีโดยเร็วที่สุด ใช้กระสายยาในการเข้าสู่วิถี ชักนำวาสนาแห่งวิถีในร่างกายของคุณไปตามทิศทางที่กำหนด..."
พ่อค้าเร่พยายามใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุดในการอธิบายกลไกของแสงสวรรค์ หลี่ป้านเฟิงก็เข้าใจประเด็นสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
ผู้ใช้พลังมืด หรือก็คือผู้บำเพ็ญตามที่สถานที่แห่งนี้เรียกขาน ความจริงแล้วคือผู้เหนือมนุษย์ที่เกิดการกลายพันธุ์หลังจากถูกสสารมืดชนิดพิเศษรุกรานเข้าสู่ร่างกาย
การกลายพันธุ์นั้นไร้ระเบียบ และมีโอกาสสูงมากที่จะเป็นอันตรายถึงชีวิต
ส่วนยาของพ่อค้าเร่ สามารถชักนำการกลายพันธุ์ที่ไร้ระเบียบ ให้กลายเป็นการกลายพันธุ์ที่มีระเบียบได้
การรับสสารมืดเข้าไปในปริมาณที่น้อยและเป็นไปอย่างมีแบบแผน อย่างเช่นหม่าห้าและฉินอ้วนน้อย การกัดกร่อนของการกลายพันธุ์จะค่อนข้างช้า รอจนการกลายพันธุ์ถึงระดับหนึ่งแล้ว ถึงจะสามารถใช้ยาของพ่อค้าเร่ชักนำให้พวกเขากลายเป็นผู้ใช้พลังมืดได้
แต่หลี่ป้านเฟิงเผชิญกับกระแสธารรังสีสสารมืด ร่างกายถูกสสารมืดจำนวนมหาศาลกัดกร่อนในเวลาอันสั้น มีความเสี่ยงที่จะระเบิดตายคาที่โดยตรง ดังนั้นจึงต้องทำการชักนำในทันที
ยามีอยู่หลายชนิด ชักนำไปในทิศทางและเส้นทางที่แตกต่างกัน จึงนำมาซึ่งพลังเหนือมนุษย์ที่แตกต่างกันไปด้วย
ในร่างกายของหลี่ป้านเฟิงมีสสารมืดเพียงพอ จะเลือกเส้นทางไหนก็ได้ทั้งนั้น การเลือกสองเส้นทางที่ใกล้เคียงกันไปพร้อมๆ กันก็ยังพอถูไถไปได้
แต่เขากลับเลือกสองเส้นทางที่ตรงข้ามกัน
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่หลี่ป้านเฟิงเลือก!
หลี่ป้านเฟิงเบิกตากว้าง "แล้วเฉียวเยว่เซิงล่ะ ไอ้เวรที่ชนผมเมื่อกี้ไปไหนแล้ว? เรื่องบ้าๆ พวกนี้เป็นเพราะมันทั้งนั้น..."
พ่อค้าเร่ชี้ไปที่เสื่อกกข้างกาย "คุณหมายถึงเขาเหรอ?"
หลี่ป้านเฟิงไม่ได้สังเกตเห็นเสื่อกกข้างกายพ่อค้าเร่มาตลอด นึกว่าข้างในน่าจะห่อของจิปาถะอะไรสักอย่างเอาไว้
ตอนนี้พอเห็นเขาชี้แบบนี้ ข้างในดูเหมือนจะห่อคนเอาไว้
หลี่ป้านเฟิงประหลาดใจ "นี่คือเฉียวเยว่เซิงเหรอ?"
พ่อค้าเร่พยักหน้า "เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเขา เขาได้จ่ายค่าชดเชยให้ฉันมากพอแล้ว
ส่วนคุณเกิดอุบัติเหตุที่แผงของฉัน ฉันเองก็ต้องรับผิดชอบเหมือนกัน เพราะงั้นฉันก็ต้องให้ค่าชดเชยแก่คุณด้วย นี่คือหน้าที่ในการทำธุรกิจของฉัน
ดูจากสถานการณ์ของคุณ คุณน่าจะผ่านด่านการเข้าสู่ประตูวิถีมาได้แล้ว แต่การบำเพ็ญหลังจากนี้จะยากลำบากสำหรับคุณมาก
ตามคุณสมบัติของผู้บำเพ็ญสัญจร ต่อให้คุณไม่ต้องการให้ระดับการบำเพ็ญก้าวหน้า ในแต่ละวันคุณก็ต้องเดินอย่างน้อยยี่สิบลี้
และตามคุณสมบัติของผู้บำเพ็ญเคหสถาน คุณต้องกลับบ้านอย่างน้อยวันละครั้ง และต้องอยู่บ้านอย่างน้อยสองชั่วโมง"
หลี่ป้านเฟิงคำนวณเวลาดู "แบบนี้ก็ไม่นับว่ายากนะ!"
ไม่นับว่ายากจริงๆ นั่นแหละ
ไม่มีอะไรทำก็ออกไปเดินเล่น ยี่สิบลี้ ก็ถือซะว่าวิ่งเหยาะๆ สิบกิโลเมตร
กลับบ้านไปนอนสักตื่น หรือไม่ก็อ่านนิยายดูซีรีส์ สองชั่วโมงนี่มันโคตรจะสบายเลย
ดูแบบนี้แล้ว สองวิถีนี้ก็ไม่ได้ขัดแย้งกันรุนแรงขนาดนั้นเสียหน่อย
พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "นี่มันแค่ช่วงเริ่มต้นของการบำเพ็ญ รอให้เลื่อนระดับขึ้นไปก่อน ระยะทางที่ผู้บำเพ็ญสัญจรต้องเดินจะไกลขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่ผู้บำเพ็ญเคหสถานต้องอยู่บ้านก็จะนานขึ้นเรื่อยๆ ไม่นานทั้งสองอย่างก็จะเข้ากันไม่ได้
อีกอย่าง พอผู้บำเพ็ญสัญจรเลื่อนระดับแล้ว จะเอาแต่อยู่กับที่ตลอดไม่ได้ ส่วนบ้านนั้นตั้งอยู่กับที่ ผู้บำเพ็ญเคหสถานจะวิ่งพล่านไปทั่วไม่ได้ ดังนั้นสองวิถีนี้จึงเป็นศัตรูตามธรรมชาติ
แน่นอนว่านี่เป็นเรื่องของอนาคต ค่อยคิดหาวิธีทีหลัง ตอนนี้ยังมีเรื่องยากอีกเรื่อง ผู้บำเพ็ญสัญจรหากต้องการผ่านด่านเลื่อนขึ้นไปหนึ่งระดับ จำเป็นต้องอาศัยอยู่ในดินแดนอันตรายเป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน
เรื่องนี้แหละที่ยุ่งยาก ผู้บำเพ็ญเคหสถานต้องกลับบ้านทุกวัน หากไม่กลับบ้านหนึ่งวัน ก็มีโอกาสตายกะทันหันได้ แล้วคุณจะไปอาศัยอยู่ข้างนอกหนึ่งวันหนึ่งคืนได้ยังไง?"
หลี่ป้านเฟิงกะพริบตา "ดินแดนอันตรายคืออะไร?"
พ่อค้าเร่อึ้งไป "คุณเคยเรียนหนังสือมาไม่ใช่เหรอ? ดินแดนอันตรายคุณไม่เข้าใจเหรอ? ก็คือสถานที่ที่สามารถเอาชีวิตคุณได้ทุกเมื่อไง"
"สถานแบบนี้กำหนดขอบเขตยังไง? นอนกลางถนนก็อาจจะโดนรถทับตายได้ทุกเมื่อเหมือนกันนะ!"
พ่อค้าเร่พยักหน้า "นี่เป็นความคิดที่ดีทีเดียว คุณลองไปนอนกลางถนนดูก็ได้นะ ถ้าระดับการบำเพ็ญยอมรับ คุณก็อาจจะเลื่อนระดับได้จริงๆ!"
"ระดับการบำเพ็ญมีการยอมรับด้วยเหรอ?"
"ทำไมจะไม่มีล่ะ? ตอนนี้ระดับการบำเพ็ญเป็นส่วนหนึ่งของคุณ คุณรับรู้ได้ ระดับการบำเพ็ญย่อมรับรู้ได้ ตัดสินใจจะไปนอนกลางถนนแล้วใช่ไหม?"
"ผมก็แค่พูดไปงั้นแหละ..." หลี่ป้านเฟิงตกอยู่ในห้วงความคิด
ผู้บำเพ็ญเคหสถานต้องกลับบ้านทุกวัน
แต่คนไม่มีบ้านแบบผมจะนับยังไง?
เดิมทีก็ไม่มีบ้านอยู่แล้ว จะให้ผมกลับบ้านไหน?
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ป้านเฟิงจึงถามออกไปตรงๆ "ตอนนี้ผมไม่มีบ้าน เดิมทีก็ไม่มีบ้านให้กลับอยู่แล้ว ตอนนี้ต่อให้ต้องกินกลางดินนอนกลางทรายอยู่ข้างนอก ก็ไม่ถือว่าผิดกฎของผู้บำเพ็ญเคหสถาน พูดแบบนี้ไม่ผิดใช่ไหม?"
พ่อค้าเร่พยักหน้า "พูดแบบนั้นก็ไม่ผิด"
หลี่ป้านเฟิงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ "แบบนี้ก็จัดการง่ายแล้วสิ ผมไปดินแดนอันตรายก่อน ทนให้ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืน พอได้เป็นผู้บำเพ็ญสัญจรระดับหนึ่งแล้ว ค่อยซื้อบ้าน เรื่องนี้ก็คลี่คลายแล้วไม่ใช่เหรอ?"
พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "ทำแบบนั้นไม่ได้"
"ทำไมถึงไม่ได้?"
"นั่นเท่ากับละทิ้งการเป็นผู้บำเพ็ญเคหสถาน การบำเพ็ญคู่จำเป็นต้องบำเพ็ญทั้งสองวิถีควบคู่กันไป หากละทิ้งวิถีใดวิถีหนึ่ง คุณจะต้องเสียชีวิต"
หลี่ป้านเฟิงรีบพูดขึ้น "ผมไม่ได้ละทิ้ง ผมแค่บำเพ็ญสัญจรก่อน แล้วค่อยบำเพ็ญ..."
"คุณดีแต่พูดไปจะมีประโยชน์อะไร?" พ่อค้าเร่ขัดจังหวะหลี่ป้านเฟิงทันที "การบำเพ็ญเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคุณ การกระทำของคุณบ่งบอกถึงความในใจของคุณ
คุณบำเพ็ญวิถีสัญจรจนถึงระดับหนึ่ง การบำเพ็ญถือว่าประสบความสำเร็จเล็กน้อยแล้ว แต่ผลคือคุณกลับไม่มีแม้แต่บ้านที่เหมาะสม วิถีเคหสถานยังไม่เข้าสู่เส้นทางที่ถูกต้อง แบบนี้ไม่เท่ากับละทิ้งวิถีเคหสถานหรอกเหรอ?"
"คุณพูดแบบนี้มันแถไปหน่อยไหม? ความในใจผมไม่ได้เป็นแบบนั้นซะหน่อย!"
พ่อค้าเร่ยักไหล่ "คุณมาพูดกับฉันก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าคุณไม่เชื่อก็ลองดูได้"
"ลองเหรอ... เรื่องแบบนั้นลองไม่ได้หรอก" หลี่ป้านเฟิงตกอยู่ในห้วงความคิดอีกครั้ง ก่อนจะกัดฟันพูด "งั้นผมก็ไม่เลื่อนระดับ ปล่อยยื้อไว้แบบนี้แหละ รอให้คิดหาวิธีได้ค่อยว่ากัน!"
"เหมือนเขาอย่างนั้นเหรอ?" พ่อค้าเร่เลิกเสื่อกกขึ้น เผยให้เห็นศพของเฉียวเยว่เซิงที่เละเทะจนเลือดเนื้อปนเปกันไปหมด
พูดว่าเลือดเนื้อเละเทะยังถือว่าพูดอ้อมๆ ความจริงแล้วนั่นมันคือก้อนเนื้อสับชัดๆ
หากพ่อค้าเร่ไม่ได้บอกก่อนหน้านี้ว่านี่คือเฉียวเยว่เซิง หลี่ป้านเฟิงคงไม่มีทางจำเขาได้เลย
"ทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนี้?"
พ่อค้าเร่คลุมเสื่อกกปิดไว้ตามเดิม "เขาคือผู้ใช้พลังมืด เป็นผู้ตะกละตะกลาม หรือก็คือผู้บำเพ็ญโภชนา
เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญสัญจรแล้ว ผู้บำเพ็ญโภชนาวิ่งไม่ได้เร็วเป็นพิเศษนัก แต่ขอแค่กินอิ่ม ก็จะเร็วกว่าคนธรรมดามาก
ตามกฎของรัฐรอบนอก ผู้ใช้พลังมืดไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาได้ นี่ถือเป็นการโกง แต่ไอ้หมอนี่เพื่อชื่อเสียงและเงินทองแล้ว ถึงกับยอมทุ่มสุดตัว
สสารมืดไม่สามารถตรวจสอบสังเกตการณ์ได้ ไม่มีใครค้นพบระดับการบำเพ็ญของเขา แต่เขากังวลว่าจะมีคนพบความผิดปกติของเขา
ผู้บำเพ็ญโภชนาต้องกินข้าววันละห้าชั่ง เขากลัวความแตกก็เลยไม่กล้ากิน และยิ่งไม่กล้าเลื่อนระดับ
เขาใช้พรสวรรค์ทางร่างกายของตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่บำเพ็ญตามวิธีที่ถูกต้อง ก็อย่างที่คุณพูดนั่นแหละ เขาปล่อยยื้อไว้แบบนี้ ผลลัพธ์ก็คือยื้อจนกลายสภาพเป็นแบบนี้
คุณจะปล่อยยื้อไว้ตลอดไปไม่ได้ ผู้บำเพ็ญเคหสถานกับผู้บำเพ็ญสัญจร อย่างน้อยต้องมีวิถีใดวิถีหนึ่งที่บำเพ็ญจนเลื่อนระดับ หากยืดเยื้อนานเกินไป จุดจบของคุณก็ต้องเป็นเหมือนเขาอย่างแน่นอน"
"บำเพ็ญถึงระดับหนึ่งแล้วก็หยุดได้ใช่ไหม?"
"ไม่ได้ ต่อให้คุณไม่อยากก้าวหน้า การบำเพ็ญพื้นฐานในทุกๆ วันก็ยังคงละเลยไม่ได้"
หลี่ป้านเฟิงมองดูเสื่อกกที่ห่อศพเอาไว้ "ต้องบำเพ็ญไปถึงเมื่อไหร่ถึงจะสิ้นสุด?"
"ไม่มีที่สิ้นสุด" พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "ตั้งแต่ที่คุณเลือกเส้นทางนี้ ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องเดินไปตลอดชีวิต"
หลี่ป้านเฟิงเงยหน้ามองพ่อค้าเร่ "งั้นคุณว่า ผมจะผ่านด่านนี้ไปได้ยังไง?"
พ่อค้าเร่มองกลับไปที่หลี่ป้านเฟิง "มีสองทางเลือก คุณเลือกมาหนึ่งทาง ทางแรก หาดินแดนอันตรายตั้งรกราก ฉันจะจัดเตรียมบ้านให้คุณ"







