ผ่านไปอีกสองวัน ขณะที่หลินเฉาหยางกำลังทำงานอยู่ เขาก็ได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง ชื่อผู้ส่งและที่อยู่ล้วนคุ้นเคยเป็นอย่างดี มันส่งมาจากนิตยสาร "การเก็บเกี่ยว"
นวนิยายของหลินเฉาหยางส่งออกไปได้เดือนกว่าแล้ว เมื่อรวมเวลาที่จดหมายส่งไปส่งกลับ บวกกับเวลาในการพิจารณาต้นฉบับ ประสิทธิภาพระดับนี้ถือว่าไม่ช้าเลย
เขาเปิดจดหมายออก เนื้อหาในนั้นเรียบง่ายมาก เริ่มแรกหลี่เสี่ยวหลินกล่าวชื่นชมนวนิยายของเขาเสียยกใหญ่ว่าทั้งเรียบง่าย ธรรมดา แต่อบอุ่นจับใจ แตกต่างไปจากนวนิยายยอดนิยมในปัจจุบันที่มักแฝงไปด้วยการกล่าวหา การตีแผ่ และการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงโดยสิ้นเชิง ทว่ากลับมีสไตล์คล้ายคลึงกับเรื่อง "รองเท้าคู่เล็ก" ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร "เยียนจิงวรรณศิลป์" เมื่อช่วงครึ่งปีแรกอยู่บ้าง
แต่เมื่อเทียบกับความเป็นมนุษยนิยมของเรื่อง "รองเท้าคู่เล็ก" แล้ว นวนิยายเรื่องนี้มีกลิ่นอายของความเป็นคอเมดี้เบาๆ อย่างเห็นได้ชัด ราวกับบทเพลงตลกขบขันที่ทำให้คนอ่านจบแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างรู้กัน พร้อมกับทิ้งความประทับใจไว้อย่างยาวนาน
คำวิจารณ์ที่หลี่เสี่ยวหลินมีต่อนวนิยายเรื่องนี้เรียกได้ว่าสูงมาก ทว่าปัญหาก็มีอยู่ นั่นคือปาจินเหล่าเซียนเซิงผู้เป็นบิดาของเธออ่านนวนิยายเรื่องนี้จบแล้วกลับไม่ค่อยพอใจนัก
เขามองว่าสหายหวังชิ่งไหลควรจะยึดมั่นในแนวทางสัจนิยมแบบเดียวกับที่ยึดมั่นในเรื่อง "ชิวจวี๋ฟ้องร้องทางการ" และดึงเอาจิตวิญญาณแห่งการเสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์ออกมาให้มากยิ่งขึ้น
ปาจินไม่ได้คิดว่านวนิยายเรื่องนี้ในตอนนี้ไม่ดี แต่แค่รู้สึกว่าการที่หลินเฉาหยางละทิ้งสไตล์เดิมไปนั้นออกจะน่าเสียดายไปสักหน่อย
หลี่เสี่ยวหลินถ่ายทอดมุมมองของปาจินผู้เป็นบิดาไว้ในจดหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็บอกหลินเฉาหยางด้วยว่าอย่าได้กดดันไป เพราะตัวนวนิยายเองนั้นยอดเยี่ยมมาก กองบรรณาธิการได้พิจารณาผ่านแล้ว และมีกำหนดตีพิมพ์ในฉบับเดือนมกราคมปีหน้า
นวนิยายอีกเรื่องกำลังจะได้ตีพิมพ์ หลินเฉาหยางดีใจมาก จะมีชื่อเสียงหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญที่สุดคือมีค่าต้นฉบับให้รับ
นวนิยายเรื่องนี้ของเขามีจำนวนคำเกือบหนึ่งแสนสองหมื่นคำ โดยพื้นฐานแล้วก็คือนวนิยายขนาดยาวเรื่องย่อมๆ เรื่องหนึ่ง หากอิงตามเกณฑ์ค่าต้นฉบับก่อนหน้านี้ อย่างน้อยๆ ก็ได้ค่าต้นฉบับหลายร้อยหยวน
เมื่อนึกถึงค่าต้นฉบับที่กำลังจะตกถึงมือ หลินเฉาหยางก็อ่านจดหมายต่อไป นึกไม่ถึงเลยว่าหลี่เสี่ยวหลินจะมอบเซอร์ไพรส์ให้กับเขา
หลี่เสี่ยวหลินเปิดเผยในตอนท้ายของจดหมายว่า ในเดือนมกราคมปีหน้า ทางสำนักพิมพ์อาจจะปรับขึ้นเกณฑ์ค่าต้นฉบับภายในประเทศ หากกฎระเบียบที่แก้ไขใหม่สามารถบังคับใช้ได้ก่อนที่นิตยสาร "การเก็บเกี่ยว" ฉบับเดือนมกราคมจะวางแผง กองบรรณาธิการก็จะจ่ายค่าต้นฉบับให้กับหลินเฉาหยางตามเกณฑ์ค่าต้นฉบับใหม่
หลังการสถาปนาประเทศ ระบบค่าต้นฉบับของประเทศจีนสามารถแบ่งออกได้เป็นสามช่วงเวลาหลักๆ
ในช่วงปี 1949-1957 ระบบค่าต้นฉบับภายในประเทศพัฒนาไปในทิศทางที่ดีมาก โดยพื้นฐานแล้วเป็นการนำวิธีการจ่ายค่าต้นฉบับตามโควตายอดพิมพ์ของสหภาพโซเวียตมาปรับใช้ สำหรับนักเขียนแล้ว ระบบค่าต้นฉบับแบบนี้สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ
ในช่วงเวลานี้ วงการวรรณกรรมได้ถือกำเนิดวลีอย่าง "สู้เพื่อสามหมื่นหยวน" หรือ "ครัวเรือนหลักหมื่นหยวน" ขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารายได้ของนักเขียนในยุคนั้นมั่งคั่งเพียงใด
พอถึงหลังปี 1958 ระบบค่าต้นฉบับภายในประเทศก็เริ่มถดถอย จำนวนเงินค่าต้นฉบับถูกปรับลดลงครั้งแล้วครั้งเล่า ระบบค่าต้นฉบับภายในประเทศแทบจะเหลือเพียงชื่อ การเขียนเข้าสู่ยุคไร้ค่าต้นฉบับอย่างเป็นทางการ สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี 1976 จึงได้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทว่าเกณฑ์ค่าต้นฉบับในช่วงไม่กี่ปีมานี้ยังคงมีช่องว่างเมื่อเทียบกับแต่ก่อน โดยเทียบเท่ากับเพียงหนึ่งในสามของช่วงทศวรรษ 1950 เท่านั้น แถมยังเป็นการจ่ายเพียงครั้งเดียว ไม่มีค่าต้นฉบับตามยอดพิมพ์อีกด้วย
หลายคนตีพิมพ์นวนิยายเรื่องหนึ่งก็ได้เงินหลายสิบหลายร้อยหยวน หรือแม้กระทั่งได้เป็นร้อยๆ หยวนซึ่งดูเหมือนจะเยอะมาก แต่นี่เกี่ยวข้องกับปัญหาเรื่องเวลาต่อหน่วยและประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์ด้วย
ต้นฉบับจำนวนมากต้องแก้แล้วแก้อีก ส่งไปส่งมา บางทีปีหนึ่งอาจจะตีพิมพ์ผลงานไม่ได้สักเรื่องสองเรื่องด้วยซ้ำ เวลาในการจัดส่งทางไปรษณีย์และต้นทุนในการแก้ไขจำนวนมหาศาลได้ลดทอนผลกำไรที่แท้จริงของค่าต้นฉบับลงไปอย่างมองไม่เห็น
ประกอบกับแรงกดดันจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ในช่วงปีปีกว่าที่ผ่านมา เสียงเรียกร้องจากแวดวงวรรณกรรมให้ขึ้นค่าต้นฉบับจึงดังขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถึงได้มีการปรับเกณฑ์ค่าต้นฉบับในครั้งนี้
บรรณาธิการที่ดี! บรรณาธิการที่ประเสริฐแท้ๆ!
ข่าวนี้ของหลี่เสี่ยวหลินทำให้หลินเฉาหยางเกิดความปีติยินดีขึ้นมาในทันที นี่ช่างเป็นคนที่ร้อนใจในสิ่งที่นักเขียนร้อนใจ และคิดในสิ่งที่นักเขียนคิดเสียจริงๆ
การปรับขึ้นค่าต้นฉบับ ทำให้หลินเฉาหยางพลอยรู้สึกว่าคำพูดทวงต้นฉบับในตอนท้ายจดหมายของหลี่เสี่ยวหลินดูน่าฟังขึ้นมามาก
เดิมทีเขาไม่ได้ตั้งใจจะตอบจดหมายหลี่เสี่ยวหลินในวันที่ได้รับจดหมายเลย ทว่าพออ่านจดหมายจบ เขาก็รู้สึกว่าถ้าไม่ตอบกลับในทันทีก็ถือเป็นการไม่ให้เกียรติพี่เสี่ยวหลินเอาเสียเลย
ผ่านไปอีกสองวัน เถาอวี้ซูกลับมาถึงบ้านและพูดคุยกับเขาเรื่องความคืบหน้าในการเตรียมงานละครเวที
เมื่อได้รับการสนับสนุนจากหวงฮุ่ยหลิน แกนนำอย่างเถาอวี้ซูและเพื่อนๆ ก็แสดงพลังการลงมือทำอันน่าสะพรึงกลัวของนักศึกษาในยุคปัจจุบันออกมาอย่างเต็มที่ ใช้เวลาเพียงสามสี่วันก็สามารถก่อตั้งทีมงานละครเวทีเรื่อง "หออันดับหนึ่งในใต้หล้า" ขึ้นมาได้
แม้ว่าสมาชิกในทีมงานจะเป็นมือสมัครเล่นแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ความกระตือรือร้นของทุกคนก็มีอยู่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นกัน
พวกเถาอวี้ซูระดมกำลังนักศึกษาหลายสิบคนจากคณะต่างๆ ทั้งคณะปรัชญา คณะประวัติศาสตร์ คณะครุศาสตร์ และอื่นๆ ส่วนเหตุผลที่พวกเธอสามารถรวบรวมนักศึกษามาได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ ก็มีความเกี่ยวข้องกับเรื่อง "หออันดับหนึ่งในใต้หล้า" อย่างแยกไม่ออก
คนกลุ่มนี้หาคนโดยอาศัยคนรู้จักดึงคนมา พอไปถึงก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ล้วงเอาบทละครออกมาให้ดูโดยตรง ของพรรค์นี้ขอแค่มีระดับการประเมินค่าวรรณกรรมและศิลปะการละครอยู่บ้าง ก็สามารถมองเห็นความเจ๋งของมันได้ทั้งนั้น
การได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์บทละครเวทีที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ ในยุคที่ละครเวทีเป็นที่นิยมอย่างในปัจจุบัน ไม่มีนักศึกษาคนไหนปฏิเสธได้ลง
จนกระทั่งในท้ายที่สุด ก็มีนักศึกษาที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามเดินทางมาสมัครเข้าร่วมทีมงานด้วยตัวเอง ทว่าพวกเถาอวี้ซูกลับต้องปฏิเสธไป เพราะจำนวนคนในทีมงานนั้นใหญ่โตเกินไปแล้ว มีคนเยอะกว่าทีมงานมืออาชีพของโรงละครเสียอีก
หลังจากฟังคำบอกเล่าของเถาอวี้ซูจบ หลินเฉาหยางก็ทั้งดีใจไปกับพวกเธอ และนับถือในพลังการลงมือทำของนักศึกษายุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาของม.เยียนจิง หรือนักศึกษาของม.ครุศาสตร์เยียนจิง ดูเหมือนว่าทุกคนจะสามารถรวมพลังกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างรวดเร็วเพื่อเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว
"เฉาหยาง พรุ่งนี้วันอาทิตย์ คุณไปบรรยายเรื่องบทละครให้พวกเราฟังหน่อยสิ"
คำขอร้องของเถาอวี้ซูเป็นสิ่งที่หลินเฉาหยางไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่เพียงเพราะความสัมพันธ์ของทั้งสอง แต่ยังเป็นเพราะความสำเร็จของละครเวทีนั้นขาดการขัดเกลาร่วมกันหน้างานของทั้งผู้กำกับ ผู้เขียนบท และนักแสดงไปไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูฝ่าลมหนาวเดินทางมาที่ม.ครุศาสตร์เยียนจิงด้วยกัน
เธอพาหลินเฉาหยางเข้าไปในอาคารเรียน 2 ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องเรียนขนาดใหญ่ ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือนักศึกษาที่นั่งเรียงรายกันเป็นแถว
หลินเฉาหยางตกใจสะดุ้ง ถามเถาอวี้ซูว่า "ทำไมคนถึงเยอะขนาดนี้เนี่ย?"
"ตอนที่เราหาคน เราก็ให้ทุกคนดูบทละครกันไม่น้อย พอทุกคนได้ยินว่าคุณจะมาบรรยายเรื่องบทละคร ก็เลยอยากมาฟังกันน่ะสิ"
สายตาหลายสิบคู่ใต้โพเดียมจ้องมองมาที่หลินเฉาหยาง ในจำนวนนั้นมีทั้งสายตาที่อิจฉา ยกย่อง และเลื่อมใสศรัทธา ซึ่งนั่นไม่เพียงทำให้หลินเฉาหยางสัมผัสได้ถึงความสำเร็จ แต่ยังทำให้เขารู้สึกกดดันอย่างหนักอีกด้วย
ตอนนี้เขาเริ่มคุ้นชินกับการบอกเล่าประสบการณ์และความรู้สึกในการสร้างสรรค์ผลงานต่อหน้าคนนอกแล้ว เรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการเป็นขงเบ้งหลังเหตุการณ์หรอก อย่างไรเสียคุณก็เขียนผลงานออกมาแล้ว จะพูดยังไงคุณก็ถูกอยู่ดี
นอกเสียจากพวกชอบจับผิดที่ชอบคิดเล็กคิดน้อย ก็จะไม่มีใครมาโต้แย้งหรอก และต่อให้มีคนโต้แย้ง คนที่มีสติสัมปชัญญะเหล่านั้นก็จะช่วยคุณตอกกลับอีกฝ่ายเอง
"เมื่อช่วงก่อนหน้านี้อวี้ซูบอกว่าเพื่อนๆ นักศึกษาของม.ครุศาสตร์จะจัดแสดงละครเวทีเลียนแบบม.เยียนจิงบ้าง ตัวเธอเก่งเรื่องการเขียนบทวิจารณ์ แต่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องบทละครเท่าไหร่ ก็เลยมาขอร้องให้ผมเขียนบทละครให้สักเรื่อง นี่แหละครับคือที่มาที่ทำให้ผมเขียนบทละครเรื่อง "หออันดับหนึ่งในใต้หล้า" ขึ้นมา
แต่ถ้าจะพูดถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดบทละครเรื่องนี้ขึ้นมาล่ะก็ คงต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน
ตอนนั้นผมเพิ่งจะเขียนเรื่อง "รองเท้าคู่เล็ก" เสร็จ ก็เลยเอาไปส่งให้ที่กองบรรณาธิการของนิตยสาร "เยียนจิงวรรณศิลป์" ทุกคนก็รู้ดีว่าทำเลของม.เยียนจิงอยู่ตรงไหน คนบ้านนอกอย่างพวกเราจะเข้าเมืองสักครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย..."
พอหลินเฉาหยางพูดมาถึงตรงนี้ นักศึกษาที่อยู่ด้านล่างก็พากันหัวเราะครืนออกมาอย่างเป็นมิตรให้กับการพูดจาล้อเลียนตัวเองของเขา
"ผมก็เลยกะว่าจะซื้อของไปฝากคนที่บ้านสักหน่อย ก็เลยเดินเตร็ดเตร่ไปมาในเมืองเยียนจิงจนไปโผล่ที่เฉียนเหมิน พอเห็นหน้าร้านของเฉวียนจวี้เต๋อ ทุกคนก็รู้กันดีว่าเฉวียนจวี้เต๋อนั้นเป็นร้านเก่าแก่ร้อยปี เป็ดย่างที่นั่นเป็นเลิศ ล้วนแต่เอาไว้ให้บรรดาผู้นำใช้รับรองแขกบ้านแขกเมืองชาวต่างชาติกันทั้งนั้น
ผมคิดในใจว่า ถือโอกาสซื้อกลับไปให้คนที่บ้านลองชิมดูดีกว่า พอเดินเข้าไปดู เป็ดย่างตัวละสิบหยวน ผมคลำเงินในกระเป๋าดู แล้วก็รู้สึกว่ารสชาติของเป็ดย่างนี้ก็คงงั้นๆ แหละ..."
น้ำเสียงในการพูดของหลินเฉาหยางนั้นผ่อนคลายและมีอารมณ์ขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่พูดถึงความขัดสนที่เขาเจอในร้านเฉวียนจวี้เต๋อ เขากลับไม่มีท่าทีลำบากใจเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยการล้อเลียนตัวเอง
บรรดานักศึกษาที่อยู่ด้านล่างฟังแล้วก็รู้สึกขบขัน ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะนับถือทัศนคติที่สามารถหาความสุขจากความทุกข์ของเขา สมแล้วที่เป็นนักเขียนที่สามารถเขียนผลงานอย่าง "รองเท้าคู่เล็ก" ออกมาได้
การที่หลินเฉาหยางมาที่ม.ครุศาสตร์เยียนจิงในวันนี้ ไม่เพียงแต่จะมาบรรยายกระบวนการในการสร้างสรรค์บทละครให้ทุกคนฟังเท่านั้น แต่ยังมาช่วยทุกคนคลี่คลายปัญหาต่างๆ ในการสร้างสรรค์ละครเวทีอีกด้วย
นักศึกษาเหล่านี้ไม่มีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ละครเวที จึงพร้อมใจกันเสนอชื่อหวงฮุ่ยหลินซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาการวิจัยศิลปะการละครให้มาเป็นผู้กำกับ ตอนนี้ผู้เขียนบทอย่างหลินเฉาหยางก็มาแล้ว ทั้งสองจึงต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนกันให้ดีเสียหน่อย
การออกแบบเวที การเปลี่ยนฉาก การเลือกนักแสดงมารับบทบาท การแต่งหน้าทำผม และการออกแบบเครื่องแต่งกาย...
หลินเฉาหยางอยู่ที่ม.ครุศาสตร์เยียนจิงตลอดทั้งช่วงเช้า ปรึกษาหารือกับหวงฮุ่ยหลินในทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับทีมงานละครจนครบถ้วน
แม้ว่าหลินเฉาหยางจะเป็นคนนอกวงการละครเวที แต่เนื่องจากเขามีประสบการณ์ในการชมละครในยุคหลัง ดังนั้นเวลาที่สื่อสารกัน เขามักจะอธิบายได้อย่างเป็นรูปธรรมมากๆ จนทำให้หวงฮุ่ยหลินฟังจบแล้วรู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง
นึกในใจว่ามิน่าล่ะหลินเฉาหยางถึงสามารถเขียนบทละครที่ดีขนาดนี้ออกมาได้ ที่แท้ในหัวของเขาก็ได้วาดภาพโลกแห่งละครเวทีที่ชัดเจนและมีชีวิตชีวาเช่นนี้เอาไว้แล้วนี่เอง
เมื่อคุยกันมาถึงตอนท้าย หลินเฉาหยางก็ถามด้วยความกังวลว่า "ตอนที่ผมเขียน ผมพิจารณาได้ไม่รอบคอบนัก ความจริงแล้วสเกลของเรื่อง "หออันดับหนึ่งในใต้หล้า" มันเกินขอบเขตที่นักศึกษาจะสามารถควบคุมได้ไปแล้ว โชคดีที่มีอาจารย์หวงคอยช่วยคุมหางเสือให้ ทว่าฉากบนเวที อุปกรณ์ประกอบฉาก เครื่องแต่งกาย พวกนี้ล้วนต้องใช้เงินทั้งนั้น นี่มัน..."
หวงฮุ่ยหลินเข้าใจความหมายของเขา จึงกล่าวว่า "เมื่อวานฉันเพิ่งจะทำรายงานส่งให้ทางมหาวิทยาลัยไป ขอทุนไป 2,000 หยวน มีการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากคุณ และความกระตือรือร้นของนักศึกษา ทางมหาวิทยาลัยจะต้องสนับสนุนอย่างแน่นอนค่ะ"
เรื่องการขอทุนนั้นไม่ใช่สิ่งที่หลินเฉาหยางจะไปก้าวก่ายได้ เมื่อเขาเห็นหวงฮุ่ยหลินพูดอย่างมั่นใจ เขาก็พยักหน้ารับ
เงินทุนยังไม่มา ทว่านักแสดงนั้นเข้าที่เข้าทางแล้ว ล้วนแต่เป็นพวกนักกิจกรรมตัวยงของคณะต่างๆ ในม.ครุศาสตร์เยียนจิงทั้งสิ้น
"หออันดับหนึ่งในใต้หล้า" เป็นละครสามองก์ แค่ตัวละครที่มีชื่อมีแซ่อย่างหลูเมิ่งสือ หลัวต้าโถว ฉางกุ้ย ก็มีถึงสิบห้าคนแล้ว นอกจากนี้ยังมีบทตัวประกอบอย่างตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร รองผู้บังคับการทหารรักษาพระองค์ประจำทำเนียบประธานาธิบดี และอื่นๆ อีก แค่จำนวนนักแสดงก็ปาเข้าไปเกือบสามสิบคนแล้ว
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นักศึกษาเกือบทุกคนที่เข้าร่วมในละครเวทีต่างก็คุ้นเคยกับบทละครกันพอสมควรแล้ว หลายคนจำบทพูดในละครได้จนแทบจะพูดไปเรื่อย
ภายใต้การเป็นประจักษ์พยานของหวงฮุ่ยหลินและหลินเฉาหยาง นักศึกษาก็ได้เริ่มต้นการซ้อมที่ไม่ใช่การซ้อมเป็นครั้งแรก
ที่บอกว่า "ไม่ใช่การซ้อม" ก็เป็นเพราะนักศึกษากลุ่มนี้แทบจะไม่มีประสบการณ์ในการแสดงเลย การท่องบทพูดก็เน้นออกแรงเยอะจนเกิดปาฏิหาริย์ พยายามเลียนแบบการแสดงละครเวทีที่พวกเขาเคยดูมาอย่างสุดความสามารถ ท่าทางของร่างกายยิ่งแข็งทื่อ แม้แต่สีหน้าก็ยังบิดเบี้ยวเพราะความประหม่า
แต่โชคดีที่มีหวงฮุ่ยหลินอยู่ แม้ว่าเธอจะไม่ได้จบด้านการกำกับละครเวทีมาโดยตรง แต่การวิจัยศิลปะการละครมาหลายปีก็ทำให้เธอสามารถชี้แนะการแสดงละครเวทีได้อย่างคล่องแคล่ว
คนกลุ่มหนึ่งใช้ห้องเรียนเป็นห้องซ้อม ซ้อมกันทีก็กินเวลาไปตลอดทั้งช่วงบ่าย
นักศึกษาไม่มีทักษะในการแสดง และไม่มีประสบการณ์ในการแสดง แต่มีความกระตือรือร้น มีความมุ่งมั่น ในยุคสมัยนี้คนที่สอบติดมหาวิทยาลัยได้ล้วนเป็นคนฉลาด เรื่องหลายเรื่องแค่ชี้แนะนิดเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง
พอตกค่ำกินข้าวเสร็จก็กลับมาซ้อมต่อ หลายคนก็ค่อยๆ จับจังหวะในการแสดงได้แล้ว แม้ว่าท่าทางจะยังคงแข็งทื่อและทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยบทพูดก็ลื่นไหลขึ้น สีหน้าท่าทางก็ค่อยๆ เข้าที่เข้าทางแล้ว
วุ่นวายกันมาทั้งวัน กว่าทุกคนจะแยกย้ายกันกลับก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว







