การมีคนจากนครเทียนเฉิงมาเยือน ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องร้าย
การแจกจ่ายเสบียงใช่ว่าไม่เคยมี แต่จากอำเภอสู่อำเภอและหมู่บ้าน ถูกขูดรีดเป็นทอดๆ ผ่านมือขุนนางและเจ้าที่ดินนับไม่ถ้วน สุดท้ายเมื่อถึงมือชาวบ้าน ส่วนใหญ่ก็เหลือเพียงถั่วหนึ่งหรือสองชั่ง แถมยังต้องใส่มาในกระสอบที่เต็มไปด้วยทรายเพื่อเพิ่มน้ำหนัก เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเมตตาของเซียนกวน
และเพื่อ 'ผลประโยชน์' เล็กๆ น้อยๆ อย่างถั่วหนึ่งหรือสองชั่งนี้ ชาวบ้านต้องเดินทางรอนแรมทั้งวันทั้งคืน รีบรุดไปสักการะรูปหล่อทองคำที่ศาลเจ้าเทวะ
ผู้ใหญ่บ้านชราพาชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ มุ่งหน้าไปยังหน้าหมู่บ้านเพื่อต้อนรับทูตจากนครเทียนเฉิง
ทุกคนต่างอกสั่นขวัญแขวน งานสักการะเพิ่งจะจัดไป คนที่ไปก็ยังไม่กลับมา เซียนกวนคนใหม่มาเปิดยุ้งฉางแจกจ่ายเสบียงในเวลานี้ ตกลงแล้วมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่
ฝุ่นควันตลบอบอวล ลมพัดกระโชกแรง ดวงอาทิตย์สีแดงถูกเงามืดขนาดมหึมาบดบัง
"ของวิเศษเซียนชิ้นใหญ่ขนาดนี้ หรือว่าท่านเซียนกวนจะมาที่หมู่บ้านเราด้วยตัวเอง?"
"เบาเสียงหน่อย ไม่รักชีวิตแล้วหรือไง?"
เรือสมบัติเจ็ดวิเศษค่อยๆ ร่อนลงจอด เสียงไถลดังสนั่น ตัวเรือแตะพื้นและสั่นไหวเล็กน้อย
ลมทรายพัดจนลืมตาไม่ขึ้น ทุกคนรีบคุกเข่ากราบกรานทันที "ขอน้อมรับท่านเซียนกวน!"
"แค่กๆ" โจวเสี่ยวอวิ๋นกระโดดลงจากดาดฟ้าเรือ ยกมือปิดปากไอติดๆ กัน "ทรายเยอะขนาดนี้ ไม่มีต้นไม้สักต้นเลยเหรอ?"
"ท่านผู้เฒ่า ขอถามทางหน่อย ที่นี่คือหมู่บ้านเสี่ยวหลานใช่หรือไม่?" สวีคั่นซานตามลงมาติดๆ พลางประคองผู้ใหญ่บ้านให้ลุกขึ้น
"ไอ้หยา แย่แล้ว! ศิษย์พี่ซ่งกำชับไว้เป็นพิเศษ ว่าห้ามใครคุกเข่า ห้ามใครสักการะเขาเด็ดขาด" ชิวต้าเฉิงตะโกน "ทุกคนรีบลุกขึ้นเร็วเข้า! เซียนกวนคนใหม่กลัวคนคุกเข่าให้ที่สุด!"
ชาวบ้านไม่กล้าขัดขืน แต่พอลุกขึ้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เซียนกวนที่ไม่ให้คนคุกเข่ามีที่ไหนกัน
จี้ซิงล้วงรายการออกมาแผ่นหนึ่ง "ไหนขอดูหน่อย หมู่บ้านเสี่ยวหลานได้อะไรบ้าง? อ้อ เมล็ดหญ้ากันลม เมล็ดไม้พุ่ม ข้าวเปลือก วัว แกะ ลูกไก่..."
สิ้นเสียงของนาง กระสอบหนักอึ้งก็ถูกโยนลงมาจากเรือ ศิษย์สายนอกยกของหนักราวกับของเบาหวิว คนหนึ่งแบกสามกระสอบได้อย่างสบายๆ
ชาวบ้านเห็นเพียงเรือสมบัติสูงตระหง่านน่าเกรงขาม คนหนุ่มสาวที่ลงมาจากเรือล้วนมีกลิ่นอายเซียนล่องลอย ทว่าในมือกลับหิ้วคอไก่ บนบ่ายังแบกกระสอบ
ผู้ใหญ่บ้านตัวสั่นงันงกเดินเข้าไปหา "ท่านเซียน นี่คือ?"
"เดิมทีข้าก็เป็นคนธรรมดา แค่ไปอยู่บนเขามาไม่กี่ปี จะนับเป็นท่านเซียนได้ยังไงล่ะ?" โจวเสี่ยวอวิ๋นพูดพลางหัวเราะ "นี่คือของที่ศิษย์พี่ซ่ง หรือก็คือเซียนกวนซ่งมอบให้ทุกคน"
"เซียนกวนคนใหม่? มอบให้หมู่บ้านเรา?"
ชาวบ้านต่างตกตะลึงจนหน้าถอดสี
"ใช่แล้ว มีให้ทุกหมู่บ้านนั่นแหละ แต่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพพื้นที่ ชนิดของของอาจต่างกันไป ทว่าจำนวนและน้ำหนักโดยรวมก็พอๆ กัน"
ผู้ใหญ่บ้านประสานมือคารวะไปทางทิศนครเทียนเฉิง "ท่านเซียนกวนมีคำสั่งใดบ้างหรือขอรับ?"
เรื่องดีๆ เหมือนลาภลอยตกจากฟ้ามีที่ไหนกัน เสบียงและสัตว์ปีกสัตว์เลี้ยงมากมายขนาดนี้ ต้องเอาอะไรไปแลกเปลี่ยนล่ะ?
ผู้เป็นแม่กอดลูกในอ้อมอกแน่น เด็กๆ ก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว คนชราพยุงกันและกัน สีหน้าระแวดระวัง
กระสอบกองสูงเป็นภูเขาขนาดย่อม แต่กลับไม่มีใครกล้าแตะต้องเลยสักนิด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการแย่งชิง
"แน่นอนว่าต้องมีข้อเรียกร้องสิ!" จี้ซิงนับนิ้ว "วัวห้ามกินนะ ต้องเก็บไว้ไถนา แกะกับไก่ก็กินจนหมดไม่ได้ ต้องเหลือไว้ให้มันออกลูก ออกไข่บ้าง วันข้างหน้าจะได้มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ"
"แค่นี้... แค่นี้เองหรือขอรับ?" ผู้ใหญ่บ้านถามอย่างระมัดระวัง "ไม่มีแล้วหรือ?"
"ไม่มีแล้ว! หมู่บ้านพวกท่านเป็นที่แรก ทุกคนมาช่วยกันหน่อย แบ่งของเสร็จแล้ว พวกเรายังต้องรีบไปหมู่บ้านต่อไปอีก"
ข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า การไม่ให้เมิ่งเหอเจ๋อมาด้วย ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดที่ซ่งเฉียนจีเคยทำ หลังจากเมิ่งเหอเจ๋อทะลวงผ่านขั้นจู้จีได้ กลิ่นอายภายนอกของเขาก็ดุดันน่ากลัวจนผู้คนหวาดผวา
โจวเสี่ยวอวิ๋นกับจี้ซิงเป็นหญิงสาวอายุน้อย คนหนึ่งมีรอยยิ้มหวานหยดย้อย อีกคนร่าเริงสดใส
สวีคั่นซานกับชิวต้าเฉิงคลุกคลีอยู่ตามบ่อนพนันเชิงเขามานานปี บุคลิกจึงดูเป็นกันเอง
การให้ทั้งสี่คนเป็นผู้นำทีมแจกจ่ายเสบียง จึงช่วยลดความระแวดระวังและเรียกความไว้วางใจได้ง่ายกว่า
บรรยากาศบริเวณหน้าหมู่บ้านเปลี่ยนไปในพริบตา ผู้ชายช่วยกันแบกกระสอบ ผู้หญิงอุ้มลูกไก่และจูงสัตว์เลี้ยง
เสียงหัวเราะพูดคุยดังขึ้น บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข
กลิ่นหอมสดชื่นอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าวเปลือกลอยโชยมา ชื่นใจยิ่งนัก
มีคนลองกะน้ำหนักดู ได้ยินเสียงเปลือกข้าวเสียดสีกันดังสวบสาบ ก็อดตกใจไม่ได้ "ข้างในเหมือนจะมีแต่เสบียงทั้งนั้นเลย!"
เขาร้องตะโกนด้วยความดีใจสุดขีด "เป็นเสบียงล้วนๆ เลยจริงๆ!"
ชาวบ้านกรูกันเข้ามาล้อมวง ดูเขาแกะปากถุงออก...
ข้าวเปลือกสีเหลืองอร่ามอัดแน่นเต็มกระสอบ ส่องประกายสีทองวาววับภายใต้แสงอาทิตย์ยามเช้า
ประกายแสงนั้นราวกับมาพร้อมกลิ่นหอมเย้ายวน เสียงกลืนน้ำลายและสูดจมูกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังระงมไปทั่วบริเวณ
ดวงตาที่เหนื่อยล้าหรือผ่านโลกมาอย่างโชกโชนคู่แล้วคู่เล่าพลันสว่างวาบ แทบจะทอแสงสีเขียวออกมา
บรรดาศิษย์สายนอกต่างสะดุ้งโหยง
"ของดิบกินไม่ได้นะ!" จี้ซิงไม่เข้าใจเรื่องซับซ้อนอย่างการเอาทรายมาปนเสบียง "พวกท่านกลัวอะไรกัน? ในถุงเสบียงก็ต้องมีแต่เสบียงสิ"
นางแกะปากถุงทั้งหมดออก เพื่อให้ทุกคนเห็นได้ชัดเจน
มีทั้งข้าวเปลือกและข้าวฟ่างที่กะเทาะเปลือกแล้ว แต่ละเม็ดอวบอ้วนเต่งตึง ราวกับยุ้งฉางช่วงปีใหม่ของบ้านเจ้าที่ดิน
จู่ๆ ผู้ใหญ่บ้านก็คุกเข่าหันไปทางทิศนครเทียนเฉิงแล้วโขกศีรษะอย่างแรง "ขอบพระคุณท่านเซียนกวน! ก่อนฤดูเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ ในหมู่บ้านเราไม่ต้องอดอยากแล้ว!"
เบื้องหลังเขา ชาวบ้านทั้งชายหญิงและเด็กคนชรานับร้อยชีวิตคุกเข่าลงพร้อมกัน โขกศีรษะดังปึกๆ "ขอบพระคุณท่านเซียนกวน!"
เด็กที่ไม่รู้ประสีประสาถูกแม่กดหัวลง คนชราที่ตัวสั่นเทาก็พยายามจะคุกเข่าลงกับพื้น
"รีบลุกขึ้นเร็ว!" ชิวต้าเฉิงร้อนใจจนแทบจะพ่นฟองน้ำลาย "ใครคุกเข่าเท่ากับทำร้ายพวกเรา ทำร้ายเซียนกวนซ่งนะ!"
โจวเสี่ยวอวิ๋นกระซิบ "พวกเราทำงานบนเขาแม้จะเหนื่อย แต่ก็ยังกินอิ่มท้อง ต่อมาพอละเว้นธัญพืช ก็ไม่ต้องกินแล้ว พวกเจ้าดูพวกเขาชิ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อแม่ที่บ้านข้าเลย แต่กลับไม่มีข้าวกินจนผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก"
ศิษย์สายนอกล้วนมีพื้นเพเป็นคนธรรมดา เมื่อเห็นภาพบาดใจก็อดไม่ได้ที่จะขอบตาแดงก่ำ
มีคนเสนอขึ้นมา "ผู้ใหญ่บ้าน ตอนยังไม่แกะถุงก็ยังดีหรอก แต่ตอนนี้พอข้าวฟ่างโผล่ออกมา แม่ไก่ส่งเสียงร้อง ใครจะยังมีแรงเดินไหวอีกล่ะ"
"ฆ่าไก่สักตัวเถอะ เด็กๆ ไม่ได้เห็นเนื้อมาสามปีแล้ว"
ผู้ใหญ่บ้านกัดฟัน "ก่อไฟตั้งหม้อ ให้ทุกคนกินข้าวให้อิ่มก่อนสักมื้อ!"
ชาวบ้านต่างฮึกเหิมขึ้นมาทันที วิ่งกลับบ้านไปหยิบชามไม้และหอบฟืนมา
หม้อใบใหญ่ถูกตั้งขึ้นกลางแจ้ง ควันไฟลอยโขมงราวกับควันสัญญาณ พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
ข้าวฟ่างสีเหลืองทอง ผสมกับชิ้นเนื้อไก่สับ และผักป่าดองเปรี้ยวที่ทำเองที่บ้าน
ไม่นานน้ำก็เดือดปุดๆ ส่งเสียงดังขลุกขลัก ไอน้ำสีขาวร้อนฉ่าลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว
โจ๊กเนื้อร้อนจัดตักใส่ชามไม้ กลิ่นหอมหวานของธัญพืช กลิ่นหอมเข้มข้นของเนื้อไก่และมันไก่ กลิ่นเปรี้ยวเผ็ดของผักดอง ลอยตามลมไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
ชาวบ้านทั้งหมดจ้องเขม็งไปที่หม้อ สูดกลิ่นหอมเข้าปอดเฮือกใหญ่
บรรดาศิษย์สายนอกพลอยได้รับอิทธิพลจากบรรยากาศรอบๆ จนต้องกลืนน้ำลายเมื่อเห็นอาหารต้มรวมมิตรในหม้อใบใหญ่ที่ดูหยาบกระด้างและเรียบง่าย
"ท่านแม่ หอมจังเลย!"
ในบรรดาสตรีชาวบ้าน ฮ่วนเหนียงมีมือที่คล่องแคล่วที่สุด นางจึงรับหน้าที่เฝ้าไฟและตักอาหาร เสี่ยวหู่กอดต้นขานางไว้แน่นไม่ยอมปล่อย "ข้าหิวจังเลย"
ฮ่วนเหนียงเขกหัวเขา "ต้องให้ท่านเซียนกินก่อนสิ!"
โจวเสี่ยวอวิ๋นรีบพูด "พวกเราละเว้นธัญพืชกันหมดแล้ว ไม่ต้องกินข้าวหรอก พวกท่านรีบกินเถอะ"
ชาวบ้านถึงได้ถือชามไปยืนเฝ้าหม้อต่อแถวยาวเหยียด ทุกคนที่ตักไปหนึ่งชาม จะพูดว่าขอบพระคุณเซียนกวนไปทางทิศนครเทียนเฉิงหนึ่งประโยค
โจ๊กเนื้อยังไม่ทันหายร้อน เด็กวัยกำลังโตก็รีบซดเข้าปาก แล้วก็ต้องร้องไห้จ้าเพราะความร้อนลวก ผู้เป็นแม่แย่งชามมา เป่าให้เย็นทีละช้อนแล้วป้อนลูกก่อน
ศิษย์สายนอกไม่อาจทนดูอย่างละเอียด และไม่อยากเข้าไปรบกวน
ชิวต้าเฉิงเอาศอกกระทุ้งสวีคั่นซาน "ข้าไม่เสียใจเลยที่ออกจากสำนัก แล้วตามศิษย์พี่ซ่งมาที่เชียนฉวี แล้วเจ้าล่ะเหล่าสวี?"
"อืม" สวีคั่นซานหันหน้าไปทางอื่น เช็ดดวงตาที่แดงระเรื่อ พลางอธิบาย "ควันเยอะไปหน่อย รมตาน่ะ เราสองคนมาพนันกันไหม"
"พนันอะไร?"
"ก็พนันว่าดินแดนที่ศิษย์พี่ซ่งดูแลอยู่นี้ เมื่อไหร่ทุกคนถึงจะมีเนื้อกิน ทุกบ้านมีเสื้อผ้าใส่"
เมื่อชาวบ้านกินไปได้ครึ่งท้อง ความเร็วก็เริ่มลดลง แทบอยากจะละเลียดลิ้มรสชาติทุกคำอย่างละเอียด
กระดูกไก่ถูกดูดจนสะอาดเกลี้ยงแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ คนที่ฟันดีๆ ถึงกับเคี้ยวจนแหลกแล้วกลืนลงไป
ผู้ใหญ่บ้านทอดถอนใจ "ข้าวดีๆ แบบนี้ ตอนหนุ่มๆ ข้าเคยได้กินแค่ครั้งเดียว ผ่านมาสามสิบปีแล้ว"
บรรยากาศในตอนนี้คึกคักกว่าตอนปีใหม่เป็นร้อยเท่า
โจวเสี่ยวอวิ๋นกลับเห็นว่าสตรีที่ตักอาหารไม่ได้กินโจ๊กเนื้อ นางมัวแต่มองมาทางตนอย่างระแวดระวัง มีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไร
นางจึงเดินเข้าไปหาก่อน "ท่านป้า ท่านมีอะไรจะพูดกับพวกเราหรือเปล่า?"
ฮ่วนเหนียงสะดุ้งโหยง "ท่านเซียน ท่านรู้จักหลิวเอ้อร์ไหมเจ้าคะ? คนที่ถวายคันไถชวีหยวนนั่นแหละเจ้าค่ะ"
แววตาของนางแฝงความคาดหวัง แต่ก็เหมือนไม่กล้าที่จะหวัง นางถามเสียงเบา "เขา... เขายังมีชีวิตอยู่ไหมเจ้าคะ?"
"ท่านหลิวหรือ ตอนนี้เขาได้เป็นซือหนงแล้ว รอให้เขารักษาขาจนหายดี ก็จะมากับศิษย์พี่ซ่ง..."
โจวเสี่ยวอวิ๋นยังพูดไม่ทันจบ สตรีผู้นั้นก็ร้องไห้โฮ ดึงตัวเด็กที่อยู่ข้างหลังมาหา
"รีบขอบพระคุณท่านเซียน ขอบพระคุณท่านเซียนกวนแห่งนครเทียนเฉิงเร็วเข้า!"
โจวเสี่ยวอวิ๋นเช็ดน้ำตาให้สตรีผู้นั้น จี้ซิงเห็นเด็กน่ารัก จึงอุ้มขึ้นมาหยอกล้อ
จี้ซิงร่ายคาถาเล็กๆ น้อยๆ สองสามอย่าง เด็กๆ ในหมู่บ้านก็พากันมาล้อมวงส่งเสียงร้องด้วยความตื่นเต้น ทำให้นางรู้สึกภาคภูมิใจมาก
ตอนที่ต้องจากกัน เด็กกลุ่มหนึ่งดึงชายกระโปรงนางไว้ ไม่ยอมปล่อยมือ "พี่สาวนางฟ้า! ท่านอย่าไปเลยนะ อย่ากลับขึ้นสวรรค์เลย"
พวกสตรีชาวบ้านอุ้มเด็กๆ ออกไป พลางปลอบว่า "รีบปล่อยมือเร็ว นางฟ้าต้องไปส่งไก่ที่หมู่บ้านต่อไปนะ"
"เจ้าปล่อยให้นางฟ้ากลับไป เด็กเล็กๆ อย่างพวกเจ้า ถึงจะได้กินโจ๊กเนื้อไก่กันทุกคนไง"
เสี่ยวหู่ร้องอ้อ "ข้ารู้แล้ว นางฟ้าก็คือคนที่มาส่งไก่นี่เอง"
โจวเสี่ยวอวิ๋นแทบจะสะดุดล้ม
ตอนมายังเป็นท่านเซียนอยู่เลย ตอนกลับกลายเป็นหน่วยส่งไก่ไปซะแล้ว
...
หน่วยส่งไก่เดินทางไปทั่วทุกหมู่บ้านยากจนในเชียนฉวี ไปถึงที่ไหน ผู้คนก็แตกตื่นฮือฮา กลิ่นหอมตลบอบอวลไปไกลนับสิบลี้
เรือนซ่งในจวนเซียนกวนยังคงเงียบสงัด
เสียงร้องไห้ตะโกนจนสุดเสียงของจ้าวเหริน ไม่เล็ดลอดออกไปนอกกำแพงเรือนด้วยซ้ำ
ดวงอาทิตย์ตกดิน ซ่งเฉียนจีสิ้นสุดการทำงานหนักมาทั้งวัน
เขากางแผนที่เชียนฉวีลงบนโต๊ะหิน ใช้นิ้วขีดเขียนเป็นระยะ
จากก้นบ่อในลานเรือนมีเสียงร้องโหยหวนดังแว่วมาเป็นพักๆ ผสมผสานกับเสียงแมลงและนกร้องราวกับเป็นบทเพลง
รอจนแสงสุดท้ายของยามเย็นจางหาย ซ่งเฉียนจีก็เก็บแผนที่ ในที่สุดเขาก็เดินไปที่หน้าบ่อ ก้มหน้ามองลงไป
จ้าวเหรินสมปรารถนา ได้เฝ้าทางเข้าคลังสมบัติที่เฝ้าคะนึงหา แต่กลับถูกค่ายกลกักขังไว้จนขยับเขยื้อนไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
เขามีสภาพมอมแมม ใบหน้าซูบซีด ไม่กล้าเรียกศิษย์น้องซ่งหรือสหายซ่งอีก พออ้าปากก็เรียกศิษย์พี่ทันที
"ศิษย์พี่ซ่ง ของข้าก็ให้ไปหมดแล้ว ให้ไปสามครั้งแล้ว ท่านก็ควรจะปล่อยข้าไปสักทีเถอะ"
"รออีกหน่อย" ซ่งเฉียนจีพูด "รักษาแผลให้หายดีก่อนค่อยไป"
ทุกครั้งที่ 'หน่วยส่งไก่' ส่งยันต์สื่อสารมาบอกว่าของไม่พอ เขาก็จะไปรีดไถจากจ้าวเหริน
ชาวนาทุกคน ล้วนอาจเป็นยอดฝีมือด้านการทำไร่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร อาจเป็นหลิวมู่เจี้ยงคนต่อไป ที่สามารถสร้างเครื่องมือการเกษตรชิ้นใหม่อย่างคันไถชวีหยวนได้ ย่อมสำคัญกว่าจ้าวเหรินมากนัก
"พี่ซ่ง ข้ามาแล้ว!" จี้เฉินยกถาดใส่ผ้าพันแผล ผงยา และของอื่นๆ มาปรากฏตัวที่ขอบบ่อ "สหายเต๋าจ้าว ข้ามาเปลี่ยนยาให้ท่านแล้ว"
จ้าวเหรินอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา อยากด่าแต่ก็ไม่กล้าด่า
แค่เห็นหน้าจี้เฉิน เขาก็นึกถึงค่ำคืนอันแสนเจ็บปวดและคาวเลือดนั้น
นั่นคือฝันร้ายตลอดกาลของเขา
คืนนั้นหลังจากซ่งเฉียนจีโยนกิ่งไผ่ทิ้ง จี้เฉินก็หยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมแพรเงาไหมน้ำแข็งออกมาเช็ดมือให้เขา
"พี่ซ่งเป็นปัญญาชนผู้สง่างาม หล่อเหลามีระดับ มือคู่นี้ของท่านคือมือที่ใช้จับพู่กันและหมาก พอเห็นมันเปื้อนเลือด ข้ามักจะรู้สึกไม่สบายใจเลย"
จ้าวเหรินกรีดร้องในใจ ปัญญาชนผู้สง่างามบ้าบออะไรล่ะ!
ปัญญาชนผู้สง่างามบ้านเจ้าทำตัวแบบนี้หรือไง?
"ดังนั้น..." จี้เฉินสูดหายใจลึก พูดอย่างหนักแน่น "วันหลังให้ข้าทำเถอะ ข้าจะทำเรื่องพวกนี้แทนพี่ซ่งเอง อย่าให้มือพี่ซ่งต้องแปดเปื้อนเลย"
จ้าวเหรินแทบสิ้นใจ ที่นี่มีคนปกติบ้างไหมเนี่ย?
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ เมื่อกี้เจ้าหน้าซีดเผือด ขาสั่นพั่บๆ ทำท่าเหมือนจะอ้วกอยู่เลย ทำไมจู่ๆ ถึงกล้าขึ้นมาได้ล่ะ
อย่าไปปลุกอะไรแปลกๆ ขึ้นมาเชียวนะ ในชาติก่อนคนที่ตายในค่ายกลของเจ้า มักถูกทรมานจนแสนสาหัส ชาตินี้ก็ช่างมันเถอะ
ซ่งเฉียนจียิ้มๆ "เวลาที่ไม่ต้องลงมือ ก็พยายามอย่าลงมือเลย"
"ข้าเข้าใจ" จี้เฉินพยักหน้า เหลือบมองจ้าวเหรินที่ตัวสั่นเทา แล้วเติมประโยคครึ่งหลังในใจเงียบๆ ว่า
เมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องลงมือ ก็ต้องลงมือให้เด็ดขาด ไม่เพียงแค่ประหยัดแรง ประหยัดเวลา แต่ยังเห็นผลเร็วด้วย
ซ่งเฉียนจีกล่าว "การทำร้ายคนไม่ใช่เป้าหมาย มันเป็นแค่เครื่องมือ เจ้าทำแผลให้เขาเถอะ"
"ได้เลยพี่ซ่ง!"
จี้เฉินหันไปหาจ้าวเหริน ลงมือทำงานอย่างละเอียดอ่อน ค่อยๆ เขี่ยหนามไผ่ที่ฝังอยู่ในเนื้อออกทีละอัน คว้านเนื้อตายทิ้ง แล้วทาด้วยยาสมานแผลที่คนธรรมดาใช้เป็นชั้นสุดท้าย
จ้าวเหรินเหงื่อเย็นแตกพลั่ก เจ็บปวดเจียนตาย "เจ้าเอาดาบแทงข้าให้ตายไปเลยเถอะ!"
จี้เฉินพูดอย่างจริงใจ "สหายเต๋าจ้าว ชีวิตมีค่า อย่าเพิ่งคิดสั้นหาที่ตายง่ายๆ เลย กลับใจตอนนี้ ละเว้นความชั่วทำความดี ก็ยังไม่สายเกินไปหรอกนะ"
หลังจากการเปลี่ยนยาจบลงอีกครั้ง เสียงร้องโหยหวนจากก้นบ่อก็ค่อยๆ เบาลง
"เป็นยังไงบ้าง?" ซ่งเฉียนจีถาม
"ใกล้หายแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรฟื้นตัวเร็ว พี่ซ่งไม่ต้องห่วงหรอก" จี้เฉินพูดอย่างมั่นใจ
'หน่วยส่งไก่แห่งเชียนฉวี' เดินเข้ามาในประตูพอดี ทั้งสี่คนมีใบหน้าเบิกบานใจ
จี้เฉินรีบเข้าไปหาจี้ซิงทันที "น้องสาวตัวโง่งม เจ้าไม่ได้ไปก่อเรื่องใช่ไหม? ไม่ได้ทำอะไรวุ่นวายใช่ไหม?"
ปากเขาพูดแบบนั้น แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาเดินวนรอบตัวจี้ซิงหนึ่งรอบก่อน เพื่อให้แน่ใจว่านางปลอดภัยดี
จี้ซิงกลอกตาใส่เขา "ก่อเรื่องที่ไหนกัน! ข้าไปที่ไหน ชาวบ้านก็เรียกข้าว่านางฟ้าทั้งนั้นแหละย่ะ?"
"คนเชียนฉวีสายตาไม่ค่อยดีเลยแฮะ" จี้เฉินพูดอย่างรังเกียจ
"ลำบากทุกท่านแล้ว!" ซ่งเฉียนจีพูดพลางหัวเราะ
ชิวต้าเฉิงกล่าว "ไม่ลำบากเลย ทุกคนซาบซึ้งใจพวกเรามาก!"
จี้เฉินสงสัยและตื่นเต้น "พวกเจ้าไปแจกเสบียง ทุกคนพูดว่ายังไงบ้าง?"
"แน่นอนว่าต้องพูดแต่เรื่องดีๆ สิ" สวีคั่นซานสบสายตาจริงใจของจี้เฉิน ก็ไม่อาจทนโกหกได้ รอยยิ้มจึงดูฝืนๆ ไปบ้าง
"แต่ก็มีคนปล่อยข่าวลือ ถึงกับบอกว่า..."
"พูดว่าอะไร?"
โจวเสี่ยวอวิ๋นถอนหายใจ "บอกว่าก่อนตายก็ให้พวกเขากินข้าวให้อิ่มท้องสักมื้อ จะได้คลายความแค้น แล้วเซียนกวนคนใหม่ก็จะส่งพวกเขาไปบูชายัญต่อสวรรค์"
"หา?" จี้เฉินทำหน้างงงวย "บูชายัญต่อสวรรค์?"
"ยังมีคนบอกอีกนะ ว่าเซียนกวนคนใหม่ร่ายคาถาใส่เสบียงกับสัตว์เลี้ยงพวกนั้น ถ้ากินเข้าไปเยอะๆ ก็จะกลายเป็นทาสหุ่นเชิดของเขา" จี้ซิงก็ถอนหายใจเช่นกัน
"ไม่จริงน่า? แบบนี้ก็มีคนเชื่อด้วยเหรอ!" จี้เฉินหัวเราะด้วยความโมโห
เขารู้สึกว่าความคิดนี้ช่างแปลกประหลาด คนทั่วไปคิดไม่ได้จริงๆ
อีกใจก็รู้สึกไม่พอใจ อุตส่าห์เหนื่อยยากแทบตาย แต่กลับถูกใส่ร้ายแบบนี้
"ไร้เหตุผลสิ้นดี ศิษย์พี่ซ่ง ตอนนี้เราจะทำยังไงกันดี?" จี้เฉินตบโต๊ะ
"ทำอะไรยังไงล่ะ?" ซ่งเฉียนจีถาม
"พวกเราจะอธิบายยังไงดี?"
"ไม่อธิบาย"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ขาที่บาดเจ็บของหลิวมู่เจี้ยง พรุ่งนี้ก็คงจะหายดีแล้ว เมิ่งเหอเจ๋อที่เขาส่งไปทำธุระก็ควรจะกลับมาได้แล้วเหมือนกัน
เขายุ่งมาก มีความคิดเกี่ยวกับการทำไร่และบุกเบิกที่ดินรกร้างมากมายที่รอให้นำไปปฏิบัติจริง
คนอื่นจะพูดยังไง ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของเขาอยู่แล้ว
ทั้งสี่คนเห็นซ่งเฉียนจียังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม ก็คิดว่าเขาเตรียมการไว้แต่แรกแล้ว จึงรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
"ชาวบ้านไม่มีทางมาไว้ใจเราได้ในเวลาอันสั้นหรอก คำพูดลอยๆ ไม่มีหลักฐาน มีเพียงกาลเวลาพิสูจน์คนเท่านั้น"
"พวกเราจะรับมือทุกความเปลี่ยนแปลงด้วยความสงบนิ่ง!"
...
ทางใต้ของนครเทียนเฉิง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีขนาดเป็นรองเพียงจวนเซียนกวนแห่งหนึ่งสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ชายชราที่นั่งหลับตาอยู่บนที่นั่งประธานถามขึ้น "ปล่อยข่าวลือออกไปแล้วใช่ไหม?"
ชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางห้องโถงตอบอย่างนอบน้อม "ขอรับ"
"ทางจวนเซียนกวนมีปฏิกิริยายังไงบ้าง? มีใครออกมาอธิบายไหม?"
"พวกเขายังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยขอรับ"
ทั่วทั้งห้องโถงเกิดเสียงฮือฮา ความร้อนรนและกระวนกระวายใจแทบจะเขียนอยู่บนใบหน้าของทุกคน
เซียนกวนของเมืองเชียนฉวีมีสถานะสูงส่ง แต่ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก อำนาจที่แท้จริงล้วนตกอยู่ในมือของสามตระกูล
เซียนกวนหมุนเวียนเปลี่ยนไป แต่ตระกูลใหญ่ยังคงหยัดยืน พวกเขาไม่คุ้นเคยกับเซียนกวนนัก ถึงขั้นสรุปวิธีรับมือกับเซียนกวนออกมาได้ชุดหนึ่ง ซึ่งใช้ได้ผลทุกครั้ง
จนกระทั่งมาพบกับซ่งเฉียนจีที่ไม่เล่นตามแผน
"ได้ยินมาว่าเซียนกวนคนใหม่จะยกเว้นภาษีทั้งหมด เก็บแต่ภาษีที่ดินตั้งแต่ร้อยไร่ขึ้นไป ใครมีที่ดินเยอะคนนั้นก็ต้องจ่ายภาษี!"
"ข้ายังได้ยินมาอีกว่าเขาจะเดินทางไปทั่วเชียนฉวีด้วยตัวเอง!"
"ทุกคนลงเรือลำเดียวกันแล้ว ถ้ายังไม่คิดหาวิธี ก็มีแต่ทางตายเท่านั้น!"
จู่ๆ ชายชราบนที่นั่งประธานก็ลืมตาขึ้น ตวาดเสียงดังลั่น การโต้เถียงหยุดลงทันที
"ไม่ต้องเถียงอะไรแล้ว ยังมีอีกแผนหนึ่ง แม้จะเป็นแผนการชั้นเลว แต่ก็ใช่ว่าจะลองไม่ได้!"







