"ซือหลี่ ข้าจะเขียนจดหมายด้วยตัวเองฉบับหนึ่ง เจ้าส่งคนนำของขวัญชิ้นใหญ่ไปที่เมืองหงฝู มอบให้ซือจวินแห่งหงฝู เขาจะไปรายงานเซียนกวนหลิวเอง ทำอย่างลับๆ หน่อยล่ะ"
ซือหลี่ก้าวออกมาขานรับ
ทิศตะวันออกของเชียนฉวีอยู่ติดกับเมืองหงฝู เซียนกวนแซ่หลิว มาจากยอดเขาหมิงเสียแห่งสำนักหัวเวย เป็นน้องชายร่วมตระกูลของหลิวหงเฟิง ผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอวินัย
สิบปีก่อน เมืองเชียนฉวีเกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ ราษฎรเมืองเชียนฉวีคิดหาสารพัดวิธี พยายามอพยพครอบครัวเข้าไปในหงฝู ทว่าทหารยามชายแดนโหดเหี้ยมอำมหิต จับผู้อพยพได้ก็ทุบตีจนตายทันที นำศพไปตากแดดประจานไว้ที่เส้นเขตแดน ถึงค่อยๆ ไม่มีใครกล้าเอาตัวไปเสี่ยงอีก
เมื่อชายชราเสนอให้ส่งจดหมายไปหาเซียนกวนหลิวแห่งเมืองหงฝู ทุกคนก็เข้าใจทันทีว่าเขาคิดจะทำอะไร
"ท่านปู่หลี่ โปรดไตร่ตรองให้ดี นี่มันไม่ต่างอะไรกับการชักนำหมาป่าขับไล่พยัคฆ์เลยนะ!"
"คนแซ่ซ่งไม่ใช่คนดี คนแซ่หลิวก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ"
"เฮ้อ ข้ายังคงคิดถึงคนแซ่จ้าวมากที่สุด ขอแค่ให้ผลประโยชน์จ้าวเหรินมากพอ เขาก็ปล่อยมือไม่สนใจเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ไหนเลยจะเหมือนซ่งเฉียนจี พวกเราถวายของวิเศษให้ศาลเจ้าเทวะจนแทบจะถอดกางเกงถวายอยู่แล้ว แต่เขาทำกับพวกเราอย่างไร? ถึงขั้นจะผลักดันนโยบายชั่วร้ายอย่าง 'ภาษีที่ดิน' เชียว!"
การติดต่อกับเซียนกวนมานานปี ทำให้รู้ซึ้งว่าเซียนกวนก็คือปุถุชน บางครั้งยังโลภมากยิ่งกว่าปุถุชนเสียอีก
ผู้บำเพ็ญเพียรที่มาจากตระกูลใหญ่และสำนักเซียนมุ่งมั่นแต่การฝึกฝน หลุดพ้นจากโลกีย์ในด้านพลัง และเพราะหลุดพ้นมากเกินไป จึงแทบจะไร้เดียงสากับสามัญสำนึกบางอย่าง
พวกตระกูลใหญ่ลึกๆ แล้วไม่ได้กลัวเซียนกวน ภายนอกแสร้งทำเป็นเคารพนบนอบ ปรนนิบัติรับใช้อย่างระมัดระวังและเชื่อฟังทุกอย่าง แต่แท้จริงแล้วกลับคำนวณอยู่ตลอดเวลาว่าจะหลอกใช้เซียนกวนอย่างไร
ท่านปู่หลี่ไอหนักๆ ออกมาหนึ่งที แล้วกล่าวเสียงขรึม
"ชักนำหมาป่าขับไล่พยัคฆ์หรือ? ไม่ผิด ซ่งเฉียนจีคือพยัคฆ์ร้าย หลิวหงซานคือหมาป่าจอมตะกละ แต่อย่างน้อยพวกเราก็รู้ว่าเซียนกวนหลิวต้องการอะไร แล้วซ่งเฉียนจีต้องการอะไรกันแน่ มีใครในที่นี้พูดได้ชัดเจนบ้าง?"
ไม่มีใครขานรับ
ว่ากันว่าเมิ่งเหอเจ๋อ ลูกน้องของซ่งเฉียนจีได้ปิดตายประตูศาลเจ้าเทวะไปแล้ว ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปกราบไหว้
ซ่งเฉียนจีถึงขั้นไม่อนุญาตให้คนธรรมดาคุกเข่าให้เขา
ผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่ง แม้แต่เครื่องเซ่นไหว้และธูปเทียนบูชาก็ไม่เอา แล้วยังจะหวังอะไรอีก?
ผลผลิตพันจินต่อหมู่มันคืออะไรกัน? เขาก็กินข้าวไม่ได้เสียหน่อย
"การกระทำของซ่งเฉียนจีไม่อาจคาดเดาได้เลย ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย มีเพียงต้องเดินหมากเสี่ยง เฉือนเนื้อล่อหมาป่า ถึงจะหาทางรอดได้"
ท่านปู่หลี่เห็นทุกคนสีหน้าเคร่งเครียด จึงตวาดเสียงดัง "ดึงสติกลับมา ร่วมมือกัน การต่อสู้ที่แท้จริงยังไม่เริ่มขึ้น มีเนื้อก็เฉือนเนื้อ มีเลือดก็หลั่งเลือด ที่ดินของพวกเราอยู่ที่นี่ ตระกูลของพวกเราอาศัยอยู่ที่นี่มาทุกยุคทุกสมัย พวกเราต่างหากคือเจ้าของเมืองเชียนฉวี!"
"เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีที่สืบทอดกันมาของตระกูล เพื่อให้ลูกชายของพวกเจ้ามีไร่นาและยุ้งฉางให้สืบทอด เพื่อวันคืนที่ดีของลูกหลานในภายภาคหน้า..."
นอกโถงราตรีมืดมิดกว้างใหญ่ ในโถงแสงไฟสว่างไสว
บรรยากาศสับสน หวาดผวา และร้อนรนถอยร่นไปดุจกระแสน้ำ ท้ายที่สุดเหลือเพียงดวงตาที่แดงก่ำและดุดันคู่แล้วคู่เล่า
"จงนำซ่งเฉียนจี " เสียงแหบชรากดต่ำ ทว่ากลับดังก้องไปทั่วทั้งห้องโถง
ทุกคนประสานเสียงรับ "ออกไปจากเชียนฉวี!"
……
หลังจากจี้เฉินมาถึงเมืองเชียนฉวี ถึงได้รู้สึกเติมเต็มและได้เกิดใหม่อย่างแท้จริง
เขาสามารถศึกษาค้นคว้าวิถีหมาก เรียนรู้วิชาค่ายกลกับซ่งเฉียนจี เปลี่ยนยาและรักษาแผลให้สหายเต๋าจ้าวเหริน และถือโอกาสใช้จ้าวเหรินเป็นเครื่องมือฝึกฝนวิชาค่ายกลต่างๆ ไปด้วย
ศิษย์สายนอกเป็นมิตรกับเขามาก ไม่มีใครรังเกียจหรือคอยสั่งสอนเขา สถานที่ที่มีคนหนุ่มสาวเยอะ มักจะเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
เขามองว่าการติดตามพี่ซ่งมาที่เชียนฉวี เป็นการตัดสินใจที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและชาญฉลาดอย่างไร้ที่เปรียบ
นี่มีความสุขกว่าการอยู่บ้านกินๆ นอนๆ รอวันตาย แล้วโดนคนเรียกหลับหลังว่าเป็นขยะตั้งสิบล้านเท่า
"วันนี้พอแค่นี้เถอะ" ซ่งเฉียนจีปิดตำราหมากเก่าๆ
"พี่ซ่ง ข้าขอตัวก่อนนะ" จี้เฉินอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย เขาเปิดฝาบ่อที่ทำขึ้นเองซึ่งทั้งเก็บเสียงและระบายอากาศ ชะโงกหน้ามองก้นบ่อ "สหายเต๋าจ้าว พรุ่งนี้เจอกันนะ"
จ้าวเหรินสั่นสะท้านอย่างแรง เงยหน้าขึ้น ฝืนยิ้มที่ดูแย่ยิ่งกว่าร้องไห้
"มะ ไม่ต้องเจอกันแล้วมั้ง ท่านไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้หรอก"
หลังจากจี้เฉินจากไป ซ่งเฉียนจีก็นั่งยองๆ ริมบ่อ ยิ้มบางพลางกล่าว
"พี่จ้าว อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?"
"หายแล้ว หายสนิทแล้ว!" จ้าวเหรินรีบตะโกนตอบ "ศิษย์พี่ซ่ง พี่ชายซ่ง ท่านอยากได้อะไร ข้าก็ให้ไปหมดแล้ว ท่านให้ข้าใช้เต๋าในใจสาบานว่าจะไม่แพร่งพราย ไม่แก้แค้น ข้าก็สาบานแล้ว ขอร้องล่ะ ปล่อยข้าไปเถอะ!"
ซ่งเฉียนจีกล่าว "พวกเรามาตกลงกันหน่อย เจ้าช่วยข้าทำเรื่องสุดท้ายให้เสร็จ แล้วข้าจะส่งเจ้าไป ดีหรือไม่?"
จ้าวเหรินกำลังจะรับคำ แต่แล้วก็เผยสีหน้าสิ้นหวัง
ทว่ากลับได้ยินซ่งเฉียนจีถาม "ข้าเขียนจดหมายไว้ฉบับหนึ่ง เจ้าช่วยส่งไปให้เซียนกวนของเมืองหงฝูที่อยู่ข้างๆ หน่อย"
ง่ายดายเช่นนี้จริงหรือ?
"ท่านคิดจะทำอะไร" จ้าวเหรินถามอย่างระแวดระวัง "แค่จดหมายฉบับเดียวเนี่ยนะ?"
ความคิดในหัวเขาแล่นปรู๊ดปร๊าด
ครั้งนี้ตนประมาทจนต้องยอมจำนน แต่ได้ยินมาว่าหลิวหงซานผู้นั้นกำลังจะทะลวงผ่านขั้นหยวนอิง ด้วยระดับบำเพ็ญเพียรของเจ้านั่น ต่อให้ค่ายกลของผู้ใช้อาคมขั้นเลี่ยนชี่ จะลึกล้ำเพียงใด ก็ไม่อาจจัดการเขาได้
เขายิ้มประจบ "หงฝูมั่งคั่ง หลายปีมานี้เซียนกวนหลิวกอบโกยของดีไปไม่รู้เท่าไหร่ เขามีทรัพย์สินมหาศาล ร่ำรวยจนน้ำมันไหลเยิ้ม ท่านรีดไถข้า สู้ไปรีดไถเขาไม่ได้หรอก!"
ซ่งเฉียนจีกล่าวอย่างจริงใจ "สหายเต๋าจ้าว ข้าเป็นแค่คนทำไร่ทำนา ไม่มีอารมณ์ไปกรรโชกทรัพย์ใครไปทั่วหรอกนะ"
จ้าวเหรินกุมหัวไหล่พลางคิดในใจ อ้าปากก็พูดจาเหลวไหล ข้าเชื่อท่านก็ผีแล้ว
แต่ภายนอกกลับพยักหน้าหงึกๆ "ใช่ๆ ข้าไม่ควรเอาใจของผู้บำเพ็ญเพียร ไปวัดใจของชาวนาเลย!"
หลังจากซ่งเฉียนจีมาถึง ก็ดูแผนที่ไปไม่น้อย
ทางใต้ของเมืองหงฝูน้ำจะขึ้นในฤดูใบไม้ผลิจนเกิดอุทกภัย หากสามารถขุดลอกคูคลอง เสริมตลิ่งให้แข็งแรง แล้วขุดคลองส่งน้ำอีกหนึ่งสาย ชักนำน้ำจากเมืองหงฝูเข้าสู่เชียนฉวี เช่นนั้นเชียนฉวีก็จะมีน้ำรดไร่นา หงฝูก็จะไม่ต้องทนทุกข์กับอุทกภัยอีก เป็นการได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เชียนฉวีก็จะได้มี 'คลอง' อย่างแท้จริงเสียที ถือเป็นการก้าวเดินเล็กๆ สู่การ 'สมชื่อ'
แต่นี่เป็นเพียงข้อเสนอ หากอีกฝ่ายไม่เห็นด้วย ซ่งเฉียนจีก็ไม่คิดจะบังคับ
เขามีวิธีอีกมากมาย อย่างมากก็แค่ขุดคลองดึงน้ำมาจากป่าไอพิษ เสียเวลาสักหน่อย หลอมสร้างของวิเศษกรองน้ำสักชุด กรองพิษและสิ่งเจือปนออกก่อนที่กระแสน้ำจะไหลเข้าสู่เชียนฉวี เมืองเชียนฉวีก็จะมีน้ำรดไร่นาได้เหมือนกัน
ต้องขอบคุณชาติก่อน มีวิชาติดตัวไว้ไม่เสียหาย เขาบังเอิญรู้วิชาหลอมสร้างอยู่บ้างพอดี
ยันต์สื่อสารพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี บินไปทางทิศตะวันออก จ้าวเหรินถอนหายใจอย่างโล่งอก เอ่ยด้วยความหวังเต็มเปี่ยม "ศิษย์พี่ซ่ง ถอนค่ายกลแล้วปล่อยข้าไปได้หรือยัง?"
"ศิษย์พี่ซ่ง!" เสียงเด็กหนุ่มอีกคนดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนซ่ง
"เดี๋ยวก่อน" ซ่งเฉียนจีเดินไปรับหน้าเมิ่งเหอเจ๋อ
"เฮ้ สหายซ่ง!" จ้าวเหรินไม่ยินยอม แต่ฝาบ่อบนหัวก็ยังคงปิดลง
จะมาเร็วมาสายก็ไม่มา ดันมาเอาป่านนี้? จ้าวเหรินเกลียดเมิ่งเหอเจ๋อเข้ากระดูกดำ
ความเคียดแค้นนี้ถึงขั้นแซงหน้าจี้เฉินไปแล้ว
ส่วนซ่งเฉียนจีน่ะหรือ? เมื่อมีคนอื่นมาเปรียบเทียบ ซ่งเฉียนจีก็กลายเป็นคนดีที่อ่อนโยนและมีเมตตาไปเลย
"สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?" ซ่งเฉียนจีถามพลางมองสำรวจเมิ่งเหอเจ๋อตั้งแต่หัวจรดเท้า
เมิ่งเหอเจ๋อรู้สึกอบอุ่นในใจ "ศิษย์พี่ซ่งวางแผนมาอย่างรอบคอบ ทุกคนปลอดภัยดี ศิษย์พี่ไม่ต้องเป็นห่วง!"
ซ่งเฉียนจีคิดในใจ ลูกเดินทางไกลพ่อก็ต้องเป็นห่วง เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์นี่นา
เมิ่งเหอเจ๋อล้วงถุงเก็บของออกมา "นี่คือดอกไม้ใบหญ้าทุกชนิดบริเวณขอบป่าไอพิษ ข้าเด็ดมาอย่างละต้นตามที่ศิษย์พี่สั่งขอรับ"
ซ่งเฉียนจีหยิบยันต์ปึกหนึ่งออกมา "พรุ่งนี้เปลี่ยนมาใช้พวกนี้"
"ทุกคนไม่ได้เข้าไปลึกในป่า ยันต์กันไอพิษยังใช้ไม่หมดเลย" เมิ่งเหอเจ๋อกล่าวเสียงเบา "ศิษย์พี่ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้"
"ไม่ลำบากหรอก" ซ่งเฉียนจีบอก
ยันต์กันไอพิษมีมาตั้งแต่ชาติก่อน ไม่เหมือนตอนคิดค้นยันต์รวมแสงที่ต้องใช้ความคิด แค่จับพู่กันก็วาดออกเป็นยันต์ได้ ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
ก่อนหน้านี้ศิษย์สายนอกแบ่งออกเป็นสองทีม ทีมหนึ่งนำโดยผู้บำเพ็ญเพียรหญิงสองคนและผีพนันสองคน ตระเวนส่งไก่ไปทั่ว
อีกทีมนำโดยเมิ่งเหอเจ๋อ มุ่งหน้าไปยังชายแดนทิศเหนือของเมืองเชียนฉวี ป่าไอพิษ
เนื่องจากอยู่ใกล้เส้นเขตแดนและป่าดงดิบ อากาศทางตอนเหนือของเชียนฉวีจึงค่อนข้างชื้น เป็นรองเพียงนครเทียนเฉิงเท่านั้น
หนทางทำกินของคนธรรมดาก็หนีไม่พ้นการเพาะปลูก เก็บของป่า จับปลา เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ ไม่กี่อย่างนี้
สภาพธรรมชาติของเชียนฉวีเลวร้าย ไม่มีปลาให้จับ ไม่มีผลไม้ให้เก็บ หนทางรอดที่เหลืออยู่มีเพียงการล่าสัตว์ที่ให้ผลตอบแทนเร็วที่สุด
แต่ไอพิษในป่ามีพิษ สัตว์ร้ายก็ไม่ใช่ธรรมดา ส่วนใหญ่เป็นสัตว์อสูร คนธรรมดาเข้าป่าไป มีแต่ตายสถานเดียว
หลายปีมานี้สัตว์อสูรยิ่งกำเริบเสิบสาน มักจะออกจากป่ามาจับชาวบ้านและสัตว์ปีกกินเป็นอาหาร เหยียบย่ำทำลายไร่นาตามอำเภอใจ
"วันนี้ได้อะไรมาบ้างไหม?" ซ่งเฉียนจีถาม
เมิ่งเหอเจ๋ออวด "วันนี้พวกเราร่วมมือกันจัดการหมาป่าตาสีแดงขั้นต้นได้ตัวหนึ่ง เอาเนื้อไปแจกชาวบ้าน จุดกองไฟหน้าหมู่บ้าน ทั้งหมู่บ้านปิ้งย่างกลางแจ้ง กินกันจนอิ่มแปร้! รอให้ทุกคนประสานงานกันได้ราบรื่น ก็จะสามารถล้มสัตว์อสูรขั้นหนึ่งที่มีแก่นอสูรได้แล้ว!"
วิธีเพิ่มพลังต่อสู้ที่ดีที่สุดคือการต่อสู้จริง การต่อสู้กับสัตว์อสูรที่คาดเดากระบวนท่าไม่ได้ พอดีกับการขัดเกลาทักษะและยุทธวิธีการต่อสู้
พวกศิษย์สายนอกรู้สึกว่าศิษย์พี่ซ่งช่างมีความตั้งใจดีเลิศ ทั้งนึกถึงการฝึกฝนของทุกคน และยังคำนึงถึงความปลอดภัย ยันต์กันไอพิษสามารถต้านทานไอพิษได้ ยันต์รวมแสงสามารถส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือได้
หากแผนการรัดกุมและใช้วิธีการที่เหมาะสม ป่าไอพิษก็คือลานฝึกซ้อมตามธรรมชาตินี่เอง
เมิ่งเหอเจ๋อยังเล่าเรื่องสนุกๆ ตอนล่าสัตว์อีกมากมาย เขาไม่ยอมให้ศิษย์คนอื่นมาด้วย ก็เพื่อจะได้เอาหน้าอยู่คนเดียว
ซ่งเฉียนจีอดทนฟังจนจบ ถึงได้เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการคำชม
"ทำได้ไม่เลว" เขาพยายามเอ่ยชม "อืม ไม่เลวเลยจริงๆ"
เมิ่งเหอเจ๋อฮึกเหิมขึ้นมาทันที ถลกแขนเสื้อพุ่งไปที่เตา "ข้าจะไปต้มบะหมี่ให้ศิษย์พี่"
"เอาเถอะ" ซ่งเฉียนจีพยักหน้า
เขาอดคิดไม่ได้ว่า มาถึงเชียนฉวี ได้เป็นมหาเซียนกวนผู้ยิ่งใหญ่ประจำเมือง มีที่ดินให้ปลูกผักไม่หวาดไม่ไหว
ภายนอกดูโก้หรู ลับหลังก็ยังต้องกินบะหมี่อยู่ดี
ดึกมากแล้ว ทว่าควันไฟยังคงลอยคลุ้งไปในเมฆยามราตรี ทำให้แสงจันทร์ที่เลือนรางอยู่แล้วยิ่งเลือนรางลงไปอีก
จากในครัวโชยกลิ่นหอมเรียบง่ายของแป้งสาลี กลิ่นหอมสดชื่นของผักกาดและต้นหอม กลิ่นหอมเข้มข้นอมเปรี้ยวของน้ำซุปมะเขือเทศ
ท่ามกลางกลิ่นหอมกรุ่นของควันไฟ ซ่งเฉียนจีนั่งอยู่หน้าโต๊ะหิน อาศัยแสงจันทร์สลัวพินิจดูดอกไม้ใบหญ้าที่เมิ่งเหอเจ๋อนำมา
เมื่อมีของพวกนี้ เขาก็สามารถใช้ประสบการณ์ตัดสินสถานการณ์ไอพิษในป่าตอนนี้ได้
อย่างเช่นหญ้าต้นเล็กๆ สีฟ้าอมเทา ใบมีรูปร่างคล้ายกระดิ่งต้นนี้ มีชื่อเรียกว่าหญ้ากระดิ่งพิษ
ยิ่งไอพิษเข้มข้น สีของใบมันก็จะยิ่งเข้มขึ้น
ชาติก่อนตอนที่เขาเข้าป่า ก็เป็นเวลาร้อยปีให้หลังแล้ว หญ้ากระดิ่งพิษริมชายป่ากลายเป็นสีแดงคล้ำ ราวกับเลือดที่แข็งตัว
ตอนนี้สถานการณ์ดีกว่าที่เขาคาดไว้มาก
แต่จากจุดนี้ก็เห็นได้ว่า ไอพิษทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเวลาหนึ่งร้อยปี
ซ่งเฉียนจีขมวดคิ้วเล็กน้อย โลกใบนี้กำลังเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงเรื่อยๆ จริงหรือ? อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้?
"ศิษย์พี่ซ่ง บะหมี่มาแล้ว!" เด็กหนุ่มตะโกนบอก
กลิ่นหอมของน้ำซุปลอยมาปะทะหน้า ซ่งเฉียนจีวางต้นหญ้าในมือลง
เขาเตือนตัวเองไม่ให้คิดเรื่องพวกนี้
ชาตินี้เขาไม่ต้องสนใจโลกใบนี้ แค่ดูแลแปลงนาให้ดีก็พอแล้ว
……
คนที่ใส่ใจโลกใบนี้มีถมไป ไม่ขาดซ่งเฉียนจีไปสักคนหรอก
หลังจากงานชุมนุมเติงเหวินสิ้นสุดลง สำนักต่างๆ ก็ทยอยเดินทางออกจากสำนักหัวเวย กลุ่มคนหนุ่มสาวที่มีชื่อเสียงและไม่มีชื่อเสียง ต่างมาพบพานและจากลากันไป
เหอชิงชิงเดินทางไปสำนักเซียนอินที่ทวีปเทียนหนานพร้อมกับศิษย์ร่วมสำนัก สหายร่วมเรียนจากสำนักศึกษาในอดีตพากันมาส่งนาง คำอวยพรที่แสนสนิทสนมดังขึ้นไม่ขาดสาย ยกย่องว่านางคือศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่ก้าวออกมาจากชิงหยา
"วันหน้าหากอยากฟังเจ้าดีดฉินอีก คงไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว เป็นสหายร่วมเรียนกันมา ดีดให้ทุกคนฟังอีกสักเพลงเถอะ" มีคนเสนอ
ทุกคนพากันเห็นด้วย หกปราชญ์แห่งชิงหยาก็มาร่วมวงด้วย ร้องเชียร์และปรบมือเสียงดัง
"หากจะเชิญข้าดีดฉิน ต้องส่งเทียบเชิญมาก่อน" เหอชิงชิงกล่าวอย่างเรียบเฉย
สีหน้าของสหายร่วมเรียนเปลี่ยนเป็นกระอักกระอ่วนในพริบตา พวกเขาแยกย้ายกันไปอย่างเก้อเขิน ลับหลังก็พากันนินทาว่านางอาศัยโชคช่วยก้าวขึ้นสวรรค์ในคราวเดียว ก็เลยทำตัวหยิ่งผยองวางมาด
อันที่จริงเหอชิงชิงไม่ได้กล้าหยิ่งผยองเลย
หลังจากนางเข้าสู่สำนักเซียนอิน ท่านอาจารย์เซียนหญิงเจี้ยงอวิ๋นก็ลงเขาเดินทางไกล
นางครองตำแหน่งสูงส่งอยู่เพียงลำพัง ระมัดระวังทุกฝีก้าว มักจะกลัวเสมอว่าจะทำหน้าที่ศิษย์พี่หญิงใหญ่ได้ไม่ดี จนทำให้ท่านอาจารย์ต้องอับอาย
หากพูดถึงการฝึกฝนและดีดฉิน นางขยันหมั่นเพียรยิ่งกว่าใครๆ
แต่ศิษย์ร่วมสำนักได้รับทรัพยากรที่ดีที่สุดมาตั้งแต่เด็ก ระดับการบำเพ็ญเพียรสูงกว่านางมาก ไม่มีเหตุผลที่จะถูกนางไล่ตามทันในชั่วข้ามคืน
ดึกมากแล้ว เหอชิงชิงยังคงกดสายฉิน สีหน้าจดจ่ออย่างยิ่ง
น้ำชาบนโต๊ะเย็นชืดแล้ว ไส้เทียนก็มอดไหม้ สาวใช้ผิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังพิงกำแพงเอียงๆ หาวหวอดด้วยความง่วงงุน
"ศิษย์พี่หญิงใหญ่ คนผู้นั้นกลับมาแล้ว!" สาวใช้อีกคนนามว่าซิ่งเอ๋อร์เดินเข้ามา ทำลายความเงียบงันดุจน้ำนิ่งในพริบตา
"รีบเชิญเข้ามาเร็ว!" เหอชิงชิงลุกขึ้นพรวด
ศิษย์ผู้น้อยสายนอกคนหนึ่งถูกซิ่งเอ๋อร์พาเข้ามา สีหน้าหวาดหวั่น
เติมชาตัดไส้เทียนจัดเตรียมที่นั่งใหม่ เหอชิงชิงรินชาถ้วยหนึ่ง ยื่นให้ศิษย์สายนอกผู้นั้นด้วยตัวเอง
"ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ พูด"
อีกฝ่ายมีท่าทีหวาดผวาเล็กน้อย "ศิษย์ลงเขาไปสืบข่าวเซียนกวนซ่งแห่งเมืองเชียนฉวีตามคำสั่งของศิษย์พี่หญิงใหญ่ แต่เมืองเชียนฉวีหลายปีมานี้ถูกบริหารโดยตระกูลจ้าวแห่งเทียนเป่ย แทบไม่มีข่าวคราวเล็ดลอดออกมาเลยขอรับ"
"ไม่มีข่าวเลยหรือ..." เหอชิงชิงก้มหน้าลง ประกายในดวงตาหม่นหมอง
ศิษย์ผู้น้อยสายนอกลังเล "มีแค่เรื่องเดียว ได้ยินมาว่าซ่งเฉียนจีปิดตายศาลเจ้าเทวะ แล้วยังไม่อนุญาตให้คนอื่นคุกเข่าให้เขา ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จขอรับ"
"ต้องเป็นเรื่องจริงแน่!" เหอชิงชิงหัวเราะออกมา "ขอบใจเจ้ามากนะ!"
"เป็นเพียงความพยายามเล็กน้อย ไม่กล้ารับคำขอบคุณ ศิษย์ขอตัวลา!"
"อืม ข้าไปส่งเจ้า" เหอชิงชิงบอก
"เดี๋ยวก่อน!" ซิ่งเอ๋อร์ร้องเรียกนางไว้ แล้วไล่ศิษย์สายนอกคนนั้นออกไปก่อน "เจ้ารออยู่หน้าตำหนักสักครู่นะ"
เหอชิงชิงไม่เข้าใจ
ผิงเอ๋อร์ปิดปากหัวเราะ "ศิษย์พี่หญิงใหญ่เกือบจะทำพลาดอีกแล้วนะเจ้าคะ"
เหอชิงชิงชะงัก "อะไรหรือ?"
"สำนักเซียนอินอยู่ห่างจากตีนเขา การลงเขาสักรอบไม่ใช่เรื่องง่าย ศิษย์สายนอกเป็นธุระจัดการเรื่องต่างๆ ให้สายใน เทพธิดาสายในมักจะตบรางวัลเล็กๆ น้อยๆ ให้เสมอ" ซิ่งเอ๋อร์กล่าว "จะส่งเขากลับไปมือเปล่าไม่ได้นะเจ้าคะ"
"นี่ก็เป็นกฎงั้นหรือ?" เหอชิงชิงถาม
ผิงเอ๋อร์เกลี้ยกล่อมอย่างตั้งใจ "นับว่าเป็นกฎไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ แต่ทุกคนก็ทำแบบนี้ ไม่ตบรางวัลก็ไม่เป็นไรหรอก วันหน้าหาคนทำงานให้ ก็ยังหาได้ เพียงแต่เขาจะไม่ตั้งใจทำให้เต็มที่แล้ว คนเขามีแรงสิบส่วน แต่ใช้แค่แปดส่วน พวกเราก็หาข้อบกพร่องไม่ได้ใช่ไหมล่ะเจ้าคะ? การสืบข่าวเหมือนกัน จะสืบมาประโยคเดียว หรือสืบมาสิบประโยค ทำเสร็จกับตั้งใจทำจนเสร็จ มันต่างกันมากนะเจ้าคะ!"
เหอชิงชิงฟังเงียบๆ แล้วค่อยๆ พยักหน้า
"แล้วทุกคนตบรางวัลกันเท่าไหร่?" นางถาม
"มีมากมีน้อย ดูที่ฐานะ ดูที่ทรัพย์สิน ดูที่ระดับการบำเพ็ญเพียร ในบรรดาเทพธิดาทั้งสำนัก เทพธิดาเมี่ยวเยียนถือว่ามือเติบที่สุดเจ้าค่ะ"
เหอชิงชิงรู้สึกสงสัยเล็กน้อย "ศิษย์พี่เมี่ยวเยียนตบรางวัลครั้งละเท่าไหร่ล่ะ?"
นางและเมี่ยวเยียนต่างเรียกกันและกันว่า 'ศิษย์พี่' นับเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างหนึ่งของสำนักเซียนอิน
"เทพธิดาเมี่ยวตบรางวัลครั้งละแปดสิบแปดหินวิญญาณ เป็นตัวเลขมงคลมากเจ้าค่ะ"
เหอชิงชิงตกใจ "หา? เยอะขนาดนั้นเลยหรือ?"
นางมีทรัพย์สินมากมายก็จริง แต่นั่นเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์มอบให้ เวลาใช้จ่ายจึงรู้สึกเสียดายอยู่เสมอ
ผิงเอ๋อร์เกลี้ยกล่อม "ศิษย์พี่หญิงใหญ่เป็นหน้าเป็นตาของยอดเขาเหลียนฮวาของเรา จะขี้เหนียวไม่ได้เด็ดขาด สู้ต่อไปตบรางวัลให้เก้าสิบเก้าก้อน เก้าเก้าคืนสู่หนึ่ง เป็นนิมิตหมายที่ดียิ่งกว่า แถมยังเหนือกว่าเทพธิดาเมี่ยวเยียนไปอีกขั้น เป็นอย่างไรเจ้าคะ?"
"นี่... เอาเถอะ" เหอชิงชิงลังเลเล็กน้อย ในที่สุดก็พยักหน้า
ซิ่งเอ๋อร์ปรบมือ "ศิษย์ทั้งหลายรู้ว่าศิษย์พี่หญิงใหญ่ใจกว้าง วันหน้าท่านหาคนลงเขาไปส่งข่าวทำธุระ ทุกคนก็จะแย่งกันมาเลยล่ะเจ้าค่ะ ชื่อเสียงของท่านก็จะต้องยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน"
เก้าเก้าคืนสู่หนึ่ง เก้าสิบเก้า
เหอชิงชิงหยิบถุงหินวิญญาณออกมา "พวกเจ้าเอาไปให้เขาเถอะ"
ประกายความตื่นเต้นบนใบหน้าของนางจางหายไปแล้ว ความเหนื่อยล้าจางๆ ปรากฏขึ้นในดวงตา แต่เมื่อมีผ้าคลุมหน้าขวางกั้นไว้ จึงไม่มีใครมองเห็น
"ออกไปกันเถอะ ข้าอยากอยู่เงียบๆ คนเดียวสักพัก"
สาวใช้ทั้งสองขานรับ แล้วถอยออกไปอย่างนอบน้อม
รอจนพวกนางเดินออกจากตำหนัก ก็มองหน้ากันแล้วยิ้ม ท่าทีนอบน้อมมลายหายไปจนหมดสิ้น
ซิ่งเอ๋อร์หยิบหินวิญญาณออกมาหนึ่งก้อน โยนให้ศิษย์สายนอกที่มาวิ่งเต้นทำธุระให้ "ศิษย์พี่หญิงใหญ่ตบรางวัลให้เจ้า! รีบไปเถอะ!"
เก้าสิบแปดก้อนที่เหลือ ทั้งสองคนแบ่งกันพลางหัวเราะคิกคัก
"นางหลอกง่ายเกินไปจริงๆ ทุกเรื่องขอแค่เติมคำว่า 'ล้วนเป็นกฎ' กับ 'เพื่อความหวังดี' ลงไป ก็ไม่มีเรื่องไหนที่ทำไม่สำเร็จหรอก!"
"เห็นนางดุดันขนาดนั้นในงานประลองฉินที่งานชุมนุมเติงเหวิน ข้ายังนึกว่าคนผู้นี้จะปรนนิบัติยากแค่ไหน ที่แท้นางก็เป็นพวกไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก ทำดีกับนางหน่อย ตามใจนางหน่อย ก็สามารถจัดการนางได้อยู่หมัดแล้ว"
"โชคดีได้เป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่ ระดับการบำเพ็ญเพียรยังสู้ข้าไม่ได้เลย บนโลกนี้มีเรื่องง่ายดายปานนี้ที่ไหนกัน? ข้าได้ยินมาว่าศิษย์พี่เหลียวฮวากับพวก กำลังหาโอกาสเล่นงานนางอยู่ พวกเราก็รอดูเรื่องสนุกได้เลย"
สำนักเซียนอินสายเจี้ยงอวิ๋นและสายวั่งซูแตกแยกกันมานานแล้ว หลังจากเจี้ยงอวิ๋นรับศิษย์สืบทอด ก็ไม่ได้สั่งสอนด้วยตัวเองเลยแม้แต่วันเดียว แล้วก็รีบร้อนเดินทางไกล
ศิษย์ผู้นี้ชาติกำเนิดต่ำต้อย ระดับการบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อย หน้าตาอัปลักษณ์ราวกับผี อาศัยเพียงเพลง "พายุหิมะเข้าค่ายกล" เพียงเพลงเดียว ก็สามารถเปล่งประกายเจิดจรัสในงานชุมนุมเติงเหวินได้
เพลงนี้ไม่ถือว่ายากนัก มีคนบอกว่าเทพธิดาเมี่ยวเยียนดีดได้ดีกว่า เหอชิงชิงก็แค่โชคดี ที่ได้มันมาครอบครองก่อนก้าวหนึ่งเท่านั้น
สิ่งที่ได้มาด้วยโชคชะตา ย่อมสูญเสียไปด้วยความสามารถที่แท้จริง บางคนก็เดาว่าเจี้ยงอวิ๋นวู่วามรับศิษย์ชั่ววูบ ตอนนี้เสียใจภายหลังแล้ว แต่หาเหตุผลกลับคำไม่ได้ จึงได้แต่หลบหน้าไม่ยอมพบ
ในที่ที่เหอชิงชิงมองไม่เห็น ข่าวลือเหล่านี้ติดปีกบิน แพร่สะพัดไปทั่วสำนักเซียนอิน
ผิงเอ๋อร์กับซิ่งเอ๋อร์เพิ่งคุยกันได้สองประโยค ก็ดึงดูดให้คนอื่นๆ มารวมตัวกัน พากันปิดปากหัวเราะเบาๆ ด้วยสีหน้าแปลกประหลาด เนื้อหาการสนทนาเปลี่ยนไปทิศทางอื่นอย่างรวดเร็ว
"นางยังไปสืบข่าวศิษย์พี่ซ่งผู้เป็นเลิศทั้งหมากและตำราของคนอื่นเขาอีก ช่างฝันกลางวันเสียจริง"
"จะฝันทั้งทีก็ฝันให้มันใหญ่หน่อยสิ ข้าเลือกจื่อเย่เหวินซู เขาหน้าตาหล่อเหลาจะตาย!"
"ได้ยินมาว่าศิษย์พี่ซ่งก็หล่อเหลาเหมือนกัน แต่มีใครเคยเห็นบ้างล่ะ?"
"ซ่งเฉียนจีชื่อเสียงโด่งดัง น่าเสียดายที่คนที่เคยเห็นกับตานั้นมีน้อย คนที่เคยติดต่อกับเขายิ่งน้อยลงไปอีก..."
ศิษย์ผู้น้อยสายนอกที่มาวิ่งเต้นทำธุระยังไปได้ไม่ไกล และก็ไม่มีใครสนใจว่าเขาไปแล้วหรือยัง
เขากำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ หินวิญญาณหนึ่งก้อนมีเหลี่ยมมีมุม ทิ่มแทงฝ่ามือจนปวดร้าว
……
เหอชิงชิงยืนพิงระเบียงอยู่เพียงลำพัง
ราตรีมืดมิดกว้างใหญ่ หมู่ดาวร่วงหล่นกระจัดกระจาย ราวกับเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อน
เห็นชัดๆ ว่าเป็นช่วงต้นฤดูร้อน แต่นางกลับสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บที่แทรกซึมเข้ากระดูกไปตามสายลมยามค่ำคืน
นางอาศัยอยู่ที่วังหลิวหลีบนยอดเขาเหลียนฮวา ที่พำนักงดงามและประณีต กองทองก่อหยก ม่านขาวปลิวไสว รวบรวมเอกลักษณ์ของสำนักเซียนอินไว้อย่างครบถ้วน
กฎระเบียบของสำนักใหญ่ถักทอเป็นใยแมงมุม มักจะรัดจนนางหายใจไม่ออกอยู่บ่อยครั้ง
นางปลอบใจตัวเองว่าแค่ยังไม่ชิน นางอยากมีชีวิตแบบคนปกติ ตอนนี้ก็ทำได้แล้ว สำนักเซียนอินให้นางมากเหลือเกิน คนเราไม่ควรจะไม่รู้จักพอ
ศิษย์ทุกคนจะทำความเคารพนาง ต่อให้นางเปิดผ้าคลุมหน้า ก็จะไม่มีใครร้องห่มร้องไห้โวยวายใส่นาง
คนที่นี่ไม่ว่าในใจจะคิดอย่างไร ภายนอกก็ไม่แสดงออกแม้แต่น้อย มักจะยิ้มแย้มเสมอ ตั้งแต่หัวจรดเท้าเขียนไว้สองคำ: หน้าตา
เหอชิงชิงถึงขั้นสงสัยว่า ต่อให้พวกพเขาเจอผีจริงๆ บนใบหน้าก็คงยังเป็นสีหน้าแบบนั้นอยู่ดี
นางมองดูดวงดาวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รู้สึกว่าถึงพูดความในใจออกมา ดวงดาวก็คงไม่อยากฟัง
เหอชิงชิงเดินกลับไปที่หน้าโต๊ะ คลี่กระดาษและเตรียมพู่กัน
"ศิษย์พี่ซ่ง ทุกคนที่นี่เป็นมิตรกับข้ามาก แต่ข้ายังไม่ชิน พวกเขายิ้มแย้ม แต่กลับดูเหมือนอยู่ห่างไกลจากข้ามากเหลือเกิน ท่านบอกว่าท่านอาจารย์ของข้ามีนิสัยสุดโต่ง ข้ากราบท่านเป็นอาจารย์ ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้าย ข้าเองก็ทำนายโชคชะตาไม่ได้ ข้าเพียงรู้ว่าท่านอาจารย์ดีต่อข้า
"ท่านบอกว่าใบหน้าของข้าจะปล่อยยืดเยื้อต่อไปไม่ได้แล้ว จึงรีบร้อนเดินทางไกล เพื่อเสาะหา 'พระสงฆ์เทวะหัตถ์เทวะ' ที่ท่องไปทั่วสี่ทิศ หากมีปรมาจารย์แสดงอิทธิฤทธิ์ บางทีต้นไม้แห้งตายอาจฟื้นคืนชีพ สามารถฟื้นฟูรูปโฉมให้ข้าได้
"หากสวรรค์เมตตา รักษาหายได้จริงๆ ข้าอยากลงเขาสักรอบ ไปหาท่านที่เมืองเชียนฉวี แค่มองแวบเดียวแล้วก็จะไป รับรองว่าจะไม่ทำให้ท่านเสียงานสำคัญอย่างแน่นอน..."
เหอชิงชิงเขียนเสร็จก็อ่านทบทวนในใจรอบหนึ่ง ถอนหายใจยาว แล้วโยนมันลงในโคมไฟอย่างพึงพอใจ
เปลวไฟยาวพวยพุ่งขึ้นในโคมผ้า รอยหมึกเต็มหน้ากระดาษถูกเปลวเพลิงกลืนกิน
เถ้าถ่านปลิวว่อนไปตามสายลม พริบตาเดียวก็ไร้ร่องรอย







