"เจ้าอ้วน!" ซูเยว่มีสีหน้าประหลาดใจ "ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
หวังโหย่วฝูจอดรถชิดริมถนนพลางพูดอย่างจนใจ "เฮ้อ... พูดไปแล้วน้ำตาจะไหล ตั้งแต่ปิดเทอม พ่อก็ให้ฉันขับรถกระบะบุโรทั่งของเขาไปส่งของให้ลูกค้าทุกวัน ยุ่งตั้งแต่หกโมงเช้าถึงสี่ทุ่ม ไม่ได้พักเลยสักนิด ฉันทนไม่ไหวจริงๆ ก็เลยหนีออกมา"
"แล้วทำไมนายถึงขับรถของพ่อออกมาได้ล่ะ?" ซูเยว่ถามอย่างสงสัย
"อากาศร้อนขนาดนี้ ถ้าไม่ขับรถ สภาพอย่างฉันคงได้เป็นลมแดดตายแน่" หวังโหย่วฝูกล่าวเสียงขรึม "ฉันบอกพ่อว่าจะมาเยี่ยมเสี่ยวเยว่ที่โรงพยาบาล ต้องซื้อของนิดหน่อย ไม่มีรถมันไม่สะดวก พ่อก็เลยให้กุญแจรถมา ว่าแต่... อาเยว่ พวกนายกำลังจะไปไหนกันเนี่ย?"
ซูเยว่เปิดประตูรถ ให้ซูเสี่ยวเยว่และจางเสวี่ยขึ้นไปนั่งเบาะหลัง
จากนั้นตัวเองก็หย่อนก้นนั่งลงบนเบาะผู้โดยสารด้านหน้า คาดเข็มขัดนิรภัยให้เรียบร้อย แล้วจึงพูดว่า "พาน้องสาวฉันกับอาเสวี่ยไปเดินเล่นที่ทะเลสาบฉางหลิง ดอกบัวที่นั่นบานแล้ว สวยมากเลยนะ"
"ความจริง... ก็ไม่มีอะไรน่าดูหรอก..."
เดิมทีเจ้าอ้วนอยากจะบอกว่าที่นั่นนอกจากดอกบัวแล้วก็ไม่มีอะไรเลย เปลี่ยนไปที่อื่นดีไหม แต่เมื่อเห็นสายตาไม่เป็นมิตรของซูเยว่ เขาก็หุบปากลงทันที
"สาวสวยทั้งสอง นั่งให้ดีล่ะ!"
เจ้าอ้วนหัวเราะแหะๆ กลับรถ แล้วเหยียบคันเร่งพุ่งออกไปในพริบตา ทำเอาเด็กสาวสองคนกรีดร้องออกมา
เมืองฉางหลิงในปี 2005 บนถนนยังมีรถไม่มากนัก และแทบจะไม่มีปัญหารถติดเลย เจ้าอ้วนอาศัยทักษะการขับรถอันช่ำชอง ขับรถซานตาน่า 2000 ให้กลายเป็นปอร์เช่ 911 ได้หน้าตาเฉย
"แฟนที่นายคุยด้วยทางเน็ตคราวก่อนเป็นยังไงบ้าง?" ซูเยว่นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้จึงถามขึ้นกะทันหัน
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าอวบอูมของเจ้าอ้วนก็เผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว ความเร็วรถค่อยๆ ลดลง เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ "เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย ฉันนึกว่าเป็นผู้หญิงสวยๆ ซะอีก ที่ไหนได้ พอเจอหน้าถึงเพิ่งรู้ว่าเป็นผู้ชายตุ้งติ้ง เป็นผู้ชายก็ช่างเถอะ แต่แม่งเอ๊ย... ดันบอกว่าชอบฉัน... ตอนนั้นฉันตกใจจนหันหลังวิ่งหนีเลย ตกเย็นพ่อซื้อเนื้อวัวมาตั้งสองชั่ง ฉันยังกินไม่ลงเลย"
เสี่ยวเยว่และจางเสวี่ยเบิกตากว้าง นึกไม่ถึงเลยว่าบนโลกนี้จะมีเรื่องพิลึกพิลั่นแบบนี้เกิดขึ้นด้วย
อินเทอร์เน็ตสำหรับเด็กสาวทั้งสองคนยังดูเป็นเรื่องแปลกใหม่อยู่บ้าง สำหรับคำว่านักต้มตุ๋นบนอินเทอร์เน็ต หรือคำว่า 'ไม่ตรงปก' พวกเธอแทบจะยากที่จะทำความเข้าใจ
ซูเยว่ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า "คราวหน้าก็ระวังตัวหน่อย อย่ามัวแต่คุยเรื่อยเปื่อยทางเน็ตทั้งวันทั้งคืน ถ้านายชอบหวงลี่จริงๆ ก็กล้าๆ จีบเธอหน่อย จะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง"
หวงลี่เป็นเพื่อนร่วมชั้นของซูเยว่
หน้าตาธรรมดา การเรียนปานกลาง ฐานะทางบ้านก็ทั่วไป ดูแล้วไม่มีอะไรโดดเด่น แต่หวังโหย่วฝูกลับลืมเธอไม่ลง
ทั้งสองคนไปผูกพันกันได้อย่างไร ซูเยว่ไม่รู้ เขารู้แค่ว่าในวันแต่งงานของหวงลี่ เจ้าอ้วนร้องไห้เสียใจอย่างหนัก และเมามายไม่ได้สติไปทั้งวัน
"ความรู้สึกบางอย่าง ถ้าเก็บซ่อนไว้ในใจ คนอื่นก็จะไม่มีวันรู้"
"ไม่ว่าจะมีโอกาสหรือไม่ พูดออกไปเถอะ ถึงจะถูกปฏิเสธ วันหลังนึกย้อนกลับมา ก็จะไม่รู้สึกเสียใจ จะได้ไม่รู้สึกว่าทำให้วัยหนุ่มสาวต้องสูญเปล่า ไม่ทำให้ความรู้สึกใจเต้นแรงในตอนนั้นต้องสูญเปล่า"
"อาเยว่ นาย นาย... รู้ได้ไงว่าฉันชอบหวงลี่?" ใบหน้าของเจ้าอ้วนแดงซ่านขึ้นมาทันที
ซูเยว่นึกย้อนความหลังครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "ฉันเห็นนายแอบเขียนจดหมายรักให้เธอ แต่ก็ไม่กล้าส่งให้ แล้วยังเห็นนายซื้อสร้อยข้อมือสวยๆ เส้นหนึ่ง แอบซ่อนไว้ในโต๊ะเรียน แต่ก็ไม่เคยกล้าหยิบออกมา ตอนเรียน นายก็ยังจ้องมองแผ่นหลังของหวงลี่จนเหม่อลอย... ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังดูออกเลยว่านายชอบเธอ"
"ฉัน... นั่นมัน..."
เจ้าอ้วนยังอยากจะแถต่อ แต่ซูเยว่ก็พูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ถ้านายรู้สึกว่าพูดไม่ออก ฉันจะให้อาเสวี่ยช่วยนายเอง ยังไงหวงลี่ก็อยู่หอพักห้องข้างๆ เธออยู่แล้ว ช่วยส่งจดหมายรักให้ก็ยังพอได้"
จางเสวี่ยนึกไม่ถึงว่าจู่ๆ จะได้ยินเรื่องซุบซิบใหญ่โตขนาดนี้ ดวงตาที่สดใสเป็นประกายวิบวับ เธอพูดว่า "เท่าที่ฉันรู้ ตอนนี้ยังไม่มีใครเคยเขียนจดหมายรักให้หวงลี่เลยนะ เจ้าอ้วน ถ้านายตั้งใจจะจีบเธอจริงๆ น่าจะมีโอกาสสูงมาก อาเยว่พูดถูก คำพูดบางคำ ถ้าไม่พูดออกมา คนอื่นก็ไม่มีวันรู้หรอกว่าในใจนายคิดอะไรอยู่"
เธอแอบมองซูเยว่เบาๆ ใบหน้าสวยหวานแดงระเรื่อเล็กน้อย
วาสนาเป็นสิ่งที่น่าประหลาดนัก
คนบางคน ต่อให้ไม่ได้ดีเลิศอะไรมากมาย แต่ในใจคุณ เขากลับเป็นคนพิเศษที่ไม่เหมือนใคร อย่างเช่นซูเยว่ อย่างเช่นหวงลี่
จางเสวี่ยได้รับจดหมายรักในโรงเรียน ถ้านำมาซ้อนกันก็คงจะหนาพอๆ กับเอกสารทบทวนบทเรียนมัธยมปลาย แต่เธอไม่เคยเปิดอ่านเลยสักฉบับ เพียงเพราะในใจของเธอมีใครคนหนึ่งอยู่มาตั้งแต่ยังเด็ก
เฝ้ารอคอยอย่างเงียบๆ เฝ้ารออย่างเงียบงัน
ไม่ว่าคนที่เข้ามาทีหลังจะเก่งกาจสักแค่ไหน จะหล่อเหลาสักเพียงใด ก็ยากที่จะเดินเข้ามาในหัวใจได้อีก
"ฉัน ฉัน... จะลองดู" เจ้าอ้วนยังคงมีความขลาดกลัวอยู่บ้าง จึงเปลี่ยนเรื่องคุย "อาเยว่ ฉันเอาเงินหมื่นหยวนนั่นคืนพ่อไปแล้วนะ พ่อฉันบอกว่าถ้านายว่าง ก็มาที่ร้านเราได้นะ พวกเราสองคนพี่น้องไปส่งของด้วยกัน พ่อฉันให้ค่าแรงนายวันละ 60 หยวนได้เลย"
กำไรของที่บ้านพวกเขาในหนึ่งเดือนก็แค่เจ็ดแปดพันหยวนเท่านั้น
การที่พ่อทำแบบนี้ เป็นเพราะนึกถึงมิตรภาพระหว่างเขากับซูเยว่ จึงอยากจะช่วยเหลือ หวังโหย่วฝูคิดว่าในเมื่อซูเยว่ไม่สามารถรับของขวัญจากพ่อมาเปล่าๆ ได้ งั้นเขาเปลี่ยนวิธีใหม่ ก็น่าจะช่วยเพื่อนได้แล้วใช่ไหม?
"เจ้าอ้วน ฝากขอบคุณพ่อนายด้วยนะ ฉันหางานพาร์ทไทม์ได้แล้วล่ะ"
ซูเยว่ยิ้มพลางกล่าวเสียงขรึม "น้ำใจของพวกนาย ฉันกับเสี่ยวเยว่รับรู้แล้วล่ะ วางใจเถอะ พวกเราไม่ยอมแพ้ให้กับชีวิตง่ายๆ หรอก"
"ขอบคุณคุณลุงหวังและพี่โหย่วฝูที่เป็นห่วงนะคะ เสี่ยวเยว่จะเข้มแข็งค่ะ" ซูเสี่ยวเยว่กล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงจริงจัง ดวงตาสดใส รอยยิ้มงดงามดั่งดอกไม้
เมื่อได้ยินเสียงใสแจ๋วของซูเสี่ยวเยว่
หวังโหย่วฝูก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย พูดอย่างเก้อเขินว่า "ความจริง... ฉันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย"
สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างรถเข้ามา ทางด้านขวาของถนน เมื่อความเร็วรถค่อยๆ ลดลง มองออกไปจะเห็นเกลียวคลื่นสีเขียวมรกตสุดลูกหูลูกตา ดอกบัวพลิ้วไหว ทำให้รู้สึกเบิกบานใจ
"พี่เสวี่ย สวยใช่มั้ยคะ?"
ซูเสี่ยวเยว่ควงแขนจางเสวี่ย เห็นเธอมองออกไปข้างนอกอย่างเหม่อลอย จึงเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
"อืม!" จางเสวี่ยพยักหน้า "สมกับคำกวีที่ว่า ‘เหลียวมองแสงเขาบรรจบแสงวารี อิงระเบียงสิบลี้กรุ่นกลิ่นปทุมมา’"
"น่าเสียดายที่นี่ไม่มีภูเขา ไม่อย่างนั้นคงไม่ต่างอะไรกับบรรยากาศในบทกวีเลย" เมื่อเห็นว่าจอดรถเรียบร้อยแล้ว ซูเสี่ยวเยว่ก็วิ่งลงจากรถอย่างร่าเริง แล้วดึงจางเสวี่ยวิ่งไปทางริมทะเลสาบ
เกลียวคลื่นเป็นประกายระยิบระยับ แสงแดดส่องสว่างงดงาม
เด็กสาวสองคนจูงมือวิ่งไปบนสะพานไม้ริมทะเลสาบ ทุกรอยยิ้มและการชายตามอง ล้วนทำให้หัวใจของซูเยว่สั่นไหว
"อาเสวี่ย ทางนี้ ทางนี้..."
เสียงที่คุ้นเคยสายหนึ่ง จู่ๆ ก็ลอยมาตามสายลม ทำให้ซูเยว่ชะงักไป
เขาเพ่งมองไปยังศาลากลางน้ำ เห็นเพียงหานเยว่ถงในชุดกระโปรงพลีทยาวสีเหลืองแอปริคอตกำลังพิงระเบียง โบกแขนขาวเนียนทั้งสองข้าง ร้องเรียกจางเสวี่ยเสียงดัง
"ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้?" ซูเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลังจากเหตุการณ์ที่ภัตตาคารเทียนเซียงคราวก่อน ระหว่างคนทั้งสองก็มีช่องว่างเกิดขึ้นแล้ว เมื่อมาเจอกันอีกครั้งก็หนีไม่พ้นความอึดอัดใจ ซึ่งนั่นทำให้เขาอดลังเลไม่ได้ว่าควรจะเข้าไปทักทายดีหรือไม่
"อาเยว่ นั่นคือ... หนึ่งใน 'สองสาวงามสะคราญโฉม' ของโรงเรียนเรา หานเยว่ถงงั้นเหรอ?"
หวังโหย่วฝูจอดรถริมถนน มองไปที่ศาลากลางน้ำ หญิงสาวที่ยืนตัวตรงสง่างามคนนั้น ทำให้เขาอดเดาะลิ้นชื่นชมไม่ได้ "ที่ในหนังสือบอกว่า 'หญิงงามล่มเมือง' ก็คงจะประมาณนี้แหละมั้ง?"
"ไม่เบิกเนตรเอาซะเลย!" ซูเยว่กลอกตาใส่หวังโหย่วฝู "โลกนี้กว้างใหญ่ คนสวยมีตั้งเยอะแยะ หานเยว่ถงนับว่าเป็นคนสวย แต่ยังห่างไกลจากคำว่า 'ล่มเมือง' อีกเยอะ"
ตลาดการเงิน เป็นสนามแข่งขันเพื่อชื่อเสียงและเงินทองที่เต็มไปด้วยความลุ่มหลงในวัตถุ
สาวงาม รถสปอร์ต มหาเศรษฐี... มีมากจนนับไม่ถ้วน เท่าที่ซูเยว่เคยพบเจอมา คนที่มีหน้าตาและบุคลิกไม่ด้อยไปกว่าหานเยว่ถงก็มีไม่น้อยเลย
"ในสายตานาย แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อยู่แล้ว" เจ้าอ้วนยิ้ม "ต่อให้... จ้าวหลิงเอ๋อร์มายืนอยู่ตรงหน้านาย นายก็คงคิดว่าสวยสู้จางเสวี่ยไม่ได้อยู่ดี แล้วก็... ประโยคนั้นพูดว่าไงนะ ในสายตาคนรักย่อมเห็นเป็นอะไรซีๆ นะ?"
ซูเยว่ถึงกับพูดไม่ออก
ในประโยคเดียว นอกจากจะจำชื่อนักแสดงไม่ได้แล้ว แม้แต่คำโบราณที่โด่งดังขนาดนี้ก็ยังจำไม่ได้อีก
"เจ้าอ้วน นายควรจะอ่านหนังสือให้มากกว่านี้จริงๆ นะ แล้วก็... นายจะจำชื่อเทพธิดากับไอดอลของตัวเองไม่ได้เลยหรือไง?" ซูเยว่มีเส้นดำพาดผ่านหน้าผาก "นายซื่อบื้อขนาดนี้ วันหน้าจะสืบทอดธุรกิจของพ่อนายได้ยังไง?"
"ไม่กลัวหรอก ฉันหาเมียที่เรียนเก่งๆ คิดเลขเป็นก็พอแล้ว" หหวังโหย่วฝูยิ้มอย่างซื่อๆ
ซูเยว่ลองคิดดูดีๆ ก็รู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผล จึงถอนหายใจอย่างจนใจ กำลังจะเดินไปตามสะพานไม้เพื่อไปยังศาลากลางน้ำ เพื่อสมทบกับน้องสาวและจางเสวี่ย
ขณะที่เงยหน้าขึ้น ทันใดนั้นเขาก็เห็นวัยรุ่นท่าทางเหมือนนักเลงข้างถนนสี่ห้าคน กำลังเดินจ้ำอ้าวเข้ามาล้อมรอบตัวเขา ทำเอาเขาถึงกับชะงักไป
ขอขอบคุณ มู่จื่อจาง, LUCKY, เมิ่งข่าเฝยเม่า สำหรับของขวัญ ขอบคุณครับ!!!