เชี่ย... จางหยวนชิงพลันไม่อยากอยู่ในตำหนักหลักอีกต่อไปเขารู้สึกหวาดหวั่นราวกับตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง ร้องเรียกฟ้าดินก็ไม่มีใครขานรับที่แห่งนี้อันตรายอย่างยิ่ง แต่เขากลับไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากโลกภายนอกได้ ที่พึ่งพิงได้มีเพียงตัวเองเท่านั้นหลังจากลังเลอยู่หลายครั้ง เขากัดฟันตัดสินใจเด็ดขาด ก้มตัวลงดึงโครงกระดูกที่ห่อหุ้มด้วยชุดทำงานออกมาแคว่ก~ระหว่างที่ดึง ชุดทำงานก็ฉีกขาดอย่างง่ายดาย เวลาผ่านไปนานหลายปี เสื้อผ้าผุพังไปนานแล้วเขาลากศพมาใต้แสงเทียน อดทนต่อความรู้สึกไม่สบายใจแล้วเริ่มตรวจสอบแม้คนจะตายไปแล้ว แต่ร่างกายสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้ การสืบหาสาเหตุการตายของอีกฝ่ายให้ชัดเจน จะช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงอันตรายได้มากมาย“กระดูกอกและซี่โครงหักไปหลายซี่ หัวไหล่ขวามีรอยร้าวละเอียด แต่ไม่นับว่ารุนแรง...”ผู้ตายเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสมาก่อน แต่เนื่องจากเวลาผ่านไปนานเกินไป จึงมองไม่เห็นสาเหตุการตายที่แน่ชัดจากนั้น จางหยวนชิงก็พบกระดาษสีเหลืองกรอบสองสามแผ่นจากกระเป๋าของคนงานรุ่นพี่ ดูแล้วมีอายุพอสมควรบนกระดาษมีตัวอักษรขนาดเล็กเท่าหัวแมลงวันเขียนไว้ด้วยตัวบรรจงจางหยวนชิงรู้สึกดีใจในใจ เห็นได้ชัดว่ากระดาษแผ่นนี้เป็นสิ่งที่คนงานรุ่นพี่พบในศาลเจ้า ซึ่งจะช่วยให้เขาเข้าใจสถานการณ์ของศาลเจ้าโบราณแห่งนี้ได้เขาอาศัยแสงเทียน ตั้งสมาธิอ่านเนื้อหาบนกระดาษ“เมื่อคืนมีศิษย์น้องหายตัวไปอีกคน นี่เป็นศิษย์ร่วมสำนักคนที่สามแล้วที่หายตัวไปอย่างปริศนา เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องพูดกันว่าภูเขาสามวิถีมีผีสิง หรือไม่ก็มีปีศาจตบะสูงส่งมา ทุกคืนจะมาจับคนในศาลเจ้าไปกิน แต่ศิษย์ในศาลเจ้ามากมายล้วนมีพลังบำเพ็ญติดตัว ท่านอาจารย์ยิ่งเป็นเจินเหรินผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในรัศมีร้อยลี้ ปีศาจตนไหนกันที่ตามืดบอด กล้ามาหาอาหารที่นี่”“ส่วนเรื่องภูตผีปีศาจ ยันต์สะกดศพกับยันต์เรียกวิญญาณของข้าก็เพียงพอที่จะรับมือได้ ไม่จำเป็นต้องรบกวนท่านอาจารย์ด้วยซ้ำ ในใจข้ามีลางสังหรณ์ไม่ดี ต้องไปปรึกษาหารือกับศิษย์พี่ใหญ่เสียแล้ว...”“วันนี้มีคนหายไปอีกหนึ่งคน นี่เป็นคนที่ห้าแล้ว ท่านอาจารย์ให้พวกเราปิดบังเรื่องนี้จากผู้มาสักการะ มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบต่อศรัทธาของศาลเจ้า เขารู้อะไรบางอย่างแน่ๆ ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่ตั้งใจจะออกลาดตระเวนตอนกลางคืน...”“สามวันผ่านไป ระหว่างนั้นมีคนหายไปอีกสามคน แต่ข้ากับศิษย์พี่ใหญ่ไม่พบเบาะแสอะไรเลย กลางคืนลมสงบคลื่นสงบ ลางสังหรณ์ไม่ดีในใจข้ายิ่งรุนแรงขึ้น...”“วันนี้ศิษย์พี่ใหญ่แปลกไปมาก ดูเหมือนเขาจะค้นพบบางอย่างและดูโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง ข้าไถ่ถามเขา แต่เขาก็ไม่ยอมบอก ข้าว่าเขาอารมณ์ไม่ค่อยดี พรุ่งนี้ค่อยถามใหม่แล้วกัน”“คนที่หายไปวันนี้คือ... ศิษย์พี่ใหญ่ ข้าหาทั่วทั้งภูเขาสามวิถีแล้วก็ไม่พบเขา ข้า... ข้าทนไม่ไหวแล้ว ข้าจะไปถามท่านอาจารย์ให้รู้เรื่อง เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องในศาลเจ้าก็สนับสนุนข้า เพราะพวกเขาก็กลัวมากเช่นกัน...”ลายมือในส่วนนี้ค่อนข้างหวัด เห็นได้ว่าสภาพจิตใจของเจ้าของบันทึกใกล้จะพังทลายแล้วจางหยวนชิงอ่านต่อไป:“หลังจากที่ข้าซักไซ้ไล่เลียงอยู่พักใหญ่ ในที่สุดท่านอาจารย์ก็ยอมบอกความจริงแก่ข้า ลางสังหรณ์ของข้าไม่ผิด เขารู้สาเหตุการหายตัวไปอย่างประหลาดของเหล่าศิษย์น้องจริงๆ แต่ท่านอาจารย์บอกว่า ตอนกลางวันคนเยอะปากมาก รอให้ตะวันตกดินแล้วเขาจะมาหาข้าที่ห้อง เพื่อบอกความลับสุดยอดเรื่องหนึ่ง ซึ่งความลับนี้เกี่ยวข้องกับความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยมานับพันปี”“หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จ ข้าก็รออยู่ในห้อง รอให้ตะวันตกดิน นับตั้งแต่มีคนหายตัวไปตอนกลางคืน ไม่เคยมีวันไหนที่ข้ารอคอยให้ฟ้ามืดเท่านี้มาก่อนเลย...”เนื้อหาที่บันทึกไว้ในกระดาษสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้หมดแล้วเหรอ? จบแบบค้างคาแบบนี้มันน่าหงุดหงิดชะมัด... จางหยวนชิงแยกเขี้ยวเคี้ยวฟันเขาเรียบเรียงข้อมูลในกระดาษ ในปีหนึ่ง ศิษย์ของศาลเจ้าแม่ภูเขาแห่งนี้หายตัวไปอย่างประหลาดทีละคนเหล่าศิษย์จนปัญญา ความหวาดกลัวแพร่กระจายออกไป และเรื่องนี้ เจ้าอาวาสของศาลเจ้าซึ่งก็คืออาจารย์ของพวกเขา ดูเหมือนจะรู้สาเหตุสาเหตุนี้เกี่ยวข้องกับความลับอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยนับพันปี“สาเหตุที่ศาลเจ้าแม่ภูเขาเสื่อมโทรมยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด การสำรวจหาต้นตอของเรื่องนี้ จะทำให้ภารกิจหลักที่สองสำเร็จหรือไม่?” จางหยวนชิงคาดเดาเขาเอากระดาษที่เปราะบางใส่กลับเข้าไปในชุดทำงานของซากศพ ดันอีกฝ่ายกลับไปใต้โต๊ะให้พ้นสายตา จากนั้นก็เริ่มคิดว่าก้าวต่อไปตนเองควรทำอะไร“ข้อมูลในตำหนักหลักมีเพียงเท่านี้ ในเมื่อต้องสำรวจศาลเจ้าโบราณ ก็ต้องออกไปข้างนอกอย่างแน่นอน ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายในศาลเจ้าโดยตรง...”“ในเรื่องเล่าสยองขวัญของอุโมงค์เสอหลิง มีคนงานคนหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้สำเร็จ หากตามรอยของเขาไป ไม่แน่ว่าอาจจะหาวิธีรอดชีวิตได้”หลังจากครุ่นคิดอย่างรอบคอบ จางหยวนชิงก็เดินไปที่ประตูตำหนักหลัก เปิดประตูบานเฟี้ยมสองบานที่ยังคงสภาพดีอยู่“เอี๊ยด~”เดือยประตูไม้ส่งเสียงเสียดแก้วหูเขายันวงกบประตูไว้ ยื่นศีรษะออกไปมองซ้ายมองขวา ข้างนอกเงียบสงัด นอกจากจะดูรกร้างและน่าขนลุกไปหน่อยแล้ว ก็ไม่เห็นอันตรายใดๆหลังจากสังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ก้าวข้ามธรณีประตู เดินไปตามทางเดินหินกรวดมนด้านซ้ายของตำหนักหลัก มุ่งหน้าไปยังสวนหลังศาลเจ้าแม่ภูเขาแสงจันทร์นวลใสดั่งสายน้ำ หมู่หญ้ารกร้างไหวเอน จางหยวนชิงเดินไปได้หนึ่งหรือสองนาที เบื้องหน้าก็ปรากฏกลุ่มอาคารขึ้นนั่นคือเรือนชั้นเดียวหลายหลังที่เชื่อมต่อกัน ก่อตัวเป็นเรือนสี่ประสานขนาดใหญ่มาก หลังคากระเบื้องสีดำกำแพงสีขาว สันหลังคาเป็นแนวตรง ใต้ชายคาเป็นหน้าต่างและประตูบานเฟี้ยมประตูบานเฟี้ยมแต่ละบานเต็มไปด้วยฝุ่น บ้างเปิดอยู่ บ้างล้มลง บ้างก็ปิดสนิท กระดาษที่ใช้บุหน้าต่างผุพังไปตามกาลเวลาแสงจันทร์สว่างไสวราวกับน้ำค้างแข็งบนพื้นดิน เขาอาศัยแสงจันทร์กวาดตามองโครงสร้างของสวนหลังศาลเจ้าแม่ภูเขานอกจากเรือนสี่ประสานตรงหน้าแล้ว ด้านทิศตะวันออกยังมีประตูทรงโค้งอีกบานหนึ่ง คล้ายกับในละครโทรทัศน์ที่บ้านของตระกูลใหญ่จะมีประตูทรงโค้งเช่นนี้เพื่อเชื่อมต่อลานบ้านต่างๆในลานบ้านที่อยู่ติดกันมีต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านต้นหนึ่งปลูกอยู่ กิ่งก้านใบหนาทึบ กิ่งก้านบิดงอพันกัน“เอ๊ะ...”ในลานบ้านที่เต็มไปด้วยหญ้ารกร้าง เขาพบโครงกระดูกหลายโครงที่ห่อหุ้มด้วยชุดทำงานเขาค่อยๆ เข้าไปใกล้ ตรวจสอบอย่างละเอียด โครงกระดูกทุกโครงเสียหายอย่างรุนแรง ใต้ชุดทำงานเป็นกระดูกที่แตกหักเป็นท่อนๆ แต่ยกเว้นโครงในตำหนักหลัก โครงกระดูกที่นี่กระดูกหัวไหล่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยร้าว“คนเหล่านี้ก่อนตายล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน่ากลัว ตายอย่างน่าอนาถมาก...”ลมพัดมาวูบหนึ่ง กิ่งไม้ใบไม้เสียดสีกันดัง “ซ่าซ่า” ท่ามกลางเสียง “ซ่าซ่า” ที่ลมพัดมา จางหยวนชิงได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงสะอื้นปะปนมาด้วย:“ช่วยด้วย ช่วยด้วย...”ในค่ำคืนที่รกร้างและเงียบสงัดเช่นนี้ แผ่นหลังของจางหยวนชิงชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเขายืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ ครู่ใหญ่ต่อมาลมก็หยุด เสียงสะอื้นไห้ก็เงียบหายไปพร้อมกับสายลมลานบ้านข้างๆ ดูเหมือนจะอันตรายอยู่หน่อยๆ แต่ของข้างในไม่ได้ข้ามมา... เขาถอนหายใจออกมาอย่างเงียบๆ ย่ำไปบนหญ้ารกเต็มลาน เดินเข้าไปใต้ชายคา ตั้งใจจะสำรวจเรือนสี่ประสานหลังนี้ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นที่พักอาศัยของเหล่าศิษย์ในศาลเจ้า กองสุมไปด้วยเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่น ในอากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นจางๆจางหยวนชิงสำรวจไปทีละห้อง ไม่พบอะไรเป็นพิเศษ จนกระทั่งผลักประตูบานเฟี้ยมทางทิศตะวันออกสุด“เอี๊ยดอ๊าด~”ประตูห้องที่ถูกปิดตายมานานไม่รู้กี่ปีถูกผลักเปิดอีกครั้ง ฝุ่นผงร่วงกราวลงมา จางหยวนชิงปัดฝุ่นที่ตกลงบนไหล่ สายตากวาดมองทุกมุมห้องอย่างระแวดระวังในห้องที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปีนี้ ตรงตำแหน่งริมหน้าต่าง มีศพหนึ่งพิงกำแพงนอนเอียงอยู่ที่นั่นจากเสื้อผ้าและหมวกคนงานเหมืองที่กลิ้งอยู่ สามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นรุ่นพี่อีกคนหนึ่งเขาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปในห้อง จางหยวนชิงตัวสั่นสะท้าน รู้สึกว่าอุณหภูมิรอบข้างลดลงอย่างประหลาด“หนาวหน่อยๆ...”เขาเข้าใกล้ศพนั้นอย่างระมัดระวัง ปลดเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งออก ตรวจสอบสภาพโครงกระดูกของศพตามปกติ ครั้งนี้เขาไม่เห็นกระดูกที่แตกหัก โครงกระดูกนี้อยู่ในสภาพสมบูรณ์แต่เมื่อเขากวาดสายตาไปยังกระดูกหัวไหล่ของซากศพนั้น ม่านตาก็หดเกร็ง บนกระดูกหัวไหล่ของซากศพนี้มีรอยร้าวที่น่าตกใจนี่เหมือนกับรอยร้าวบนไหล่ของศพในตำหนักหลัก ข้อแตกต่างคือซากศพตรงหน้าได้รับบาดเจ็บหนักกว่า“มีแค่โครงนี้ในห้องกับโครงในตำหนักหลักที่กระดูกหัวไหล่แตก มันเป็นเรื่องบังเอิญงั้นเหรอ?” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างไม่สบายใจจากนั้น จางหยวนชิงก็พบว่ากระเป๋ากางเกงของศพนั้นตุงอยู่ ดูเหมือนจะมีอะไรซ่อนอยู่เขาล้วงมือเข้าไปหยิบหนังสือโบราณสีเหลืองเล่มหนึ่ง กระจกทองแดงที่เต็มไปด้วยฝุ่น และยันต์กระดาษสีเหลืองหนึ่งแผ่นออกมาจากกระเป๋ากางเกงของผู้ตายบนยันต์กระดาษสีเหลืองมีลวดลายบิดเบี้ยววาดด้วยชาด คล้ายกับอักขระ ลวดลายเหล่านี้รวมกันเป็นอักษรที่คล้ายกับตัวเต็มของคำว่า “尸” (ศพ)ขณะที่กำลังพิจารณายันต์กระดาษสีเหลือง ข้อความสีฟ้าเรืองแสงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าจางหยวนชิง:【ชื่อ: ยันต์สะกดศพ】【ประเภท: ไอเทมใช้แล้วหมดไป】【ฟังก์ชัน: สะกดศพ】【คำอธิบาย: ยันต์ที่สร้างโดยเย่โหยวเสินผู้แข็งแกร่ง เป็นดาวข่มของอมนุษย์ประเภทซากศพทุกชนิด แปะไว้บนหน้าผากของอมนุษย์ก็จะสามารถผนึกได้】【หมายเหตุ: สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว】ข้อความสีฟ้าเรืองแสงนี้คล้ายกับหน้าต่างสถานะของเขา เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำใบ้จาก “แดนวิญญาณ”ตั้งแต่จางหยวนชิงเข้ามาในศาลเจ้าโบราณอันน่าขนลุก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคำใบ้แบบนี้“น่าจะเป็นของสำคัญ” จางหยวนชิงพับมันเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อกันลมแล้วรูดซิปปิดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รูดซิปเปิดอีกครั้งเพราะเขานึกถึงมุกตลกในนิยายกำลังภายในเรื่องหนึ่ง ที่มีจอมยุทธ์ผู้มีวิชากระบี่สูงส่งคนหนึ่ง ชอบใช้ผ้าพันดาบแล้วสะพายไว้บนหลังอยู่มาวันหนึ่ง มีผู้ท้าประลองมาท้าสู้กับเขาในขณะที่จอมยุทธ์กำลังกินข้าวแล้วจอมยุทธ์ก็ตายสาเหตุการตายคือแกะผ้าพันดาบไม่สะดวก...จางหยวนชิงหยิบหนังสือโบราณและกระจกทองแดงขึ้นมา ไม่ปรากฏข้อมูลที่เกี่ยวข้องเขาวางกระจกทองแดงไว้ข้างๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เปิดสมุดบันทึกที่มุมหน้ากระดาษม้วนงอ เหลืองและเปราะบางบนนั้นเขียนไว้ว่า:“เข้าเป็นศิษย์ศาลเจ้าแม่สามวิถีมาสองปีครึ่งแล้ว ข้าเรียนรู้การอ่านเขียนได้แล้ว ศิษย์พี่ใหญ่บอกว่า รอท่านอาจารย์ทำพิธีส่งวิญญาณกลับภูเขา ก็จะสามารถนำข้าเข้าสู่สำนักอย่างเป็นทางการได้ บำเพ็ญวิชาดูดกลืนจันทราเลี้ยงวิญญาณ นี่คือวิชาพื้นฐานเพื่อการเป็นเย่โหยวเสิน”“เยียนหวังก่อกบฏ ควันไฟสงครามคุกรุ่นไปทั่ว ท่านอาจารย์ในฐานะผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสายเย่โหยวเสินแห่งเขตซง จำต้องลงจากเขาไปทำพิธีส่งวิญญาณให้ผู้ตาย มิฉะนั้นสงครามยังไม่สงบ ภัยพิบัติจากอมนุษย์ก็จะเกิดขึ้นอีก ประชาชนก็จะยิ่งเดือดร้อน...”จางหยวนชิงรู้สึกปวดไหล่เล็กน้อยจึงนวดเบาๆ ในเบื้องต้นเขาตัดสินว่านี่คือสมุดบันทึก หรือก็คือไดอารี่เนื้อหาในไดอารี่ล้วนเป็นประสบการณ์การบำเพ็ญเพียรและชีวิตในศาลเจ้าของ ‘ผู้เขียน’ เมื่อดูจากลายมือ ไดอารี่เล่มนี้และกระดาษบนศพในตำหนักหลักมาจากแหล่งเดียวกันจากคำเช่น “การกบฏของเยียนหวัง” เส้นเวลาคือช่วงประวัติศาสตร์สงครามจิ้งหนานแต่เขาไม่แน่ใจว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์หรือไม่ เพราะเนื้อหาในบันทึกเขียนถึงคำศัพท์ที่ดูเหมือนจะล้ำลึกแต่ไม่เข้าใจอย่าง “บำเพ็ญเพียร” “เย่โหยวเสิน” “วิชาลมหายใจ” “ยันต์” เป็นต้นจางหยวนชิงขยับไหล่ที่ปวดเมื่อย กวาดสายตามองไปรอบห้องอย่างระแวดระวัง เงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวข้างนอก เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ก็อ่านบันทึกต่อในไม่ช้า เขาก็พลิกไปเจอเนื้อหาต่อจากในตำหนักหลัก สองสามหน้าแรกถูกฉีกออกไป เนื้อหาที่ตามมาเขียนว่า:“ตะวันตกดิน ในที่สุดฟ้าก็มืด ข้าได้ยินเสียงเคาะประตู จึงรีบเปิดประตูอย่างตื่นเต้น คนที่ยืนอยู่นอกประตูไม่ใช่อาจารย์ แต่เป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่หายตัวไปเมื่อคืน”“ศิษย์พี่ใหญ่ที่หายไปหนึ่งวันหนึ่งคืนกลับมาแล้ว แต่ข้ากลับไม่รู้สึกดีใจเลยแม้แต่น้อย เพราะ... เขาตายแล้ว ที่กลับมาคือซากศพ ที่หน้าอกของเขาเต็มไปด้วยเลือดสด หัวใจไม่รู้ว่าถูกใครควักเอาไป”“ศิษย์พี่ใหญ่จ้องขม็งมาที่ข้า เขาพูดว่า: อย่าเชื่อท่านอาจารย์...”ตัวอักษรไม่กี่ประโยคนี้ เขียนบิดๆ เบี้ยวๆ สามารถจินตนาการได้ว่าตอนที่เจ้าของบันทึกเขียนเนื้อหาส่วนนี้ สภาพจิตใจคงแหลกสลายไปแล้วเมื่อจางหยวนชิงพลิกหน้าต่อไป ก็พบว่าบันทึกไม่มีเนื้อหาต่อแล้ว เจ้าของไดอารี่ไม่ได้เขียนไดอารี่อีกเลย“เฮือก... อย่าเชื่อท่านอาจารย์หมายความว่ายังไง?”จางหยวนชิงรู้สึกหนาวเยือกในใจกับการหักมุมนี้เป็นเจ้าอาวาสที่ฆ่าศิษย์พี่ใหญ่คนนั้น? ตัวการที่ทำให้เหล่าศิษย์หายตัวไปทีละคนก็คือเขาเหรอ? จางหยวนชิงนวดไหล่ของตัวเอง เอาสมุดบันทึกใส่กลับไปในกระเป๋าของศพ จากนั้นก็หยิบกระจกทองแดงขึ้นมา กำลังจะจากไปแต่เมื่อหางตาของเขาเหลือบไปเห็นกระจกทองแดงโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่างกายก็พลันแข็งทื่อแสงจันทร์นวลใสดั่งสายน้ำสาดส่องลงบนผิวกระจก ในกระจกทองแดงสะท้อนภาพของเขา แต่บนหลังของเขา มีคนผู้หนึ่งเกาะอยู่คนผู้นั้นมีใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากสีม่วงคล้ำ มีดวงตาสีขาวคู่หนึ่ง ศีรษะเอียงหนุนอยู่บนไหล่ของจางหยวนชิง ดวงตาสีขาวคู่นั้น จ้องมองเขาอย่างเย็นเยียบไร้ชีวิตชีวา........