ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก
หลังจากจางเซิ่งกินข้าวในโรงอาหารเสร็จ เขาก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่ง
ในสายเป็นน้ำเสียงตกอกตกใจอย่างรุนแรง
"ที่แท้แม่งนายก็เป็นนักเรียน!"
"ผมไม่เคยบอกสักหน่อยว่าตัวเองไม่ใช่นักเรียน..."
"..."
เมื่อได้ยินคำตอบของจางเซิ่ง ปลายสายก็จุกจนพูดไม่ออกไปกะทันหัน เงียบไปเนิ่นนาน ก่อนจะมีเสียงหัวเราะขื่นๆ อย่างจนปัญญาดังแว่วมา
จากนั้นก็วางสายไป
พลังงานใหม่คือแนวโน้มของอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในปี 2009...
ปี 2009 ของโลกใบนี้ เป็นช่วงเวลาของวิกฤตการเงิน ยุคที่เหล่านักลงทุนต่างก็อกสั่นขวัญแขวน
การที่คุณลาออกจากงานในมหาวิทยาลัย แล้ววิ่งวุ่นออกไปก่อตั้งธุรกิจเพื่อระดมทุน แถมยังเป็นพลังงานใหม่ที่ทุกคนรู้สึกว่าพิลึกพิลั่น ยิ่งไปกว่านั้นตัวเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเจรจาต่อรองที่พูดเก่งอะไรนัก
ใครจะไปลงทุนให้คุณ?
คุณคิดจริงๆ หรือว่านี่คือนิยายแนวสนองนีทในเมืองกรุง แค่ปลดปล่อยออร่าราชันย์ออกมา พูดจาส่งเดชไปสองสามประโยค แล้วพวกนายทุนก็จะคุกเข่าอ้อนวอนขอลงทุนให้?
นายทุนนั้นกระหายเลือด
สำหรับพวกเขานั้น การแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมก็ถือว่าขาดทุนแล้ว ถ้าไม่ถลกหนังคุณสักชั้น ก็ถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์มาโปรดสัตว์แล้ว
ลงทุนในสิ่งที่เลื่อนลอย แถมยังเป็นของไอ้ตัวซวยที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวเนี่ยนะ?
จะเป็นไปได้ยังไง?
ทังอู่เป็นคนดื้อรั้น...
และเพราะความดื้อรั้นนี้เอง เขาถึงสามารถโดดเด่นขึ้นมาจากชนบทเล็กๆ ในช่วงต้นยุค 90 สอบติดมหาวิทยาลัยเยียนจิงได้ และหลังจากเรียนจบปริญญาเอก ก็ได้อยู่สอนหนังสือในสถาบันอุดมศึกษาที่เยียนจิงต่อไป
แต่ก็เพราะความดื้อรั้นนี้เช่นกัน เขาถึงมองเห็นอนาคตของพลังงานใหม่ เขาลาออกจากงาน ทุ่มสุดตัวเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปเดิมพันกับมัน แล้วในที่สุด ครอบครัวก็พังพินาศ
การก่อตั้งธุรกิจ...
ไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น
ความเป็นจริงโหดร้ายเช่นนี้เสมอ การยอมรับความจริงได้ บางทีอาจเป็นการยอมก้มหัว หรือบางทีอาจเป็นการเติบโตอย่างหนึ่ง?
ใครจะรู้ล่ะ
แต่ความจริงแล้ว ทังอู่ยังดีกว่าผู้ประกอบการที่ล้มเหลวทั่วไป
เขามีการศึกษา มีเทคโนโลยี และในขณะเดียวกันก็มีเพื่อนร่วมชั้นเรียนสองสามคนที่ช่วยเหลือเขาด้วยความจริงใจ
ไม่ต้องถึงกับกลับตัวกลับใจ อย่างน้อยแค่เอาชีวิตรอดให้พ้นจากพายุวิกฤตการเงินระลอกนี้ไปให้ได้เสียก่อน แล้วค่อยมาดูแนวโน้มตลาดอีกทีก็ไม่มีปัญหาอะไร
จางเซิ่งเก็บโทรศัพท์มือถือใส่กระเป๋า เงยหน้าขึ้นมองแสงตะวันยามเย็นที่สาดส่องไปทั่วท้องฟ้าอันห่างไกลอย่างไม่ตั้งใจ
สีแดงฉานแขวนตัวอยู่บนขอบฟ้า แสงสุดท้ายสะท้อนลงบนผืนดินแห่งนี้ อาบย้อมให้มันกลายเป็นสีแดง...
ผู้คนในเมืองมหาวิทยาลัยที่อยู่ไกลออกไปเดินขวักไขว่ไปมา ทุกคนดูเหมือนจะกำลังเพลิดเพลินกับช่วงเวลาสั้นๆ ที่ยังไม่ถูกระบบทุนนิยมเล่นงาน รอยยิ้มช่างสดใสเหลือเกิน
ชีวิตแบบนี้ ทั้งสงบสุขและงดงาม ทำให้จางเซิ่งรู้สึกสบายใจมาก
จางเซิ่งมองอยู่นาน จนกระทั่งแสงสุดท้ายจางหายไป ผืนดินเริ่มมืดมิดลงทีละน้อย เขาถึงได้ลุกขึ้นและเดินไปยังร้านอินเทอร์เน็ตที่อยู่ไกลออกไป
คืนนี้ไม่มีเรียนอะไร เนื่องจากเพิ่งเปิดเทอม วิชาเลือกยังไม่ถูกจัดเข้าตารางเรียนอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจางเซิ่งจึงมีเวลาค่อนข้างเหลือเฟือ เขาสามารถเขียนได้เพิ่มอีกหลายตอน
บางครั้งจางเซิ่งก็รู้สึกว่าตัวเองแปลกจริงๆ
ในหัวเขามีความคิดมากมายนับไม่ถ้วน ดูเหมือนว่าขอแค่เขาต้องการ เขาก็สามารถลองใช้ทางลัดสารพัดรูปแบบได้
แต่...
ด้วยสถานะของเขาในตอนนี้ อะไรก็ตามที่ได้เงินมาเร็ว ล้วนเป็นการพนันอย่างไม่ต้องสงสัย
เงินเดิมพันและทุนของเขามันน้อยเกินไปจริงๆ หากเอาไปใส่ในตลาดการเงินตอนนี้ มีแต่จะถูกฉีกทึ้งอย่างโหดร้าย แถมยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือจากเรื่องทุนแล้ว มันยังเป็นงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกด้วย
จางเซิ่งในอดีตชอบเต้นรำอยู่บนคมมีด จากทุนเริ่มต้นเพียงเล็กน้อย ค่อยๆ เอาไปทุ่มหมดหน้าตัก สั่งสมประสบการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าจากการพนัน เติบโตขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า...
ท้ายที่สุดก็เคยได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด ก้มมองดูสรรพสัตว์เบื้องล่าง เคยถูกแจ้งความ แม้จะไม่ถึงขั้นติดคุกติดตะราง แต่ก็มีเรื่องยุ่งยากมากมายจนอยากจะด่ากราด
นี่คือจุดจบของการเคยเดินบนทางลัด
เมื่อเดินมาถึงร้านอินเทอร์เน็ต จางเซิ่งก็นั่งลงตรงที่ประจำ เปิดคอมพิวเตอร์ และล็อกอินเข้าสู่ระบบหลังบ้านของ 【เว็บไซต์ฉี่หมิงจงเหวิน】
จางเซิ่งไม่ได้ตั้งความหวังกับ "ทะลวงทะลุฟ้า" ไว้มากนัก
"ทะลวงทะลุฟ้า" หลุดจากอันดับแล้วในวันนี้
หลังจากหลุดอันดับไป ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่ามันจะเป็นการเดินทางที่โดดเดี่ยว และในตอนท้ายของการเดินทาง ก็จะได้รับเพียงเสียงปรบมือและเสียงโห่ร้องยินดีเพียงประปรายเท่านั้น
แต่เมื่อทำอะไรสักอย่าง ท้ายที่สุดก็ต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ
ถือเป็นการรับผิดชอบต่อตัวเอง นับเป็นการเติบโตอย่างหนึ่ง และก็ถือเป็นการรับผิดชอบต่อผู้อ่านด้วยเช่นกัน
เดิมทีคิดว่าหลังจากเซ็นสัญญาแล้ว ระบบหลังบ้านก็จะยังคงว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย แค่ดูยอดเก็บเข้าชั้นและคอมเมนต์เหมือนอย่างเคยก็พอแล้ว แต่เขาไม่คิดเลยว่าจู่ๆ ระบบหลังบ้านจะมีข้อความแจ้งเตือนว่าได้ขึ้นหน้าแนะนำเด้งขึ้นมา
เขาค่อนข้างประหลาดใจ...
ในความทรงจำของเขา กิเลนดูเหมือนจะมีความกดดันค่อนข้างมาก แต่ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายกลับยังยื่นเรื่องขอขึ้นหน้าแนะนำให้เขาได้
จางเซิ่งดูตำแหน่งแนะนำตามข้อความแจ้งเตือน
ไม่เพียงแต่ยื่นขอตำแหน่งแนะนำได้สำเร็จเท่านั้น แต่ตำแหน่งยังถือว่าไม่เลว ค่อนข้างสะดุดตา และในขณะเดียวกัน ด้วยอานิสงส์ของตำแหน่งแนะนำ ยอดวิวของ "ทะลวงทะลุฟ้า" ก็กำลังพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อมองดูยอดวิวที่พุ่งทะยาน รวมถึงยอดโดเนทและตั๋วแนะนำที่เพิ่มมากขึ้น ภายในใจของจางเซิ่งก็ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็นเอาไว้ได้
ในร้านอินเทอร์เน็ต...
เขายังคงก้มหน้าก้มตาเขียนต่อไปอย่างเงียบๆ
แม้จะมีแล็ปท็อปอยู่หนึ่งเครื่องแล้วก็ตาม
แต่...
ในหอพักมันก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก
ยังคงชินกับร้านอินเทอร์เน็ตมากกว่า
อืม รอให้ได้ค่าต้นฉบับก้อนแรกมาก่อน ลองพิจารณาเช่าห้องสักห้องดีไหม?
………………………………
เวลาผ่านไปหลายวัน
ด้วยการประโคมข่าวของสื่อ ดูเหมือนว่าหนังสือเรื่อง "ฤดูร้อนปีนั้น" จะค่อยๆ เป็นที่รู้จักของคนบางกลุ่มในสถาบันปิโตรเคมีเยียนจิงแล้ว
โดยเฉพาะบรรดาวัยรุ่นที่ท่องโลกอินเทอร์เน็ต หลังจากได้เห็นรูปของหลินเซี่ยบนเน็ต ก็เริ่มจะละสายตาไปไหนไม่ได้
รูปของหลินเซี่ย เริ่มแรกมีคนเห็นใน "บาร์นักเขียน" ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะทาง จากนั้นบางคนที่ได้เห็นก็ตกตะลึงในความงามราวกับเทพธิดา จนอดไม่ได้ที่จะเซฟรูปไปลงในกลุ่มคิวโก่วพร้อมกับข้อความชวน "ใจเต้น" หรือไม่ก็เอาไปตั้งเป็นรูปโปรไฟล์คิวโก่ว...
แล้วจากนั้น...
คนก็เห็นหลินเซี่ยมากขึ้น
แล้วจากนั้น...
บุคคลลึกลับบางคนก็ออกมาแฉว่า หลินเซี่ยเป็นนักศึกษาหัวกะทิของมหาวิทยาลัยเยียนจิง และในขณะเดียวกันก็เป็นสาวงามมากพรสวรรค์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเมืองชางโจว...
แล้วจากนั้น...
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกโอตาคุบางคนก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง
เฉินซู่ เพื่อนร่วมห้องของจางเซิ่ง ก็เป็นหนึ่งในโอตาคุที่ตกหลุมรักนี้เช่นกัน
เขาใช้เงินห้าสิบหยวนซื้อหนังสือ "ฤดูร้อนปีนั้น" ฉบับพร้อมลายเซ็นมาหนึ่งเล่ม และพกติดตัวกลับมาที่หอพักด้วยความตื่นเต้น พร่ำพรรณนาให้เพื่อนร่วมห้องฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าหนังสือ "ฤดูร้อนปีนั้น" เล่มนี้ดีแค่ไหน หลินเซี่ยสวยแค่ไหน
ตอนที่จางเซิ่งกลับมา พอเห็นเฉินซู่ หมอนี่ก็ตาเป็นประกาย ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบพุ่งเข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้นและกอดคอจางเซิ่งเอาไว้
"พี่เซิ่ง พี่ พี่มาจากทางชางโจวใช่ไหม?"
"ใช่"
"พี่รู้จักหลินเซี่ยไหม?"
"ก็พอรู้จัก..."
"รู้จักแค่ไหน?"
"เราอยู่โรงเรียนเดียวกัน"
"โอ้ ตอนมัธยมปลายหลินเซี่ยเป็นยังไงบ้าง?"
"ก็งั้นๆ แหละ ไม่ได้สนิทอะไรเป็นพิเศษ..."
"งั้น พี่จะหารูปของหลินเซี่ยมาได้ไหม?"
"หาไม่ได้หรอก..."
จางเซิ่งตอบกลับเฉินซู่ยิ้มๆ แล้วเดินไปล้างหน้าแปรงฟันที่ห้องน้ำ
เฉินซู่ค่อนข้างผิดหวัง
คิดๆ ดูก็ถูกของเขา ถึงแม้ว่าตอนเปิดเทอมจางเซิ่งจะทำให้ทุกคนตกตะลึง และดูเหมือนจะมีเส้นสายในสภานักเรียนอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นแค่นักศึกษาธรรมดาๆ ในมหาวิทยาลัยระดับสองเท่านั้น
นักศึกษาธรรมดากับสาวงามมากพรสวรรค์แห่งมหาวิทยาลัยเยียนจิงอย่างหลินเซี่ย ยังไงก็มีความแตกต่างกันมากอยู่ดี
แถม...
เสื้อผ้าและการแต่งกายของหลินเซี่ยในรูป รวมถึงโทรศัพท์มือถือที่ใช้ มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าฐานะทางบ้านมั่งคั่งมาก อย่างแย่ที่สุดก็อยู่ในระดับเดียวกับฉีไห่เฟิง
กับจางเซิ่ง...
ดูเหมือนว่าโดยสัญชาตญาณแล้วจะมีความแตกต่างทางชนชั้นอยู่
นี่ไม่ใช่ละคร ไม่ใช่นิยาย จะมีเรื่องราวของไอ้หนุ่มยากจนที่ลูกสาวเศรษฐีมาหลงรักได้ยังไง?
ดังนั้น ในที่สุดเฉินซู่ก็ยอมเงียบและไม่ไปกวนใจจางเซิ่งอีก แต่กลับไปกวนใจเจียงไข่หลงที่กำลังอ่าน "ทะลวงทะลุฟ้า" อย่างหลงใหลแทน
วันนี้ผู้แต่ง "ทะลวงทะลุฟ้า" ปล่อยออกมาตู้มเดียวสามตอน เขียนถึงช่วงที่ตัวเอกพลิกสถานการณ์กลับมาได้ มันส์สะใจจนเจียงไข่หลงแทบจะถึงจุดสุดยอดอยู่แล้ว...
หลังจากถูกเฉินซู่กวนใจอยู่พักใหญ่ เจียงไข่หลงก็เริ่มหงุดหงิด
แต่...
"ไข่หลง นี่ต่างหากคือนิยายที่เราควรอ่าน 'ทะลวงทะลุฟ้า' อะไรของนายเนี่ย ก็แค่อ่านแล้วมันส์ พอความมันส์จบลง ก็แค่นั้นแหละ ไม่มีความลึกซึ้งอะไรเลยสักนิด..."
"นี่แหละคือสิ่งที่เมื่อก่อนเขาเรียกกันว่า วรรณกรรมข้างถนน..."
"ไข่หลง ฉันแนะนำให้นายอ่านหนังสือเล่มนี้ หนังสือเล่มนี้มีความลึกซึ้งมาก ถึงแม้จะเขียนเกี่ยวกับชีวิตระหว่างเพื่อนร่วมชั้น แต่ตัวละครในเรื่องกลับมีชีวิตชีวามาก ฉันถึงกับรู้สึกว่าตัวละครพวกนี้อยู่ข้างกายฉันเลยแหละ..."
"..."
เฉินซู่โปรโมต "ฤดูร้อนปีนั้น" อย่างน้ำไหลไฟดับ แถมยังยุให้เจียงไข่หลงเสียเงินซื้อ "ฤดูร้อนปีนั้น" ฉบับพร้อมลายเซ็นจากร้านหนังสือออนไลน์มาอีกหนึ่งเล่ม
หลังจากที่เฉินซู่ขายของเสร็จ เขาก็เริ่มอ่าน "ฤดูร้อนปีนั้น" อีกครั้ง พอเห็นว่าในเรื่องมีชื่อ "จางเซิ่ง" อยู่ด้วย เขาก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที
แล้วก็วิ่งเตาะแตะไปหาจางเซิ่งที่เพิ่งล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ
"โย่ว พี่เซิ่ง! ในนี้มีคนชื่อนามสกุลเดียวกับพี่ด้วย บังเอิญอะไรขนาดนี้ พรหมลิขิตชัดๆ ไม่ได้การละ พี่เซิ่ง ยังไงพี่ก็ต้องซื้อสักเล่มเพื่อสนับสนุนหลินเซี่ยแล้วล่ะ..."
มองดูท่าทางตื่นเต้นของเฉินซู่ จางเซิ่งมักจะรู้สึกว่าหมอนี่เหมือนพวก "แมงดา" ยังไงก็ไม่รู้
โคตรจะโรคจิตเลย
ไปเป็นเซลส์น่าจะเหมาะกว่า
เขาพยักหน้าอย่างจนใจ พลางมองดูเวลา
ตอนนี้เป็นเวลาสามทุ่มครึ่ง เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงก่อนจะปิดไฟ
รู้งี้ตามหลินเฉิงไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดน่าจะสงบกว่า...
ในจังหวะนั้นเอง ประตูหอพักของเขาก็ถูกถีบเปิดออกอย่างกะทันหัน
"พรุ่งนี้เช้าฉันเลี้ยงเอง พี่เซิ่ง ขอบใจมากนะ! ไม่สิ พี่เซิ่ง ข้าวทั้งอาทิตย์นี้ฉันเลี้ยงเอง พี่พักสักวันเถอะ ไม่ต้องไปช่วยงานที่โรงอาหารแล้ว!"
ฉีไห่เฟิง หัวหน้าหอพักเดินเข้ามาด้วยความตื่นเต้น
เขาสอบสัมภาษณ์สภานักเรียนผ่านแล้ว ตอนนี้ได้เป็นสมาชิกของสภานักเรียนอย่างเป็นทางการ แถมคนที่เขาติดตามก็คือรองประธานเฉียน ซึ่งก็คือประธานสภานักเรียนในสมัยหน้านั่นเอง...
แบบนี้มันอนาคตไกลชัดๆ ไม่แน่ว่าก่อนเรียนจบ เขาอาจจะได้เป็นประธานสภานักเรียนบ้างก็ได้
มองดูท่าทางดีอกดีใจของฉีไห่เฟิง...
จางเซิ่งก็หัวเราะออกมา
ภายในหอพักตกอยู่ในความอึกทึกครึกโครม
ฉีไห่เฟิงโอ้อวดถึงสิ่งที่เขาได้เห็นและได้ยินในสภานักเรียน พูดคุยเกี่ยวกับรุ่นพี่ผู้หญิงในสภานักเรียนเหล่านั้น...
จนกระทั่งถึงช่วงสิบกว่านาทีก่อนจะปิดไฟ
หลินเฉิงกอดหนังสือเดินเข้ามาเงียบๆ พอฉีไห่เฟิงพูดอย่างอารมณ์ดีว่าอยากจะเลี้ยงข้าวเช้าเขาสักมื้อ สีหน้าของหลินเฉิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ แล้วเดินไปล้างหน้าแปรงฟันตามลำพัง
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีไห่เฟิงแข็งค้าง จู่ๆ ก็รู้สึกหมดสนุกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นก็ส่ายหน้าอีกครั้ง
หลังจากปิดไฟ ฉีไห่เฟิงยังคงกระซิบกระซาบกับลู่ปินที่อยู่เตียงข้างๆ คุยกันเรื่องผู้หญิง
เฉินซู่ยังคงพูดถึงหลินเซี่ยกับจางเซิ่งด้วยเสียงกระซิบ ยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น
"พี่เซิ่ง ผมได้ข่าวมาว่า มีตัวบิ๊กในต่างประเทศต้องการซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง 'ฤดูร้อนปีนั้น'..."
"นั่นเป็นบุคคลระดับที่เก่งกาจมากๆ เลยนะ ได้ยินมาว่า เป็นถึงขุนนางของประเทศหนึ่งเลยล่ะ!"
"..."
จางเซิ่งรับฟังอย่างเงียบๆ พยักหน้าเป็นระยะๆ จนกระทั่งโทรศัพท์มือถือสั่น
เขาชำเลืองมองโทรศัพท์มือถือ ก็พบว่ามีข้อความปรากฏขึ้น
"โย่ว แฟนเหรอ?"
"เปล่า เพื่อนร่วมชั้นธรรมดาน่ะ"
"อ้อ... พี่เซิ่ง ผมเข้าใจ ผมเข้าใจ เมื่อไหร่พี่จะพาเพื่อนร่วมชั้นธรรมดาของพี่มาให้พวกเราเจอหน่อยล่ะ?" เฉินซู่มองจางเซิ่งด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
"ฮะ ถ้ามีโอกาสนะ" จางเซิ่งยิ้มๆ มองดูข้อความที่หลินเซี่ยส่งมา
【จางเซิ่ง พรุ่งนี้บ่าย นายว่างไหม? อยากคุยด้วยหน่อย...】
เขาตอบกลับไปว่า 【ได้】







