เพิ่งผ่านพ้นช่วงปีใหม่ไป หลินเฉาหยางก็สงสัยว่าใครกันที่นึกอยากจะโทรศัพท์มาหาเขา พอรับสายถึงได้รู้ว่าเป็นจางกวงเหนียน สหายอาวุโสเปิดฉากมาก็เอ่ยชม 'การตายของแวนโก๊ะ' เป็นการใหญ่
"เฉาหยางเอ๊ย สไตล์การสร้างสรรค์ของเธอตอนนี้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แถมยังหลากหลายขึ้นด้วย โดยเฉพาะในหมู่นักเขียนรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าโดดเด่นไม่เหมือนใครเลยล่ะ
แวดวงวรรณกรรมของเรามีดาวรุ่งอย่างเธอ ถือเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ..."
จางกวงเหนียนพูดจาไพเราะหูสารพัด อ้อมค้อมอยู่ตั้งนาน สุดท้ายถึงค่อยๆ แย็บถามหลินเฉาหยางว่าได้รับจดหมายจาก 'นวนิยายคัดสรร' หรือยัง
"'นวนิยายคัดสรร' เพิ่งจะตีพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์ จุดประสงค์ของสมาคมนักเขียนเราก็คือต้องการผลักดันผลงานวรรณกรรมที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้นให้เข้าถึงกลุ่มผู้อ่านที่กว้างขวางยิ่งขึ้น นวนิยายสองสามเรื่องนี้ของเธอน่ะ ยอดเยี่ยมมาก..."
หลินเฉาหยางถึงเพิ่งเข้าใจจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายโทรมา ที่แท้ก็เพื่อมาทำดีเอาหน้ากับเขานี่เอง
เขาเอ่ยขอบคุณไปสองสามประโยค คุยต่ออีกครู่หนึ่งถึงได้วางสาย
หลังจากวางสาย หลินเฉาหยางก็รู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก จางกวงเหนียนยังไงก็เป็นถึงหัวหน้าสมาคมนักเขียน เป็นบุคคลชั้นนำในแวดวงวรรณกรรม ทำไมถึงต้องมาทำดีเอาหน้ากับเขาด้วย
ตอนเย็นกลับถึงบ้าน เขาเล่าเรื่องนี้ให้เถาอวี้ซูฟัง เธอครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วก็หัวเราะออกมา
"ฉันขอทดสอบคุณหน่อย คุณรู้ไหมว่าในสมัยราชวงศ์ฮั่นมีระบบการคัดเลือกขุนนางอยู่สองระบบ"
หลินเฉาหยางรำพึง "ที่คุณพูดถึงคือ 'ฉาจวี่' กับ 'เจิงปี้' ใช่ไหม"
ที่เรียกว่าฉาจวี่ ก็คือการที่ขุนนางผู้ปกครองท้องถิ่นจะคอยตรวจสอบและคัดเลือกผู้มีความสามารถในเขตพื้นที่ของตนเพื่อเสนอชื่อต่อเบื้องบนหรือส่วนกลาง เมื่อผ่านการทดลองงานและประเมินผลแล้วก็สามารถแต่งตั้งเป็นขุนนางได้
ส่วนเจิงปี้ คือการที่ฮ่องเต้หรือขุนนางท้องถิ่นเรียกตัวบุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดังในท้องถิ่นมารับราชการ ฮ่องเต้เรียกตัวเรียกว่า 'เจิง' ขุนนางท้องถิ่นเรียกตัวเรียกว่า 'ปี้' รวมกันจึงเป็นเจิงปี้
ทั้งสองต่างก็เป็นการคัดเลือกและแต่งตั้งขุนนาง จุดต่างคือระบบฉาจวี่เป็นการคัดเลือกจากล่างขึ้นบน ส่วนระบบเจิงปี้เป็นการคัดเลือกจากบนลงล่าง
แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน ล้วนมีองค์ประกอบหลักที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ คนที่ได้รับการเสนอชื่อหรือเรียกตัวมานั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความปราดเปรื่องหรือมีชื่อเสียงด้านความสามารถ
และภายใต้ระบบการคัดเลือกเช่นนี้ การมีผู้มีความสามารถตกหล่นอยู่ตามบ้านนอกคอกนา ย่อมสร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อผู้กุมอำนาจบริหารอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะอาจถูกยัดข้อหาหูหนวกตาบอด ไม่รู้จักคัดกรองคนได้อย่างง่ายดาย
หลังจากหลินเฉาหยางพูดประโยคนี้จบ เขาก็เข้าใจความหมายที่เถาอวี้ซูต้องการจะสื่อ เขาคิดทบทวนอย่างละเอียด พูดแบบนี้ก็มีเหตุผลอยู่จริงๆ
"แต่เหล่าจางยังไงก็เป็นถึงหัวหน้าสมาคมนักเขียน..." หลินเฉาหยางยังคงลังเล
เถาอวี้ซูพูดว่า "คุณนี่นะ เรียกว่ามองไม่เห็นภาพรวมเพราะมัวแต่อยู่ในเหตุการณ์ คุณเคยคิดถึงปัญหาข้อหนึ่งไหม ตอนนี้ชื่อเสียงของคุณในแวดวงวรรณกรรมในประเทศมันยิ่งใหญ่ขนาดไหนกัน"
"ก็คงจะใหญ่พอดูแหละ" หลินเฉาหยางตอบ
"ไม่ใช่คงจะ แต่มันใหญ่ ใหญ่มากด้วย! ใหญ่มากๆ!" เถาอวี้ซูเน้นย้ำเสียงหนัก
"เต๋อหนิงเคยบอกฉันว่า ตอนที่ 'คนเลี้ยงม้า' กับ 'รองเท้าคู่เล็ก' ตีพิมพ์ใน 'เยียนจิงวรรณศิลป์' ยอดขายนิตยสารของพวกเธอเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาก ผลงานเรื่องอื่นๆ ของคุณตอนไปตีพิมพ์ในสิ่งพิมพ์อื่นก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
ฉบับรวมเล่มของ 'รองเท้าคู่เล็ก' ออกมาได้หนึ่งปีแล้ว ยอดขายน่าจะหลายแสนเล่มแล้วใช่ไหมล่ะ
'พวงมาลาใต้เชิงผา' ใช้เวลาไม่ถึงปีก็ทำยอดขายทะลุสามล้านเล่ม เรียกได้ว่าไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนเลย
นี่พิสูจน์ให้เห็นถึงอะไร พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังดึงดูดของคุณในกลุ่มผู้อ่านมันมหาศาลอย่างแน่นอน
อย่างน้อยฉันก็คิดว่า ในบรรดานักเขียนรุ่นใหม่ในประเทศ อิทธิพลจากผลงานของคุณนั้นไม่มีใครเทียบได้
การที่คุณไม่เข้าร่วมสมาคมนักเขียน มันก็เหมือนกับก้างปลาที่ติดคอพวกผู้นำสมาคมนักเขียน ทำให้พวกเขากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลำบากใจไปหมด
ไม่ใช่เพราะเรื่องที่คุณจะเข้าหรือไม่เข้าร่วมสมาคมมันมีปัญหาอะไรในตัวมันเองหรอก แต่เป็นเพราะผลกระทบทางความคิดเห็นสาธารณะที่ตามมาต่างหาก ที่จะคอยโบยตีพวกเขาอยู่ตลอดเวลา"
คำพูดชุดใหญ่ของเถาอวี้ซูทำเอาหลินเฉาหยางถูกชมจนเคลิบเคลิ้ม ถามกลับไปว่า "ฉันไม่เข้าสมาคมนักเขียน มันส่งผลกระทบใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ"
"คุณลองคิดดูสิ เพื่อนนักเขียนรอบตัวที่คุณรู้จัก มีใครบ้างที่ไม่ได้เข้าสมาคมนักเขียน"
หลินเฉาหยางคิดๆ ดู ในบรรดาคนที่เขารู้จัก หลิวซินอู่กับวังเจิงฉีที่มีชื่อเสียงโด่งดังนั้นไม่ต้องพูดถึง แม้แต่คนอย่างเฉินเจี้ยนกงที่ยังเรียนอยู่ก็ยังเข้าสมาคมนักเขียนไปแล้ว
ไม่ใช่แค่นักเขียน บรรณาธิการหลายคนก็เข้าร่วมองค์กรสมาคมนักเขียนในช่วงสองปีนี้เหมือนกัน
ตั้งแต่กลับมาดำเนินงานในปี 78 สมาคมนักเขียนก็ได้รับการพัฒนาครั้งใหญ่ รับสมาชิกใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมาก ขอเพียงเป็นนักเขียนที่พอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ล้วนถูกสมาคมนักเขียนระดับต่างๆ รับเข้าเป็นสมาชิกทั้งสิ้น
คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศแต่ยังไม่ได้เข้าร่วมสมาคมนักเขียนอย่างหลินเฉาหยาง ถือเป็นกรณีที่หายากมากจริงๆ
"เพราะงั้นไง พวกเขาถึงได้หวังให้คุณรีบเข้าสมาคมนักเขียนให้เร็วที่สุด ต่อให้เข้าไปแล้วไม่ได้ทำอะไรเลยก็ยังดี" เถาอวี้ซูวิเคราะห์จนจบแล้วสรุป
เธอพูดต่ออีกว่า "ฉันดูแล้วนะ เขาน่ะ ถ้ามีโอกาสก็ยังต้องมาหาคุณอีก"
"งั้นก็ไว้ถึงตอนนั้นค่อยว่ากัน ยังไงวันนี้เขาก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้" หลินเฉาหยางตอบอย่างไม่ใส่ใจ
ผ่านไปอีกหลายวัน กลิ่นอายของปีใหม่ยังไม่ทันจางหาย หลี่ทัวก็วิ่งมาหาหลินเฉาหยางที่ห้องสมุด บอกว่าอยากอาศัยช่วงที่ยังไม่พ้นวันที่สิบห้าเดือนอ้าย นัดเพื่อนฝูงมารวมตัวกันสักหน่อย
เขาอยากกำหนดสถานที่จัดงานเลี้ยงเป็นที่บ้านของหลินเฉาหยาง เหตุผลหลักๆ ย่อมเป็นเพราะอพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลนั้นมีพื้นที่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกก็ดีเยี่ยม แถมหลินเฉาหยางยังมีฝีมือทำอาหารเป็นเลิศ หลินเฉาหยางจึงตอบตกลงอย่างยินดี
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนอ้าย เพื่อเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยง หลินเฉาหยางจึงลงมือเตรียมอาหารตั้งแต่คืนก่อนหน้า
ตอนเช้ายังไม่ทันจะเก้าโมง หลี่ทัวกับเจิ้งว่านหลงก็หิ้วเหล้าสองขวดมาปรากฏตัวที่บ้านของเขา
"โอ๊ะ! ยังอุตส่าห์หิ้วของติดไม้ติดมือมาด้วยเหรอ"
หลี่ทัวหัวเราะ "ช่วงปีใหม่ทั้งที จะให้มามือเปล่าได้ยังไงล่ะ"
เขาเดินเข้าไปในห้องครัว แล้วถามว่า "เตรียมกับข้าวตั้งแต่เช้าขนาดนี้เลยเหรอ"
"แค่เตรียมวัตถุดิบไว้ก่อนน่ะ พวกนายมากันตั้งหลายคน ถ้าฉันเพิ่งมาวุ่นวายเอาตอนเที่ยง มีหวังได้กินกันตอนเย็นพอดี"
หลินเฉาหยางพูดกับหลี่ทัวไปพลาง จัดการกับปลาดาบในมือไปพลาง
หลี่ทัวมองดูท่าทางอันคล่องแคล่วของเขา แล้วยกนิ้วโป้งให้ "ฝีมือแบบนี้ มีมาดพ่อครัวใหญ่จริงๆ!"
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง จางเฉิงจื้อก็หิ้วเนื้อหมูสองชั่งเดินเข้ามา บ่นกระปอดกระแปดว่า "ไม่ว่าจะเป็นก่อนปีใหม่หรือหลังปีใหม่ จะซื้อเนื้อสักหน่อยนี่มันยากเย็นซะเหลือเกิน"
เนื้อหมูที่เขาหิ้วอยู่ในมือเป็นของที่เพิ่งไปซื้อมาจากร้านขายอาหารสดเมื่อเช้านี้ เข้าแถวรอเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม
เขาทักทายครอบครัวหลินเฉาหยาง กวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าน แล้วเอ่ยด้วยความอิจฉาว่า "บ้านของเฉาหยางนี่โอ่อ่าหรูหราจริงๆ!"
หลี่ทัวพูดขึ้น "แหงล่ะ! แฟลตข้าราชการกระทรวงที่ไป่ว่านจวงสภาพยังไม่ดีเท่าที่นี่เลย ไม่งั้นทำไมประสิทธิภาพการสร้างสรรค์ของเฉาหยางถึงได้สูงนักล่ะ อาศัยอยู่ในบ้านหลังเบ้อเริ่มแบบนี้เขียนหนังสือ จะให้เขียนไม่เร็วได้ไง"
จางเฉิงจื้อพูดติดตลก "ที่แท้ที่เขาเขียนเร็วก็เพราะเหตุผลงี้นี่เองเหรอ"
พูดคุยหยอกล้อกันสองสามประโยค จางเฉิงจื้อยังคิดจะเข้าไปช่วยในครัว แต่หลินเฉาหยางกลับเดินออกมาเสียก่อน
"พอแล้วๆ เตรียมไว้เกือบหมดแล้วล่ะ รอเที่ยงค่อยลงมือทำก็พอ"
ได้ยินเขาพูดแบบนั้น หลายคนก็พากันนั่งลง กลิ่นหอมกรุ่นของชาดอกมะลิอบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่น ทำให้รู้สึกสดชื่นสบายใจ
ในบรรดาหลายคน จางเฉิงจื้อถือว่ามีประสบการณ์โชกโชนพอสมควร ช่วงแรกๆ เคยเป็นเรดการ์ด ต่อมาก็ไปเป็นปัญญาชนลงสู่ชนบทที่มองโกเลียใน ปี 1972 ได้รับการเสนอชื่อที่มองโกเลียในให้เป็นนักศึกษากรรมกรชาวนาและทหาร ได้เข้าเรียนสาขาโบราณคดี ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยียนจิง
ปี 78 เรียนจบก็ถูกจัดสรรให้ไปทำงานที่แผนกโบราณคดี พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งประเทศจีน ปีเดียวกันนั้นก็สอบเข้าภาควิชาชาติพันธุ์วิทยา บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันสังคมศาสตร์แห่งประเทศจีนได้ ตอนนี้ก็ยังคงศึกษาอยู่
ปี 78 ผลงานนวนิยายเรื่องแรกของเขา 'ทำไมนักขี่ม้าจึงร้องเพลงถึงมารดา' ตีพิมพ์ใน 'วรรณกรรมประชาชน' ฉบับที่ 10 ก่อให้เกิดกระแสตอบรับไม่น้อย และในปีถัดมาก็ได้รับรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติครั้งที่ 1 เขาก็ได้รู้จักกับหลี่ทัวในพิธีมอบรางวัลนวนิยายขนาดสั้นยอดเยี่ยมระดับชาติครั้งนั้นนั่นแหละ
ส่วนเขากับหลินเฉาหยางนั้น รู้จักกันในงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ตอนที่หลี่ทัวย้ายบ้าน
จางเฉิงจื้อพูดถึงเรื่องที่ช่วงนี้เขากำลังอ่านนวนิยายของฮวน รูลโฟ ทำเอาเจิ้งว่านหลงฟังแล้วงงเป็นไก่ตาแตก
ฮวน รูลโฟเป็นนักเขียนชาวเม็กซิโก มีชื่อเสียงในยุคห้าศูนย์ มีอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาคละตินอเมริกา แต่สำหรับในประเทศตอนนี้กลับเป็นชื่อที่แปลกหูเป็นอย่างมาก
ผลงานของเขายังไม่ได้ถูกนำเข้ามาในประเทศ จางเฉิงจื้อพูดถึงนักเขียนแบบนี้ หลี่ทัวกับเจิ้งว่านหลงสองคนที่เป็น 'พวกบ้านนอก' ย่อมสอดปากพูดอะไรไม่ได้
แต่หลินเฉาหยางนั้นเคยเห็น 'ที่ราบที่ลุกเป็นไฟ' ฉบับภาษาอังกฤษในห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิง นี่เป็นรวมเรื่องสั้นที่เป็นตัวแทนผลงานของฮวน รูลโฟ ดังนั้นเขาจึงเข้าใจว่าทำไมจางเฉิงจื้อถึงชอบฮวน รูลโฟ
เพราะใน 'ที่ราบที่ลุกเป็นไฟ' มีนวนิยายขนาดสั้นหลายเรื่องที่บรรยายถึงการปฏิวัติของชาวนาเม็กซิโก นวนิยายล้วนจบลงด้วยความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของกองทัพกบฏชาวนาและการพังทลายของอุดมการณ์การปฏิวัติ
ในใจของจางเฉิงจื้อนั้นมีความผูกพันกับเรื่องการปฏิวัติอยู่ ไม่อย่างนั้นสมัยก่อนก็คงไม่ไปเป็นเรดการ์ดหรอก
พอเห็นหลินเฉาหยางวิเคราะห์นวนิยายได้อย่างเป็นฉากๆ จางเฉิงจื้อก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจที่เจอคนที่คุยกันรู้เรื่อง มองเขาเป็นสหายรู้ใจ จับเขาคุยตั้งแต่เรื่องฮวน รูลโฟ ไปจนถึงการ์เซีย มาร์เกซ ซึ่งก็คือผู้แต่ง 'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว'
แม้ว่าฮวน รูลโฟจะมีชื่อเสียงระดับโลกไม่เท่ามาร์เกซ แต่อิทธิพลที่เขามีต่อวรรณกรรมละตินอเมริกานั้นยิ่งใหญ่มาก เขามีอิทธิพลต่อนักเขียนละตินอเมริการุ่นหนึ่ง ซึ่งรวมถึงมาร์เกซด้วย
'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' ของมาร์เกซตีพิมพ์ในปี 1967 ฉบับพิมพ์ครั้งแรกห้าพันเล่มขายหมดเกลี้ยงในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา ภายในเวลาเพียงสิบห้าวัน
ภายในเวลาไม่กี่เดือนก็ตีพิมพ์เพิ่มอีกหลายครั้ง แต่ก็ยังคงไม่พอขาย ในเวลาสามปีขายได้ถึงห้าแสนเล่ม และดึงดูดความสนใจจากสำนักพิมพ์ในยุโรปและอเมริกาอย่างรวดเร็ว
ภายในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน ก็มีการเซ็นสัญญาแปลและจัดพิมพ์เกือบยี่สิบฉบับ ซึ่งรวมถึงประเทศในยุโรปและอเมริกามากมาย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี รัสเซีย โปแลนด์ ฮังการี
ในช่วงหลายปีหลังจากนั้น นวนิยายเรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลวรรณกรรมจากประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ฉบับแปลภาษาอิตาลีได้รับรางวัล Chianciano ฉบับแปลภาษาฝรั่งเศสได้รับรางวัลผลงานต่างประเทศยอดเยี่ยมของฝรั่งเศส ฉบับแปลภาษาอเมริกาติดหนึ่งในสิบสองผลงานยอดเยี่ยมแห่งปี
ตัวมาร์เกซเองก็ได้รับรางวัลวรรณกรรม Rómulo Gallegos ซึ่งเป็นรางวัลวรรณกรรมที่ทรงเกียรติที่สุดของละตินอเมริกาในปี 1972 จากผลงาน 'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' และสิบปีหลังจากนั้นในปี 1982 เขาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม
แม้ว่ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมจะไม่ได้มอบให้ผลงานเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่ 'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในเส้นทางการคว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมของมาร์เกซอย่างไม่ต้องสงสัย
มาร์เกซมีชื่อเสียงในประเทศจีน ก็เพราะหลังจากที่เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1982 นิตยสารวรรณกรรม 'หัวเฉิง' ได้นำสุนทรพจน์ในพิธีมอบรางวัลโนเบลของเขามาแปล
'หัวเฉิง' เป็นหนึ่งในสี่นิตยสารวรรณกรรมชื่อดังระดับประเทศ นั่นเป็นครั้งแรกที่มีนิตยสารวรรณกรรมชื่อดังของจีนแนะนำผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมให้ผู้อ่านได้รู้จัก
การดำเนินการครั้งนี้ของ 'หัวเฉิง' ทำให้มาร์เกซโด่งดังในประเทศขึ้นมาทันที ผู้ที่รักวรรณกรรมแทบทุกคนล้วนรู้จักชื่อของผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนใหม่นี้
หลังจากนั้น สำนักพิมพ์ในประเทศบางแห่งก็ละเมิดลิขสิทธิ์ผลงานของเขาอย่างเปิดเผยและนำมาวางขายในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากมาร์เกซ
จนกระทั่งในปี 1990 ตอนที่มาร์เกซมาเยือนประเทศจีนและเห็นหนังสือละเมิดลิขสิทธิ์วางขายอยู่ในร้านหนังสือ เขาโกรธจัดจนประกาศกร้าวว่าจะไม่อนุญาตให้ตีพิมพ์ผลงานของเขาในประเทศจีนเป็นเวลา 150 ปี
ตอนนี้คือปี 81 มาร์เกซยังไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ผู้อ่านส่วนใหญ่ในประเทศก็ยังไม่รู้จักเขา และผลงานของเขาก็ยิ่งยังไม่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์
จางเฉิงจื้อดึงตัวหลินเฉาหยางพูดคุยอย่างออกรส หลี่ทัวกับเจิ้งว่านหลงที่อยู่ข้างๆ สอดแทรกบทสนทนาไม่ได้ ในใจก็รู้สึกไม่ค่อยดีนัก เหมือนหมาจรจัดสองตัวกำลังมองดูสุนัขพันธุ์โกลเด้น
พวกนายภาษาอังกฤษดีนี่ พวกนายอ่านนวนิยายภาษาอังกฤษได้
รู้ภาษาอังกฤษแล้วยอดเยี่ยมมากนักหรือไง?








