ภายในห้องทดลอง
เมื่อได้ยินว่าขั้นตอนการแทนที่ด้วยนิวคลีโอไฟล์เกิดปัญหา สวีหยุนก็ไม่ได้ขมวดคิ้วเลยแม้แต่น้อย เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"เสี่ยวจ้าว ความเป็นไปได้ที่ปฏิกิริยาการแทนที่จะล้มเหลวมีหลายอย่าง สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้น สารไม่ทำปฏิกิริยากันเหรอ?"
"ปฏิกิริยาน่ะมีอยู่ครับ..."
เสี่ยวจ้าวเกาหัวอย่างไม่ค่อยเข้าใจนัก แววตาเต็มไปด้วยความสับสน
"ตามหลักแล้วสมการเคมีน่าจะไม่มีปัญหาอะไรนะครับ แต่มันกลับไม่มีผลิตภัณฑ์เกิดขึ้นเลย อื้ม แม้แต่ผลิตภัณฑ์หยาบก็ไม่มี..."
"ไบไพริดีนเท่าไหร่?"
"3eq% ครับ"
"ฉันเข้าใจแล้ว นายรอก่อนนะ"
เมื่อสวีหยุนได้ยินดังนั้น เขาก็หยิบกระดาษและปากกาขึ้นมาคำนวณบนโต๊ะทันที สีหน้าของเขาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น
ตอนนี้เขาไม่ได้จงใจทำตัวลึกลับซับซ้อน แต่เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลยจริงๆ ในชาติก่อนเขาเคยเข้าร่วมโครงการวิจัยทางฟิสิกส์ขนาดใหญ่หลายครั้ง ซึ่งบางโครงการมีต้นทุนพุ่งสูงถึงหลายล้านภายในเวลาแค่สิบกว่าวินาที (รวมถึงความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์) หากผิดพลาดเพียงนิดเดียว ความพยายามทั้งหมดอาจสูญเปล่าได้
ทว่าตอนนี้หัวข้อวิจัยนี้มีทุนรวมกันไม่ถึงหนึ่งล้านด้วยซ้ำ แถมเงินสดก้อนแรกที่เบิกลงมาได้ก็มีแค่ห้าหมื่นหยวน ขืนเขาตื่นเต้นสิถึงจะแปลก
ครู่ต่อมา สวีหยุนก็โยนปากกาลงเบาๆ แล้วหันไปมองเสี่ยวจ้าว
"CuI 4eq% เพิ่มไบไพริดีนเป็น 4eq% ที่ 170 องศา... ไม่สิ รีฟลักซ์ที่ 180 องศาเป็นเวลา 3 ชั่วโมงลองดู"
พวกสวีหยุนได้เตรียมการป้องกันแสงอย่างเต็มที่ก่อนเริ่มการทดลองแล้ว จึงไม่ต้องกังวลถึงความเป็นไปได้ที่สารประกอบไอโอดีนซึ่งเป็นวัตถุดิบจะสลายตัว ดังนั้นเมื่อปฏิกิริยาการแทนที่ไม่มีผลิตภัณฑ์เกิดขึ้น ปัญหาส่วนใหญ่ก็น่าจะอยู่ที่วงแหวน
หลังจากจัดการปัญหาของเสี่ยวจ้าวเสร็จ โจวเพ่ยเหยา นักศึกษาหญิงอีกคนในกลุ่มวิจัยนอกจากถังอี๋ชิวก็ยกมือขึ้น
"รุ่นพี่คะ การเปิดวงอีพอกไซด์ก็มีปัญหาเหมือนกันค่ะ!"
"ไม่ต้องรีบ เธอค่อยๆ อธิบายรายละเอียดมา..."
และแล้ว ในช่วงครึ่งวันแรกของการทดลองของกลุ่มวิจัย สวีหยุนก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการจัดการปัญหาความเข้าขากันของทีมและการดุลสมการสารประกอบ
ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากฉิวเซิงที่อยู่ที่นี่ มนุษย์เครื่องมืออีกห้าคนที่เหลือล้วนเป็นนักศึกษาปริญญาโทชั้นปีที่สามลงไปทั้งสิ้น
อย่างเช่นเสี่ยวจ้าวที่สวีหยุนเพิ่งพูดถึงก็เรียนป.โทปีสอง หลี่อี้ โจวเพ่ยเหยา และนักศึกษาชายอีกคนเรียนป.โทปีหนึ่ง ส่วนถังอี๋ชิวนั้นเป็นแค่นักศึกษาป.ตรีปีสี่เท่านั้น
พวกเขาอาจจะทำโจทย์บนกระดาษได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ถ้าพูดถึงประสบการณ์การลงมือปฏิบัติจริงแล้วล่ะก็...
แทบจะเป็นศูนย์
ดังนั้น สวีหยุนจึงต้องคอยให้คำแนะนำและแก้ไขข้อผิดพลาดไปพร้อมๆ กัน เวลาแต่ละนาทีแต่ละวินาทีค่อยๆ ไหลผ่านไป
"ฟู่—"
หลายชั่วโมงต่อมา สวีหยุนพ่นลมหายใจขุ่นมัวออกมาเฮือกใหญ่ เขาชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือ เวลาสิบเอ็ดนาฬิกาสามสิบนาที
ขั้นตอนเตรียมการที่เขากำหนดไว้ในครั้งนี้มีทั้งหมด 22 ขั้นตอน ผ่านไปหนึ่งช่วงเช้า กลุ่มวิจัยก็คืบหน้าอย่างอืดอาดมาถึงขั้นตอนการเร่งปฏิกิริยาไฮโดรจิเนชันด้วยนิกเกิลแอซิเตต/โซเดียมโบโรไฮไดรด์ ซึ่งคิดเป็นความสำเร็จประมาณ 36%
ตามความคืบหน้านี้ วันนี้อาจจะดันความคืบหน้าไปได้ถึงประมาณ 60%
ถ้าพรุ่งนี้โชคดี ก็อาจจะทำงานเตรียมการทั้งหมดเสร็จสิ้น
ระยะเวลาการใช้งานห้องทดลองคือสองสัปดาห์ นั่นหมายความว่าสวีหยุนจะมีเวลาประมาณ 12 วันในการมุ่งเน้นไปที่การสังเคราะห์
นี่เร็วกว่าที่เขาคาดไว้เล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วรางวัลจากภารกิจคือสูตรของอิมิดาโคลพริดรุ่นที่ห้า ส่วนรุ่นที่สี่ที่สวีหยุนกำลังคลุกคลีอยู่ตอนนี้ นอกจากแนวคิดเรื่องการเกิดปฏิกิริยาการปิดวงแล้ว แทบทุกขั้นตอนเขาต้องพึ่งพาความพยายามของตัวเอง
จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องทดลองอย่างรวดเร็ว เมื่อพบว่าแต่ละขั้นตอนเกือบจะเข้าสู่ช่วงสังเกตการณ์แล้ว เขาก็กระแอมเบาๆ แล้วพูดขึ้นว่า
"เอาล่ะ ทุกคนหยุดงานในมือก่อน ไปกินข้าวเที่ยงกันก่อนแล้วค่อยมาทำต่อเถอะ
เหล่าฉิว นายแสดงสปิริตหน่อย อยู่เฝ้าห้องทดลองไปก่อนนะ ฉันจะพารุ่นน้องไปกินข้าวที่เหม่ยก่วง กินเสร็จแล้วค่อยมาเปลี่ยนเวรกับนาย"
ในฐานะผู้ช่วยของกลุ่มวิจัย และเป็นหนึ่งในนักศึกษาปริญญาเอกเพียงสองคนในที่นี้ ฉิวเซิงจึงถือเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดในการเข้าเวร ดังนั้นเมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็พยักหน้ารับอย่างไม่อิดออด
"เข้าใจแล้ว พวกนายไปกินกันให้สบายใจเถอะ ปล่อยห้องทดลองให้เป็นหน้าที่ฉันเอง"
เมื่อกำหนดคนเข้าเวรเรียบร้อยแล้ว กลุ่มคนก็เปลี่ยนเป็นชุดธรรมดาตามกฎของห้องทดลอง และเดินมุ่งหน้าไปยังเหม่ยก่วงของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายใต้การนำของสวีหยุน
คำว่าเหม่ยก่วงนั้น เป็นตัวย่อของศูนย์อาหารเหม่ยสือกว่างฉ่าง ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมของอร่อยที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งในบริเวณรอบๆ มหาวิทยาลัย
เมื่อชาติก่อนสวีหยุนเรียนปริญญาตรีภาคปกติ ลุงของเพื่อนร่วมเอกคนหนึ่งเปิดร้านบาร์บีคิวอยู่ข้างๆ เหม่ยก่วง ส่วนแฟนของเธอเรียนอยู่ภาควิชาพืชและสัตว์ ดังนั้นทุกสัปดาห์เขาและเพื่อนร่วมห้องจะแอบขโมยกระต่ายจากห้องทดลองออกมาหลายตัว แล้วลากแฟนสาวกับรูมเมตของเธอไปขอใช้ไฟกับเครื่องปรุงที่ร้านบาร์บีคิว สุดท้ายจากแปดคนในหอพักสองห้อง กลับกลายเป็นคู่รักกันไปถึงหกคน...
ธรรมเนียมนี้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสวีหยุนเรียนจบ แต่แล้วก็ได้ยินมาว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง มีคนตลกพาซื่อเผลอเอากระต่ายที่กินยาแล้วออกมา สุดท้ายก็ทำเอาคนกลุ่มหนึ่งท้องเสียจนต้องหามส่งโรงพยาบาล ตั้งแต่นั้นมาห้องทดลองของมหาวิทยาลัยก็เข้มงวดขึ้นมาก...
กลุ่มของสวีหยุนพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทาง จนในที่สุดก็มาถึงหน้าร้านปลาย่างแห่งหนึ่ง
ไม่รู้ว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ในประเทศมีร้านปลาย่างสำหรับกินคนเดียวผุดขึ้นมามากมาย ราคาต่อหัวก็ไม่ถึงสามสิบหยวน ซึ่งถือว่าเป็นมิตรกับคนวัยทำงานหรือคนที่เป็นโรคกลัวการเข้าสังคมมากจริงๆ
หลังจากเข้าไปในร้าน ทั้งหกคนรวมถึงสวีหยุนก็ต่างสั่งรสชาติที่ตัวเองชอบ จากนั้นก็นั่งลง...
แล้วก็เริ่มไถมือถือ
ช่วยไม่ได้ นี่ถือเป็นรูปแบบการเข้าสังคมมาตรฐานของคนหนุ่มสาวยุคนี้ไปแล้ว ขาดมือถือไปก็ใช้ชีวิตไม่ได้เลย
ถังอี๋ชิวและโจวเพ่ยเหยาถือเป็นสายเผือกมาตรฐาน หลังจากเปิดเวยป๋อ สายตาแรกของพวกเธอก็จับจ้องไปที่อันดับเทรนด์ฮิตทันที
"เอ๊ะ? โปสเตอร์ของแบรนด์หนูสามตัวโดนทัวร์ลงเหรอเนี่ย ฉันอุตส่าห์ชอบขนมของร้านนี้ออกนะ..."
"คอมเมนต์ข้างล่างก็บอกไว้ไม่ใช่เหรอ ว่านี่เป็นโปสเตอร์ปี 19 ตอนนี้ถูกขุดขึ้นมาปั่นกระแส"
"อะไรนะ สรุปว่ามันเริ่มหาเรื่องมาตั้งแต่ปี 19 แล้วเหรอ?"
"เอ่อ เธอพูดแบบนี้ก็เหมือนจะถูกนะ..."
"เธอดูอันนี้อีกสิ นิยายเรื่องใหม่ของนักเขียนเว็บฉีเตี่ยน 'มือใหม่หัดตกปลา' แป้กไม่เป็นท่า จนไม่มีกินหิวโซสลบคาบ้าน นี่มันจะน่าสงสารเกินไปแล้วมั้ง?"
เมื่อมองดูรุ่นน้องหลายคนที่กำลังพูดจ้อเจื้อยแจ้ว บนใบหน้าของสวีหยุนก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
ความจริงแล้วเขาค่อนข้างชอบบรรยากาศที่มีคนกลุ่มหนึ่งมาคุยเจี๊ยวจ๊าวกัน น่าเสียดายที่หลังจากเรียนจบ ความกดดันและปัญหาชีวิตจริงต่างๆ ก็ถาโถมเข้ามา ทำให้การรวมตัวกันระหว่างเพื่อนร่วมงานไม่มีรสชาติแบบนี้อีกต่อไป
ยังคงคิดถึงวันเวลาที่ไม่มีการชิงดีชิงเด่นแบบนี้จังเลยนะ...
และในขณะนั้นเอง หลี่อี้ที่อยู่ข้างๆ ก็ร้อง 'หืม?' ออกมายาวๆ
"ทุกคนรีบดูเทรนด์ฮิตอันดับแปดสิ แม่งนี่มันตลกเกินไปแล้วไหม?"
คำพูดของหลี่อี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนบนโต๊ะได้ในทันที เมื่อเห็นว่ามีหลายคนที่ไม่ได้ดาวน์โหลดเวยป๋อไว้ หลี่อี้จึงหันหน้าจอมือถือ แล้วโชว์หน้าเนื้อหาให้ดู
"พวกนายดูสิ"
เสี่ยวจ้าวที่อยู่ใกล้เขาสุดรีบชะโงกหน้าเข้าไปดูทันที พร้อมกับอ่านออกเสียงไปด้วย
"#ภาพวาดนิวตัน, ANTA#? เอ่อ นี่มันเทรนด์ฮิตอะไรเนี่ย?"
เมื่อหลี่อี้ได้ยินดังนั้นก็หัวเราะหึๆ
"นักสะสมที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของอังกฤษเพิ่งเสียชีวิตไป ก่อนตายเขาได้บริจาคของสะสมทั้งหมดให้กับพิพิธภัณฑ์อังกฤษ วันนี้ทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดพิธีรับมอบเข้าพิพิธภัณฑ์ และเชิญสื่อมวลชนกลุ่มหนึ่งมาเยี่ยมชม
ในนั้นมีภาพวาดเต็มตัวของนิวตันภาพหนึ่ง ว่ากันว่าวาดขึ้นในปี 1701 ผลปรากฏว่าบนโต๊ะด้านหลังในภาพวาด มีคนเห็นรองเท้าผ้าใบอยู่คู่หนึ่ง"
"รองเท้าผ้าใบ?"
หลี่อี้พยักหน้าอย่างแรง ปากก็ฉีกยิ้มกว้างขึ้น
"ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นคอลเลกชันฤดูหนาวของ ANTA ในปีนี้ด้วย ตอนนี้มีทั้งคนบอกว่านิวตันเป็นผู้ข้ามเวลามาจากหัวเซี่ย และมีทั้งคนด่าว่า ANTA ทำการตลาดแบบมุ่งร้าย — แต่ปัญหาคือ ANTA เพิ่งถอนตัวจาก BCI ไปตอนที่มีประเด็นฝ้ายจู้โจว แถมผู้ถ่ายทอดสดพิธีรับมอบเข้าพิพิธภัณฑ์ยังเป็น BXC อีก ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นไปไม่ได้เลยที่จะร่วมมือกันทำเรื่องแบบนี้"
โจวเพ่ยเหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้น
"เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นข่าวที่บัญชีการตลาดในประเทศแต่งขึ้นมาเอง?"
หลี่อี้ส่ายหน้า
"เป็นไปไม่ได้หรอก รุ่นน้องในคณะที่ไปเรียนต่อต่างประเทศบางคนก็พูดถึงเรื่องนี้ ได้ยินมาว่าสื่อต่างชาติแทบจะบ้ากันไปแล้ว ไม่ว่าสุดท้ายเรื่องนี้จะจบลงยังไง จอห์นบูลก็ถือว่าเสียหน้าจนหมดเปลือกแล้ว เทพสวี คุณว่าไหมล่ะ?"
เมื่อเผชิญกับคำถามของหลี่อี้ สวีหยุนก็ตอบรับอืมไปอย่างกลไก ภายในใจราวกับมีคนนับพันกำลังกระโดดโลดเต้น
รองเท้าผ้าใบในภาพวาด หรือว่านี่คือไข่อีสเตอร์ที่เป็นของรางวัล?
เรื่องที่เกิดขึ้นในดันเจี้ยน...
ดันส่งผลสะท้อนมาถึงโลกแห่งความเป็นจริงเลยเหรอ?!