ภายในร้านปลาเผา
หลังจากตอบปัดหลี่อี้ไปอย่างขอไปที สวีหยุนก็เอนตัวพิงมุมกำแพง ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา แล้วกดเข้าเวยป๋อทันที
และก็เป็นไปตามคาด หลังจากเข้าสู่หน้าแฮชแท็กยอดฮิตและกวาดสายตาดูได้ไม่กี่บรรทัด เขาก็เห็นหัวข้อที่หลี่อี้พูดถึง:
#ภาพวาดนิวตัน, อันท่า#
ตอนนี้อันดับคำค้นหายอดฮิตตกลงมาอยู่ที่แปดแล้ว อยู่ใต้ '#สโลว์โมชันในหิมะ#' ส่วนอันดับก่อนหน้านั้นคือ '#รายได้บ็อกซ์ออฟฟิศหนังเดินต่อขา#'
สวีหยุนอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบาๆ
ท้ายที่สุดแล้วเวยป๋อก็ยังมีเนื้อหาเน้นไปทางความบันเทิงมากกว่า ประกอบกับชื่อแบรนด์ที่อยู่ด้านหลังน่าจะทำให้ผู้ใช้บางส่วนมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นโฆษณา ส่งผลให้หัวข้อที่หากอยู่ในวงการฟิสิกส์แล้วจะต้องพุ่งขึ้นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน กลับตกอยู่ในสถานะครึ่งๆ กลางๆ บนโซเชียลมีเดีย
จากนั้นสวีหยุนก็เลื่อนหน้าจอสองสามครั้ง เลือกกดเข้าไปดูสื่อที่โพสต์เป็นรายแรก และพบว่าเนื้อหาของโพสต์เป็นภาพสองภาพที่แคปมาจากสื่อต่างประเทศ พร้อมกับข้อความภาษาจีนชุดใหญ่
"ตามรายงานจากสถานีโทรทัศน์ยมโลก BXC แห่งบริเตนใหญ่ เบลเลม บริสสัน นักสะสมชื่อดังชาวบริติช เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยพินัยกรรมก่อนเสียชีวิตระบุให้มอบของสะสมกว่า 80 ชิ้นของเขาให้แก่พิพิธภัณฑ์บริติชทั้งหมด"
"พิธีส่งมอบเริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 20.00 น. ของเมื่อวานตามเวลาปักกิ่ง ภายในงานมีสื่อมวลชนกว่า 50 สำนักเข้าร่วมทำข่าวและถ่ายทอดสด โดยมีผู้เข้าร่วมงานจริงประมาณ 200 กว่าคน..."
"ภาพวาดนิวตันที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างดุเดือดคือของสะสมหมายเลข 34 ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์อัลจาซีราที่อยู่ในงานสังเกตเห็นขณะถ่ายภาพว่า บนโต๊ะด้านหลังนิวตันในภาพวาดกลับมีรูปรองเท้าผ้าใบสไตล์โมเดิร์นวาดอยู่..."
"สถานการณ์นี้ทำให้สื่อมวลชนบางส่วนในงานเกิดความกังขาขึ้นมาทันที มีนักข่าวตั้งข้อสงสัยตรงนั้นเลยว่าภาพวาดนี้อาจจะถูกดัดแปลงขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่พรีเซมิสลอว์ มิลส์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์บริติชกล่าวว่า ในฐานะหนึ่งในสี่พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พิพิธภัณฑ์บริติชได้ทำการวิเคราะห์อายุของผลงานทุกชิ้นที่เข้ามาในพิพิธภัณฑ์อย่างแม่นยำ เขาสามารถรับประกันได้ว่าภาพวาดนี้วาดโดยเอสเวด จิตรกรชื่อดังในปลายศตวรรษที่ 17 และได้แสดงรายงานการตรวจสอบยืนยันให้ดูทันที"
"นอกจากนี้ยังมีผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติหลายท่านในงานได้ทำการวิเคราะห์ภาพวาดดังกล่าว และท้ายที่สุดก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่านี่คือฝีมือปลายพู่กันดั้งเดิมของเอสเวด กลุ่มผู้เชี่ยวชาญนี้รวมถึงนักวิชาการชื่อดังสองท่านจากวิทยาลัยวิจิตรศิลป์แห่งประเทศจีน @เฉินอีผิงแห่งวิทยาลัยวิจิตรศิลป์กลาง @กู่กว่างเทาแห่งวิทยาลัยวิจิตรศิลป์กลาง..."
"แต่พรีเซมิสลอว์ มิลส์ก็ยอมรับเช่นกันว่า ในการตรวจสอบยืนยันหลายครั้งก่อนหน้านี้ของทางพิพิธภัณฑ์ ไม่เคยมีใครพบเห็นร่องรอยของรองเท้าผ้าใบที่ดูเหมือนของยุคปัจจุบันคู่นี้มาก่อน มันราวกับว่าปรากฏขึ้นมาบนภาพวาดในชั่วข้ามคืน"
จากนั้นสวีหยุนก็กดขยายรูปภาพในโพสต์ และพิจารณาดูอย่างละเอียด
ตัวเอกในภาพวาดคือนิวตันวัยชรา ซึ่งมีรูปลักษณ์และบุคลิกที่แตกต่างจากเสี่ยวหนิวอย่างเห็นได้ชัด ทว่าจากหางคิ้วและโครงหน้าก็ยังพอมองเห็นเค้าลางของชายหนุ่มผู้ชอบใช้เหตุผลเอาชนะผู้คนคนนั้นอยู่ลางๆ
นิวตันวัยชราในภาพสวมชุดสีฟ้าอมเขียวหรูหรา ในอ้อมแขนกอดคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ไว้เล่มหนึ่ง และจ้องมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ด้านหลังของนิวตันวัยชราสามารถมองเห็นเฟอร์นิเจอร์อย่างเตาผิงและเก้าอี้เอนหลัง ส่วนบนโต๊ะด้านหลังขวามือของเขานั้นก็พอมองเห็นด้านข้างของรองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งอยู่ลางๆ
สวีหยุนคุ้นเคยกับรองเท้าผ้าใบคู่นี้เป็นอย่างดี เพราะตอนนั้นเขาควักเงินไป 328 หยวนเพื่อซื้อมันมาจากหน้าร้าน ซึ่งก็คือ...
คู่ที่ถูกเสี่ยวหนิวฉกไปนั่นเอง
ชัดเจนมาก
ภายใต้ผลกระทบของพลังพิเศษบางอย่าง ประสบการณ์บางส่วนของเขาในมิติเวลาคู่ขนานได้สะท้อนกลับมาสู่ประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้
หากไม่มีอะไรผิดพลาด นี่ก็น่าจะเป็นอีสเตอร์เอ้กที่เป็นรางวัลนั่นแหละ
จะว่ายังไงดีล่ะ...
หลังจากผ่านเรื่องราวอย่างการเกิดใหม่และการข้ามเวลามาแล้ว ระดับการยอมรับของสวีหยุนต่อสถานการณ์ตรงหน้าก็ถือว่าสูงมากทีเดียว
ดังนั้นแทนที่จะบอกว่ารู้สึกตกตะลึง สู้บอกว่าภายในใจเขามีความยินดีแฝงอยู่เล็กน้อย หรือจะเรียกว่าเป็นความตื่นเต้นแบบ 'มีแค่ฉันคนเดียวที่รู้ความจริง' ก็ว่าได้
และในขณะที่สวีหยุนกำลังคิดอะไรเพลินๆ รุ่นน้องหลายคนที่อยู่ข้างๆ ก็กำลังแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมาเช่นกัน
"ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่านะ"
คนที่พูดคือผู้ชายคนสุดท้ายในกลุ่มห้าคนที่ยังไม่ได้แนะนำตัว เขามีชื่อว่า เริ่นหย่งฉุน เป็นทั้งเพื่อนร่วมชั้นและรูมเมตของเสี่ยวจ้าว ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปริญญาโทปีหนึ่ง:
"ผมจำได้ว่ารองเท้าบร็อกในศตวรรษที่ 17 มันมีเชือกผูกไม่ใช่เหรอ? ไม่แน่ว่าผู้อาวุโสนิวตันอาจจะนึกครึ้มอกครึ้มใจ จับรองเท้าสักคู่มาดัดแปลงใหม่ก็ได้มั้ง? ยังไงซะภาพวาดก็ไม่ใช่กล้องถ่ายรูปนี่นา ด้วยความบังเอิญอะไรบางอย่าง มันก็อาจจะไปตรงกับรองเท้าของอันท่ารุ่นนั้นพอดีก็ได้"
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังอี๋ชิวก็ส่ายหน้าและชี้ไปที่รูปถ่ายพลางพูดว่า:
"รุ่นพี่เริ่น พวกเราต่างก็เป็นเด็กสายวิทย์นะ ความคิดจะใช้อารมณ์ความรู้สึกมากไปก็ไม่ได้ ลองพูดกันตามตรง พี่คิดว่าความเป็นไปได้แบบนั้นมันมีมากแค่ไหนกันเชียว?
นี่ ดูตรงนี้สิ ระหว่างสีแดงกับสีขาวบนหลังรองเท้ามีสีดำแซมอยู่กระจุกหนึ่ง เหมือนกับรองเท้าอันท่าคู่นั้นเป๊ะเลย สถานการณ์แบบนี้มันยากเกินกว่าจะใช้คำว่าเรื่องบังเอิญมาอธิบายได้แล้วนะ"
"ใช่ๆ"
โจวเพ่ยเหยาที่อยู่ข้างๆ ทำแก้มป่องพูดสนับสนุน จากนั้นก็ชี้ไปที่ชามของถังอี๋ชิวแล้วพูดว่า:
"จิวจิว ขอฉันกินลูกชิ้นเนื้อของเธอสักลูกได้ไหมอ่า ในเครื่องเคียงของฉันไม่มีเจ้านี่เลย ฉันเอาเกี๊ยวสามเหลี่ยมแลกกับเธอก็ได้!"
"ชื่อชิวชิว... ถุย ชื่ออี๋ชิวต่างหากล่ะ"
ถังอี๋ชิวเถียงกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะคีบลูกชิ้นเนื้อให้โจวเพ่ยเหยาอย่างจำใจ:
"รุ่นพี่ ระวังหน่อยนะ ฉันสั่งแบบเผ็ดนรกแตกมา พี่อาจจะกินไม่ไหวก็ได้"
โจวเพ่ยเหยายิ้มกริ่มพลางสอดมือเข้าไปในฮู้ดเสื้อกันหนาวของถังอี๋ชิว แล้วขยำไปมาไม่หยุด:
"รู้แล้วน่า ก็เธอเป็นคนเจียงซีนี่นา ขนาดแปรงฟันยังใช้น้ำพริกเลย"
"......"
เมื่อเห็นความสัมพันธ์ของรุ่นน้องหลายคนค่อยๆ สนิทสนมกันมากขึ้น บนใบหน้าของสวีหยุนก็ปรากฏแววตาแห่งความยินดีขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
แม้ว่านิสัยใจคอของทั้งห้าคนอย่างหลี่อี้จะไม่ต้องพูดถึง คนที่ชื่อเสียงไม่ดีหรือไม่มีความสามารถย่อมไม่มีทางผ่านการคัดกรองเบื้องต้นของสวีหยุนมาได้อยู่แล้ว แต่การที่ทีมๆ หนึ่งจะก้าวเดินต่อไปได้อย่างราบรื่น การพูดถึงแค่ความสามารถส่วนบุคคลนั้นไร้ความหมาย ความเข้าขากันระหว่างสมาชิกก็ต้องมีด้วยเช่นกัน — อย่างน้อยที่สุดก็ต้องไม่ใช่คนแปลกหน้ากันไปตลอดรอดฝั่งล่ะนะ
เดิมทีสวีหยุนตั้งใจจะใช้อาหารมื้อนี้เป็นมื้อละลายพฤติกรรม โดยให้ตัวเองเป็นคนคอยนำบรรยากาศเพื่อให้แต่ละคนรู้สึกเกร็งน้อยลง ซึ่งเขาก็ค่อนข้างมีประสบการณ์กับเรื่องพรรค์นี้อยู่พอตัว ในชาติก่อนเขาผ่านวงเหล้าและงานเลี้ยงมาไม่น้อย ต่อให้แค่ดูเฉยๆ ก็ยังพอจำอะไรมาใช้ได้บ้าง
แต่กลับกลายเป็นว่าเขายังไม่ทันได้อ้าปากพูดอะไร แฮชแท็กยอดฮิตในเวยป๋อนี้ก็ดันมอบโอกาสให้ทุกคนได้ทำความคุ้นเคยกันเสียก่อน หลังจากการถกเถียงและคาดเดากันไปมาหลายรอบ เห็นได้ชัดว่าทั้งห้าคนสนิทกันมากขึ้นเยอะเลย
โดยเฉพาะโจวเพ่ยเหยา ตอนนี้แทบจะจู๋จี๋กันแบบหญิงรักหญิงกับถังอี๋ชิวอยู่รอมร่อแล้ว
ไว้มีเวลาว่างเขาค่อยพาพวกเธอไปกินปิ้งย่างสักมื้อ ความสัมพันธ์ของคนในกลุ่มวิจัยเฉพาะกิจก็น่าจะลงตัวอย่างสมบูรณ์
จากนั้นทุกคนก็ผลัดกันคุยเจื้อยแจ้วกันต่ออีกพักหนึ่ง หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว สวีหยุนก็เป็นคนรวบยอดจ่ายบิลทั้งหมด
หลังจากเดินออกจากประตูร้าน สวีหยุนก็เตรียมจะเรียกให้ทุกคนกลับห้องแล็บ แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก จู่ๆ ในใจก็รู้สึกเย็นวาบขึ้นมา
เขาลังเลอยู่สองสามวินาที ก่อนจะพูดกับหลี่อี้ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโทปีสองเพียงคนเดียวในกลุ่มว่า:
"เสี่ยวหลี่ คุณพาเสี่ยวถังกับเสี่ยวจ้าวกลับห้องแล็บไปก่อนนะ ผมยังมีเรื่องเอกสารต้องไปเดินเรื่องกับอาจารย์ที่ปรึกษาเถียนอีกนิดหน่อย ก่อนที่ผมจะกลับไป พวกคุณก็ฟังคำสั่งของเหล่าฉิวไปก่อน ถ้ามีสถานการณ์อะไรก็ติดต่อผมได้ตลอดเวลา ก่อนบ่ายสามผมจะรีบกลับไป"
หลี่อี้พยักหน้า:
"ไม่มีปัญหาครับ เทพสวีไปทำธุระเถอะ มีอะไรจะฝากผมบอกต่ออีกไหมครับ?"
"ไม่มีแล้ว ตอนทำการทดลองก็ระวังตัวกันด้วยล่ะ"
"คร้าบ!"
หลังจากแยกย้ายกับพวกหลี่อี้แล้ว สวีหยุนก็รีบสาวเท้ากลับไปที่บ้านของตัวเอง ล็อกประตู แล้วเข้าไปในพื้นที่ปิดตายแห่งนั้น
ในวินาทีนี้เอง บนบานประตูที่ใช้เป็นตัวแทนของดันเจี้ยนปี 1665 ตัวเลขที่แสดงอยู่บนนั้นก็คือ...
3/100!