ชิฮาระ รินโตะ เสียเวลาอยู่บนถนนไปเล็กน้อย ตอนที่กลับมาถึงกองบัญชาการของกองถ่ายก็เลยสี่โมงเย็นไปแล้ว พอเข้าประตูมาเขาก็พบว่ามิจิโกะมารออยู่ที่นั่นแล้ว
เธอสวมเสื้อโค้ทตัวยาวสีน้ำเงินสลับขาว สวมหมวกเบเรต์สีขาว ผมยาวมัดแกละสองข้างห้อยไปด้านหลัง แถมยังผูกเครื่องประดับผมรูปกระดิ่ง ดูเหมือนว่าถูกจับแต่งตัวมาอย่างประณีต เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ในห้องประชุมอย่างว่าง่าย ไม่ส่งเสียงใดๆ เอาแต่ก้มหน้ามองรองเท้าหนังคู่เล็กของตัวเอง
ชิฮาระ รินโตะ ทักทายเธอ แล้วถามพร้อมรอยยิ้มว่า "แม่ของเธอไปไหนล่ะ"
มิจิโกะเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นเขา ก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับทักทาย จากนั้นถึงตอบว่า "แม่บอกว่าจะรอหนูอยู่หน้าประตูใหญ่ตอนหกโมงเย็นค่ะ"
"อย่างนี้นี่เอง!" ชิฮาระ รินโตะ รู้สึกว่านันบุ เรียวโกะ ค่อนข้างรู้กาลเทศะ ไม่ฉวยโอกาสเดินเพ่นพ่านไปทั่วสถานีโทรทัศน์ เขาเดินตรงไปยังอาณาเขตของตัวเอง พร้อมกับเรียกเธอว่า "ตามฉันมาสิ!"
ในกองบัญชาการเขามีอาณาเขตส่วนตัวอยู่มุมหนึ่ง โดยมีฉากกั้นเล็กๆ กั้นไว้เป็นสัดส่วน ถือเป็นการแสดงถึงความแตกต่างระหว่างสถานะของทีมสร้างสรรค์กับทีมงาน เขาพามิจิโกะเข้าไปข้างใน ชี้ไปที่โต๊ะหนังสือตัวเล็กแล้วพูดว่า "โต๊ะตัวนี้ให้เธอใช้ ปกติถ้าอยู่ที่นี่อยากทำอะไรก็ทำ ขอแค่ไม่รบกวนการทำงานของคนอื่นก็พอ ถ้ามีธุระแล้วฉันไม่อยู่ ก็ไปหาพนักงานธุรการข้างนอกได้เลย พวกเธอจะช่วยเธอเอง"
มิจิโกะโค้งคำนับอีกครั้ง "ขอบคุณค่ะอาจารย์" เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดเสริมว่า "ขอบคุณที่ยอมช่วยหนูนะคะ"
"ไม่เป็นไรหรอก!" ชิฮาระ รินโตะ ยิ้ม เขาเดินไปนั่งที่หน้าโต๊ะหนังสือของตัวเองตามลำพัง กางสมุดออกเตรียมจะยุ่งกับงานของเขาต่อ การช่วยเหลือก็ส่วนช่วยเหลือ แต่งานของตัวเองจะให้เสียไม่ได้ ปล่อยลูกศิษย์คนนี้ไว้ตรงนั้นแหละ อยากอ่านการ์ตูนก็อ่าน อยากเล่นพันด้ายก็เล่น ถือซะว่ามาพักร้อนก็แล้วกัน
"เอ่อ อาจารย์คะ ช่วยรับนี่ไว้ด้วยค่ะ" มิจิโกะวางถุงกระดาษที่หิ้วมาลงบนโต๊ะ
"นี่คืออะไร" ปลายปากกาของชิฮาระ รินโตะ ไม่ได้หยุดพัก เขาแบ่งสมาธิทำสองอย่างพร้อมกัน เพียงแค่ปรายตามองถุงใบนั้นแวบหนึ่ง เดิมทีเขาคิดว่าในถุงนี้ใส่ของใช้ส่วนตัวของมิจิโกะ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่
"ขนมวากาชิที่แม่เตรียมมาให้ค่ะ"
ชิฮาระ รินโตะ ดึงถุงกระดาษมาดูแวบหนึ่ง พบว่าเป็นพวกขนมโมจิ โยคัง โดรายากิ เอาไว้กินคู่กับน้ำชา เดาว่าคงเป็นเพราะเขาไม่เก็บค่าเล่าเรียน นันบุ เรียวโกะ เลยรู้สึกเกรงใจ จึงมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้
เขายิ้มแล้วพูดว่า "วางไว้ตรงนี้แหละ ปกติเธอเอาไว้กินเองเถอะ!"
เขาไม่ได้ตั้งใจจะสอน 'ลูกศิษย์' คนนี้ให้เรียนรู้อะไรจริงๆ จังๆ อยู่แล้ว จึงรู้สึกละอายใจที่จะกินขนมของคนอื่น บางทีอาจจะเป็นเพราะอายุยังน้อย ระดับศีลธรรมในใจถึงยังสูงส่งอยู่มาก น่าปวดหัวจริงๆ
มิจิโกะยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือของเขา ส่ายหน้าไปมา "หนูกินของพวกนี้ไม่ได้ค่ะ"
"กินไม่ได้เหรอ อ้อ..." ชิฮาระ รินโตะ เข้าใจขึ้นมาทันที สำหรับคนที่ต้องการความสมบูรณ์แบบเมื่ออยู่หน้ากล้องแล้ว อาหารที่มันจัด เค็มจัด และน้ำตาล ล้วนเป็นนักฆ่าทำลายรูปร่าง กินไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ
ไม่ว่าจะเป็นไขมันสัตว์หรือไขมันพืช ทุกๆ หนึ่งกรัมจะให้พลังงานประมาณเก้ากิโลแคลอรี หากเผาผลาญไม่หมดก็จะทำให้อ้วน ส่วนเกลือจะทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำไว้มากเกินไป ก็ทำให้อ้วนอยู่ดี ส่วนน้ำตาลยิ่งไม่ต้องพูดถึง ของพรรค์นั้นแค่เป็นคนกินเข้าไปก็อ้วนแล้ว
ความคาดหวังที่นันบุ เรียวโกะ มีต่อลูกสาวนั้นชัดเจนมาก นั่นคือการเป็นดารา ดังนั้นในชีวิตประจำวันจึงต้องมีการดูแลรูปร่างและหน้าตาอย่างแน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสาวกินจนเสียทรง โตขึ้นมาแล้วไม่สวย แต่การทำแบบนี้กับเด็กตัวเล็กๆ...
เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารขึ้นมาอีก จึงถามว่า "แล้วปกติเธอกินอะไรล่ะ"
"อาหารโภชนาการสูตรโซเดียมต่ำค่ะ" มิจิโกะก้มหน้าลง ผมม้าบดบังดวงตากลมโตจนเกิดเป็นเงาจางๆ อีกครั้ง
นักโภชนาการเป็นคนจัดให้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตตามปกติของร่างกาย มีแร่ธาตุครบถ้วน สารอาหารเพียงพอพอดี แต่จะไม่มีทางทำให้เกิดไขมันแม้แต่นิดเดียว เพื่อรักษาระดับไขมันในร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำอย่างเหมาะสมและคงที่
ชิฮาระ รินโตะ ไม่ต้องชิมก็รู้ว่ารสชาติต้องไม่ดีแน่ๆ แต่ก็ไม่แปลก นี่ถือเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นของนักแสดงเลยก็ว่าได้ นักแสดงหญิงที่ดีจะกินแต่สลัดผักโซเดียมต่ำทั้งวัน ไม่ต่างอะไรกับกระต่าย เหมือนกับนักกีฬาชั้นยอดที่ต้องกินอกไก่ต้มน้ำเปล่ากับบรอกโคลีเป็นเวลานาน ล้วนเป็นราคาที่ต้องจ่ายเพื่อความสำเร็จ
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าทำแบบนี้จะถูกไหม เขาพูดอย่างลังเลว่า "เธอมีอะไรที่อยากกินเป็นพิเศษไหม หรือเธอจะเลือกขนมสักสองอย่างมากินที่นี่ก็ได้นะ ไม่ต้องกังวลอะไรหรอก คำพูดของฉันที่นี่ยังพอมีน้ำหนักอยู่บ้าง ไม่มีใครไปฟ้องแม่เธอหรอก"
อาจจะไม่ค่อยถูกนัก แต่การปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆ ได้กินของอร่อยตามใจปากบ้างเป็นครั้งคราว ก็นับว่ายังพอมนุษยธรรมอยู่บ้างล่ะนะ! ยังไงซะถ้าให้เขาตอนอายุสิบเอ็ดสิบสองต้องมากินอาหารโภชนาการจืดชืดทุกวัน เขาต้องก่อกบฏแน่ๆ
มิจิโกะเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง ความน้อยเนื้อต่ำใจลดลงเล็กน้อย แต่สีหน้าบนใบหน้าเล็กๆ นั้นกลับดูลังเล จากนั้นเธอก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง แล้วพูดเสียงเบาว่า "ตอนหนูมาถึง หนูเห็นร้านแฮมเบอร์เกอร์อยู่ข้างทาง หนูยังไม่เคยกินเลยค่ะ..."
ชิฮาระ รินโตะ เข้าใจแล้ว เขาหิ้วถุงกระดาษขึ้นมา แล้วยิ้มพูดว่า "งั้นฉันเอาแฮมเบอร์เกอร์มาแลกกับขนมของเธอแล้วกัน"
เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกจากคอกกึ่งเปิดเล็กๆ นี้ไปทันที กวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่เห็นผู้ช่วยนินจา จึงทำได้เพียงร้องเรียก "ชิรากิคุง?"
ชิรากิ เคย์มะ โผล่ออกมาจากมุมห้องประชุม รีบเดินเข้ามา ถามด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยมว่า "อาจารย์ชิฮาระ มีอะไรให้ผมทำหรือเปล่าครับ"
หรือว่าในที่สุดก็จะให้ผมช่วยเขียนบทแล้ว?
ชิฮาระ รินโตะ ยื่นถุงกระดาษให้เขา "เดี๋ยวคุณเอาอันนี้ไปแบ่งให้ทุกคนนะ บอกว่าเป็นของฝากที่มิจิโกะเอามาให้เนื่องในโอกาสที่มาที่นี่เป็นครั้งแรก แล้วคุณก็ติดต่อร้าน... แฟตตี้เบอร์เกอร์ที่อยู่บนถนนเส้นนี้นะ ลองเช็กดูว่าใช่ชื่อนี้หรือเปล่า แล้วโทรไปสั่งชุดแฮมเบอร์เกอร์ ให้เขารีบมาส่งหน่อย"
"ครับ อาจารย์ชิฮาระ" ชิรากิ เคย์มะ ผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็เชื่อฟังคำสั่ง ยอมเหนื่อยยากโดยไม่ปริปากบ่น รับถุงไปจัดการให้
ชิฮาระ รินโตะ หันหลังกลับไปที่คอกทำงาน นั่งลงเขียนบทของเขาต่อ พร้อมกับส่งสัญญาณให้มิจิโกะทำตัวตามสบาย ไปนั่งที่โต๊ะหนังสือของเธอก็พอ การแบ่งสมาธิทำสองอย่างพร้อมกันช่างเป็นทักษะขั้นเทพจริงๆ ไม่ว่ายังไงก็ไม่ทำให้งานหลักเสียเลย
มิจิโกะเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เดินไปนั่งหลังโต๊ะหนังสือ จากนั้นก็เริ่มก้มหน้าจ้องโต๊ะเหม่อลอย
ชิฮาระ รินโตะ พูดกลั้วหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจว่า "ทำสิ่งที่เธออยากทำเถอะ ไม่เป็นไรหรอก"
มิจิโกะมองเขาอย่างสับสน ส่ายหน้าพรางพูดว่า "หนูไม่รู้จะทำอะไรดีค่ะ เมื่อก่อนแม่เป็นคนจัดตารางเวลาให้หนูตลอด"
ตอนนั้นเธอแค่คิดขึ้นมาได้กะทันหัน รู้สึกว่าชิฮาระ รินโตะ กำลังสงสารเธอ เธอจึงสามารถใช้โอกาสนี้หาเวลาว่างให้ตัวเองได้บ้าง แต่ตอนนี้พอมีเวลาว่างจริงๆ เธอกลับไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรดี
"อย่างนี้นี่เอง แล้วชื่อจริงของเธอชื่ออะไรล่ะ" ชิฮาระ รินโตะ ถามขึ้นมาลอยๆ ยังไงก็ไม่กระทบกับงานอยู่แล้ว งั้นก็ถือโอกาสชวนคุยเล่นซะเลย
"นันบุ จิฮายะ ค่ะ"
"จิฮายะ? ก็เลยตั้งชื่อมิจิโกะเป็นชื่อในวงการงั้นเหรอ"
"ใช่ค่ะ แม่เป็นคนตั้งให้"
"ชื่อเพราะดีนะ" ชิฮาระ รินโตะ พลิกกระดาษหน้าถัดไป แล้วชวนคุยต่อ "วันนี้เล่นละครรู้สึกเหนื่อยไหม"
"เหนื่อยค่ะ ทั้งหนาวทั้งเหนื่อย แถมยังโดนด่าด้วย"
"ยังไม่อยากทำงานในวงการบันเทิงอยู่ดีเหรอ"
"ไม่อยากค่ะ แต่หนูต่อต้านไม่ได้"
"ถ้าเล่นไม่ดี จะโดนตีเหรอ ฉันจำได้ว่าเธอเคยบอกว่าไม่อยากโดนตีอีกแล้ว"
"ตอนเด็กๆ โดนค่ะ ตอนนี้แค่เป็นบางครั้ง ปกติจะโดนเพิ่มบทเรียนเป็นสองเท่า แล้วแม่ก็จะให้หนูเข้าไปสำนึกผิดในตู้เสื้อผ้าด้วยค่ะ"
"ก็ยังทำเกินไปหน่อยอยู่ดีนะ..." ชิฮาระ รินโตะ หยุดปากกา ลองจินตนาการว่าตัวเองอายุสิบเอ็ดสิบสอง ถูกบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่เต็มใจ เขาจะต่อต้านยังไง
อดอาหาร? หนีออกจากบ้าน? แข็งข้อกับพ่อแม่?
ยัยหนูคนนี้แก่แดดมาก รู้ว่าถ้าก่อกบฏตอนนี้ร้อยแปดสิบเปอร์เซ็นต์คงไม่มีจุดจบที่ดี คงกำลังแกล้งโอนอ่อนผ่อนตามเพื่อรอคอยโอกาสที่เหมาะสมอยู่สินะ? แบบนี้ถ้าเกิดเดินหมากผิดทางขึ้นมา จะไม่เหมือนกับโยชิโนะ เท็น ในเรื่อง 'โซนาตาบรรเลงเพื่อเด็กสาวที่ยืนกลับหัว' หรอกเหรอ ที่ยอมตายให้แม่ดูในวินาทีที่ประสบความสำเร็จที่สุด?
บรรเลงอย่างสุดชีวิต ในวินาทีก่อนที่จะมีชื่อเสียง ใช้ความตายทำให้แม่ของเธอสัมผัสถึงความเจ็บปวดที่ลึกซึ้งที่สุด?
ถึงยัยหนูคนนี้จะฉลาดกว่าหน่อย ไม่น่าจะเดินไปในทางที่รุนแรงขนาดนั้น แต่ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป รอให้ยัยหนูโตกว่านี้อีกหน่อย ไม่ช้าก็เร็วคงได้ขึ้นโรงขึ้นศาลกันแน่ๆ ใช่ไหม
เธอไม่ได้พูด และเก็บซ่อนมันไว้ได้ดีมาก แต่จริงๆ แล้วเธอเกลียดแม่ของเธออยู่บ้างใช่ไหม มันมีความเป็นไปได้ไหม่
บางทีเขาควรจะเกลี้ยกล่อมเธอสักหน่อย แต่มุราคามิ ยัยปีศาจกระดูกขาวไหล่หนานั่นก็พูดมีเหตุผล ในที่ทำงาน ความใจอ่อนคือข้อเสีย ทางที่ดีอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย
งั้นจะเตือนหรือไม่เตือนดีล่ะ
เขาเอาแต่ชวนคุยแบบกระอักกระอ่วน ความจริงมิจิโกะทนไม่ไหวตั้งนานแล้ว แต่ตอนนี้เธอต้องพึ่งพาชิฮาระ รินโตะ จึงทำหน้าตาดำมืดไม่ได้ ทำได้เพียงถามคำตอบคำ ตอนนี้พอเห็นเขาหุบปากไปครู่หนึ่งเหมือนจะพูดอะไรอีก ก็รีบชิงพูดขึ้นก่อนว่า "อาจารย์คะ ไม่ต้องสนใจหนูหรอกค่ะ หนูอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรแบบนี้ก็ดีแล้ว เชิญอาจารย์ทำงานเถอะค่ะ!"
ชิฮาระ รินโตะ ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ฉันกลัวเธอจะเบื่อที่ต้องอยู่คนเดียวไม่ใช่หรือไง แต่ในเมื่อเธอพูดแบบนี้ เขาก็เลยไม่สนใจจริงๆ เริ่มก้มหน้าก้มตาเขียนอย่างเอาเป็นเอาตาย ก่อนหน้านี้เขาเคยลองเขียนบทสองเรื่องพร้อมกัน แต่ก็ล้มเหลวอย่างน่าอับอาย การแบ่งสมาธิทำสองอย่างพร้อมกันไม่ได้หมายความว่ามือซ้ายของเขาจะเขียนหนังสือได้คล่องแคล่วด้วย ยังไงก็เขียนบทได้ทีละเรื่องอยู่ดี
แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะฝึกทักษะการเขียนด้วยมือซ้าย เขาเตรียมจะเก็บเงินอีกสักหน่อยเพื่อไปซื้อคอมพิวเตอร์ เขายังคงชินกับการพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ดมากกว่า การเขียนด้วยมือทำให้รู้สึกไม่ถนัดเอาเสียเลย ไว้ค่อยไปเรียนวิธีพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นทีหลัง แต่ก็น่าจะถือว่าลับมีดไม่เสียเวลาฟืนหรอกมั้ง เพราะยังไงซะการเขียนหรือแก้ไขบนคอมพิวเตอร์ก็สะดวกกว่ามาก
เขาเขียนบทไปพลาง ดึงหนังสือพิมพ์มาอ่านไปพลาง ถือซะว่าไม่ให้ทักษะขั้นเทพสูญเปล่า เหลือบมองหนังสือพิมพ์แวบหนึ่ง แล้วก็เขียนหนังสือสักสองบรรทัด ดูราวกับว่ากำลังลอกหนังสือพิมพ์อยู่อย่างไรอย่างนั้น
หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เขาให้ชิรากิ เคย์มะ เตรียมไว้ให้ เขาต้องทำความเข้าใจสถานการณ์ของโลกใบนี้ แม้ว่างานหลักจะต้องทำในวงการบันเทิงอย่างแน่นอน เพราะยังไงตอนนี้ก็เป็นช่วงทศวรรษทองของวงการบันเทิงทางโทรทัศน์ การสะสมทุนรอนตั้งต้นที่นี่ยังถือว่าคุ้มค่ามาก แต่กระแสอินเทอร์เน็ตในอนาคตก็จะละเลยไม่ได้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นจะไม่เป็นการทิ้งความได้เปรียบจากการหยั่งรู้อนาคตไปเปล่าๆ หรอกหรือ
ถึงแม้ตอนนี้จะยังเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ได้ แต่ก็ต้องทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวไว้ก่อน จะได้ไม่รับมือไม่ทันเมื่อถึงเวลา
เขากำลังยุ่งอยู่ตรงนั้น มิจิโกะก็นั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น พริบตาเดียวก็ผ่านไปสิบกว่านาที ชิรากิ เคย์มะ เดินเข้ามา วางแฮมเบอร์เกอร์ โคคา-โคล่า นักเก็ตไก่ทอด และอื่นๆ ลงบนโต๊ะ แล้วพูดว่า "อาจารย์ชิฮาระ อาหารที่สั่งมาถึงแล้วครับ"
ชิฮาระ รินโตะ หยุดปากกา ล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา ยิ้มแล้วถามว่า "รบกวนคุณแล้ว ชิรากิคุง ทั้งหมดเท่าไหร่ครับ"
"ทั้งหมด 980 เยนครับ" ชิรากิ เคย์มะ บอกราคา จากนั้นก็ลังเลเล็กน้อยแล้วพูดว่า "อาจารย์จะไม่ลงบัญชีกองถ่ายเหรอครับ"
"ลงบัญชีกองถ่ายได้ด้วยเหรอ" ชิฮาระ รินโตะ ตกใจเล็กน้อย
ชิรากิ เคย์มะ พยักหน้า "อาจารย์มีงบค่าเครื่องดื่มอยู่นะครับ อาจารย์ชิฮาระ" ในกองถ่ายมีแค่คนในทีมสร้างสรรค์ไม่กี่คนเท่านั้นที่มี ถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่ง สามารถเอาไปซื้อกาแฟดีๆ หรือใบชาดีๆ เพื่อแสดงถึงสถานะที่แตกต่างได้
ที่แท้ก็ยังเอาเงินหลวงมากินดื่มเล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วย ทำแบบนี้จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรือเปล่า ชิฮาระ รินโตะ คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเก็บกระเป๋าสตางค์กลับเข้าไป ยิ้มพูดว่า "งั้นก็ลงบัญชีเถอะ แล้วก็วันหลังถ้ามีเวลา เอาเงินค่าเครื่องดื่มของฉันไปซื้อช็อกโกแลตให้หมดเลยนะ"
เขาชอบกินช็อกโกแลต ไหนๆ ก็มีเงินแล้วไม่ใช้ก็เสียเปล่า สู้กินให้หมดๆ ไปเลยดีกว่า
ชิรากิ เคย์มะ รับคำแล้วก็เดินออกไป ชิฮาระ รินโตะ เอาแฮมเบอร์เกอร์ไปวางบนโต๊ะให้มิจิโกะ จากนั้นก็หาแก้วมารินโค้กออกไปเกินกว่าครึ่ง ของพรรค์นี้มันน้ำเชื่อมล้วนๆ ร้ายกาจกว่าแฮมเบอร์เกอร์เยอะ ให้ยัยหนูนี่กินแก้ขัดก็พอแล้ว ถ้าปล่อยให้เธอกินจนตัวกลมเป็นลูกบอล วันหลังเขาก็ไม่มีหน้าไปอธิบายกับแม่ของเธอเหมือนกัน
เขาพูดดักคอไว้ก่อน โดยใช้น้ำเสียงล้อเล่นว่า "อย่างมากก็ให้กินแบบนี้ได้นานๆ ที พอกลับไปเธอต้องหาวิธีเผาผลาญแคลอรีเอาเองนะ อย่าทำให้ฉันโดนแม่เธอว่าล่ะ"
"ค่ะ อาจารย์!" มิจิโกะรับคำ มือเล็กๆ สั่นเทาขณะหยิบแฮมเบอร์เกอร์มา แกะกระดาษห่อออก ทันใดนั้นแฮมเบอร์เกอร์เนื้อสองชั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ส่งกลิ่นหอมของไขมันอย่างเข้มข้น
ดวงตาของเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที รีบยกมือขึ้นเช็ดปาก เสียงกลืนน้ำลายดังอึกใหญ่ ตามด้วยการกัดลงไปคำโตจนซอสมายองเนสเลอะขอบปาก ขอบตาของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที
ที่แท้แฮมเบอร์เกอร์ก็รสชาติแบบนี้นี่เอง มองป้ายโฆษณามาตั้งนาน ในที่สุดก็ได้กินแล้ว!