หลังจากดวงจันทร์ตกลงไปในภูเขาหัวเวย แสงสว่างที่หน้าประตูเรือนซ่งก็มืดลงกะทันหัน
เรื่องเล่าของเมิ่งเหอเจ๋อจบลงชั่วคราว แต่เหล่าศิษย์สายนอกรุ่นเยาว์ยังคงรู้สึกค้างคา
"ศิษย์พี่เมิ่ง ศิษย์พี่ซ่งซ่อมแซมแม่น้ำเพื่อให้ทุกคนมีน้ำใช้ แล้วยังไงต่อขอรับ?"
แสงไฟสองสามดวงลอยมาจากที่ไม่ไกลนัก เสียงตวาดเย็นชาดังขึ้นทำลายเสียงหัวเราะพูดคุย
"มารวมหัวกันทำอะไร? ดึกดื่นป่านนี้ไม่กลับไปพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องทำงานแล้วหรือไง?"
ผู้ดูแลสามสี่คนเดินเข้ามาใกล้ หยุดอยู่ห่างออกไปสิบจั้ง จ้องมองเมิ่งเหอเจ๋ออย่างระแวดระวัง "สหายเต๋าเมิ่ง เจ้าไม่ใช่ศิษย์สำนักหัวเวยแล้ว เหตุใดจึงรั้งอยู่ที่นี่นานนัก?"
เมิ่งเหอเจ๋อหุบยิ้ม กอดกระบี่ลุกขึ้นยืน ลมเย็นยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงพัดชายเสื้อของเขาปลิวไสว ขณะที่เขายืนหยัดตรงดั่งต้นสน
เหล่าผู้ดูแลถอยหลังไป คนหนึ่งหันหลังวิ่งหนีไป ดูเหมือนจะไปรายงานหัวหน้าผู้ดูแล
กลุ่มศิษย์ตัวน้อยมองดูด้วยความอิจฉาอย่างยิ่ง มีเพียงผู้ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์ มีคนนับหน้าถือตามากมายเท่านั้น จึงจะสามารถหล่อหลอมกลิ่นอายที่เฉียบคมและน่าเกรงขามเช่นนี้ออกมาได้
"ขอตัวก่อน" เมิ่งเหอเจ๋อยิ้ม
"ศิษย์พี่เมิ่ง ท่านจะกลับมาเยี่ยมพวกเราอีกไหมขอรับ?"
ทุกคนมองเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์ บางคนดึงแขนเสื้อเขาเบาๆ
เมิ่งเหอเจ๋อไม่ได้ตอบ เพียงแต่พูดเสียงเบา "วันไหนรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว ก็มาหาข้าที่เชียนฉวี ข้าจะเกลี้ยกล่อมให้ศิษย์พี่ซ่งรับพวกเจ้าไว้"
จนกระทั่งเมิ่งเหอเจ๋อเดินจากไปไกล ผู้ดูแลคนหนึ่งจึงก้าวออกมาเตือน
"ตอนที่พวกเจ้าขึ้นเขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่า การทรยศหรือหลบหนีออกจากภูเขาโดยพละการคือการทรยศต่อสำนัก หากสำนักต้องการเอาผิด ก็สามารถออกคำสั่งตามล่า ทำให้พวกเจ้าไม่มีวันสงบสุขไม่ว่าจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว..."
จู่ๆ เขาก็พูดไม่ออก เขาพบว่าแววตาของคนกลุ่มนี้เปลี่ยนไปแล้ว ราวกับลูกสัตว์ป่าที่เผยให้เห็นกรงเล็บและเขี้ยว
……
"ข้าเคยรับปากท่านไว้ว่าจะไม่ร้องไห้อีก ศิษย์พี่ซ่ง ขอโทษด้วยเจ้าค่ะ" เหอชิงชิงดวงตาแดงเรื่อเล็กน้อย
ซ่งเฉียนจียิ้มอย่างจนใจ ทุกครั้งที่คนอื่นร้องไห้เขาต้องเป็นฝ่ายขอโทษ นึกไม่ถึงว่าจะมีคนชิงขอโทษก่อน เด็กคนนี้สอนได้จริงๆ
เหอชิงชิงยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างลุกลี้ลุกลน แขนเสื้อเลื่อนหลุด แสงสีแดงวาบขึ้นแล้วหายไป
ยามที่อารมณ์พลุ่งพล่านรุนแรง ลูกประคำหยกแดงจะยิ่งเปล่งประกายได้ง่ายขึ้น
ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดทำให้ซ่งเฉียนจียืดตัวตรงขึ้นมาทันที เขาคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แน่น "ของสิ่งนี้ได้มาจากไหน?!"
เหอชิงชิงสะดุ้งตกใจ ถอดลูกประคำหยกวิญญาณสีแดงออก "ปรมาจารย์อู๋เซี่ยงเจ้าค่ะ ท่านเปลี่ยนโฉมหน้าให้ข้า และมอบของสิ่งนี้ให้"
ซ่งเฉียนจีสัมผัสลูกประคำ ในใจสั่นสะท้านเล็กน้อย "เป็นเขานี่เอง"
ลายมือแกะสลักแบบเดียวกัน อาวุธวิเศษแบบเดียวกัน ลูกประคำของเมิ่งเหอเจ๋อก็เป็นอู๋เซี่ยงผู้นั้นมอบให้
อู๋เซี่ยงมีชื่อเสียงด้านความเมตตาในหมู่สำนักเซียนฝ่ายธรรมะมาโดยตลอด ชาติก่อนเอาแต่พร่ำหลักการใหญ่โตอย่าง "กวาดพื้นยังเว้นชีวิตมดแมลง" เขาฟังไม่เข้าหูเลยสักคำ ชาตินี้หลังจากมาทำไร่ก็อยากจะเจอหน้าดูสักหน่อย แต่กลับไม่ได้เจอเสียที
"เจ้าเคยพบคนผู้นั้นอีกหรือไม่? รู้ไหมว่าเขาไปที่ใด?"
เหอชิงชิงส่ายหน้า "ปรมาจารย์ไปมาไร้ร่องรอย ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะท่านปรากฏตัวออกมาเอง อาจารย์ของข้าก็หาไม่พบหรอกเจ้าค่ะ"
ซ่งเฉียนจีมีสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย "การบำเพ็ญเพียรที่หวังผลเร็วและแข็งแกร่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม ของสิ่งนี้มีความชั่วร้ายแฝงอยู่บ้าง หากเจ้าได้เคล็ดวิชาที่เข้าชุดกันมา ก็จงรอให้จิตใจมั่นคงก่อนค่อยฝึกเถอะ ทางที่ดีควรรอให้ถึงขั้นหยวนอิงเสียก่อน"
เขาน้อยครั้งนักที่จะพูดจาจริงจังเช่นนี้ เหอชิงชิงจึงรู้ว่าเรื่องนี้สำคัญมาก "ข้ารับปากท่านเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ซ่ง"
ซ่งเฉียนจียิ้ม "โจวเสี่ยวอวิ๋นกับจี้ซิงอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้า ล้วนเป็นเด็กสาว ไปเล่นกับพวกนางเถอะ"
เขาพูดจบถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เหอชิงชิงในตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว สำนักเซียนอินมีคนคอยเล่นเป็นเพื่อนเพื่อเอาใจนางมากมาย ไม่จำเป็นต้องให้เขามาคอยจัดการให้เลย
แต่เหอชิงชิงก็รับคำอย่างว่าง่าย "ได้เจ้าค่ะ ศิษย์พี่ซ่ง"
แขกขอตัวลากลับ เรือนซ่งก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ซ่งเฉียนจีนอนเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกเพียงลำพัง สีหน้าค่อยๆ มืดครึ้มลง
ชาติก่อนไม่มีคนชื่อเหอชิงชิง ไม่มีใบหน้านี้ ผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ของสำนักเซียนอินมีเพียงเมี่ยวเยียนที่โดดเด่นอยู่เพียงผู้เดียว
ไม่ใช่แค่เหอชิงชิง ชะตากรรมของเมิ่งเหอเจ๋อ จี้เฉิน และผู้คนนับไม่ถ้วนในเมืองเชียนฉวีล้วนเปลี่ยนไปอย่างเงียบๆ มาจนถึงวันนี้ เขาไม่สามารถทำนายอนาคตได้อีกแล้ว
ปรมาจารย์อู๋เซี่ยงต้องการทำอะไรกันแน่? ชาติก่อนที่เมิ่งเหอเจ๋อกลายเป็นเจ้าแห่งวิถีมารคือความบังเอิญจริงๆ หรือ? เว่ยเจินอวี้ผู้เป็นผู้กอบกู้โลกในยามนี้อยู่ที่ใด?
ลมฤดูใบไม้ร่วงเย็นเยียบขึ้นมากะทันหัน พัดเรือนผมสีหมึกที่ปล่อยสยายของซ่งเฉียนจี เส้นผมปลิวไสวอยู่ตรงหน้า ทำให้สายตาของเขาพร่ามัวไปชั่วขณะ
เขารู้สึกราวกับตัวเองล่องลอยอยู่บนทะเลมรณะ มองเห็นธารน้ำแข็งทอดตัวสลับซับซ้อน หมอกยามราตรีปกคลุมพร่ามัว
ประสบการณ์จากชาติก่อน ธาราแห่งกาลเวลาที่เคยเห็นในห้องมืดเล็กๆ กลับเป็นเพียงยอดน้ำแข็งที่โผล่พ้นผิวน้ำเท่านั้น
ภูเขาน้ำแข็งที่แท้จริงใต้น้ำนั้นใหญ่โตและหนาวเหน็บ ไม่รู้ว่าจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาเมื่อใด
……
ที่ราบเชียนฉวีกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้ายามราตรีดั่งฝาชีครอบคลุมทั่วทุกสารทิศ ทางช้างเผือกราวกับสายรุ้งร่วงหล่นสู่เส้นขอบฟ้า
คนงานขุดลอกแม่น้ำเลิกงานพักผ่อนไปนานแล้ว ริมแม่น้ำในยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ร่วงพัดหวีดหวิว
"ที่นี่โล่งกว้างทัศนวิสัยดี ดวงจันทร์ดวงใหญ่กว่าที่สำนักหัวเวย แถมยังอยู่ใกล้กว่าด้วย" โจวเสี่ยวอวิ๋นถาม "พวกเจ้าชอบดวงจันทร์ที่ไหนมากที่สุด?"
หญิงสาวสามคนนั่งเคียงบ่าเคียงไหล่กันบนกิ่งไม้เพื่อชมจันทร์ นี่เป็นต้นไม้ใหญ่ที่กิ่งก้านใบหนาทึบซึ่งหาได้ยากในรัศมีสิบลี้
เนื่องจากโจวเสี่ยวอวิ๋นและจี้ซิงต่างก็แกว่งขาเป็นจังหวะเดียวกัน กิ่งไม้จึงสั่นไหว เหอชิงชิงจึงถูกบังคับให้ต้องแกว่งขาตามไปด้วย
ประสบการณ์แบบนี้แปลกใหม่สำหรับนางเหลือเกิน
จี้ซิงเงยหน้าขึ้น "ข้าชอบคืนแรกที่ข้ามาถึงเชียนฉวี พี่ชายข้าขับเรือตามเรือของพวกเจ้า ดวงจันทร์วิ่งเป็นเพื่อนพวกเรามาตลอดทางเลย"
จันทร์กระจ่างเมื่อใดมี
ชั่วชีวิตหนึ่งแหงนมองนับครั้งไม่ถ้วน แต่แสงจันทร์ที่จดจำได้จริงๆ กลับมีเพียงไม่กี่คืนเท่านั้น
"แม่นางเหอ แล้วเจ้าล่ะ?" โจวเสี่ยวอวิ๋นถาม
เหอชิงชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "คงจะเป็นตอนที่อยู่สำนักหัวเวยล่ะมั้ง"
จู่ๆ นางก็นึกถึงกระโปรงสีแดงที่ปลิวไสวของเฉินหงจู๋
พวกนางก็นับว่าเคยอาบแสงจันทร์หน้าประตูเรือนซ่งด้วยกัน เคยรับลมโชยอุ่นๆ ในคืนฤดูใบไม้ผลิมาด้วยกัน
ได้ยินว่าอีกฝ่ายบรรลุขั้นจินตันแล้ว เหอชิงชิงหลุบตาลง ไม่เป็นไร ข้าก็จะตามให้ทันเหมือนกัน ไม่ช้าก็เร็วข้าจะต้องแข็งแกร่งกว่านางให้ได้
จี้ซิงปรบมือ "งั้นข้ารู้แล้ว! ต้องเป็นคืนที่เจ้าได้ที่หนึ่งในการทดสอบฉินแน่เลย แสงจันทร์งดงามราวกับม่านบางๆ ราวกับความฝัน ใช่ไหมล่ะ?"
เหอชิงชิงไม่ได้อธิบาย เพียงแต่ยิ้ม "คืนนั้นดวงจันทร์หนาวเหน็บมากเลยล่ะ"
"จะหนาวแค่ไหนมันก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้ใครๆ ก็ชมเจ้า เจ้าเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้วจริงๆ นะ"
เหอชิงชิงส่ายหน้า "บางครั้งที่คนอื่นชมเจ้า ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกว่าเจ้าดีจริงๆ แต่เป็นเพราะการกระทำของเจ้ามันเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาต่างหาก การเยาะเย้ยและวิพากษ์วิจารณ์คือการควบคุมรูปแบบหนึ่ง แต่คำชมเชยและความชื่นชมก็ต้องระวังให้ดีเช่นกัน"
นางคิดว่า ซ่งเฉียนจีไม่เคยใช้วิธีการใดๆ เพื่อกำหนดมาตรฐานหรือควบคุมใคร เด็กผู้หญิงในเมืองเชียนฉวีจึงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้
สองคนนี้ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเพียรหญิงบางคนในสำนักเซียนอิน ที่มักจะเอาคำว่าพี่น้องมาอ้างอยู่เสมอ แต่โจวเสี่ยวอวิ๋นมีนิสัยร่าเริงเปิดเผยเหมือนเป็นพี่สาว ส่วนจี้ซิงก็ไร้เดียงสาอ่อนต่อโลกเหมือนน้องสาวมากกว่า
การที่ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงดูแลและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ก็ควรจะเป็นเหมือนพวกนางนี่แหละ เหอชิงชิงรู้สึกอิจฉาขึ้นมาวูบหนึ่ง
จี้ซิงเบะปาก "แบบนั้นเหนื่อยแย่เลย เป็นผู้บำเพ็ญเพียรก็เหนื่อยพอแล้ว ยังต้องมาระแวดระวังตลอดเวลาอีกเหรอ? ข้าคงเกิดผิดที่ ข้าไม่ชอบการบำเพ็ญเพียร ข้าควรจะได้เป็นคนธรรมดาต่างหาก"
"มีแต่คนธรรมดาที่อยากจะบำเพ็ญเพียรเป็นเซียน มีแต่เจ้านี่แหละที่ได้ดีแล้วยังมาทำเป็นบ่น!" โจวเสี่ยวอวิ๋นด่าปนหัวเราะ "ข้ามองทะลุปรุโปร่งแล้ว เจ้ากับพี่ชายเจ้ามันก็เหมือนกันนั่นแหละ"
จี้ซิงจู่ๆ ก็พูดเสียงดัง "ทำไมเราถึงเลือกเองไม่ได้ล่ะ? ถ้ามีสักวันหนึ่ง เป็นคนธรรมดาก็ไม่ถูกรังแก สามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและมีความสุขได้ เชียนฉวีถึงจะเป็นเชียนฉวีที่ข้าต้องการจริงๆ"
เหอชิงชิงเพียงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร ใบหน้างดงามดั่งดอกฟูหรงรับกับแสงจันทร์ ราวกับกำลังเปล่งประกาย
จี้ซิงตาพร่าไปกับรอยยิ้มอันงดงามนี้ "แม่นางเหอจะอยู่ต่อไหม? พวกเราจะได้เล่นด้วยกันทุกวัน เมื่อหลายวันก่อนข้าได้ยินศิษย์พี่ซ่งบอกว่า เขาตั้งใจจะรับสมัครพ่อบ้านใหญ่ มาคอยจัดการเรื่องจุกจิกนอกเหนือจากการทำไร่ให้เขา ทางที่ดีควรเป็นผู้บำเพ็ญเพียรด้วย..."
โจวเสี่ยวอวิ๋นดุเบาๆ "แม่นางเหอเป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่ของสำนักเซียนอิน จะมาจัดการงานทางโลกที่เชียนฉวีได้ยังไงกัน!"
"ข้าจะไม่อยู่ที่นี่หรอก" เหอชิงชิงกล่าวอย่างสงบ
ดูพระจันทร์ก็ดี กินขนมก็ดี มีเพื่อนพี่น้องก็ดี แต่แค่นี้มันยังไม่พอหรอก
เชียนฉวีให้สิ่งที่นางต้องการไม่ได้
……
เมื่อเมิ่งเหอเจ๋อกลับมาถึงเชียนฉวี ใบไม้สีเหลืองก็ร่วงหล่นเต็มถนนในนครเทียนเฉิง
เรือวิเศษของสำนักเซียนอินเพิ่งเหินฟ้าจากไปได้ไม่นาน ทิ้งไว้เพียงตำนานความงามของเทพธิดาแห่งสำนักเซียนอิน
เมิ่งเหอเจ๋อฟังมาตลอดทางอย่างงุนงง ในที่สุดก็มาถึงจวนเซียนกวน แล้วก็ต้องเห็นแถวยาวเหยียดคดเคี้ยวอยู่หน้าประตู ลากยาวไปจนสุดถนน
สวีคั่นซานและชิวต้าเฉิงกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยและลงทะเบียนชื่อ
"ข้าแค่ไปสำนักหัวเวยมาเที่ยวเดียว ทำไมที่บ้านถึงได้พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินขนาดนี้ นี่ทำอะไรกันอยู่เนี่ย?" เมิ่งเหอเจ๋อถาม
สวีคั่นซาน "ศิษย์พี่ซ่งรับสมัครพ่อบ้านน่ะสิ"
ชิวต้าเฉิง "เงื่อนไขซับซ้อนมาก ต้องอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ขึ้นไป และต่ำกว่าขั้นจินตัน แถมยังต้องมีความทะเยอทะยานระดับธรรมดา ต้องมีความอดทนและรอบคอบ ถ้ามีความรู้เรื่องการเกษตรจะพิจารณาเป็นพิเศษ ใครใช้ให้ศิษย์พี่ซ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลล่ะ ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรจากเมืองอื่นก็เลยแห่กันมาคัดเลือก พวกเรายุ่งมาทั้งเช้ายังไม่ได้หยุดพักเลย!"
เมิ่งเหอเจ๋อชี้ตัวเอง "ข้าทำไม่ได้เหรอ? ทำไมพวกเจ้าถึงมองข้ามคนใกล้ตัวไปหาคนไกลล่ะ!"
สวีคั่นซานตบไหล่เขา "นี่เป็นความประสงค์ของศิษย์พี่ซ่ง เจ้ามีเรื่องของทีมล่าสัตว์ต้องจัดการ ส่วนจี้เฉินก็ต้องซ่อมแซมค่ายกลป้องกันเมืองเชียนฉวี อย่าเอาคนเก่งมาทำงานเล็กๆ น้อยๆ เลย"
เมิ่งเหอเจ๋อยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่จู่ๆ ก็มีเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ดังมาจากที่ไม่ไกลนัก ลอยมาตามสายลมฤดูใบไม้ร่วง
สวีกับชิวทั้งสองคนไม่ได้สนใจ แต่เมิ่งเหอเจ๋อมีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เฉียบคม จึงเดินไปที่ท้ายแถวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คนสิบกว่าคนที่ท้ายแถวเดินปิดหน้าออกมา แล้วรีบแยกย้ายกันไป
เมิ่งเหอเจ๋อขวางผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากแถว "สหายเต๋า ท่านต่อแถวมาตั้งนาน ไม่คัดเลือกแล้วหรือ?"
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรทำหน้าเจื่อนพลางส่ายหน้า "สหายเต๋าท่านนี้ ข้าก็อยากจะมาลองดูอยู่หรอก แต่ท่านดูเจ้าหมอนั่นสิ!"
เมิ่งเหอเจ๋อมองตามนิ้วของเขาไป ก็เห็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มสวมเสื้อผ้าหยาบรองเท้าฟาง รูปร่างหน้าตาซอมซ่อ กำลังยืนคุยอยู่ในแถว
"เจ้าหมอนั่นทำไมหรือ?"
"ต่อแถวมันน่าเบื่อ ก็เลยกะจะคุยเล่นเรื่อยเปื่อย แต่ท่านรู้ไหม? สหายเต๋าท่านนั้นมีชีวิตที่แสนรันทด อายุยังน้อย ครอบครัวก็พังพินาศ เพิ่งจะกราบอาจารย์ อาจารย์ก็ถูกศิษย์น้องฆ่าตาย เพิ่งจะหมั้นหมายกับคู่บำเพ็ญเพียร ว่าที่คู่บำเพ็ญเพียรก็หนีตามศิษย์พี่ของเขาไปเสียแล้ว
"เขาหนีตายมาที่เชียนฉวีคนเดียว ในโลกนี้ไม่มีใครน่าสงสารไปกว่าเขาอีกแล้ว เขาอยากเข้าเรือนซ่งจริงๆ อยากเจอศิษย์พี่ซ่งมากๆ ข้าฟังเรื่องราวของเขาแล้ว ทำใจแย่งตำแหน่งกับเขาไม่ลงจริงๆ!"
ผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรปาดน้ำตา สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป
ระหว่างที่พูดคุยกัน ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มผู้ซอมซ่อคนนั้นก็คุยจนทำให้คนร้องไห้ไปอีกสามคน แถวก็ค่อยๆ หดสั้นลงไปข้างหน้าเรื่อยๆ
เมิ่งเหอเจ๋อตกตะลึง "ในโลกนี้มีคนที่ชีวิตรันทดน่าสงสารขนาดนี้อยู่ด้วยหรือนี่"
เขาเดินเข้าไปใกล้เงียบๆ ตั้งใจฟัง เสียงระบายความทุกข์นั้นราวกับมีมนตร์ขลัง ไม่ได้แหบพร่าฟูมฟาย เพียงแค่เล่าออกมาเรื่อยๆ แต่กลับยิ่งดูเจ็บปวดรวดร้าว ทำให้เขารู้สึกปวดใจขึ้นมา
"นี่ นี่คือการคัดเลือก ไม่ใช่การประกวดความรันทด!" เมิ่งเหอเจ๋อดึงไหล่คนผู้นั้นมา "เจ้าชื่ออะไร?"
ผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มปล่อยให้เขาดึง หันกลับมาอย่างอารมณ์ดี โค้งคำนับเล็กน้อย "ข้าน้อยแซ่เว่ย ชื่อพยางค์เดียวว่าผิง สหายเต๋าสวัสดี"
"สหายเต๋าเว่ยผิง เจ้าต้มบะหมี่เป็นไหม?" เมิ่งเหอเจ๋อรู้ตัวว่าเสียมารยาท จึงช่วยลูบคอเสื้อที่ยับยู่ยี่ของอีกฝ่ายให้เรียบ
เว่ยผิงผู้นี้น่าสงสารจนหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ
"ต้มบะหมี่?" เว่ยผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ยิ้มแล้วพยักหน้า "ก็พอเป็นอยู่บ้าง"
เมิ่งเหอเจ๋อพิจารณาเขา รู้สึกว่าคนผู้นี้ดูธรรมดาไปเสียทุกอย่าง หน้าตาไม่โดดเด่น บุคลิกเก็บตัว แต่กลับดูถูกชะตาอย่างบอกไม่ถูก
"พอเป็นอยู่บ้างก็ไม่เป็นไร เรียนรู้กันได้ เจ้าตามข้าเข้ามาก่อนเถอะ อย่ามัวแต่คุยกับคนอื่นตรงนี้เลย ทำให้คนเขาร้องไห้กันหมด" เมิ่งเหอเจ๋อบ่นอุบอิบ "คนกลุ่มหนึ่งมาร้องไห้คร่ำครวญอะไรกันที่หน้าประตูจวนเซียนกวน คนรู้ก็รู้แหละว่าสงสารซาบซึ้งใจ คนไม่รู้คงนึกว่ามางานศพเซียนกวนซ่งเสียอีก"







