สำหรับผม ที่เคยอยากวางความหวังเล็ก ๆ บนโต๊ะอาหารของชาวนาแล้ว คำพูดนี้ก็ช่างมากเกินพอเสียเหลือเกิน
“ไปดูผลงานต่อไปกันเถอะครับ”
เมื่อผมตามเควินไปยังห้องถัดไป ก็พบภาพหนึ่งแขวนอยู่ตรงเสากลางห้อง
“นี่คือหนึ่งในผลงานยุคแรกของแวนโก๊ะ ที่เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเขาอยากจะสื่ออะไรออกมาครับ”
สายตาของคุณเควินที่มองภาพนั้น ช่างอบอุ่นนัก
“ครอบครัวชาวนาใช้แสงจากตะเกียงเพียงดวงเดียวเพื่อรับประทานอาหารเย็น เงาในภาพเข้มจัด บรรยากาศโดยรวมก็มืดมัว เราสามารถสัมผัสได้ถึงความยากลำบากในชีวิตของพวกเขาผ่านทางมือและใบหน้า”
ถ้ามองตอนนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นภาพที่วาดได้ไม่ดีเลย
แต่ตามที่คุณเควินพูด นี่คือภาพแรกที่ผมวาดโดยเข้าใจว่าอยากจะวาดอะไร มันจึงเป็นผลงานที่ผูกพันมาก
“แต่ชายที่ก้มหน้ากับหญิงสาวที่มองเขาด้วยความเป็นห่วง และท่าทีที่กำลังรินน้ำชา มันไม่ได้แค่สื่อถึงความโหดร้ายของชีวิต”
“ผมอยากจะวาดภาพของผู้คนที่โอบอ้อมอารีและอยู่เคียงข้างกันต่างหาก”
เมื่อผมพูดแบบนั้น คุณเควินก็หยุดไปชั่วครู่ แล้วก็ยิ้มออกมา
“ใช่เลยครับ ความสูงส่งของคำว่าครอบครัวนั้นถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน คุณรู้จักแวนโก๊ะดีนะครับ ชอบเขาเหรอครับ?”
ไม่ชอบหรอก
ในหมู่บ้าน เขาถูกมองว่าเป็นคนบ้า
เขาพูดอะไรที่ทำให้ผู้คนเสียดายใจอยู่บ่อยครั้ง และสุดท้ายก็ทิ้งเพียงความเศร้าไว้ให้กับธีโอ น้องชายคนสุดท้ายที่ยังอยู่เคียงข้าง
ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ใครจะไปชอบตัวเองแบบนั้นได้กัน
ก็แค่ได้รับความปลอบใจจากเควิน ผู้ซึ่งให้คุณค่ากับผมและภาพวาดของผมเท่านั้นเอง
“อยากจะมาขนาดนั้น แต่ทำไมทำหน้าเศร้าล่ะ?”
คำพูดของคุณปู่ทำให้ผมได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ
เมื่อออกจากลิฟต์มาที่ชั้น 2 ผมก็เห็นมันอยู่ตรงนั้น ข้ามโต๊ะเตี้ย ๆ ตัวหนึ่ง
หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส อาร์ล
เห็นภาพของอาร์ล สถานที่ที่เคยใช้ช่วงเวลาที่อบอุ่นและมีความสุขที่สุดในชีวิต ความทรงจำต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน
“ท้องฟ้าสีน้ำเงินคราม บ้านสีเหลือง และสีเขียวระหว่างนั้น การจัดวางสีสันของแวนโก๊ะนั้นช่างน่าทึ่งครับ”
คุณเควินเริ่มอธิบาย
“แต่บ้านหลังนั้นพังทลายลงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนี้เลยเห็นได้แค่ในภาพวาดเท่านั้น”
มันต้องเกิดอะไรขึ้นถึงได้มีชื่อว่า ‘สงครามโลก’ นะ
พอเป็น ‘ครั้งที่สอง’ ด้วย ก็คงเกิดขึ้นถึงสองรอบแล้วสิ
ถึงอย่างนั้น มนุษย์ก็ยังสามารถพัฒนาได้ขนาดนี้ น่าอัศจรรย์จริง ๆ
‘อยากกลับไปอีกสักครั้งจัง’
ทุ่งนาในฤดูร้อนที่เปล่งประกายดั่งทองคำ และท้องฟ้าในฤดูหนาวที่โบกสะบัดราวกับชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มที่เต้นระบำ
แม้แต่เสียงจอแจของคนเมาเหล้าในคาเฟ่หน้าบ้าน ก็ยังรู้สึกคิดถึง
“สำหรับแวนโก๊ะแล้ว อาร์ลคือสถานที่แห่งการเริ่มต้นใหม่ หลังจากเบื่อหน่ายชีวิตในปารีส เขาก็เริ่มพัฒนาสไตล์ของตัวเองผ่านการวาดภาพธรรมชาติในอาร์ล”
ตามที่คุณเควินพูด ตอนนั้นปารีสเต็มไปด้วยพวกจอมปลอม
ถนนก็เต็มไปด้วยอุจจาระและหนู ผู้คนพ่นน้ำหอมจนฉุนแทบสลบ
เพราะไม่อาบน้ำ กลิ่นตัวจึงเหม็น พอพ่นน้ำหอมทับ กลับยิ่งแย่เข้าไปใหญ่จนอยากอาเจียน
แต่ถึงกระนั้น
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ถ้ามีธีโออยู่ด้วย ก็ดีทั้งนั้น
“ชีวิตในปารีส ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะแย่หรอกครับ”
“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ?”
เมื่อผมเงยหน้าตอบคำถามของคุณปู่ คุณเควินก็มีสีหน้าสนใจ
“...ก็เพราะผมมีธีโออยู่ด้วยนี่ครับ”
“แน่นอน ทั้งคู่รักกันมากจริง ๆ”
คุณเควินพยักหน้า
ถึงจะเป็นเรื่องเมื่อ 140 ปีก่อน แต่ถึงอย่างนั้น แม้แต่คุณเควินที่รู้จักผมดี ยังไม่รู้รายละเอียดของชีวิตในปารีสเลย
เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ผู้ที่เฝ้าดูแลพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีผู้เข้าชมแม้แต่คนเดียว ผมจึงเปิดปากเล่า
“คนที่รับฟังคำพูดของแวนโก๊ะมีไม่มากนัก แต่ธีโอรับฟังเขาได้ดีที่สุดเลยครับ”
“อืม”
“แวนโก๊ะวิจารณ์วงการศิลปะในยุคนั้น ที่ไม่เข้าใจหัวใจของศิลปิน และดูแคลนแม้แต่ปรมาจารย์อย่าง ฌ็อง ฟร็องซัว มีแล เขาจริงจังมากเลยนะครับ”
ฌ็อง ฟร็องซัว มีแล เคยวาดภาพผู้คนธรรมดาที่ไม่ได้รับความสนใจในยุคนั้น
แม้จะสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซอย่าง The Angelus และ The Gleaners แต่ในช่วงแรกกลับถูกเยาะเย้ย
“อย่างนี้นี่เอง”
มือของคุณปู่ที่ลูบศีรษะผม ช่างรู้สึกอบอุ่นเหมือนปลอบใจ
“อืม แน่นอนว่าคำพูดแบบนั้นก็มีบันทึกไว้ในจดหมายของแวนโก๊ะอยู่เหมือนกัน แต่ธีโอดอร์ก็ต้องทำงานเหมือนกันใช่ไหม เขาจะมีเวลาฟังขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ช่างเป็นคำถามที่ตรงจุด แบบที่คนรู้จักผมดีเท่านั้นถึงจะถามได้
“ใช่ครับ เขายุ่งมาก กลับบ้านก็ดึกอยู่แล้ว เราเลยได้คุยกันถึงช่วงดึก ๆ ของคืนบ่อย ๆ ความสัมพันธ์ของเราก็แน่นแฟ้นแบบนั้นแหละครับ”
ช่วงดึก ๆ ตอนที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินอ่อน ๆ เรานั่งพูดคุยกันเรื่องศิลปะ ผมยังคงโหยหาช่วงเวลาเหล่านั้น
“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ล่ะก็ ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมธีโอถึงอยากส่งพี่ชายไปอยู่ที่อาร์ล”
ผมหันไปมองคุณปู่เมื่อได้ยินคำพูดของเขา
"ก็นั่นน่ะสิ กลับมาจากทำงานข้างนอกอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ต้องมานั่งฟังพี่ชายพล่ามโดยไม่ได้พักเลย คงลำบากน่าดู"
"……"
"ก็มีความเป็นไปได้อยู่ครับ คนที่เสนอให้แวนโก๊ะไปใช้ชีวิตที่อาร์ลก็คือน้องชายของเขา ธีโอดอร์"
"……ไม่ใช่ครับ ค่าห้องในปารีสมันแพงเกินไป"
"แต่ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหรอ? ถ้าอยู่ด้วยกัน ค่าเช่าคงไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่หรอก"
"……ภรรยาเขา โยฮันน่าก็อยู่ด้วย และธีโอก็ต้องการพื้นที่ส่วนตัวเหมือนกันครับ"
"นั่นแหละ ใช่เลย ธีโอก็อยากให้พี่ชายออกไปนั่นเอง"
"จริง ๆ แล้ว สำหรับการทำงานในฐานะศิลปิน ปารีสถือเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีกว่ามาก ถ้าจะอธิบายว่าเป็นเพราะปัญหาสุขภาพของแวนโก๊ะ รวมถึงความเหนื่อยล้าของธีโอเองด้วย ก็คงฟังดูสมเหตุสมผลที่สุดครับ"
คุณปู่กับคุณเควินกำลังเปลี่ยนความทรงจำที่แสนหวงแหนและอ่อนโยนของผมให้กลายเป็นข้อวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล
"ไอ้หนูนี่ เห็นเงียบ ๆ วาดแต่ภาพ แต่ดูเหมือนจะเรียนรู้อะไรเยอะเหมือนกันนะ"
"ข้อมูลที่ใช้ในการอธิบายยิ่งมีมาก ก็ยิ่งช่วยให้การตีความลึกซึ้งขึ้นครับ เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมเลย"
คำชมของคุณปู่และรอยยิ้มสดใสของคุณเควินกลับทำให้รู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
เดิมทีแค่อยากมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงผมสักครั้งในชีวิต แต่สุดท้ายกลับรู้สึกเหมือนมีแต่แผลใจ
‘ไม่มีคนเลยด้วยซ้ำ’
ถึงจะเป็นเช้าตรู่ แต่ก็เงียบเกินไป
นอกจากผม คุณปู่ และคุณเควินผู้เป็นไกด์แล้ว ก็ไม่มีใครอีกเลยในพิพิธภัณฑ์อันกว้างขวางนี้
‘ทั้งที่สร้างพิพิธภัณฑ์ดีขนาดนี้ให้เราแท้ ๆ’
แม้จะได้รับคำชื่นชมจากบางคนเพียงหยิบมือ แต่สำหรับผมก็ถือว่าเกินพอแล้ว
แต่สุดท้าย ถ้าไม่เป็นที่รักของผู้คน พิพิธภัณฑ์ที่กว้างใหญ่และสวยงามนี้ก็เหมือนไม่มีความหมายอะไร
มันแค่ทำให้รู้สึกอับอาย
“ไปดูภาพต่อไปกันครับ”
ผมเดินตามคุณเควินต่อไป
เมื่อเลี้ยวผ่านผนังที่แขวนภาพหนึ่ง ก็เห็นภาพวาดที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างรุนแรงถูกจัดแสดงอยู่ในตู้กระจก
เป็นภาพวาดโดยปอล โกแกง
เขานำภาพแบบนั้นมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของผมงั้นหรือ
ไม่มีอะไรจะน่าอัปยศไปกว่านี้อีกแล้ว
“นี่คือภาพวาดของแวนโก๊ะที่ปอล โกแกงเป็นผู้วาดครับ แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เห็นที่ชั้น 1 อย่างมากเลยใช่ไหมครับ?”
ผมรู้สึกไม่พอใจจนแทบควบคุมอารมณ์ไม่ได้ แต่คุณเควินก็รีบอธิบายเพิ่มเติม
“บางครั้งก็มีคนถามผมนะครับว่า ภาพวาดของแวนโก๊ะที่โกแกงวาดนั้นดูเหมือนจริงยิ่งกว่าภาพเหมือนตัวเองของแวนโก๊ะเสียอีก เพราะสายตาของคนอื่นอาจจะมองได้ชัดเจนยิ่งกว่า”
“……”
“แต่ภาพวาดของโกแกงนั้นห่างไกลจากความเป็นจริงครับ เต็มไปด้วยการตีความจากมุมมองส่วนตัว ซึ่งแม้จะเป็นคุณสมบัติที่ศิลปินควรมีก็ตาม แต่ปัญหาคือเขามองผู้อื่นต่ำต้อยเกินไปครับ”
พูดได้อย่างตรงประเด็น
ถ้าคุณเควินไม่รู้ความจริงนี้ ผมคงไม่สามารถระงับความโกรธได้แน่นอน
“แวนโก๊ะรู้สึกโกรธมากเมื่อเห็นภาพนี้ครับ”
ตอนนี้ผมก็ยังโกรธอยู่
“ถึงจะเคยขัดแย้งกันอยู่บ้างก่อนหน้านั้นเพราะแนวทางศิลปะต่างกัน แต่ภาพนี้ก็เป็นชนวนที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่แตกหักลงจริง ๆ เพราะแวนโก๊ะเองถือว่า ทานตะวัน คือสัญลักษณ์ของตัวเอง แต่โกแกงกลับวาดเขาออกมาราวกับเป็นชายผู้หมดแรงและไร้ค่า”
คุณเควินชี้จุดผิดพลาดของปอล โกแกงได้อย่างชัดเจน
“แม้ทั้งคู่จะเป็นอัจฉริยะที่ขาดไม่ได้ในประวัติศาสตร์ศิลปะ แต่ตรงกันข้ามกับแวนโก๊ะผู้ซื่อสัตย์และมีน้ำใจ โกแกงไม่ใช่เพื่อนที่ดีเลย”
คุณปู่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วพูดต่อ
“โดยเฉพาะปอล โกแกงน่ะนะ เป็นคนที่เลวสุด ๆ ไปเลย เรียกว่าขยะก็ไม่ผิด”
“ฮะฮะ…”
คุณเควินหัวเราะแบบเก้อ ๆ คล้ายจะเห็นด้วยอยู่บ้าง
“บอกเมียว่าจะประสบความสำเร็จแล้วกลับบ้าน แต่ดันไปแต่งงานกับเด็กสาวอายุต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตาฮีตี แล้วก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย แบบนั้นจะเรียกว่าคนได้ยังไง?”
“เป็นคนที่ไม่ได้มีเสน่ห์อะไรเลยครับ แถมยังอิจฉาศิลปินคนอื่นที่ประสบความสำเร็จมากกว่าตัวเอง ถึงขั้นไปพูดจาโจมตีลับหลังจนเพื่อนร่วมวงการก็ไม่อยากยุ่งด้วย”
แม้หลังจากออกจากอาร์ล เรายังคุยกันผ่านจดหมายบ้างบางครั้ง
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าแม้แต่หลังจากผมตาย เขาจะยังเป็นแบบนั้นอยู่
“ยังไม่พอ เขายังหลอกชาวตาฮีตีว่าเป็นจิตรกรที่รัฐบาลฝรั่งเศสส่งมา แล้วก็ใช้เรื่องนั้นเอาเงินเลี้ยงชีพอีก เต็มไปด้วยความเสแสร้งและโกหกทั้งเพ เป็นขยะจริง ๆ”
นึกเสียใจเหลือเกิน ที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่าเขาเป็นผู้ชายที่เท่
‘วินเซนต์ ข้าไม่คิดจะเน่าอยู่กับแกในบ้านนอกแบบนี้หรอกนะ’
คำพูดของเขาก่อนจะจากอาร์ลไปยังคงดังก้องในหัวเหมือนคำสาป
“เพราะงั้นนะ ฮุนอา อย่าไปคบกับคนแบบนั้นเด็ดขาด ถ้าอยากเป็นเหมือนแวนโก๊ะจริง ๆ ก็ต้องเลือกคบเพื่อนให้ดี รู้จักดูคนบ้างนะ”
บางที ความเชื่อที่ว่าถ้าเราจริงใจกับใครสักคน สักวันหนึ่งมันจะเข้าถึงใจเขา อาจจะเป็นความคิดที่ผิดก็ได้
แม้กระทั่งตอนที่ผมตัดหูตัวเองที่อาร์ล
หัวใจของผมที่พยายามปกปิดความจริง เพื่อให้เขายังคงสามารถสร้างงานศิลปะต่อไปได้นั้น มันหายไปไหนเสียแล้ว
ทั้งที่เป็นเพื่อนสนิทที่มีพรสวรรค์เหนือชั้นขนาดนั้น แต่กลับเลือกใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยการโกหก ผมอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธ
‘ทำไมถึงทำแบบนั้นกันนะ’
มันเป็นคำโกหกตื้นเขินที่เมื่อเวลาผ่านไปก็จะถูกเปิดโปงอยู่ดี เขาถึงกับต้องยึดติดกับมันขนาดนั้นเลยหรือ?
ผมอยากถามว่าเขาจำเป็นต้องใช้ชีวิตแบบนั้นจริง ๆ หรือเปล่า
ความรู้สึกมันหดหู่ลงเรื่อย ๆ
“ไปดูงานถัดไปกันเถอะครับ”
แม้คุณเควินจะชวนให้ไปดูภาพถัดไป แต่ผมกลับไม่รู้สึกอยากขยับตัว
ต่อให้พูดดีแค่ไหน คำเหล่านั้นก็ไม่เข้ามาในหัวใจเลย
มีแต่ความทรงจำเลวร้ายที่เอ่อล้นขึ้นมา
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็คือพื้นที่ว่างเปล่านี้ไม่ใช่หรือ?
ต่อให้คุณเควินอธิบายถึงความอยุติธรรมที่ผมเคยเผชิญ หรือพูดชมภาพของผมเพียงใด หากไม่มีใครมาดู มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย
“ทำไมเหรอ ไม่สบายตรงไหน?”
คุณปู่ถามด้วยสีหน้าเป็นห่วง
“ที่กว้างขนาดนี้ แต่มีแค่พวกเราอยู่คนเดียวเองนะครับ”
“ก็จริงนะ ว่าแต่ เวลาก็ผ่านไปเยอะแล้วเหมือนกันแฮะ”
“ใช่ครับ อีกไม่นานก็จะถึงเวลาเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมแล้ว คงจะเดินชมอย่างสงบแบบตอนนี้ไม่ได้แล้วล่ะครับ”
ว่าไงนะ?
“หมายความว่ายังไงที่บอกว่าใกล้จะเปิดแล้ว?”
“เวลาปกติของพิพิธภัณฑ์จะเปิดตอน 9 โมงครับ วันนี้คุณโกซูยอลได้ร้องขอเป็นพิเศษ เลยให้คุณทั้งสองเข้ามาก่อนเวลา 1 ชั่วโมง”
ผมเงยหน้ามองคุณปู่พลางถาม
“จริงเหรอครับ?”
“แฮ่ม… ก็พูดเองมันจะเขินหน่อยๆ แต่ปู่นี่แหละจัดให้กับหลานชายสุดที่รัก ยังไงล่ะ เป็นไงล่ะ คุณปู่เจ๋งไหม?”
ผมรู้สึกขอบคุณ... แต่กลับรู้สึกไม่ขอบคุณเลยสักนิด
แม้จะฟังคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญก็เถอะ ผมแค่อยากเห็นว่าคนธรรมดาเขามองภาพของผมด้วยสีหน้าแบบไหน
“แล้วปกติมีคนมาเยอะไหมครับ?”
“โดยเฉลี่ยแล้ว วันหนึ่งจะมีผู้เข้าชมมากกว่า 5,000 คนต่อวันครับ ปีหนึ่งมีมากถึง 2 ล้านคนที่เดินทางมาเพื่อพบกับแวนโก๊ะ”
ยังไม่ทันที่คำพูดของคุณเควินจะจบ ก็ได้ยินเสียงฮือฮามาจากชั้นล่าง
เมื่อผมโน้มตัวไปมองจากบันได ก็เห็นผู้คนหลายสิบคนแล้ว และยังมีคนต่อแถวเข้ามาอีกไม่ขาดสาย
“……”
ไม่รู้จะจัดการกับความรู้สึกนี้ยังไงดี
ความรู้สึกมันล้นจนร่างกายไม่ยอมขยับ
“อันนี้ผมรู้จักนะ เรียกว่าอิมพาสโต้ไง!”
“ภาพทานตะวันอยู่ชั้นไหนเหรอ?”
“ว้าว ดูสิ เหมือนภาพมันกำลังขยับเลย!”
ไม่นาน ชั้น 2 ก็เต็มไปด้วยผู้คน และผมทำได้เพียงมองพวกเขาเดินดูภาพของผม
ผมตัวเล็กเกินกว่าจะมองเห็นว่าพวกเขาดูภาพอะไรอยู่
ว่าพวกเขาพูดคุยอะไรกัน
แสดงสีหน้าแบบไหน
แต่เมื่อจ้องมองพวกเขา ความรู้สึกในใจผมก็เริ่มท่วมท้นจนหยดน้ำตาเอ่อคลอ
คุณปู่พูดเบา ๆ ขึ้นมา
“ฮุนอา...”
เมื่อผมหันไปมอง ท่านก็ใช้นิ้วหัวแม่มือเช็ดน้ำตาผมพลางพูด
“ไอ้เด็กนี่ ร้องไห้ทำไมล่ะ หื้ม?”
ผมรีบใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา พยายามสงบใจ แต่แล้วคุณเควินก็พูดขึ้นมา
“ผมเองก็เผลอซึ้งจนร้องไห้บ่อย ๆ เวลามาอยู่ที่นี่ โดยเฉพาะเวลามองผู้คนที่ยืนอยู่หน้าภาพทานตะวันนั่นแหละครับ”
ข้างหน้า คนบางคนยืนเอามือปิดปาก บางคนยื่นหน้าเข้าไปคุยกัน
“แวนโก๊ะอยากมอบความหวังและกำลังใจให้กับชาวนา เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงให้ต้นข้าวเติบโต ทานตะวันที่เขาวาดจึงเหมือนภาพเหมือนของตัวเอง เป็นการสื่อถึงตัวเขาโดยตรง”
กำลังใจ...
“อาจเพราะเหตุผลนั้น ภาพทานตะวันเลยกลายเป็นกระแสที่ศิลปินหลายคนหลังจากนั้นก็พากันวาดบ้าง เช่น เคียร์ชเนอร์ เป็นต้น”
กลายเป็นกระแส...
“ในประวัติศาสตร์ศิลปะ บางครั้งเขาก็ถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มอิมเพรสชั่นนิสม์ช่วงปลาย หรือไม่ก็หลังอิมเพรสชั่นนิสม์ แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบการจำแนกแบบนั้นนัก สำหรับผม แวนโก๊ะคือสัญลักษณ์ เป็นแนวทาง เป็นหนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร”
สำหรับคนพ่ายแพ้ที่ต้องละทิ้งทั้งความรัก ครอบครัว
แม้แต่ชีวิตและงานศิลปะ คำพูดแบบนั้นมันเหมาะกับผมตรงไหนกัน?
ผมส่ายหน้า คิดว่าควรจะรู้จักประมาณตนไว้บ้าง แต่คุณเควินก็พูดในสิ่งที่ทำให้ผมกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“แวนโก๊ะเอาชนะมันได้แล้วครับ จากทุกสิ่งที่พันธนาการเขาไว้”
“ฮึก…”
“ชื่อวินเซนต์มาจากภาษาละติน แปลว่า ‘ผู้ชนะ’ นะลูก”
เมื่อคุณปู่พูดจบ ความอัดอั้นที่ผมฝืนกลั้นไว้ก็...
สุดท้ายก็ระเบิดออกมาทั้งน้ำตาและเสียงสะอื้น