คนเราบินไปไหนมาไหนได้บนท้องฟ้า ไม่ตายก็บุญแล้ว
แม้ผมจะหลงใหลไปกับทิวทัศน์ที่มองจากฟ้า แต่ถ้าธีโอหรือโลแทร็กในศตวรรษที่ 19 ได้มาสัมผัสประสบการณ์เดียวกัน ก็คงจะตัวสั่นกลัวตาย หรือไม่ก็คงปฏิเสธจะขึ้นเครื่องตั้งแต่แรกแล้ว
ขณะที่เรากำลังเดินลากกระเป๋า คุณปู่ก็หยุดอยู่ตรงหน้าผู้ชายคนหนึ่ง
“สวัสดีครับ หนุ่มน้อยก็สวัสดีด้วยนะ”
“เดี๋ยวนะ… คำว่าสวัสดีเป็นภาษาดัตช์พูดว่ายังไงนะ”
ขณะที่คุณปู่กำลังหาคำทักทายจากในสมาร์ตโฟน ชายคนนั้นก็หันมายิ้มกว้างให้ผม
“Hallo. Hallo.”
คุณปู่ก็ตอบกลับด้วยภาษาดัตช์อย่างเก้ ๆ กัง ๆ
“มาทำอะไรที่เนเธอร์แลนด์เหรอครับ?”
ชายคนนั้นตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ แต่ยังไม่ทันที่คุณปู่จะตอบ ผมก็พูดขึ้นมาก่อน
เพราะไม่ได้เจอคนดัตช์มานาน เลยรู้สึกดีใจมาก
“มาชมพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะครับ”
ชายคนนั้นเบิกตากว้างแล้วยิ้มกว้าง
“โอ้ โอ้ เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดแน่นอน ถ้าได้ไปพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ อย่าลืมดูรูปดอกทานตะวันนะ ลุงน่ะ เวลาที่จิตใจวุ่นวายก็จะไปหาปลอบใจที่นั่นแหละ”
“จริงเหรอครับ?”
“แน่นอน รูปที่ปลอบใจลุงได้ก็มีแต่ของแวนโก๊ะเท่านั้น ที่นั่นเป็นที่เดียวที่สามารถซื้อความสงบในใจได้ในราคา 19 ยูโร อ้อ แต่หนุ่มน้อยยังเด็กอยู่ใช่ไหม งั้นก็แค่ 10 ยูโรก็พอแล้วล่ะ”
ผมปรับตัวไม่ทันเลย
ถึงจะดีใจและรู้สึกขอบคุณที่มีคนชอบภาพวาดของผมขนาดนี้ แต่มันก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี
“เป็นหลานชายเหรอครับ? ภาษาดัตช์คล่องมากเลยนะ รู้สึกเหมือนกำลังคุยกับคุณปู่ที่ตายไปแล้วเลย ฮะฮะฮะ!”
“ฮุนอา เขาพูดว่าอะไรน่ะ?”
“เขาถามว่าผมเป็นหลานชายหรือเปล่าครับ”
“ฮะฮะฮะ! ใช่ครับ หลานผมเอง”
“ฮะฮะฮะ!”
ไม่รู้ว่าดีใจอะไรกัน ทั้งที่คุยกันก็ไม่รู้เรื่องแท้ ๆ
หลังจากที่ชายคนนั้นประทับตราอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็ก เราก็สามารถผ่านเข้าไปได้
“ภาษาดัตช์ก็เรียนมาด้วยเหรอ? เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองดูจะชอบมากเลยนะ?”
คุณปู่พูดพลางเก็บสมาร์ตโฟนลงในกระเป๋า
“ไม่ต้องใส่สร้อยนี่แล้วก็ได้นะ?”
พอผมโชว์สร้อยคอที่น่าอายให้ดู คุณปู่ก็หัวเราะกลบเกลื่อน ดูเหมือนจะคิดว่าแม้จะสื่อสารได้ก็ยังมีโอกาสหลงทางอยู่ดี
เรานั่งแท็กซี่จากสนามบินตรงมายังโรงแรมทันที
“Dank u”
พอขอบคุณคนขับแท็กซี่แล้วลงจากรถ ก็เห็นอาคารที่เปล่งประกายสีทองสูงเด่นขึ้นมา แหงนหน้าดูยังไงก็ไม่สามารถมองเห็นได้หมด
หรูหราจนดูเหมือนแม้แต่ขุนนางก็คงยากจะได้พักที่นี่
'แต่ทำไมยังเป็นกลางวันอยู่เลยนะ'
คงเพราะมัวแต่ชมวิวระหว่างทาง เลยไม่ได้หลับตาเลยแม้แต่นิด พอถึงที่พักก็เริ่มง่วงจัด แต่กลับยังเป็นเวลากลางวันอยู่
ออกเดินทางตั้งแต่เช้า ใช้เวลาเดินทางตั้ง 11 ชั่วโมง ก็น่าจะเย็นแล้ว แต่ทำไมยังกลางวันอยู่ก็ไม่รู้
“มันแปลก ๆ นะครับ”
“อะไรเหรอ?”
“ทำไมตอนนี้ยังเป็นตอนกลางวันอยู่ล่ะครับ?”
“ฮื้ม เพราะเจ็ตแล็กไง เวลาที่โซลกับอัมสเตอร์ดัมน่าจะต่างกันราว ๆ 7 ชั่วโมงได้”
“……ได้ยังไงกันล่ะครับ?”
เวลามันไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอกเหรอ?
“กลางวันกลางคืนมันขึ้นอยู่กับพระอาทิตย์เห็นไหมล่ะ เพราะโลกมันกลมและหมุนอยู่ตลอดเวลา ถ้าอีกฝั่งของโลกเห็นพระอาทิตย์ อีกฝั่งก็จะมืดเป็นกลางคืนไง”
“……”
จริงด้วย คนยังบินได้เลย แล้วจะมีอะไรที่เป็นไปไม่ได้อีก
ในยุคนี้มีสิ่งน่าอัศจรรย์มากมายเกินกว่าจะมัวมานั่งสงสัยเรื่องที่ไม่เข้าใจ
พอทิ้งตัวลงบนเตียง คุณปู่ก็หัวเราะเบา ๆ แล้วพูดขึ้นมา
“ถ้านอนตอนนี้ กลางคืนจะทำยังไงล่ะ”
ก็จริงแฮะ
ผมลุกขึ้นมาล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อให้ตื่นตัวหน่อย แล้วก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อย
“วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ค่อยไปพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะกัน”
“ไปตอนนี้ไม่ได้เหรอครับ?”
“ตอนนี้เลยเหรอ?”
ถึงจะง่วง แต่ผมก็อยากไปดูให้เร็วที่สุด
คนที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างผม
อยากรู้จริง ๆ ว่าคำพูดของคุณปู่ ของจางมีแร และของชายเจื้อยแจ้วที่สนามบินเป็นความจริงไหม
อยากรู้ว่าผมได้รับความรักอย่างที่เขาบอกไว้จริงหรือเปล่า
อยากรู้ว่าตอนนี้มีคนมองเห็นความพยายามของผมไหม
“เขาบอกว่าจะให้เราเข้าชมอย่างเงียบ ๆ พรุ่งนี้ไง อดทนอีกนิดนะ”
พอคุณปู่พูดจบ ผมก็พยักหน้า… แล้วก็เผลอหลับไปเสียก่อน
พยายามจะลืมตา แต่เปลือกตากลับหนักเสียเหลือเกิน
“นอนซักนิดเถอะ เดี๋ยวปู่จะปลุกเองนะ”
...
เช้าวันถัดมา
เรามุ่งหน้าไปยังพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะโดยใช้รถรางซึ่งเป็นระบบขนส่งสาธารณะ
มันเหมือนรถไฟ แต่ไม่พ่นไอน้ำและวิ่งอย่างเงียบสงบ เป็นพาหนะที่น่าทึ่งทีเดียว
“ตรงนั้นไง”
เมื่อมองตามทิศทางที่คุณปู่ชี้ไป ก็เห็นอาคารอยู่สามหลัง
ใหญ่โตมาก
‘มีอยู่จริง ๆ ด้วย’
ที่หนึ่งในอาคารนั้นมีป้ายตัวโตเขียนไว้ว่า “พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ”
เราตรงไปยังอาคารที่ผนังภายนอกเป็นกระจกโค้ง ตามหลังคุณปู่ไป มีรั้วที่ติดหน้าจอมอนิเตอร์ด้วย
“นี่คืออะไรเหรอครับ?”
“ที่สำหรับต่อแถว”
ถ้าสร้างไว้เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่มาต่อคิว มันก็ดูน่าแปลก เพราะไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
เราจึงเดินเข้าไปข้างใน
ชายคนหนึ่งผิวขาว ผมทอง หน้าตาแบบที่คุ้นเคยดี ยิ้มทักทายอย่างอบอุ่น
“ยินดีที่ได้พบครับ ท่านโกซูยอล ผมชื่อเควิน เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะครับ”
เขาพูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและมีมารยาทมาก
‘ท่าน’ อย่างนั้นเหรอ
ว่าไปแล้ว ตอนที่คุณปู่เจอกับชายที่ชื่ออองรี มาร์โซ เขาก็ใช้คำว่า ‘ท่าน’ ด้วยเหมือนกัน ดูเหมือนคุณปู่จะได้รับตำแหน่งอัศวินจริง ๆ
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันครับ”
คุณปู่ยิ้มและจับมือกับเขา
“ส่วนท่านผู้นี้...”
พอชายที่ชื่อเควินมองมาทางผม คุณปู่ก็พยักหน้า
“นี่ฮุนครับ”
ผมก็กล่าวทักทายไป และเขาก็พูดในสิ่งที่ไม่คาดคิด
“ผมได้ชมภาพดอกทานตะวันแล้วครับ สีที่คุณใช้ชวนให้นึกถึงแวนโก๊ะเลยทีเดียว ผมรู้สึกประทับใจมาก”
“คุณได้ดูภาพดอกทานตะวันแล้วเหรอครับ?”
“อองรี มาร์โซ ซื้อมันไป แล้วมันก็กลายเป็นกระแสในยุโรปเลยครับ”
แม้ว่าผมจะขายมันได้เงินจำนวนมาก แต่คำว่า “กลายเป็นกระแสในยุโรป” ก็คงพูดเพื่อให้ผมรู้สึกดีมากกว่า
“งั้น... พวกเราจะเข้าไปชมเลยไหมครับ?”
ภายใต้การนำทางของเขา เราเดินลงไปยังชั้นล่างของอาคาร
มีร้านค้าที่ดูเหมือนเป็นร้านขายของที่ระลึกอยู่หลายแห่ง
มีภาพของผมติดอยู่ตามโปสการ์ด ตามเสื้อผ้า แต่กลับไม่มีผู้คนอยู่เลย
ผมรู้สึกหวั่นไหวอยู่ลึก ๆ ว่าอาคารที่กว้างใหญ่ขนาดนี้มันจำเป็นจริงหรือ
ระหว่างที่ผมกำลังคิดอย่างไม่แน่ใจ เควินก็เอ่ยขึ้น
“ร้านขายของที่ระลึกจะเปิดให้ชมหลังจากการเข้าชมนิทรรศการครับ พอถึงเวลาเปิดแล้ว ด้านในจะมีผู้คนมากมายเลยครับ”
จากนั้นเราก็ขึ้นบันไดเลื่อนที่เรียกว่าเอสคาเลเตอร์ แล้วเลี้ยวตรงมุมหนึ่ง
ผมก็ได้เห็นภาพเหมือนของตัวเอง
ใบหน้าของผมเต็มผนังด้านหนึ่ง ทำเอารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนพวกเขาจะใช้เครื่องพิมพ์บางอย่างพิมพ์ภาพของผมแล้วแปะไว้เหมือนวอลเปเปอร์
เควินพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“สีสันที่จัดจ้าน กับฝีแปรงที่หยาบแต่แฝงความประณีต เป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัดของแวนโก๊ะครับ”
ผมตั้งใจฟังเขาพูดระหว่างเดินเข้าสู่นิทรรศการ
“มันดูแตกต่างจากภาพลักษณ์ของคนบ้าหรือคนคลุ้มคลั่งใช่ไหมล่ะครับ?”
ดูเหมือนแม้แต่ตอนนี้ผมก็ยังถูกมองว่าเป็นคนบ้าอยู่
“แต่ริมฝีปากที่เม้มแน่นกับสายตาที่ทรงพลังนั้น กลับดูเศร้าเหมือนกันนะครับ บางทีเขาอาจจะกำลังพยายามฝืนบางสิ่ง หรือแค่พยายามอดทนก็ได้ เขาเป็นจิตรกรที่ซื่อสัตย์กับตัวเองมากครับ”
เมื่อเดินเข้ามาด้านในของห้องจัดแสดง ผมก็ได้เห็นผลงานของตัวเองถึง 13 ชิ้นที่ถูกจัดแสดงอยู่จริง ๆ
ภาพบนผนังทั้งหมดเป็นภาพจำลอง แต่ภาพเหมือนและภาพตนเองที่อยู่ในตู้กระจกนั่น เป็นภาพที่ผมวาดจริง
“แล้วทำไมภาพที่ติดผนังถึงเป็นของจำลองล่ะครับ?”
ผมถามเควิน เขาก็ยิ้มเบา ๆ
“คุณดูออกด้วยเหรอครับ?”
แน่นอนสิ เพราะมันคือภาพของผม
“ทางเรามีของจริงเก็บไว้ครับ แต่ในฐานะพิพิธภัณฑ์ ก็เป็นสถานการณ์ที่ลำบากเหมือนกัน ถึงจะมีภาพล้ำค่าอยู่ แต่ก็ไม่สามารถนำออกมาแสดงได้อย่างสบายใจ”
“ทำไมล่ะครับ?”
“ถ้านำภาพระดับนั้นมาแขวนไว้ แล้วเกิดถูกทำลายหรือถูกขโมยขึ้นมา มันจะไม่ใช่แค่ความเสียหายของพิพิธภัณฑ์นะครับ แต่จะเป็นความเสียหายต่อมนุษยชาติเลย”
“สำคัญขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
แม้ว่าจะดีใจที่มีคนให้คุณค่ากับภาพของผม แต่มันก็ฟังดูเกินจริงไปหน่อย
“ภาพของแวนโก๊ะน่ะ ราคาหลายสิบล้านยูโรยังเบา ๆ เลยครับ บางภาพก็ทะลุหลักร้อยล้านยูโร”
ตอนขายภาพให้กับอองรี มาร์โซ ผมได้มา 2 ล้านยูโร
จางมีแรบอกว่าแค่นั้นก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินไปตลอดชีวิตแล้ว แต่หลายสิบล้านยูโรงั้นเหรอ...
คุณปู่ก็เคยพูดแบบเดียวกัน แต่ผมก็ยังไม่อาจเชื่อได้อยู่ดี
“ผมไม่แน่ใจว่าการใช้ ‘เงิน’ เพื่อวัดคุณค่าของงานศิลปะมันเหมาะสมหรือเปล่า แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นตัวเลขที่ชัดเจนที่สุดในการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นจิตรกรที่ได้รับความรักมากแค่ไหนครับ”
“…….”
“ด้วยเหตุผลแบบนั้นแหละครับ เราจึงเลือกจัดแสดงด้วยภาพจำลองที่สร้างอย่างประณีต ส่วนของจริงก็จะนำออกมาจัดแสดงหมุนเวียนกันเพื่อการดูแลรักษาที่เหมาะสมครับ”
ขณะพยักหน้าและมองดูผลงาน เควินก็เอ่ยเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก
“ทราบไหมครับ? ในบรรดาภาพเหมือนตัวเองของแวนโก๊ะที่เรารู้จักกัน บางภาพก็อาจจะไม่ใช่ตัวเขาเอง”
ผมหันไปมองเขาด้วยความงง
“เป็นเรื่องยากที่จะบอกแน่ชัดว่าภาพนั้นวาดตัวเขาเอง หรือวาดน้องชายคือธีโอดอร์ เพราะถึงจะเป็นพี่น้องกัน แต่ทั้งสองคนหน้าตาเหมือนกันมาก”
ธีโอ ฉลาดกว่า สุภาพกว่า และหาเงินเก่งกว่าผม
แม้จะเคยมีข่าวลือไม่ดีอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เขาก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้คน และประสบความสำเร็จในฐานะพ่อค้าศิลปะ เขาพูดเก่งและเชื่อถือได้
เขาดีกว่าผมทุกด้าน
...ยกเว้นเรื่องหน้าตา
“ภาพนี้ธีโอครับ แล้วก็นั่นก็ธีโอเหมือนกัน”
“ฮะฮะฮะ แน่ใจขนาดนั้นเลยเหรอ”
คุณปู่หัวเราะก่อนจะลูบหัวผมเบา ๆ ดูเหมือนจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
“ที่ไม่สามารถแยกได้ว่าเป็นตัวเองหรือน้องชายก็เพราะแวนโก๊ะวาดตัวเองออกมาแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง อย่างเช่นภาพเหมือนตัวเองที่ส่งให้แม่ เขาก็วาดให้ดูดี ทั้งโกนหนวดเรียบร้อย แววตาก็เด็ดเดี่ยว”
“ก็ถ้าวาดให้ดูซอมซ่อท่านแม่จะเป็นห่วงน่ะครับ”
“ใช่เลยครับ คุณรู้อย่างดีทีเดียว”
เควินกล่าวอย่างสุภาพ ก่อนจะพูดต่อ
“แต่ถึงอย่างนั้น แวนโก๊ะก็ไม่ใช่คนที่วาดภาพตัวเองเพื่ออวยตัวเองนะครับ อย่างในภาพนี้จะเห็นได้ชัดว่าเขามีสีหน้าเคร่งเครียด การที่ภาพเหมือนตัวเองของเขาแต่ละภาพให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย ก็เพราะเขาไม่ได้วาดรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเอง แต่สะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในใจออกมาต่างหาก นั่นแหละคือสิ่งที่พิเศษที่สุดของวินเซนต์ แวนโก๊ะ”
ในยุคเรอเนสซองส์ ศิลปินให้ความสำคัญกับการวาดภาพอย่างแม่นยำ
แต่มันก็เปลี่ยนไปในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของ “อุดมคติ” และ “ความสมบูรณ์แบบ” ในงานศิลปะ จนความจริงถูกบดบัง
เควินชี้ให้เห็นเรื่องนี้ขณะชื่นชมผม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ศิลปินหลายคนในยุคนั้นก็พยายามต่อสู้เพื่อหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์แบบเดิมเหมือนกับผม
พวกเขาแค่มีวิธีของตัวเองที่แตกต่างกันเท่านั้น
“มันไม่ได้มีแค่แวนโก๊ะคนเดียวหรอกครับ”
เควินมองมาทางผมอย่างสงสัย
“มาแน, โมเนต์, เรอนัวร์, โกแกง, โลแทร็ก แล้วก็อีกมากมาย ศิลปินในยุคนั้นหลายคนต่างก็พยายามดิ้นรนด้วยวิธีของตัวเอง”
เป็นการดิ้นรนจริง ๆ
ในยุคนั้น ศิลปินที่ไม่สามารถหาทางแสดงตัวตนออกมาได้ ก็ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ พวกเขาต่อสู้กับระบบเดิม ๆ เพื่อเอาตัวรอด
ผมเองก็เป็นแค่หนึ่งในนั้น
เป็นคนที่พยายามดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตอยู่
คนที่พยายามแสดงตัวเองลงบนผืนผ้าใบ แล้วล้มเหลว
...เป็นผู้แพ้คนหนึ่ง
เควินยิ้มบาง ๆ
“ถูกต้องเลยครับ มาแน, โมเนต์, เรอนัวร์, โกแกง, โลแทร็ก... ยุคนั้นมีศิลปินยอดเยี่ยมมากมาย และพวกเขาทั้งหมดก็ได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ศิลปะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อของบรรดาศิลปินที่เคยถูกเย้ยหยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากวงการศิลปะ ถูกเอ่ยปากโดยเควิน ความปิติยินดีที่อธิบายไม่ได้ก็เอ่อล้นขึ้นในใจ
ใช่แล้ว
ในวันนี้ พวกเขาทั้งหมดได้รับการยอมรับจนได้จารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ศิลปะ
ช่างน่ายินดีอะไรเช่นนี้
ไม่มีสิ่งใดจะทำให้ผมดีใจไปกว่านี้อีกแล้ว
“แต่สำหรับผม แวนโก๊ะพิเศษกว่าคนอื่นครับ”
เมื่อผมหันไป เควินก็พูดพลางจ้องมองไปยังภาพเหมือนของผม
“แม้จะผ่านมาแล้ว 137 ปีหลังจากแวนโก๊ะเสียชีวิต แต่ก็ยังมีศิลปินอีกมากมายที่ยังคงต่อสู้กับความเป็นจริง บางครั้งก็ท้อแท้ บางครั้งก็อยากจะยอมแพ้ แต่พวกเขาทั้งหมดต่างเก็บแวนโก๊ะไว้ในใจ... ผมเองก็เช่นกัน”
เขาหันมามองสบตากับผม
“ถึงแม้จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้า ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ไม่มีใครเข้าใจ และแม้กระทั่งต้องเผชิญกับโรคภัย แต่อย่างไรก็ยังสู้ต่อไป จนถึงที่สุด เราได้รับพลังใจจากเขา”
น้ำเสียงของเควินไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย
สายตาที่เขามองผมนั้น เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
“แม้ความมืดจะลึกเพียงใด เราก็ยังเชื่อว่ารุ่งอรุณจะมาถึง วันนั้น แวนโก๊ะคือคนที่ให้ความกล้าหาญแก่ศิลปินทุกคนตลอด 137 ปีที่ผ่านมา”