ไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย มันเต็มไปหมดจริงๆ แม้แต่ที่ให้วางเท้าก็ยังไม่มี!
กระทั่งในห้องโถง ในห้องครัว หรือแม้แต่บนเล้าไก่ ก็ยังเต็มไปด้วยกล่องของขวัญนานาชนิดที่กองสุมกันอยู่
พอกล่องนี้เปิดออก แม่เจ้าโว้ย โคมไฟตีนห่านทองเหลือง
พอกล่องนั้นเปิดออก แม่เจ้าโว้ย ตะขอเกี่ยวเข็มขัดหยกมันแกะ!
พอเปิดอีกกล่อง ก็ต้องร้อง ‘แม่เจ้าโว้ย’ ถึงสองครั้ง เพราะมันคือแจกันทรงน้ำเต้าเงินและทองหนึ่งคู่!
ล้วนแต่เป็นของดีๆ ทั้งนั้น
สุ่มหยิบออกมาสักชิ้นสองชิ้น ก็สามารถใช้เป็นสมบัติประจำตระกูลของคนธรรมดาทั่วไปได้แล้ว
ดังนั้น ในลานบ้านตระกูลชุย เสียงอุทานว่า ‘แม่เจ้าโว้ย’ จึงดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย
นี่ก็ถือเป็นการเปิดหูเปิดตาให้พวกเขาได้เห็นของดีจริงๆ จากการติดตามเซี่ยนเกอ!
เฉินซื่ออุ้มลูกสาวตัวน้อย มองดูกล่องของขวัญที่เต็มลานบ้าน แล้วก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ "ลานบ้านเราก็ยังเล็กไปอยู่ดีนะ"
ทุกคนในครอบครัวได้ยินดังนั้นก็หันไปมองนางแล้วหัวเราะ
โธ่เอ๊ย!
เพิ่งจะย้ายบ้านมาได้ไม่นาน ก็บ่นว่าลานบ้านเล็กเสียแล้ว
และเหตุผลที่บ่นว่าลานบ้านเล็กเกินไป กลับเป็นเพราะมีของขวัญมากเกินไปจนไม่มีที่วางในบ้าน
นี่มันจะดูโอ้อวดเกินไปหน่อยหรือเปล่า!
เฉินซื่อพูดจบ ตัวนางเองก็หัวเราะออกมาเช่นกัน
ชุยเซี่ยนนั่งอยู่ข้างมารดาพลางหยอกล้อกับน้องสาว เมื่อได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเบาๆ "รอเดือนหน้าเถอะขอรับ เดือนหน้าคดีของจ้าวจื้อก็น่าจะปิดได้แล้ว"
"ศิษย์พี่ฉีบอกกระข้าว่า หลังจากปิดคดีในเดือนหน้า จะยกจวนสกุลจ้าวให้กับครอบครัวเราขอรับ"
ใครนะ?
ท่านผู้เฒ่าชุยได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป "ศิษย์พี่ฉีคือใคร? คำพูดของเขาเชื่อถือได้หรือเปล่า?"
ชุยเซี่ยนกะพริบตา "ใต้เท้าฉีผู้แทนพระองค์ ซึ่งเป็นหลานศิษย์ของอาจารย์กระข้าเองขอรับ ในเมื่อเขาเอ่ยปากแล้ว ก็น่าจะ... เชื่อถือได้กระมังขอรับ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนในครอบครัวก็เริ่มอุทานขึ้นมาอีกครั้ง: แม่เจ้าโว้ย!
ท่านผู้เฒ่าชุยยกมือทาบอก สีหน้าดูมึนงง "โอ๊ย ตอนนี้ข้า รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไปอย่างมีความสุขในทุกๆ วันเลยจริงๆ!"
"เซี่ยนเกอ ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า ครอบครัวเราก็จะได้อยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ในเร็วๆ นี้แล้วสิ?"
ชุยเซี่ยนยิ้มกริ่มพลางเน้นย้ำ "เป็นจวนชุย คฤหาสน์ตระกูลชุยขอรับ"
ท่านผู้เฒ่าชุยหลุดหัวเราะพรืดออกมา รู้สึกว่าใบหน้าแทบจะแข็งค้างเพราะรอยยิ้ม
คนอื่นๆ ในครอบครัวชุย เมื่อได้ยินคำว่า ‘จวนชุย’ ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มหน้าบาน แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวังและวาดฝัน
จากครอบครัวชุยที่ยากจนในหมู่บ้านเหอซี มาจนถึงจวนชุยในหนานหยาง ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนี้ เรียกได้ว่าราวฟ้ากับเหว
ทว่า เซี่ยนเกอกลับใช้พลังของตัวเองเพียงลำพัง พาพวกเขาทุกคนก้าวออกมาได้!
เมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางที่ผ่านมา... เอ้อ ดูเหมือนจะง่ายดายเอามากๆ
เผลอแป๊บเดียว ก็ถูกพาเกาะใบบุญโบยบินไปสู่ความสำเร็จเสียแล้ว!
เมื่อมองดูภาพครอบครัวที่มีความสุข ชุยเซี่ยนก็ยิ้มแย้ม สีหน้าดูผ่อนคลายเป็นพิเศษ
เมื่อเทียบกับความภาคภูมิใจและโดดเด่นท่ามกลางเสียงโห่ร้องชื่นชมของผู้คนในงานชุมนุมกวี
การที่ครอบครัวได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและดีขึ้นเรื่อยๆ กลับทำให้เขารู้สึกมั่นคงและสบายใจมากกว่า
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย
เมื่อเห็นว่าท่านผู้เฒ่าชุยยังคงจัดกล่องของขวัญเหล่านั้นอยู่ หลินซื่อจึงพูดกลั้วหัวเราะ "ท่านแม่ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยจัดเถอะเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรของพวกนี้ก็ไม่หนีไปไหนหรอก"
ผลปรากฏว่า
กลับเห็นท่านผู้เฒ่าชุยส่ายหน้า แล้วพูดอย่างจริงจังว่า "ของก็คือของพวกนี้นั่นแหละ แต่ใครส่งอะไรมาบ้าง ต้องจดจำให้ขึ้นใจ วันหน้ามีโอกาสก็ต้องตอบแทน"
"เพราะเซี่ยนเกอได้ดี ครอบครัวเราถึงได้รับของขวัญมากมายขนาดนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าครอบครัวเราได้ดีหรอกนะ"
"ครอบครัวที่ร่ำรวยเหล่านั้น แค่สุ่มส่งของขวัญมาให้ พวกเราก็ดีใจจนเนื้อเต้นแล้ว แสดงว่าไม่ใช่ครอบครัวเราที่ได้ดี แต่เป็นตระกูลใหญ่โตเหล่านั้นต่างหากที่ได้ดี"
"เซี่ยนเกอยังเด็ก บุญคุณความแค้นเหล่านี้ ข้าต้องจดจำแทนเขา เมื่อเขาเติบโตขึ้น การไปมาหาสู่แบบนี้ก็จะมีแต่มากขึ้นเรื่อยๆ เซี่ยนเกอยิ่งก้าวไปได้สูงเท่าไหร่ ข้าในฐานะย่า จะมาเป็นตัวถ่วงเขาไม่ได้เด็ดขาด"
เมื่อพูดจบ ทั้งลานบ้านก็ตกอยู่ในความเงียบ
ทุกคนในครอบครัวต่างมองไปที่ท่านผู้เฒ่าชุยอย่างอึ้งๆ
บางทีนางเองอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ตอนที่นางพูดประโยคเหล่านี้ ร่างกายของนางดูมีชีวิตชีวา ดวงตาที่ฝ้าฟางกลับมีประกายเจิดจ้า
แตกต่างไปจากนางที่เคยเกรี้ยวกราดและคลุ้มคลั่งตลอดทั้งวันตอนอยู่หมู่บ้านเหอซีอย่างสิ้นเชิง
เมื่อเห็นว่าทุกคนในครอบครัวเอาแต่มองมาที่ตัวเองโดยไม่พูดอะไร ท่านผู้เฒ่าชุยก็รู้สึกงุนงง "นี่เป็นอะไรกันไปหมด?"
ชุยเซี่ยนหัวเราะ "พวกเราล้วนรู้สึกว่า คำพูดของท่านย่าเมื่อครู่นี้ มีเหตุผลมากทีเดียวขอรับ"
ท่านผู้เฒ่าชุยรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
แต่เมื่อคิดดูแล้ว นางก็ยังรวบรวมความกล้าแล้วพูดขึ้นว่า "เซี่ยนเกอ ช่วงนี้ย่ากำลังเรียนรู้ตัวหนังสือและหัดทำบัญชี ถึงจะเรียนได้ไม่ดีนัก แต่ย่าก็ตั้งใจเรียนอยู่นะ"
"รอให้เราย้ายไปอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่แล้ว ก็ต้องซ่อมแซมบ้าน ต้องจ้างบ่าวไพร่ ต้องไปมาหาสู่กับตระกูลต่างๆ แล้วยังต้องเก็บเงินไว้ให้พวกเจ้าสอบเคอจวี่รับราชการ แต่งงานมีลูกในวันข้างหน้าอีก ค่าใช้จ่ายเยอะแยะไปหมด"
"ร้านหนีเป่าจายของเรา ย่าก็เริ่มคุ้นเคยแล้ว ถึงตอนนั้น เจ้าก็สอนย่าทำธุรกิจอย่างอื่นด้วยนะ ย่าจะได้หาเงินเยอะๆ ทำให้ตระกูลชุยของเราได้ดีเหมือนเจ้าบ้าง"
"ดีไหมล่ะ?"
มีคำกล่าวว่าอย่างไรนะ? คนที่ตั้งใจทำงานน่ะ ดูดีที่สุดเลย
สรุปก็คือ ตอนนี้ท่านผู้เฒ่าชุยมีพลังใจเต็มเปี่ยม!
ชุยเซี่ยนหัวเราะร่วน "ดีเลยขอรับ! แต่ท่านย่าขอรับ ถ้าอยากทำธุรกิจให้ดี และพาครอบครัวเราไปสู่ความเจริญ ไม่ตั้งใจเรียนรู้ตัวหนังสือให้ดี ก็ไม่ได้นะขอรับ"
สีหน้าของท่านผู้เฒ่าชุยพลันแข็งค้าง
คืนนั้น
ในห้องนอนของนางยังคงจุดตะเกียงน้ำมันสว่างไสวเช่นเคย และยังพอได้ยินเสียงสะอื้นไห้เบาๆ ของหญิงชรา "ยากเหลือเกิน ทำไมมันถึงยากขนาดนี้!"
"เหล็กหมาดล่ะ เจ้าใหญ่ เหล็กหมาดของเจ้าอยู่ไหน เอามาแทงแม่ที!"
"อ๊าก ! ข้าจะเป็นตัวถ่วงของเซี่ยนเกอไม่ได้ ข้าต้องกัดฟันเรียน! อายุขนาดข้าแล้วนอนน้อย เหมาะกับการเรียนที่สุดแล้ว!"
"อ๊าก ! ข้าจะพาตระกูลชุยไปสู่ความเจริญก้าวหน้า กลายเป็นตระกูลชุยที่มีชื่อเสียงให้จงได้!"
วันรุ่งขึ้น
ตอนที่ชุยเซี่ยนตื่นนอน เขายังพอได้ยินเสียงท่องหนังสือของท่านย่าแว่วมา
เขาเดาะลิ้นอยู่ในใจ
นี่เรียนมาทั้งคืนเลยหรือ? คนแก่ช่างทุ่มเทจริงๆ!
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ ชุยเซี่ยนและชุยอวี้ก็พากันเดินทางไปยังสำนักศึกษาสกุลเผย
เพียงแต่คราวนี้ เขาไม่ได้ไปเรียน แต่ไปทำ ‘เรื่องลาออก’
เมื่อมาถึงปากตรอกฝูหนิว
เผยเจียน จวงจิ่น เกาฉี และหลี่เฮ่ออวี้ ทั้งสี่คนยังคงรอพวกเขาอยู่เช่นเคย
เพียงแต่วันนี้ พี่ใหญ่หลายคนดูจะเงียบขรึมไปบ้าง
มีเพียงเผยเจียนเท่านั้นที่เดินไปก้าวหนึ่ง ก็ต้องแยกเขี้ยวสูดปากถึงสองครั้ง
ชุยเซี่ยนถามด้วยความห่วงใย "พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ?"
เผยเจียนยิ้มอย่างอ่อนแรง "โดนท่านปู่ของข้าอัดมาน่ะ"
ทุกคนต่างพูดไม่ออก
ทุกคนพากันเดินไปที่สำนักศึกษา บรรยากาศยังคงดูอึมครึมเล็กน้อย
ในที่สุดจวงจิ่นก็อดรนทนไม่ไหว จึงเอ่ยถามขึ้นมา "น้องเซี่ยน ต่อไปเจ้าจะไม่มาสำนักศึกษาแล้วหรือ? จะไปเรียนกับอาจารย์ของเจ้าแทนงั้นหรือ?"
คุณชายอีกหลายคนเมื่อได้ยินดังนั้น ก็หันมามอง
ชุยเซี่ยนพยักหน้า "ใช่ขอรับ อาจารย์ให้กระข้าไปเรียนกับท่านตั้งแต่วันนี้เลย แต่พวกพี่ใหญ่วางใจเถอะขอรับ กระข้าจะมาหาพวกท่านบ่อยๆ แน่นอน"
"กระข้าไปแล้ว พวกท่านก็อย่าปล่อยปละละเลยการเรียนล่ะ ถึงตอนนั้น กระข้าจะเอาเคล็ดลับการเรียนที่อาจารย์สอนมาถ่ายทอดให้พวกท่านเอง"
เฮ้อ เอาเถอะ!
จิตใจของเด็กหนุ่มก็ช่างเรียบง่ายเสียจริง
พวกเขาให้ความสำคัญกับมิตรภาพมาก หากความสัมพันธ์ดี ก็อยากจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
ไปเรียนด้วยกัน เล่นสนุกด้วยกัน
ดังนั้นคุณชายหลายคนจึงรู้สึกหงอยเหงาไปบ้าง
ไม่ได้คิดให้ลึกซึ้งเลยว่า คำพูดของชุยเซี่ยนเมื่อครู่นี้ แฝงไปด้วย ‘ของขวัญชิ้นใหญ่’ ที่ล้ำค่ามากเพียงใด
เมื่อมาถึงสำนักศึกษา
ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้ เมื่อเหล่านักเรียนเห็นชุยเซี่ยน ก็เกิดความตื่นเต้นและเลื่อมใสขึ้นมาอีกระลอก เห็นได้ชัดว่า พวกเขาได้ยินเรื่องความโดดเด่นของชุยเซี่ยนในงานชุมนุมกวีเมื่อวานนี้มาแล้ว
เมื่อรู้ว่าชุยเซี่ยนมาเพื่อทำเรื่องลาออก ทุกคนก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์เป็นอย่างมาก
พวกเขาให้ชุยเซี่ยนรับปากครั้งแล้วครั้งเล่าว่าจะมาเยี่ยมที่สำนักศึกษาบ่อยๆ ถึงได้ยอมปล่อยเขาไป
ด้วยเหตุนี้ ‘ขั้นตอนการลาออก’ ง่ายๆ จึงเสียเวลาไปเนิ่นนาน
อู๋ชิงหลานโบกมือ พลางส่งยิ้มให้ชุยเซี่ยน "ไปเถอะ"
ชุยเซี่ยนอุ้มกล่องหนังสือ โค้งคำนับอู๋ชิงหลานเพื่อตอบรับ จากนั้นท่ามกลางสายตาของอาจารย์และนักเรียนสำนักศึกษาสกุลเผย เขาก็หันหลังเดินจากไป
ตลอดทั้งวัน บรรยากาศในสำนักศึกษาดูอึมครึมไปหมด
เผยเจียนและพรรคพวกอีกสามคน ยิ่งดูห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง
ระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกเรียน
จู่ๆ เกาฉีก็เตะก้อนหินบนถนนด้วยความหงุดหงิด แล้วพึมพำออกมา "หัวข้ามันสับสนไปหมด คิดมาทั้งวันแล้ว ในหัวมีแต่ความคิดเลือนราง ข้ารู้สึกว่า พวกเราอยู่ห่างจากน้องเซี่ยนออกไปทุกทีแล้ว"
"ข้าไม่ได้หมายถึงการไม่ได้เรียนในห้องเดียวกันนะ พวกเจ้าเข้าใจใช่ไหม พี่น้อง?"
"อืม ความหมายของข้าคือ..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ เกาฉีก็ไม่อยากจะพูดต่อขึ้นมาเสียดื้อๆ
เพราะความจริงช่างโหดร้ายเหลือเกิน
งานชุมนุมกวีเมื่อวานนี้ พวกเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย และได้เป็นประจักษ์พยานถึงภาพอันสง่างามของน้องเซี่ยน
ต่อไป น้องเซี่ยนจะก้าวออกจากหนานหยาง ไปยังไคเฟิง ไปยังเมืองหลวง และจะเปล่งประกายเจิดจรัสในวงการวรรณกรรมและแวดวงขุนนางของต้าเหลียง
ทว่าพวกเขาทั้งสี่คนล่ะ?
คงทำได้เพียงถูกทิ้งไว้ข้างหลังไกลลิบ แม้แต่แผ่นหลังของน้องเซี่ยนก็คงมองไม่เห็น
อันที่จริงเกาฉีอยากจะบอกว่า หากเป็นไปได้ พวกเราพี่น้องลองพยายามดูสักตั้ง กัดฟันสู้ดูสักทีดีไหม
ถึงจะตามก้าวเดินของน้องเซี่ยนไม่ทัน แต่ก็ยังได้เดินตามเขาไป เพื่อเปิดหูเปิดตาดูโลกภายนอกอันน่าตื่นตาตื่นใจ
คำพูดแบบนี้ ปกติแล้วคงไม่ถึงคิวเกาฉีเป็นคนพูด เผยเจียนจะต้องชิงพูดก่อนแน่
แต่คุณชายเผยน้อยไม่รู้ว่าไปผิดหูผิดใจตรงไหน ถึงได้เงียบกริบไม่พูดไม่จา ไม่ทันรอให้เกาฉีพูดจบ ก็หันหลังเดินจากไปดื้อๆ
เกาฉีเริ่มฉุน "ท่าทีแบบนี้ของเขามันหมายความว่ายังไง!"
จวงจิ่นช่วยไกล่เกลี่ย "เอาล่ะๆ ข้ารู้สึกว่าเผยเจียนคงเจ็บปวดกว่าพวกเราสามคนแน่"
เกาฉีและหลี่เฮ่ออวี้สบตากันโดยไม่ได้โต้แย้ง ถือเป็นการยอมรับคำพูดนี้กลายๆ
อีกด้านหนึ่ง
เผยเจียนเดินกลับบ้านเงียบๆ แสร้งทำเป็นผ่อนคลายด้วยการฮัมเพลงเบาๆ ดูเหมือนอารมณ์จะยังดีอยู่
เมื่อกลับถึงจวนเผย
แม้ว่านายท่านผู้เฒ่าเผยจะทุบตีหลานชายคนเล็กไปยกใหญ่ แต่ถึงอย่างไรก็ยังรักเขาอยู่ดี
เมื่อเห็นหลานชายคนเล็กกลับมา ก็ตีหน้าขรึมพูดว่า "ข้าขอลาพักจากท่านปู้เจิ้งสื่อหนึ่งปี เพื่อมาสอนเจ้าที่บ้านด้วยตัวเอง ต่อไปตอนกลางวันเจ้าก็ไปสำนักศึกษา ตอนเย็นกลับมาเรียนกับข้า"
"เดือนสามปีหน้า เจ้าต้องลงสอบถงเซิง"
เผยเจียนร้อง ‘อ้อ’ ออกมาคำหนึ่ง
แต่ในใจกลับคิดว่า คนไร้ค่าอย่างข้า ไปสอบถงเซิงก็มีแต่จะเปลืองเงินและหมึกเปล่าๆ สู้ให้น้องเซี่ยนที่เป็นอัจฉริยะไปสอบยังจะดีกว่า
เดี๋ยวก่อน?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ร่างกายของเผยเจียนก็สะดุ้งเฮือก
จู่ๆ เขาก็มีความคิดบ้าระห่ำขึ้นมา!