เนื่องจากในใจมีความคิดบางอย่าง เผยเจียนจึงแสดงท่าทีว่านอนสอนง่ายยิ่งขึ้น แสร้งทำเป็นอยากรู้อยากเห็นแล้วเอ่ยถามว่า "ท่านปู่ ขั้นตอนการสมัครสอบถงเซิงเป็นอย่างไรหรือขอรับ"
เผยฉงชิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขาคิดในใจว่า "เด็กคนนี้มาถูกทางแล้ว!"
ดีมาก ดีมากจริงๆ
หลังจากเอ่ยชมอยู่ในใจเงียบๆ นายท่านผู้เฒ่าเผยก็พูดพลางหัวเราะว่า "ต้าเหลียงของเราให้ความสำคัญกับการสอบขุนนางเป็นอย่างมาก ดังนั้นต่อให้เป็นการสอบถงเซิงก็ยังเข้มงวดมากเช่นกัน"
"ก่อนการสอบหนึ่งถึงสองเดือน จะต้องหาผู้เข้าสอบที่ร่วมสอบด้วยกันให้ได้ห้าคน เพื่อลงนามในหนังสือค้ำประกันร่วมกัน จากนั้นยังต้องหาบัณฑิตหลิ่นเซิงที่ขึ้นทะเบียนในอำเภอนี้ เพื่อออกหนังสือรับรองให้"
"คนเหล่านี้ ปู่ได้ติดต่อเตรียมไว้ให้เจ้าหมดแล้ว"
"สุดท้าย ผู้เข้าสอบต้องเขียนหนังสือรับรองประวัติความประพฤติที่ขาวสะอาด พร้อมด้วยข้อมูลทะเบียนบ้าน และนำไปยื่นต่อแผนกพิธีการของที่ว่าการอำเภอพร้อมกับหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับข้างต้น"
"รอจนถึงวันสอบ ที่ว่าการอำเภอยังจะทำการตรวจสอบข้อมูลของนักเรียนแต่ละคนซ้ำอีกครั้งที่หน้างาน พร้อมทั้งตรวจค้นร่างกาย จากนั้นจึงจะสามารถเข้าไปในสถานที่สอบได้"
"ขั้นตอนการตรวจสอบชุดนี้เข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเป็นไปได้ในการทุจริตทุกรูปแบบ ทั้งการโกง การสวมรอยทะเบียนบ้าน และการสอบแทน"
"ตาม 'กฎหมายต้าเหลียง' หากมีเหตุการณ์ทุจริตเกิดขึ้น จะพิจารณาตามความหนักเบาของความผิด ซึ่งมีตั้งแต่การสวมเครื่องพันธนาการประจานหน้าเมือง การถอดถอนตำแหน่ง การโบยและเนรเทศ หากร้ายแรงถึงขั้นอาจถูกตัดหัว!"
พูดถึงตรงนี้
สีหน้าของเผยฉงชิงก็เคร่งขรึมขึ้นมาก "ดังนั้น เจียนเกอ เจ้าต้องจำเอาไว้ เจ้าต้องเข้าสอบอย่างซื่อสัตย์ อย่าได้มีความคิดนอกลู่นอกทางแม้แต่น้อย มิฉะนั้น จะถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ลากตระกูลเข้าไปพัวพันด้วย!"
เผยเจียนกะพริบตา เอ่ยรับรองว่า "ท่านปู่วางใจเถิดขอรับ ข้ารู้หนักเบา ข้าไม่มีทางทุจริตอย่างแน่นอน"
เพราะเงื่อนไขเบื้องต้นของการทุจริตก็คือ เขาต้องไปเข้าร่วมการสอบขุนนางเสียก่อนน่ะสิ
"เป็นเด็กที่สั่งสอนได้"
เผยฉงชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วกล่าวอีกว่า "เอาล่ะ เริ่มกันเถอะ ปู่จะสอนเจ้าว่าเขียนบทความแปดส่วนอย่างไร"
อีกด้านหนึ่ง
ชุยเซี่ยนออกจากสำนักศึกษาสกุลเผย เขานำกล่องหนังสือของตนเองเดินทางไปยังบ้านของอาจารย์
ต่อจากนี้ไป ที่นี่ก็คือ 'สถานศึกษา' ของเขาแล้ว
ทาสรับใช้ของท่านอาจารย์ตงไหลเปิดประตูออก รับกล่องหนังสือที่ชุยเซี่ยนกอดเอาไว้มาถือพลางยิ้มกล่าว "คุณชายน้อย รีบเข้ามาเถิดขอรับ"
ชุยเซี่ยนประสานมือคารวะขอบคุณ "ขอบคุณท่านปู่หลัวขอรับ"
เฒ่าหลัวผู้เป็นทาสรับใช้ยิ้มจนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่น เขาวางกล่องหนังสือลง แล้วรีบลนลานไปเตรียมน้ำชาและขนมให้คุณชายน้อย
ท่านอาจารย์ตงไหลที่อยู่ด้านข้างรู้สึกทนดูไม่ได้
จิ๊ ดูทำหน้าทำตาเข้าสิ ช่างไร้ราคาเสียจริง!
ครู่ต่อมา
ชุยเซี่ยนล้วงเอาเหล้าหมักดอกกุ้ยฮวาขวดเล็กๆ ออกมาจากอกเสื้อ "ท่านอาจารย์ ศิษย์นำมาแสดงความกตัญญูต่อท่านขอรับ"
ท่านอาจารย์ตงไหลรับมาด้วยความเบิกบานใจ ยิ้มจนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นเช่นเดียวกัน "ไอหยา ซื้อสุราดีๆ มาให้อาจารย์อีกแล้วหรือ"
ทาสรับใช้มองดูฉากนี้ มุมปากกระตุกอย่างพูดไม่ออก
ทว่าการดื่มสุราเป็นเรื่องรอง
การศึกษาเล่าเรียนต่างหากที่สำคัญที่สุด
ดังนั้นท่านอาจารย์ตงไหลจึงไม่ได้ดื่มสุรา เขามองไปทางชุยเซี่ยนและกล่าวอย่างจริงจังว่า "เจ้ามาเรียนที่นี่กับอาจารย์ มีกฎเพียงข้อเดียวเท่านั้น เจ้าจงฟังให้ดี"
"นั่นก็คือภายในห้าปีนี้ ในช่วงเวลาก่อนที่จะเดินทางไปยังไคเฟิง เจ้าห้ามแต่งบทกวีใดๆ อีก ทำได้เพียงติดตามอาจารย์ ตั้งใจอ่านหนังสือและศึกษาเล่าเรียนในลานเรือนเล็กๆ แห่งนี้เท่านั้น"
ชุยเซี่ยนชะงักไปเล็กน้อย คล้ายจะเข้าใจความหมายของอาจารย์ขึ้นมารำไร
เมื่อเห็นว่าชี้แนะเพียงนิดเดียวเขาก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ท่านอาจารย์ตงไหลก็รู้สึกยินดียิ่งนัก "ก่อนหน้านี้ที่อาจารย์จัดงานเลี้ยงรับศิษย์ให้เจ้าอย่างเอิกเกริก เป็นเพราะเรื่องนี้ไม่สามารถทำตัวเงียบๆ ได้เลย เมื่อมาเป็นศิษย์ของข้า เจ้าจะต้องกลายเป็นจุดสนใจอย่างแน่นอน คนที่อยากจะมาท้าทายเจ้าอย่างเช่นหวงหลุนนั้น ยิ่งจะมีมาอย่างไม่ขาดสาย"
"เจ้าไม่สามารถเสียเวลาไปกับเรื่องพรรค์นี้ได้"
"การที่ร้อยตระกูลผู้ลากมากดีมาร่วมแสดงความยินดี และสัญญางานโต้วาทีคัมภีร์ในอีกห้าปี ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เอิกเกริกมาก แต่แท้จริงแล้วมันก็คือการปกป้องเจ้าในรูปแบบหนึ่ง กลับกันมันจะช่วยให้เจ้าสามารถเก็บตัวเงียบๆ ได้ตามสถานการณ์"
"เพราะพวกเรากำหนดระยะเวลาห้าปีเอาไว้แล้ว ดังนั้นในช่วงห้าปีนี้ จะไม่มีใครมารบกวนเจ้า ท้าทายเจ้า หรือพยายามเหยียบย่ำเจ้าเพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับตนเอง"
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จงปล่อยให้รัศมีทั่วร่างของเด็กอัจฉริยะชุยเซี่ยนดับมอดลงชั่วคราว เจ้าต้องตกตะกอนความคิด ตั้งใจซึมซับความรู้ ขัดเกลาจิตใจ เพื่อรอคอยอนาคต เมื่อถึงเวลานั้นจึงจะมีความมั่นใจและมีความสามารถพอที่จะไปโต้วาทีกับเหล่านักปราชญ์"
"ดังนั้นลานเรือนเล็กๆ แห่งนี้ จะปกป้องเจ้าเป็นเวลาห้าปี และจะกักขังเจ้าไว้เป็นเวลาห้าปีเช่นกัน"
พูดถึงตรงนี้ ท่านอาจารย์ตงไหลก็พยักพเยิดคางไปทางห้องด้านในพลางหัวเราะร่วน "และสิ่งที่ปกป้องเจ้า หรือพูดอีกอย่างคือสิ่งที่กักขังเจ้านั้น ล้วนอยู่ข้างในนั้นทั้งหมด"
ชุยเซี่ยนเดินเข้าไปข้างหน้าแล้วผลักประตูออก
เบื้องหลังประตูบานนั้น คือ 'ทะเลหนังสือ' อันกว้างใหญ่
ห้องโถง ห้องนอน บนชั้นหนังสือ บนเตียง ในตู้ ทุกที่ที่สายตามองเห็น ล้วนเต็มไปด้วยหนังสือ
แสงแดดอันอบอุ่นในฤดูใบไม้ร่วงสาดส่องผ่านหน้าต่างลงมา อาบไล้ไปทั่วทั้งห้องราวกับเศษทองคำที่โปรยปราย
หน้ากระดาษบางส่วนถูกลมพัดจนเกิดเสียงดังพึ่บพั่บ
หากต้องการโต้วาทีคัมภีร์ เงื่อนไขแรกคือ เจ้าจะต้องอ่านหนังสือให้กว้างขวาง และก้าวเข้าไปในภูเขาตำราทะเลหนังสือเสียก่อน
มิฉะนั้นจะสามารถเอ่ยปากเป็นบทกวี อ้างอิงคัมภีร์และตำราได้อย่างไร
วันนั้นชุยเซี่ยนอยู่ที่สำนักศึกษาสกุลเผย เขาได้หยิบยกคำกล่าวที่ว่า 'โหวแห่งเย่จัดชั้นหนังสือ หลิวเซี่ยงชำระตำรา' มาใช้ในการฝากตัวเป็นศิษย์
และในวันนี้
ตงไหลผู้เป็นอาจารย์ของเขา ได้รวบรวมตำราจากทั่วหล้า เพื่อมอบเป็นของขวัญตอบแทนให้แก่ศิษย์สืบทอดคนสุดท้ายของตน
ชุยเซี่ยนจ้องมองหนังสือที่เต็มไปทั้งห้องด้วยความเหม่อลอย รู้สึกตกตะลึงและซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง
ทะเลหนังสืออันกว้างใหญ่ไพศาล ทุกๆ เล่ม ล้วนเป็นความตั้งใจจริงของท่านอาจารย์!
เมื่อเห็นเขาไม่พูดอะไร ท่านอาจารย์ตงไหลก็หัวเราะหึๆ พลางเอ่ยถามว่า "เป็นอย่างไรล่ะ ตัดใจทิ้งรัศมีในตัวไม่ลงหรือ ลองคิดดูสิ หากเจ้าไม่ปรากฏตัวเป็นเวลาห้าปี ไม่มีผลงานบทกวีใดๆ ออกสู่สายตาชาวโลก ชื่อเสียงของเด็กอัจฉริยะย่อมต้องถูกตั้งข้อสงสัยอย่างแน่นอน คำครหาเรื่องจ้งหย่งผู้สูญสิ้นพรสวรรค์ ย่อมต้องถูกพูดถึงกันอย่างอึกทึกครึกโครมแน่"
"แวดวงวรรณกรรมของต้าเหลียงมีผู้มีพรสวรรค์มากมาย จะมีเด็กอัจฉริยะคนใหม่ผงาดขึ้นมา จะมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์แย่งชิงกันเปล่งประกายเจิดจรัส และหลังจากนั้นพวกเขาก็จะลืมเลือนการมีอยู่ของเจ้า ชุยเซี่ยน"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ชุยเซี่ยนก็ยิ้มออกมา
เขาหันกลับมา โค้งคำนับขอบคุณท่านอาจารย์ตงไหล จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปใน 'ทะเลหนังสือ' ผืนนั้น
เขาเลือกหนังสือมาหนึ่งเล่มอย่างสุ่มๆ แล้วเปิดออก นั่งลงริมหน้าต่าง เสียงของเด็กหนุ่มที่เจือแววหัวเราะเล็กน้อยดังแว่วออกมาจากในห้อง
"ข้าให้เวลาพวกเขาห้าปี ปล่อยให้พวกเขาเปล่งประกายเจิดจรัสกันให้เต็มที่ไปเลย"
พูดจบ
เขาก้มหน้าลง นั่งอยู่ท่ามกลาง 'ทะเลหนังสือ' และเริ่มอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
ท่านอาจารย์ตงไหลหัวเราะหึๆ มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่รบกวนศิษย์อีก เขาไปนั่งที่ลานเรือนเล็กๆ และลิ้มรสเหล้าหมักดอกกุ้ยฮวาอย่างสบายอารมณ์
ภายในห้อง
ชุยเซี่ยนซึมซับความรู้อย่างตะกละตะกลามจนลืมเลือนเวลา
บางครั้งเมื่ออ่านเจอเนื้อหาส่วนที่ยอดเยี่ยม เขาอาจจะหัวเราะออกมาด้วยความตื่นเต้น หรือไม่ก็กล่าวชื่นชมด้วยความฮึกเหิม แล้วหยิบพู่กันและหมึกมาคัดลอกเอาไว้
เฒ่าหลัวผู้เป็นทาสรับใช้มีหน้าที่ส่งข้าวและคอยเตือนเวลาให้คุณชายน้อย
บางครั้ง ชุยเซี่ยนรู้สึกว่าตนเองเพิ่งจะนั่งลงได้ไม่นาน แต่เพียงพริบตาเดียว ท้องฟ้าก็มืดลงเสียแล้ว
เขารับประทานอาหารอย่างลวกๆ จุดตะเกียงแล้วอ่านต่อไป
เฒ่าหลัวที่คอยเฝ้ามองรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก แม้แต่ท่านอาจารย์ตงไหลเองก็ยังมองด้วยความทึ่งและประหลาดใจ
ความหนักแน่นและสมาธิที่แน่วแน่เช่นนี้ ช่างน่าเลื่อมใสศรัทธาเสียจริง
เวลาไหลผ่านปลายนิ้วของเด็กหนุ่มไปพร้อมกับเสียงพลิกหน้ากระดาษพึ่บพั่บ เวลาหนึ่งเดือนผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ
ฤดูใบไม้ร่วงอันงดงามในเดือนสิบ
คดีของจ้าวจื้อสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ จ้าวจื้อถูกจับกุมตัวไปยังเมืองหลวง เพื่อรอวันประหารชีวิต
ส่วนตระกูลจ้าวก็ถูกยึดทรัพย์ ทั้งตระกูลถูกเนรเทศไปยังหลิ่งหนาน
ก่อนที่จะออกจากหนานหยาง ใต้เท้าฉีผู้เป็นผู้แทนพระองค์ ได้ส่งมอบกุญแจและโฉนดที่ดินของคฤหาสน์ตระกูลจ้าวเดิมไปให้แก่ตระกูลชุย
สามวันต่อมา
ภายใต้สายตาอาลัยอาวรณ์ของเพื่อนบ้านในตรอกจ้งจิ่ง ตระกูลชุยก็ได้ย้ายบ้านอย่างเอิกเกริกอีกครั้ง
ดังคำกล่าวที่ว่า เมื่อถึงเวลา ฟ้าดินล้วนร่วมแรง
ในปีนั้นพวกเขาตกอยู่ในความยากจนข้นแค้น ดิ้นรนอย่างยากลำบากแต่ก็ไม่อาจลืมตาอ้าปากได้ มาบัดนี้เมื่อถึงคราวรุ่งโรจน์ ก็ราวกับขี่ลมเหินเมฆ พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
รถม้าหลายคัน ขนย้ายกันอยู่หลายรอบ กว่าจะขนของไปหมด
ตรอกฝูหนิว
เขตใจกลางที่มีทำเลดีที่สุด
ป้ายชื่อ 'คฤหาสน์ตระกูลจ้าว' อันโอ่อ่าที่เคยเป็นคฤหาสน์เรือนสามตอน ถูกเปลี่ยนเป็น 'คฤหาสน์ตระกูลชุย'
ป้ายชื่อนี้ ท่านอาจารย์ตงไหลเป็นผู้ลงพู่กันเขียนด้วยตนเอง
ภายใต้การประคองของลูกสะใภ้ทั้งสอง
ท่านผู้เฒ่าชุยในชุดใหม่เอี่ยม ยืนอยู่หน้าประตู มองดูคฤหาสน์อันโอ่อ่าหลังนี้ น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น "เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนที่ขายคฤหาสน์ของครอบครัวไป ข้าเฝ้าคิดอยู่ทุกวัน"
"ของที่ขายไปแล้ว ท้ายที่สุดจะยังสามารถไถ่คืนกลับมาได้หรือไม่"
นางพูดยังไม่ทันจบ
ด้านข้าง
ภายใต้สายตาที่เหม่อลอยของท่านผู้เฒ่าชุย
หลานชายคนเล็กเซี่ยนเกอ ก็ล้วงกำไลหยกทองคำคู่หนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วสวมลงบนข้อมือของนาง พลางยิ้มอย่างสดใส "ไถ่คืนกลับมาได้ขอรับ ล้วนไถ่คืนกลับมาได้ทั้งหมด ท่านย่า"
ท่านผู้เฒ่าชุยจ้องมองกำไลหยกทองคำคู่นั้น น้ำตาก็ไหลพรากออกมาในทันที
นั่นคือศักดิ์ศรีของนางที่ถูกทิ้งไว้ในโรงรับจำนำ และเคยถูกผู้คนเหยียบย่ำย่ำยีมาก่อน!