"โห มาปุ๊บก็เจอเลย!" หวังจื่อข่ายถกแขนเสื้อพลางเดินไปที่ประตู "คอยดูเถอะ ฉันจะอัดมันให้ตาย!"
"ช้าก่อน..." เกาหยางคว้าตัวหวังจื่อข่ายไว้ แล้วเอามือปิดปากเขา
พั่งจวิ้นไม่กล้าส่งเสียง รีบหลบไปอยู่ด้านหลังชิงหลิง สารวัตรหวงทำสัญญาณมือ ทุกคนก็รีบซุ่มอยู่สองข้างประตูทันที ร่างกายแนบชิดติดกำแพง
สารวัตรหวงชักปืนพกออกมา เล็งไปนอกประตู แล้วตะโกนถาม "ใคร?"
"ข้าก็ว่าอยู่ทำไมในบ้านถึงมีแสงไฟ ที่แท้ก็สารวัตรหวงนี่เอง" เสียงชายชราดังมาจากนอกบ้าน
เกาหยางจำเสียงได้ว่าเป็นคุณตากลางคนที่ต้อนห่านเมื่อตอนกลางวัน เขาขยิบตาให้สารวัตรหวงเพื่อส่งสัญญาณว่าปลอดภัย สารวัตรหวงจึงเก็บปืนกลับเข้าเอว แล้วเดินไปเปิดประตู
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือชายชราเลี้ยงห่านเมื่อตอนกลางวันจริงๆ ชาวบ้านต่างเรียกเขาว่าท่านสี่กู่ ปากที่เหี่ยวย่นของท่านสี่กู่คาบกล้องยาสูบเอาไว้ พอหัวเราะรอยย่นก็ปรากฏเต็มใบหน้า "อ้าว อยู่กันครบเลย มาสืบคดีกันเหรอ?"
สารวัตรหวงยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม "ครับ กลัวว่าจะพลาดเบาะแสอะไรไป เลยกลับมาตรวจดูอีกรอบ"
"พวกคุณเป็นตำรวจนี่ก็ลำบากจริงๆ ดึกป่านนี้แล้วยังต้องทำโอทีอีก" ชายชราเอากล้องยาสูบออก พลางเกาหลัง "เมื่อกี้ข้าเห็นไฟในบ้านสว่าง นึกว่าเจอผีหลอกเข้าให้แล้ว"
"แล้วตายังกล้ามาเคาะประตูอีก ไม่กลัวผีหรือไง?" หวังจื่อข่ายพูดขัดขึ้นมา แต่ประโยคนี้ถือว่ามีชั้นเชิงทีเดียว เกาหยางเองก็กำลังจะถามพอดี
"หึๆ" ชายชรายิ้มอย่างเปิดเผย "ไม่กลัวหรอก ข้ากับครอบครัวของฮว๋าจื่อสนิทกันดี ต่อให้พวกเขาเป็นผีก็ไม่หลอกข้าหรอก"
"อย่างนี้นี่เอง" สารวัตรหวงตั้งสมาธิ ในใจเกิดความคิดบางอย่างขึ้น "ท่านสี่กู่ ถ้าอย่างนั้นช่วยเล่าเรื่องครอบครัวของฮว๋าจื่อให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับ?"
"ได้สิ แต่ตรงนี้คงไม่สะดวก บ้านข้าอยู่ตรงนู้น ไปนั่งคุยกันที่บ้านข้าไหม?" ท่านสี่กู่กล่าว
"รบกวนด้วยครับ"
……
ห้านาทีต่อมา ทั้งห้าคนก็มาถึงบ้านของท่านสี่กู่ ท่านสี่กู่อาศัยอยู่คนเดียว บ้านดินของเขาเล็กกว่าบ้านของฮว๋าจื่อมาก ด้านหลังพิงภูเขา มีลานบ้านกว้างขวางล้อมรอบ ด้านหลังเต็มไปด้วยฝูงห่านที่ส่งเสียงร้องก้าบๆ เป็นระยะ
ทุกคนนั่งล้อมวงรอบโต๊ะ ท่านสี่กู่ชงชามาให้ แต่กลับไม่มีใครดื่ม
ท่านสี่กู่ก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาสูบยาสูบไปพลางพึมพำเล่าไปพลาง "พ่อของฮว๋าจื่อเป็นคนซื่อสัตย์มาก แถมยังขยันขันแข็ง น่าเสียดายที่พูดติดอ่าง เลยไม่มีใครเอา อายุเกือบสี่สิบถึงจะได้แต่งเมีย เมียคนนั้นอยู่หมู่บ้านข้างๆ ขาเป๋นิดหน่อย นอกนั้นก็ดีหมด"
"พอทั้งคู่แต่งงานสร้างครอบครัว ก็มีลูกชายอ้วนท้วนสมบูรณ์ถึงสามคน แม่ของเขาคลอดลูกคนที่สามได้ไม่กี่ปีก็จากไป พ่อของเขาทำนาเลี้ยงลูกชายทั้งสามไม่ไหว เลยต้องออกไปทำงานรับจ้างข้างนอก แล้วส่งเงินกลับมาให้ทุกปี เขาฝากฝังให้ข้าช่วยดูแล ฮว๋าจื่อกับน้องชายอีกสองคนก็วิ่งมากินข้าวที่บ้านข้าแทบจะวันเว้นวัน ข้าก็เลี้ยงพวกเขาเหมือนเป็นหลานบุญธรรม..."
หลายคนนั่งฟังเงียบๆ จนจบ สารวัตรหวงจึงถามขึ้น "ท่านสี่กู่ แล้วท่านคิดว่า ฆาตกรน่าจะเป็นคนในหมู่บ้านไหมครับ?"
ท่านสี่กู่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่มีความหมายแฝง "สารวัตรหวง คำพูดพวกนี้ของข้าคงไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมายใช่ไหม? ข้าไม่รู้กฎหมายหรอกนะ..."
"ไม่หรอกครับ แค่คุยกันเล่นๆ ตารู้อะไรก็พูดมาเถอะ"
ท่านสี่กู่พยักหน้า "งั้นข้าจะพูดล่ะนะ ข้าคิดว่า ฆาตกรต้องเป็นคนในหมู่บ้านเราแน่ๆ"
"ทำไมล่ะครับ?"
"หลายบ้านในหมู่บ้านเราเลี้ยงหมา ไม่ต้องพูดถึงหมาหรอก เอาแค่ห่านหลายสิบตัวของข้านี่แหละ ถ้าเจอคนแปลกหน้าเดินผ่านหน้าบ้าน พวกมันก็ต้องส่งเสียงร้องก้าบๆ กันแล้ว"
"ครอบครัวของฮว๋าจื่อถูกหั่นศพ ศพถูกทิ้งเรี่ยราดไปทั่ว ถ้าเป็นคนนอกหมู่บ้าน ไม่มีทางที่จะไม่ทำให้หมาตื่นตกใจ" เกาหยางพูด
"ใช่" ท่านสี่กู่มองเกาหยางแวบหนึ่ง "พ่อหนุ่ม หัวไวดีนี่"
"ถ้าอย่างนั้น" สารวัตรหวงถามต่อ "ท่านคิดว่า ใครในหมู่บ้านที่มีแรงจูงใจในการก่อเหตุล่ะครับ?"
"เรื่องนี้ข้าไม่รู้จริงๆ" ท่านสี่กู่จิบชา "ครอบครัวนั้นขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต เด็กทั้งสามคนก็รู้ความมาก ไม่เคยเห็นพวกเขามีเรื่องบาดหมางกับใคร การหั่นศพพวกเขาทั้งครอบครัวนี่ มันต้องแค้นกันขนาดไหนเชียว"
"เป็นไปได้ไหมว่าปัญหาอาจจะอยู่ที่ลูกสะใภ้ที่แต่งเข้ามา?" สารวัตรหวงเปลี่ยนประเด็น
"อืม..." ท่านสี่กู่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด "ข้าว่าก็เป็นไปได้นะ หัวของเมียฮว๋าจื่อยังหาไม่เจอไม่ใช่เหรอ? บางทีอาจจะพุ่งเป้าไปที่เมียของเขาก็ได้ แถมวันนั้นยังเป็นวันที่เมียเขาแต่งเข้าบ้านพอดี อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น?"
"ท่านเคยเห็นเจ้าสาวคนนั้นไหมครับ?" สารวัตรหวงถาม
"นั่งเกี้ยวหลังใหญ่เข้ามา ตอนลงจากเกี้ยวข้าเห็นแวบหนึ่ง โห เป็นคนสวยตั้งแต่เกิดเลยล่ะ"
ท่านสี่กู่มองชิงหลิงแวบหนึ่ง "ก็เหมือนแม่หนูนี่แหละ หน้าตาจิ้มลิ้ม สวยงาม ผมดำขลับราวกับนางฟ้าจำแลงลงมา... ใครๆ ก็อิจฉากันทั้งนั้น ในใจต่างก็คิดว่าชาติที่แล้วฮว๋าจื่อทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้มีบุญวาสนาขนาดนี้"
"ฉันรู้แล้ว!" หวังจื่อข่ายตบโต๊ะฉาด ทำเอาทุกคนสะดุ้งโหยง "ทุกคน เคยดูเรื่อง 'เปาบุ้นจิ้นหน้าขาว' ไหม?"
"เคยดู" พั่งจวิ้นตอบเสียงอ่อย "นายอยากจะบอกว่า... ฉางเวยเป็นคนทำเหรอ?"
"ใช่แล้ว! ต้องเป็นไอ้บ้ากามคนไหนในหมู่บ้านที่เห็นแล้วเกิดอารมณ์ เลยคิดจะลงมือกับเจ้าสาว แอบไปเป็นโจรเด็ดบุปผากลางดึก แต่ความแตก เลยบันดาลโทสะฆ่าล้างโคตรพวกเขาทั้งครอบครัว..."
"งั้นก็ไม่เห็นต้องหั่นศพเลยนี่" พั่งจวิ้นพึมพำ
"หึ! ไอ้น้องเอ๊ย เรื่องนี้นายไม่เข้าใจหรอก เดี๋ยวลูกพี่จะวิเคราะห์ให้ฟัง!" หวังจื่อข่ายลูบคาง ทำท่าทางลึกลับ เกาหยางรู้สึกว่าอีกวินาทีต่อมาเพลงประกอบของเรื่อง 'ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน' จะต้องดังขึ้นมาแน่ๆ
"นี่เขาเรียกว่าทำในสิ่งที่คนคาดไม่ถึง! ใครจะไปคิดว่าแค่ไปปล้นสวาท แต่กลับฆ่าคนทั้งครอบครัว แถมยังหั่นศพอีก? ตำรวจก็คงไม่คิดไปในทางนี้ แบบนี้ก็ล้างมลทินให้ตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยไม่ใช่เหรอ!"
เกาหยางชะงักไป เขากลับรู้สึกว่าเรื่องไร้สาระของหวังจื่อข่ายมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่พอลองคิดดูดีๆ ก็ฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด แค่เพราะอารมณ์ทางเพศพุ่งพล่าน ถึงกับต้องหั่นศพคนทั้งครอบครัว ต้นทุนในการก่อเหตุมันสูงเกินไป แถมดูจากสภาพบ้านของฮว๋าจื่อ ก็ไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือขัดขืนเลยสักนิด เรื่องราวเกิดขึ้นที่ลานบ้านต่างหาก
พั่งจวิ้นคิดอยู่นานก่อนจะส่ายหน้า "พี่ข่าย ผมก็ยังรู้สึกว่าไม่ใช่อยู่ดี... สมมติว่าพี่เป็นไอ้บ้ากามคนนั้น พี่จะทำเรื่องแบบนี้ไหม?"
"นายนั่นแหละบ้ากาม! บ้ากามกันทั้งบ้านนายเลย!" หวังจื่อข่ายเริ่มไม่สบอารมณ์ "กระบวนการความคิดของไอ้บ้ากามมันจะเหมือนคนปกติได้ยังไง?"
"กระบวนการความคิดของพี่ข่ายก็แปลกประหลาดพอกันแหละ ขนาดพี่เองยังไม่ทำเลย ผมว่าไอ้บ้ากามก็คงไม่ทำหรอก..."
"ไอ้อ้วนแกพูดว่าอะไรนะ? แน่จริงก็พูดอีกทีสิ!"
"ผมอ้วนก็ส่วนอ้วนสิ แต่พี่อย่ามาแช่งให้ผมตายนะ ดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้มันไม่เป็นมงคล..."
พอไอ้บ้าสองคนเริ่มเถียงกัน เกาหยางก็เริ่มปวดขมับอีกแล้ว ทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของสารวัตรหวงกับชิงหลิงแย่มาก นัยน์ตาทอประกายจิตสังหารอันเยียบเย็น และจ้องเขม็งไปยังท่านสี่กู่ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ
เกาหยางเหลือบมองตาม ทันใดนั้นเขาก็ขนลุกซู่!
ท่านสี่กู่ยังคงจิบชาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ที่แขนของเขากลับมีเกล็ดกึ่งโปร่งใสคล้ายเขางอกขึ้นมาเงียบๆ หลังมือที่หยาบกร้านและเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นของเขากำลังค่อยๆ เปลี่ยนเป็นลวดลายผิวหนังของกิ้งก่า ผิวสัมผัสเปลี่ยนเป็นเปียกลื่น เล็บนิ้วมือของเขาก็งอกยาวขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกรงเล็บแหลมคมสีน้ำตาลเทายาวสองเซนติเมตร
ถัดมาคือดวงตาทั้งสองข้างของท่านสี่กู่ ตาขาวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองที่มีลวดลายเล็กๆ ปะปนอยู่ ส่วนตาดำก็ถูกพลังที่มองไม่เห็นบีบอัดจากทั้งสองข้าง จนกลายเป็นรอยแยกสีดำแคบยาว ลูกตาของมนุษย์เปลี่ยนเป็นลูกตาของกิ้งก่าภายในเวลาไม่กี่วินาที ราวกับลูกแก้วที่เย็นเยียบและประณีตสองลูก
ในวินาทีนี้ ร่างกายของท่านสี่กู่กำลัง "กลายร่างเป็นอสูร" เป็นบางส่วน ต่อหน้าผู้ตื่นรู้ทั้งสี่และอสูรหลงทางอีกหนึ่งตัว
แต่ท่านสี่กู่ก็ไม่ได้เริ่มการโจมตี เขายังคงนั่งอยู่แบบนั้น จิบชาอย่างสบายอารมณ์







