ภาพอันน่าสยดสยองที่เกาหยางคาดไว้ไม่ได้ปรากฏขึ้น ในความเป็นจริง ภายในบ้านมืดสนิท อากาศที่ปะทะหน้ามีกลิ่นอับและกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนถูกทิ้งร้างมานานปะปนอยู่
สารวัตรหวงปิดประตูบ้าน คลำหาสวิตช์เชือกดึงในความมืด แล้วดึงมันหนึ่งครั้ง
"จี่ จี่ จี่ จี่... แป๊ก" หลอดไฟวัตต์ต่ำดวงหนึ่งดิ้นรนอยู่นาน ในที่สุดก็สว่างขึ้น ภายในบ้านสลัว แต่ก็เพียงพอให้มองเห็นได้ชัดเจน
ห้องโถงทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผนังด้านในทาสีขาวซึ่งหลุดร่อนอย่างหนัก พื้นเป็นปูนซีเมนต์สีออกเขียว บนเพดานมีพัดลมแขวนที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่
บนผนังตรงข้ามประตูมีนาฬิกาแขวนสีแดงแบบเก่าแขวนอยู่ สไตล์ "ตะวันตก" ที่ดูไม่เข้าพวกยังคงแกว่งไปมาส่งเสียง "ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก"
ใต้ผนังเป็นตู้ยาวแบบเก่า บนตู้มีโทรทัศน์ขาวดำตั้งอยู่ ด้านหลังโทรทัศน์ต่อกับเสาอากาศยาวครึ่งเมตร ด้านหน้าตู้ยาวมีเก้าอี้ขาสั้นสีดำเข้มวางอยู่สองสามตัว ไม่มีโซฟา ปกติแล้วคนในบ้านน่าจะนั่งดูโทรทัศน์บนเก้าอี้เหล่านี้ บนผนังด้านซ้ายแขวนปฏิทิน ภาพประกอบบนปฏิทินเป็นภาพวาดทิวทัศน์ของสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ใต้ปฏิทินมีจักรเย็บผ้าแบบเก่า มุมห้องมีไหเคลือบสีเขียววางซ้อนกันอยู่หลายใบ ดูเหมือนจะเป็นผักดอง
ในห้องโถงมีของเพียงเท่านี้ ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก ช่างเป็นยุคสมัยที่แร้นแค้นจริงๆ
สารวัตรหวงเดินไปที่จักรเย็บผ้า ใช้นิ้วปาดดู พบฝุ่นหนาเตอะ เขาขมวดคิ้ว "แปลกแฮะ"
"แปลกจริงๆ ด้วย" เกาหยางก็สำรวจบ้านจนทั่วแล้วเช่นกัน "รู้สึกเหมือนไม่มีคนอยู่มานานมากแล้ว"
"นี่แกพูดไร้สาระอะไรเนี่ย ก็ตั้งสามสิบปีแล้วไง!" หวังจื่อข่ายพูด
เกาหยางยิ้มเจื่อน อธิบายอย่างอดทน "ในโลกของเรา คดีฆาตกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อน แต่ในโลกนี้ คดีฆาตกรรมเพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงครึ่งเดือน ในหมู่บ้านยังจัดงานศพให้ครอบครัวของหวาจื่ออยู่เลยไม่ใช่เหรอ?"
"อ้อ จริงด้วย!" หวังจื่อข่ายเพิ่งนึกขึ้นได้
ไอคิวระดับนี้ สุดยอดไปเลย
"ไม่เพียงเท่านั้น บนพื้นลานหน้าบ้านยังมีคราบเลือดหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก แต่ในห้องนั่งเล่นกลับไม่มีร่องรอยการต่อสู้เลยแม้แต่น้อย" สารวัตรหวงเดาะลิ้น "ไป ไปดูห้องอื่นกัน"
สารวัตรหวงเดินนำเข้าไปในห้องนอนเล็กทางซ้าย บนประตูห้องมีตัวอักษร 'ซวงสี่' มงคลคู่ติดอยู่ น่าจะเป็นห้องหอ และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อเปิดไฟในห้อง สิ่งแรกที่เห็นคือสีแดงไปหมด ทั้งผ้าห่มสีแดง หมอนสีแดง ม่านหน้าต่างสีแดง โคมไฟสีแดง ดอกไม้ปลอมสีแดง ตู้เสื้อผ้าสีแดง โต๊ะเครื่องแป้งสีแดง...
เช่นเดียวกับห้องนั่งเล่น ข้าวของทุกอย่างในห้องล้วนถูกปกคลุมด้วยฝุ่นหนาเตอะ ให้ความรู้สึกทั้งสดใสและเก่าคร่ำคร่า ทั้งน่ายินดีและพิลึกพิลั่น
"เด็กสาวคนหนึ่งแต่งงานเข้ามา ในคืนวันแต่งงาน..." สารวัตรหวงเดินออกจากห้องหอ กลับมาที่ห้องนั่งเล่น แล้วเริ่มครุ่นคิด "เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น จากนั้นพอตื่นมาในวันที่สอง คนทั้งบ้านก็ถูกหั่นศพ ศพไปปรากฏอยู่ตามมุมต่างๆ ของหมู่บ้านสกุลกู่ ส่วนศีรษะของเจ้าสาวจนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่พบ"
"เลิกพูดเถอะ!" พั่งจวิ้นรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัว "พวกเราไม่ได้มาสืบคดีนะ มาคิดหาวิธีออกไปจากที่นี่กันดีกว่า"
"ฉันรู้ ฉันถึงอยากสืบคดีไง" สารวัตรหวงพูด
เกาหยางพยักหน้า "ผมก็คิดว่า ถ้าอยากออกไปจากที่นี่ ต้องหาตัวฆาตกรคดีฆ่าล้างครัวให้เจอ"
"นายมีเบาะแสอะไรไหม?" สารวัตรหวงถาม
เกาหยางลองวิเคราะห์ "ภายในบ้านไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ดังนั้นคนบ้านนี้น่าจะถูกหั่นศพในสภาพที่ไม่มีความสามารถในการขัดขืน หรือสูญเสียความตั้งใจที่จะต่อสู้ ส่วนสถานที่หั่นศพ..."
"อยู่ที่ลานหน้าบ้าน" ชิงหลิงพูด
"ใช่" เกาหยางคิดครู่หนึ่ง "ตอนนี้มีแค่นี้แหละ"
สารวัตรหวงลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง "ตอนนั้นหัวหน้าทีมของฉันไม่ได้เป็นผู้ตื่นรู้ ดังนั้นตอนที่เขาสืบคดีนี้ เขาคงไม่ได้พิจารณาสองคำถามต่อไปนี้แน่"
"หนึ่ง ครอบครัวของหวาจื่อ ตกลงว่าเป็นคนหรืออสูร หรือว่ามีทั้งคนและอสูร สอง คนที่ฆ่าครอบครัวหวาจื่อ ตกลงว่าเป็นคนหรืออสูรกันแน่"
"พูดถึงอสูร..." เกาหยางลังเลเล็กน้อย แต่ก็ถามออกไป "สารวัตรหวง สรุปแล้วคุณรู้จักอสูรกี่ประเภทเหรอครับ?"
สารวัตรหวงมองเกาหยาง ลังเลเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจตอบตามความจริง "เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฉันไม่สนกฎบ้าบออะไรนั่นแล้วล่ะ อู๋ต้าไห่เคยบอกฉันว่า ปัจจุบันองค์กรของพวกเขาเคยพบอสูรมาแล้ว 4 ประเภท ได้แก่ อสูรโมหะ อสูรโทสะ อสูรโลภะ และอสูรหลงผิด"
"อสูรโลภะ? อสูรหลงผิด?" ชิงหลิงเริ่มสนใจ
"อสูรโลภะมีอีกชื่อว่าผู้หลอมรวม อสูรหลงผิดมีอีกชื่อว่าผู้เฝ้ามอง" สารวัตรหวงกล่าว "ชนิดที่แน่ชัดของอสูรโลภะ ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อู๋ต้าไห่บอกว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของอสูรโลภะคือ พวกมันสามารถกลายเป็นมนุษย์ได้ด้วยวิธีการบางอย่าง"
ทุกคนสูดหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ ยกเว้นหวังจื่อข่ายที่มีสีหน้าเมินเฉย
"หมายความว่ายังไง?" ชิงหลิงไม่เข้าใจ
"ก็ความหมายตามตัวอักษรนั่นแหละ" สารวัตรหวงพูดเสียงขรึม "ไม่ใช่การปลอมตัวเป็นมนุษย์ แต่คือการกลายเป็นมนุษย์ ถึงได้เรียกว่าผู้หลอมรวมไง"
เกาหยางนึกอะไรขึ้นมาได้อีก "แต่มนุษย์ก็แบ่งออกเป็นผู้ยังไม่ตื่นรู้กับผู้ตื่นรู้นะครับ"
"ผู้ตื่นรู้" สารวัตรหวงมั่นใจ "อสูรโลภะสามารถกลายเป็นผู้ตื่นรู้ได้ ผู้ที่ยังไม่ตื่นรู้จะไม่ถูกอสูรใดๆ โจมตี นี่คือกฎเหล็กของโลกใบนี้"
"แล้วอสูรโลภะที่กลายเป็นผู้ตื่นรู้ ตกลงว่าเป็นคน หรืออสูรกันแน่ครับ?" เกาหยางสับสนแล้ว
สารวัตรหวงส่ายหน้า "ถ้าพวกเราสามารถรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ได้ บางทีอาจจะไปหาคนของสิบสองนักษัตรเพื่อถามให้รู้เรื่องได้"
"แล้วอสูรหลงผิดล่ะ?" ชิงหลิงถาม
สารวัตรหวงส่ายหน้า "เกี่ยวกับอสูรหลงผิด ฉันรู้แค่ว่ามีอสูรประเภทนี้อยู่ ส่วนเรื่องอื่นฉันไม่รู้อะไรเลย"
สมองของเกาหยางทำงานอย่างรวดเร็ว: ถ้าไป่หลี่อี้ไม่ได้หลอกเขา งั้นนอกจากอสูรโมหะ อสูรโทสะ อสูรโลภะ และอสูรหลงผิดทั้งสี่ประเภทนี้แล้ว ก็น่าจะยังมี 'อสูรเป็น' และ 'อสูรตาย' อยู่อีก ทว่าเกาหยางไม่คิดจะพูดออกไป ตอนนี้เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอสูรสองประเภทนี้เลย พูดไปก็มีแต่จะสร้างความตื่นตระหนกและทำให้กำลังใจเสียเปล่าๆ
แม้จะดูฝืนไปบ้าง แต่เกาหยางก็ยังพยายามใช้ตรรกะที่ตัวเองพอจะเข้าใจได้มาอธิบายสถานการณ์ตรงหน้า "สมมตินะ สมมติเฉยๆ ว่าตัวการที่สร้างคดีฆ่าล้างครัว คืออสูรสายพันธุ์ใหม่ที่เรายังไม่รู้จัก ถ้าอย่างนั้น หมู่บ้านสกุลกู่ที่เราอยู่ตอนนี้ เป็นไปได้ไหมว่าจะเป็นอาณาเขตที่มันสร้างขึ้นมา?"
"นายกำลังจะบอกว่า" ชิงหลิงกวาดสายตาไปรอบๆ "หาตัวมันให้เจอ ฆ่ามันซะ แล้วก็จะออกไปจากที่นี่ได้งั้นเหรอ?"
"ข้อสันนิษฐานของเกาหยาง ถือว่าเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้" สารวัตรหวงพยักหน้าเล็กน้อย "และเป็นวิธีที่คุ้มค่าที่จะลองทำมากที่สุดในตอนนี้ด้วย แถมยังต้องรีบทำโดยเร็ว พวกเราขาดน้ำขาดอาหารมาเกิน 20 ชั่วโมงแล้ว ในสถานการณ์ปกติ พวกเราทนได้ไม่เกิน 3 วัน เวลาที่เราสามารถลงมือได้อย่างมีประสิทธิภาพคือไม่เกิน 2 วัน"
เกาหยางมองหวังจื่อข่ายแวบหนึ่ง "ยกเว้นนายน่ะนะ ร่างกายของนายผ่านการดัดแปลงมาเป็นพิเศษ น่าจะอยู่ได้นานกว่าพวกเรา"
"แหงอยู่แล้ว!" หวังจื่อข่ายภูมิใจมาก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง "ลูกพี่คนนี้คือคนที่จะกอบกู้โลกเชียวนะ จะมาติดอยู่ในสถานที่สับปะรังเคแบบนี้ได้ยังไง! พวกนายรับหน้าที่ลากคอไอ้ตัวนั้นออกมา ที่เหลือปล่อยให้ฉันจัดการเอง!"
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก..."
เกาหยางหันขวับ เขายืนอยู่ใกล้ประตูที่สุด... มีคนเคาะประตู







