"เอ๊ะ สรุปว่านังหนูเถาอวี้ซูคนนั้นก็ยังไม่กลับมาใช่ไหม"
"ป่านนี้แล้ว จะกลับมาทำไมล่ะ! ได้ยินว่าครึ่งปีแล้ว จดหมายสักฉบับก็ยังไม่เขียนมาเลย ฉันก็บอกแล้วว่าเขาเป็นปัญญาชนจากในเมือง หน้าตาสะสวยราวกับดอกไม้แถมยังสอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังในเยียนจิง จะมาลงเอยกับไอ้หนุ่มเฉาหยางได้ยังไง"
"เอ้อชุนคนนี้นี่นะ ชอบคิดเล็กคิดน้อยคำนวณผลประโยชน์! วางแผนมาทั้งชีวิต เป็นไงล่ะ สุดท้ายก็วางแผนจนลูกชายตัวเองติดร่างแหไปด้วยเลยใช่ไหม"
"บ้านของเถาอวี้ซูเป็นตระกูลผู้ดีมีวิชาความรู้ ได้ยินว่าที่บ้านเป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยอะไรสักอย่างด้วยนะ เอ้อชุนก็หวังจะให้มาช่วยปรับปรุงสายพันธุ์ให้บ้านหลินเสียหน่อย คราวนี้เป็นไงล่ะ เสียทั้งขึ้นทั้งล่องเลยสิ!"
"ฮี่ๆ! คนเราน่ะนะ ใครมีชะตาแบบไหนก็เป็นแบบนั้นแหละ อย่าฝืนเลย ฝืนไปก็เปล่าประโยชน์!"
……
ต้นไหวขนาดใหญ่ที่มักพบเห็นได้ทั่วไปในชนบททางตอนเหนือ ดูราวกับเป็นชายชราวัยไม้ใกล้ฝั่งในหมู่มวลพฤกษา ทว่าในช่วงกลางฤดูร้อนเช่นนี้กลับแตกกิ่งก้านสาขาผลิดอกออกใบอย่างอุดมสมบูรณ์ ทอดเงาขนาดใหญ่ให้ความร่มรื่นภายใต้แสงแดดเจิดจ้า ใต้ต้นไม้มีหญิงวัยกลางคนแต่งกายเรียบง่ายหลายคนกำลังทำงานไปพลาง จับเข่าคุยเรื่องชาวบ้านในกองผลิตใหญ่ไปพลาง
วันนี้หัวข้อสนทนาของพวกหล่อนพุ่งเป้าไปที่หลินเอ้อชุน หัวหน้ากองผลิตใหญ่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุน และหลินเฉาหยางลูกชายของเขา ไม่ใช่แค่วันนี้เท่านั้น แต่ในช่วงกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา เรื่องนี้กลายเป็นหัวข้อยอดฮิตเวลาพวกผู้หญิงในกองผลิตใหญ่จับกลุ่มคุยเล่นกันมาตลอด
ตอนนั้นเอง หญิงวัยห้าสิบกว่าคนหนึ่งก็เดินผ่านมา ผิวพรรณของหล่อนหยาบกร้าน บนใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความเหนื่อยยากจากวันเวลาในอดีต ริมฝีปากของหล่อนบางกว่าคนทั่วไป ดูปราดเปรียวราวกับเป็นผู้หญิงช่างเจรจา
เมื่อเห็นหญิงคนนั้น เสียงใต้ต้นไหวก็เบาลงกะทันหัน สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่หล่อน ราวกับกำลังรอให้หล่อนเดินผ่านไป
ฝีเท้าของจางกุ้ยฉินไม่มีความลังเล หล่อนรู้ดีแก่ใจว่าพวกผู้หญิงแก่ๆ กลุ่มนี้เพิ่งจะพูดเรื่องอะไรกัน ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องราวในบ้านของหล่อนนั่นแหละ
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าหล่อนรู้ว่ามีคนแอบนินทาเรื่องบ้านหล่อนลับหลัง หล่อนคงตามไปด่ากราดถึงหน้าบ้านเป็นครึ่งค่อนวันแน่
แต่งงานกับหลินเอ้อชุนมาตลอดยี่สิบกว่าปี หล่อนมักจะเป็นตัวตั้งตัวตีในกองผลิตใหญ่มาเสมอ แต่ตอนนี้หล่อนไม่มีกะจิตกะใจแบบนั้นแล้ว
จางกุ้ยฉินเดินผ่านต้นไหวไปโดยไม่ได้ทักทายพวกผู้หญิงเหล่านั้น หล่อนเดินเชิดหน้าอกผายไหล่ผึ่งผ่านไป
เพียงแต่แผ่นหลังที่ดูหยิ่งผยองนั้น เมื่อมองในสายตาของพวกผู้หญิงกลับดูเหมือนกำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเสียมากกว่า
"จะมาวางมาดอะไรนักหนา"
"หล่อนวางมาดที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่ากำลังร้อนตัวต่างหาก"
พวกผู้หญิงใต้ต้นไหวระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจใคร
ชายหนุ่มที่กำลังเดินจ้ำอ้าวผ่านมาไม่พอใจที่ได้ยินพวกผู้หญิงกลุ่มนี้นินทาคนอื่น "ดูพวกป้าสิ วันๆ เอาแต่พล่าม ทำงานไปปากก็ขยับไปเหมือนสายรัดกางเกงที่มันหลวม อยู่ว่างๆ ไม่เป็นหรือไง"
หนึ่งในผู้หญิงที่มีใบหน้ากลมและสะโพกใหญ่สวนกลับว่า "เอ้อร์ไหมไถ ไอ้ลูกหมาไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าพูดกับข้าแบบนี้ เชื่อไหมว่าเดี๋ยวข้าจะฟ้องพ่อเอ็งให้เอาเข็มขัดฟาดเอ็ง"
"ป้าสี่ ป้าไม่ต้องไปหาพ่อผมหรอก ป้าไปดูดีกว่าไหมว่าลุงสี่หายไปไหนแล้ว"
หญิงหน้ากลมชะงักไป ไม่สนที่จะต่อล้อต่อเถียงกับเอ้อร์ไหมไถอีก แล้วถามว่า "เขาไม่ได้ลงแปลงนาเหรอ"
"ยังไงผมก็ไม่เห็นนะ!"
หญิงหน้ากลมร้อนรนขึ้นมาทันที หล่อนลุกขึ้นยืนพลางสบถด่า "ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย ต้องแอบไปหาเซิ่งเหลาลิ่วที่คอมมูนอีกแน่ๆ!"
หญิงหน้ากลมรีบร้อนออกไปตามหาสามีที่ชอบเล่นการพนัน เมื่อขาดตัวตั้งตัวตีไปหนึ่งคน บรรยากาศงานเสวนาใต้ต้นไม้ก็ดูเงียบเหงาลงเล็กน้อย
เอ้อร์ไหมไถใช้คำพูดประโยคเดียวก็ไล่หญิงหน้ากลมไปได้ สีหน้าของเขาปิดบังความภาคภูมิใจไว้ไม่มิด หลังจากหันหลังเดินจากมา เขาก็ออกไปตามหาคน
เขาเดินตามจางกุ้ยฉินไป "คุณป้าครับ เฉาหยางบ้านป้าอยู่บ้านหรือเปล่า"
"ไม่อยู่ ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าแล้ว เอ็งลองไปดูที่โรงเรียนสิ"
"ผมเพิ่งไปดูที่โรงเรียนมา ไม่มีคนอยู่เลยครับ"
"งั้นก็ไม่รู้แล้ว" จางกุ้ยฉินอารมณ์ไม่ดี จึงไม่ได้พูดอะไรกับเอ้อร์ไหมไถมากนัก หล่อนเดินมุ่งหน้ากลับไปทางบ้าน
"ท่านผู้รู้!"
"ท่านผู้รู้!"
เสียงแหบพร่าของเอ้อร์ไหมไถตะโกนดังก้องไปทั่วกองผลิตใหญ่ แต่กลับไม่ทำให้ชายหนุ่มที่กำลังนอนอาบแดดอยู่บนกองฟืนสะดุ้งตื่นเลยแม้แต่น้อย
กองฟืนที่ทำจากต้นข้าวโพดสูงกว่าสองเมตร กองซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบราวกับก้อนเต้าหู้ที่ทหารพับผ้าห่ม
หลินเฉาหยางหนุนศีรษะบนมือทั้งสองข้าง ปากคาบหญ้าหางหมา บางครั้งก็แกว่งมันเป็นวงกลมในอากาศ เขานั่งไขว่ห้าง สายตาจับจ้องไปยังก้อนเมฆที่สว่างบ้างมืดบ้างบนท้องฟ้า อารมณ์ของเขาไม่เคยผ่อนคลายเท่านี้มาก่อน
ทะลุมิติมาแล้ว!
นี่คงถือเป็นการถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ที่สุดในชีวิตทั้งสองชาติของเขาเลยก็ว่าได้
ก่อนทะลุมิติ เขาอยู่ในวัยสามสิบปีแล้ว การกลับไปสู่จุดเริ่มต้นในชั่วข้ามคืน ภายในใจเขากลับไม่มีความเสียใจหรือความเสียดายเลยแม้แต่น้อย ต่อให้คุณจะมีอำนาจล้นฟ้า ร่ำรวยมหาศาล ใครบ้างล่ะจะปฏิเสธความเย้ายวนของการได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งได้
การทะลุมิติมาอยู่ในร่างของชายหนุ่มที่มีชื่อเดียวกัน เขาสัมผัสได้ถึงพละกำลังและความปรารถนาที่ซ่อนอยู่ในร่างกายราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ท้องฟ้าสีครามตรงหน้ากว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต เฉกเช่นเดียวกับชีวิตในอนาคตของเขา นี่คือยุคทองของชีวิตเขาเลยทีเดียว
ยังจะมีเรื่องอะไรที่สวยงามไปกว่านี้อีกไหม
เผลอแป๊บเดียวเขาก็ทะลุมิติมาอยู่ในยุคเจ็ดศูนย์ได้หนึ่งปีแล้ว เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ!
ตอนนี้เป็นเดือนสิงหาคม โรงเรียนทั้งประถม มัธยมต้น และมัธยมปลายต่างก็ปิดเทอมฤดูร้อนกันหมดแล้ว ครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิตอย่างเขาจึงไม่มีงานทำ ถึงเวลาต้องลงไปทำนา ก็ยังต้องลงไปทำนาอยู่ดี
วันนี้ในกองผลิตใหญ่ไม่ค่อยมีงานอะไร เมื่อช่วงเช้าลำโพงกระจายเสียงของกองผลิตใหญ่เพิ่งประกาศว่าคืนนี้จะมีการฉายหนัง สมาชิกในชุมชนจึงไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน เอาแต่ตั้งตารอคอยหนังในคืนนี้กันทั้งนั้น
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ จิตใจของผู้คนในกองผลิตใหญ่เริ่มแตกซ่าน ความหนักหน่วงของการใช้แรงงานและระเบียบวินัยก็ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว หลินเฉาหยางจึงแอบอู้งานหนีมานอนคิดทบทวนชีวิตอยู่บนกองฟืนที่ลับตาคนแห่งนี้
อีกสี่เดือนก็จะถึงการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 11 ในเดือนธันวาคมแล้ว พอคิดถึงกระแสแห่งยุคสมัยที่กำลังพัดโหมกระหน่ำเข้ามา ภายในใจของหลินเฉาหยางก็เต็มไปด้วยความฮึกเหิมอันยิ่งใหญ่ที่พร้อมจะพวยพุ่งออกมา
ทว่า แสงแดดอันอบอุ่นก็บั่นทอนความทะเยอทะยานของเขาไปอย่างรวดเร็ว
มีความมุ่งมั่นเป็นพักๆ แต่ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อรอความตายอย่างต่อเนื่อง นี่คือเรื่องปกติของคนจำนวนมากในยุคก่อนที่เขาจะทะลุมิติมา
ก่อนทะลุมิติ หลินเฉาหยางเป็นเพียงมนุษย์เงินเดือน ชาติก่อนเขาแข่งขันอย่างหนักมาสิบสองปี กว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยโครงการ 211 ได้ก็แทบแย่ พอเรียนจบออกมาถึงได้พบว่า มีนักศึกษาปริญญาโทเดินกันเกลื่อนเมือง ส่วนเด็กจบปริญญาตรีนั้นมีค่าด้อยกว่าสุนัขเสียอีก การจะหวังพึ่งพาการเป็นมนุษย์เงินเดือนเพื่อก้าวไปสู่เส้นทางแห่งความร่ำรวยนั้น ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก
เขาพยายามมาสิบปี กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาเป็นระดับกลางของบริษัทได้ เพื่อผลงาน เขาต้องมาทำงานแต่เช้าและกลับดึกทุกวัน ต้องยอมก้มหัวลดตัวต่อหน้าลูกค้า ต้องคอยประจบสอพลอเจ้านาย แม้แต่เวลาจะไปนัดบอดหรือมีความรักก็ยังไม่มี
แต่เมื่อทำไปจนถึงที่สุด เขากลับพบความจริงอันน่าเศร้าว่า คนทำงานเก่งสู้คนพูดเก่งไม่ได้ และคนพูดเก่งก็สู้คนใช้เส้นสายไม่ได้ เส้นทางอาชีพของเขาถูกกำหนดเพดานไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ต่อให้พยายามแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน เขาก็ปลงตก เดิมทีเขาคิดจะเรียนรู้จากพวกพนักงานรุ่นเก๋าที่ใช้ชีวิตไปวันๆ รอความตาย แต่ใครจะไปคิดว่าในขณะที่ประเทศชาติกำลังเจริญรุ่งเรือง อุตสาหกรรมกำลังเฟื่องฟู เขากลับต้องถูกเลิกจ้าง
ไม่สิ จะเรียกว่าเลิกจ้างไม่ได้ ต้องเรียกว่า "การปรับโครงสร้าง" เรียกว่า "การสำเร็จการศึกษา" เรียกว่า "การส่งมอบบุคลากรคุณภาพสู่สังคม" ต่างหาก
นายทุนเฮงซวยเอ๊ย!
คิดดูสิว่าสมัยที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย เขาก็เป็นถึงหนุ่มติสต์ที่มีสาวๆ รายล้อมเชียวนะ!
แต่พอเข้าสู่สังคมทำงาน เขากลับถูกสังคมบีบบังคับทีละก้าวให้กลายเป็นคนที่ตัวเองเคยเกลียดที่สุด ทั้งหมดนี้ เป็นความผิดของนายทุนล้วนๆ
หลินเฉาหยางถ่มหญ้าหางหมาในปากทิ้ง สายตาราวกับทะลุผ่านความว่างเปล่าไปเห็น "เจ้าพ่อแห่งการสตาร์ทอัพ" หรือ "ยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยี" ที่กำลังพูดจาฉะฉานอยู่หน้ากล้อง เขารู้สึกเกลียดชังความชั่วร้ายราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาต
"เป็นลูกจ้างเหรอ ถุย! หมายังไม่เป็นเลย!"
ตลอดหนึ่งปีที่ทะลุมิติมา หลินเฉาหยางคิดตกมานานแล้ว รอให้เปิดประเทศเมื่อไหร่ เขาจะใช้ข้อได้เปรียบของการเป็นผู้หยั่งรู้อนาคตจากการทะลุมิติไปคว้าเงินก้อนแรกมาให้ได้ก่อน จากนั้นก็ค่อยสนับสนุนลูกน้องสักสองสามคนให้มาทำงานถวายหัวแทนเขา แล้วเขาก็จะนอนตีพุงเป็นปลาเค็มอย่างสบายใจ
ชาติก่อนเขาเป็นมนุษย์เงินเดือนมาทั้งชีวิต เหนื่อยล้าเหมือนหมาในบริษัท เอะอะก็ต้องทนรับการกลั่นแกล้งจากลูกค้าและเจ้านาย บางครั้งก็ต้องคอยตามเช็ดตามล้างให้ลูกน้องยุค 95 หรือ 00 ที่ไร้หัวคิด พอกลับถึงบ้านก็ต้องอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว พอถึงช่วงเทศกาลก็ต้องทนรับการเร่งรัดเรื่องแต่งงานจากญาติพี่น้องที่บ้านอีก
กว่าสวรรค์จะประทานลอตเตอรี่ให้เขาสักใบ จะไม่ให้เขาเสวยสุขให้เต็มที่ได้ยังไงล่ะ
ชาตินี้ถ้าไม่ได้นอนตีพุงเป็นปลาเค็ม เขาก็คงรู้สึกผิดต่อสวรรค์แย่เลย!
นี่ก็เพราะเขาทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหนุ่มน้อยชาวนา ถ้าเกิดทะลุมิติมาอยู่ในร่างของลูกหลานข้าราชการระดับสูง เขาจะมามัวกลุ้มใจเรื่องพวกนี้ไปทำไม แค่หาใบอนุมัติอะไรสักอย่างมา แล้วหาคนมาออกหน้าแทน ป่านนี้เขาก็นอนตีพุงไปนานแล้ว
ความคิดอันวุ่นวายกระโดดโลดเต้นอยู่ในหัว บางครั้งภาพใบหน้าที่งดงามและกระจ่างใสก็โผล่ขึ้นมาตรงหน้า
ไม่รู้ว่าปัญญาชนภรรยาตัวน้อยของผมตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ
ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัว หลินเฉาหยางยกยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก
ปัญญาชนที่สอบติดมหาวิทยาลัย ก็เหมือนกับไซบีเรียนฮัสกี้ที่หลุดจากสายจูงนั่นแหละ คุณยังจะหวังให้เขาหันหลังกลับมาอีกเหรอ
ขณะที่ในใจกำลังเยาะเย้ยความไร้เดียงสาของตัวเอง เสียงตะโกนก็ดังแว่วมาเข้าหู
"ท่านผู้รู้!"
เสียงตะโกนอันหยาบกระด้างดึงดูดความสนใจของหลินเฉาหยาง เขาใช้สองมือยันตัวลุกขึ้นแล้วเงยหน้ามองไป
เพียงชั่วครู่ เสียงนั้นก็ดังใกล้เข้ามาและดังขึ้นเรื่อยๆ ปลุกความคุ้นเคยและความผูกพันที่หลินเฉาหยางมีต่อยุคสมัยนี้ให้ตื่นขึ้น
มองเห็นเพียงฝุ่นตลบอบอวลราวกับพายุหมุนสีดำ ร่างของคนผู้หนึ่งก็มาปรากฏอยู่ตรงหน้าในชั่วพริบตา
ผู้มาเยือนมีความสูงกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตร รูปร่างกำยำราวกับวัว ใบหน้าสี่เหลี่ยม ผมทรงสกินเฮดบนศีรษะยิ่งขับเน้นให้ดูดุดันขึ้นไปอีก น่าเสียดายที่จุดด่างพร้อยเพียงอย่างเดียวคือดวงตาอันคมกริบนั้นมีความตาเหล่อยู่นิดๆ ทำให้บุคลิกโดยรวมของเขาลดทอนลงไปมาก
"จะโวยวายอะไรนักหนา" หลินเฉาหยางตวาดใส่
เอ้อร์ไหมไถวิ่งเข้ามาใกล้ เงยหน้าขึ้นพูดกับหลินเฉาหยางอย่างร้อนรนว่า "ท่านผู้รู้ เอ็งทายสิว่าข้าไปเจอใครที่คอมมูนมา"
หลินเฉาหยางลดแขนลงแล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง น้ำเสียงเรียบเรื่อย "จะมาเล่นตัวอะไรอีกล่ะ อยากพูดก็พูด ไม่อยากพูดก็ช่าง"
เมื่อเอ้อร์ไหมไถเห็นเขาเป็นแบบนี้ ก็ไม่รีบร้อนแล้ว "เอ็งไม่อยากรู้จริงๆ เหรอ"
"ไม่อยากรู้" หลินเฉาหยางตอบกลับไปพร้อมกับหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง ทันใดนั้นก็รำลึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงลุกขึ้นถามว่า "หนังสือพิมพ์ของข้าล่ะ"
วันนี้เอ้อร์ไหมไถไปคอมมูน หลินเฉาหยางจึงฝากเขาแวะไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อเอาหนังสือพิมพ์มาให้สองฉบับ เอ้อร์ไหมไถกลับมาแล้ว แต่ในมือกลับไม่มีหนังสือพิมพ์ หลินเฉาหยางจึงไม่พอใจขึ้นมาทันที
เมื่อเอ้อร์ไหมไถได้ยินเช่นนั้นก็โกรธที่อีกฝ่ายไม่เอาถ่าน "ป่านนี้แล้ว เอ็งยังจะมามัวห่วงหนังสือพิมพ์ของเอ็งอยู่อีกเหรอ"
"เอ็งจะไปรู้อะไร!" หลินเฉาหยางด่าไปหนึ่งประโยค
จริงอยู่ที่หลินเฉาหยางทะลุมิติมา แต่ชาติก่อนเขาไม่เคยผ่านยุคเริ่มต้นของการปฏิรูปและเปิดประเทศมาก่อน สิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับอดีตผ่านข้อมูลที่เป็นตัวอักษรและภาพถ่ายก่อนทะลุมิติมานั้นเป็นเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น
ดังนั้นในช่วงกว่าครึ่งปีที่ผ่านมา เขาจึงยืนกรานที่จะอ่านหนังสืออ่านหนังสือพิมพ์มาโดยตลอด การกระจายเสียงจากลำโพงของกองผลิตใหญ่เขาก็ไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียว เพื่อซึมซับข้อมูลความเป็นจริงให้เต็มที่ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นหินรองก้าวสู่ความสำเร็จในอนาคตของเขา
เมื่อมีการหยั่งรู้อนาคต บวกกับความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับนโยบายในความเป็นจริง รอให้ถึงวันที่เขาออกโรง รับรองว่าต้องไม่มีอะไรมาขวางกั้นเขาได้อย่างแน่นอน
หลินเฉาหยางยังอยากจะสั่งสอนหลักการใหญ่โตให้เอ้อร์ไหมไถฟังต่อ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปาก เอ้อร์ไหมไถก็โพล่งออกมาว่า "ข้าเห็นเถาอวี้ซูแล้ว!"
ราวกับผู้ป่วยต่อมลูกหมากอักเสบที่ยืนอยู่หน้าโถปัสสาวะ คำพูดที่มาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากถูกกลืนกลับลงไป มีเพียงคำพูดไม่กี่คำที่หลุดออกมาทีละหยด "หล่อน... หล่อนกลับมา... ได้ยังไง..."
ตลอดมา หลินเฉาหยางรู้ตัวดีว่าเขาเป็นผู้ข้ามเวลา มีอนาคตอันสดใสรออยู่เบื้องหน้า ในเมื่ออีกฝ่ายมีอนาคตของตัวเองที่ต้องไปไขว่คว้า เขาก็จะไม่ไปทำตัวงี่เง่าเป็นตัวถ่วงอนาคตของคนอื่นหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น ในเมื่อปล่อยมือไปแล้ว ก็ยิ่งต้องทำตัวให้สง่างามหน่อยสิ
แต่พอได้ยินชื่อ "เถาอวี้ซู" อีกครั้ง เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาจังหวะหนึ่ง
เอ้อร์ไหมไถมองดูปฏิกิริยาของหลินเฉาหยางอย่างพอใจอยู่บ้าง บนใบหน้าเขียนไว้ชัดเจนว่า: เอ็งแกล้งทำเป็นฟอร์มจัดไปเถอะ!
"เรื่องนี้ยังต้องถามอีกเหรอ ก็กลับมาหาเอ็งน่ะสิ พวกเอ็งสองคนเป็นผัวเมียที่จดทะเบียนกันแล้วนะ" เอ้อร์ไหมไถตอบ
จดทะเบียนก็ส่วนจดทะเบียนสิ ทวนยาวของบิดายังไม่เคยได้ออกศึกเลยสักครั้งนะ หลินเฉาหยางเสริมในใจ
เถาอวี้ซูมาที่จุดรวมปัญญาชนหมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนในปี 1972 ทันทีที่ปรากฏตัว รูปร่างหน้าตาที่งดงามและกระจ่างใสของหล่อนก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับทั้งจุดรวมปัญญาชนและคอมมูน
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งเดือน ความงามของหล่อนก็เลื่องลือไปทั่วคอมมูนและตัวอำเภอใกล้เคียง ชายหนุ่มที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามต่างพากันมาที่จุดรวมปัญญาชนเพื่อยลโฉมความงามของหล่อนอย่างไม่ขาดสาย ถึงขั้นก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทแย่งชิงความรักกันด้วยกำลังอยู่หลายครั้ง
ในยุคเจ็ดศูนย์ซึ่งเป็นยุคสมัยที่พิเศษเช่นนี้ คำว่า "โสด" "สวย" "ปัญญาชนหญิง" เมื่อมารวมกัน ดูเหมือนจะถูกลิขิตไว้แล้วว่าชีวิตปัญญาชนของเถาอวี้ซูจะต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแน่นอน
ทว่าผิดคาดจากที่ทุกคนคิด นอกจากจะมีชายหนุ่มที่หลงรักหล่อนมาก่อเรื่องวุ่นวายบ้างเป็นครั้งคราวแล้ว ชีวิตการลงพื้นที่ของเถาอวี้ซูที่จุดรวมปัญญาชนหมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนกลับสงบสุขอย่างไม่น่าเชื่อ
และเมื่อสืบสาวถึงสาเหตุ ก็คงหนีไม่พ้นการวางตัวของตัวเถาอวี้ซูเอง หล่อนเกิดในตระกูลผู้ดีมีวิชาความรู้ แต่ไม่ได้เป็นคุณหนูที่บอบบาง หล่อนมักจะกระตือรือร้นในการทำงานและไม่เคยล้าหลังใคร
เมื่อเผชิญหน้ากับการแสดงไมตรีและการตามจีบทั้งแบบเปิดเผยและแอบแฝงจากชายหนุ่มในจุดรวมปัญญาชน คอมมูน และตัวอำเภอ หล่อนก็ไม่เคยแสดงท่าทีตอบรับเลย หล่อนเป็นผู้หญิงที่มีความหนักแน่น เคารพและรักตัวเองเป็นอย่างมาก
หลินเฉาหยางเป็นลูกชายคนเดียวของหลินเอ้อชุน หัวหน้ากองผลิตใหญ่หมู่บ้านเสี่ยวหยางถุน ก่อนหน้านี้เขามีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก
ดังนั้นในการเลี้ยงดูหลินเฉาหยาง สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนจึงดูเหมือนจะตามใจเขามากเกินไป แน่นอนว่าด้วยสภาพความเป็นอยู่ในยุคสมัยนี้ การตามใจในเรื่องวัตถุนั้นเป็นไปไม่ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นการตามใจในเรื่องของจิตใจเสียมากกว่า
ความรักความเอ็นดูของพ่อแม่สะท้อนให้เห็นในสภาพแวดล้อมการเติบโตของหลินเฉาหยาง ทำให้เขาไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากนัก หลังจากเรียนจบมัธยมต้น หลินเอ้อชุนก็จัดการให้หลินเฉาหยางไปสอนหนังสือที่โรงเรียนประถมประจำกองผลิต
การเป็นครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิตในชนบทยุคนี้ ถือเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพของเยาวชนในชนบทที่เป็นรองเพียงแค่การสอบเข้าเรียน การรับสมัครงาน และการเกณฑ์ทหารเท่านั้น
การที่หลินเฉาหยางได้เป็นครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิตนั้น ไม่ถือว่าหลินเอ้อชุนผู้เป็นพ่อใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ เพราะถึงอย่างไรวุฒิการศึกษาระดับมัธยมต้นของเขาก็ถือเป็นเพดานสูงสุดด้านการศึกษาของหมู่บ้านเสี่ยวหยางถุนแล้ว
วุฒิการศึกษาระดับมัธยมต้นไม่ถือว่าสูงนัก แต่ก็ใช่ว่าจะพบเห็นได้ทั่วไปในชนบทยุคนี้
ในฐานะครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิต ทุกวันหลินเฉาหยางเพียงแค่สอนหนังสือก็สามารถเก็บแต้มการทำงานได้เต็มสิบแต้มแล้ว เมื่อเทียบกับสมาชิกชุมชนคนอื่นๆ แล้วมันช่างง่ายดายเสียเหลือเกิน
แต่เมื่อถึงช่วงปิดเทอมฤดูหนาวและฤดูร้อน เขาก็ยังต้องเข้าร่วมการใช้แรงงานเหมือนกับสมาชิกชุมชนคนอื่นๆ และด้วยโอกาสนี้เอง ทำให้เขาสนิทสนมกับบรรดาปัญญาชนจากจุดรวมปัญญาชนที่ทำงานร่วมกัน
หลินเฉาหยางกำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น ส่วนเถาอวี้ซูปัญญาชนหญิงคนนี้ก็มีความงามที่น่าหลงใหล อีกทั้งยังเกิดในตระกูลผู้ดีมีวิชาความรู้ มีบุคลิกที่โดดเด่น จึงกลายเป็นหญิงสาวในดวงใจที่เขาเฝ้าคิดถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอย่างเป็นธรรมชาติ แต่เขาก็ทำได้แค่แอบรักข้างเดียวมาโดยตลอด
จนกระทั่งหลินเอ้อชุนผู้เป็นพ่อสังเกตเห็นความในใจของลูกชาย
หลินเอ้อชุนเป็นคนที่มีความคิดกว้างไกล เขาคิดว่าถึงแม้ในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม บรรดาปัญญาชนและผู้มีการศึกษาจะถูกเล่นงานอย่างหนัก แต่การที่ประเทศชาติจะพัฒนาได้นั้นก็ขาดคนเหล่านี้ไปไม่ได้ หลังจากแก๊งสี่คนถูกโค่นล้มในปี 76 หลินเอ้อชุนก็ยิ่งแน่วแน่ในความคิดนี้
ลูกชายชอบเถาอวี้ซู ถ้าทั้งสองคนได้แต่งงานกันจริงๆ ไม่ช้าก็เร็วในภายภาคหน้าก็คงจะได้พึ่งพาบารมี ถึงตอนนั้นก็อาจจะหลุดพ้นจากการเป็นชาวนาได้ในคราวเดียว และสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลบ้านหลินได้
อีกอย่าง เถาอวี้ซูลงพื้นที่ชนบทในปี 72 แก่กว่าหลินเฉาหยางสามปี ดังคำกล่าวที่ว่า ภรรยาแก่กว่าสามปีเหมือนได้อุ้มก้อนทองคำ สหายหญิงมักจะเป็นผู้ใหญ่เร็วกว่าอยู่แล้ว ถ้ายิ่งอายุมากกว่า แต่งงานไปก็ต้องรู้จักเอาอกเอาใจคนแน่นอน
ประกอบกับช่วงเวลาสี่ปีที่เถาอวี้ซูอยู่ที่จุดรวมปัญญาชน หล่อนก็ไม่เคยมีข่าวฉาวอะไรเลย
ไม่ว่าจะพูดถึงรูปร่างหน้าตา นิสัยใจคอ อารมณ์ หรือชาติตระกูล ก็หาข้อบกพร่องไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
การที่หลินเอ้อชุนอยากจะได้ปัญญาชนหญิงที่มีคุณสมบัติโดดเด่นเช่นนี้มาเป็นลูกสะใภ้ ถ้าพูดออกไปก็คงมีแต่คนหัวเราะเยาะจนฟันร่วง หาว่าบ้านหลินของเขาเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์
แต่เขากลับยึดถือคำกล่าวของมหาบุรุษอย่างลึกซึ้งที่ว่า: ไม่ว่าจะทำอะไรบนโลกใบนี้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือคำว่า 'จริงจัง'
เพื่อสร้างโอกาสให้หลินเฉาหยางลูกชายของตนได้ใช้เวลาร่วมกับเถาอวี้ซูมากขึ้น เขาไม่ลังเลที่จะปลดลูกชายออกจากตำแหน่งครูโรงเรียนประถมประจำกองผลิตให้ลงไปทำงานในแปลงนา เวลาแบ่งงานก็มักจะแกล้งทำเป็นบังเอิญจับคู่หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูให้อยู่ด้วยกันเสมอ
ผ่านไปแบบนี้ครึ่งปี หลินเอ้อชุนรู้สึกว่าได้เวลาอันสมควรแล้ว จึงตั้งใจจะสร้างโอกาสให้ลูกชายก้าวหน้าไปอีกขั้น
แต่ยังไม่ทันที่หลินเอ้อชุนจะได้ลงมือ หลินเฉาหยางก็ทำลายแผนการอันสวยหรูของเขาด้วยการเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงามเสียก่อน
ระหว่างการทำงานรวมกลุ่มครั้งหนึ่ง เพื่อช่วยเถาอวี้ซูที่บังเอิญกลิ้งตกลงไปตามทางลาดชัน หลินเฉาหยางจึงได้รับบาดเจ็บและเสียเลือดมาก
และก็เป็นเพราะการบาดเจ็บครั้งนี้นี่เอง ที่ทำให้หลินเฉาหยางคนเดิมสิ้นใจตาย และถูกแทนที่ด้วยวิญญาณมนุษย์เงินเดือนจากอีกหลายสิบปีให้หลัง
หลินเฉาหยางคนใหม่ฟื้นขึ้นมาจากอาการบาดเจ็บสาหัส สิ่งแรกที่ลืมตาขึ้นมาเห็นก็คือเถาอวี้ซูที่กำลังร้องไห้น้ำตาอาบแก้มดูน่าทะนุถนอมเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนทะลุมิติ หลินเฉาหยางเคยมีความรักที่ไม่สมหวังเพียงครั้งเดียวสมัยเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากทำงานแล้วก็ต้องจมอยู่กับการทำงานและการล่วงเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เขาเคยได้รับความเอาใจใส่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาจึงยอมรับมรดกของร่างเดิมทั้งหมดมาอย่างราบรื่นแทบไม่มีอะไรติดขัด
หลินเฉาหยางได้รับบาดเจ็บสาหัสเพื่อช่วยเถาอวี้ซู เถาอวี้ซูรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ในช่วงที่เขานอนป่วยอยู่บนเตียง หล่อนก็คอยดูแลเอาใจใส่อย่างไม่ห่าง ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อหลินเฉาหยางเพิ่งจะหายจากอาการป่วยหนัก หลินเอ้อชุนผู้เป็นพ่อก็แทบจะรอไม่ไหว รีบไปสู่ขอเถาอวี้ซูให้ลูกชายทันที
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เถาอวี้ซูก็บอกหลินเฉาหยางว่าเมื่อไม่นานมานี้หล่อนเพิ่งได้รับจดหมายจากพ่อ
เมื่อหลายปีก่อน ครอบครัวของเถาอวี้ซูต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเพราะปัญหาเรื่องชาติตระกูล พ่อแม่และพี่น้องต้องแยกย้ายกันไปอยู่คนละทิศคนละทาง มีเพียงน้องสาวคนเล็กคนเดียวที่ได้รับความช่วยเหลือจากนโยบายให้ไปอยู่กับญาติที่เยียนจิง
หลังจากแก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม เถาอวี้ซูก็รู้ว่าครอบครัวของตนคงจะใกล้ได้พบกับวันชื่นคืนสุขแล้ว แต่หล่อนไม่คิดเลยว่าข่าวดีนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้
ตามที่พ่อเขียนไว้ในจดหมาย พ่อกับแม่ได้รับการคืนความเป็นธรรมแล้ว และกำลังจะถูกจัดสรรให้กลับไปทำงานที่หน่วยงานเดิมในไม่ช้า เงินเดือนที่ถูกค้างจ่ายเมื่อหลายปีก่อนก็จะได้รับการชดเชยหลังจากกลับไปที่เมืองหลวง
ข่าวดีที่ยิ่งใหญ่ราวกับฟ้าประทานเช่นนี้ทำให้เถาอวี้ซูดีใจจนร้องไห้ออกมา แต่สิ่งที่ทำให้หล่อนดีใจยิ่งกว่านั้นยังมีอยู่ด้านหลัง
พ่อบอกเป็นนัยๆ ในจดหมายว่า เบื้องบนกำลังพิจารณาเรื่องการรื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัย นโยบายอาจจะประกาศออกมาในเร็วๆ นี้ ขอให้เถาอวี้ซูใช้โอกาสนี้สอบกลับมาที่เยียนจิงให้ได้
ตอนที่พวกเถาอวี้ซูและกลุ่มปัญญาชนลงพื้นที่ชนบทในตอนนั้น ต่างก็ยกเลิกทะเบียนบ้านในเมืองและมุ่งหน้ามาเพื่อลงหลักปักฐานที่ชายแดนไปตลอดชีวิต แต่ชีวิตในชนบทที่ยากลำบากมาหลายปีได้บั่นทอนเลือดนักสู้ในใจของพวกเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว
ในช่วงสองปีมานี้ ปัญญาชนหลายคนในจุดรวมปัญญาชนที่เบื่อหน่ายกับชีวิตการลงพื้นที่ต่างก็อยากจะกลับเมืองกันทั้งนั้น ลูกหลานทหารก็ใช้เส้นสายเพื่อเข้าเกณฑ์ทหาร คนที่มีหัวคิดหน่อยก็แอบศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเอง คอยสานสัมพันธ์กับผู้คนอย่างระมัดระวังเพื่อหวังจะได้โควตาแนะนำเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยกรรมกรชาวนาทหาร...
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังวุ่นวายกับการหาช่องทางกลับเมือง เถาอวี้ซูกลับไม่รู้สึกรู้สาอะไร เพราะหล่อนรู้ดีว่าด้วยสถานะครอบครัวของตัวเอง การจะกลับเมืองนั้นยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก จดหมายจากพ่อทำให้เถาอวี้ซูมองเห็นความหวังที่จะได้กลับเมืองและได้เรียนมหาวิทยาลัย
ถึงแม้ประสบการณ์ความรักจะไม่ได้โชกโชนนัก แต่ชาติก่อนหลินเฉาหยางก็เคยเห็นการพบกันและพรากจากกันของหนุ่มสาวมานับไม่ถ้วน
ในเมื่ออีกฝ่ายต้องการจะไปไขว่คว้าอนาคต เขาก็ย่อมไม่ขัดขวาง กลับยิ่งชื่นชมในนิสัยของเถาอวี้ซูที่กล้าบอกความจริงตรงๆ สมัยนี้มีเรื่องฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้นเพื่อแลกกับการได้กลับเมืองเยอะแยะไปหมด
วันที่ 21 ตุลาคม 1977 ลำโพงของกองผลิตใหญ่ดังขึ้นตรงเวลา เสียงที่เปิดอยู่คือรายการข่าวและสรุปข่าวจากหนังสือพิมพ์ของสถานีวิทยุกระจายเสียงประชาชนกลาง ข่าวที่น่าตื่นเต้นข่าวหนึ่งถูกส่งผ่านมา:
ประเทศชาติได้รื้อฟื้นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว!
หลินเฉาหยางอุตส่าห์ไปหาชุดหนังสือคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี รวมถึงเอกสารทบทวนบทเรียนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการสอบเข้ามหาวิทยาลัยมาให้เถาอวี้ซูโดยเฉพาะ การกระทำของเขาทำให้เถาอวี้ซูรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก และก็ทำให้พ่อแม่ของเขามีความคิดเห็นขัดแย้งอย่างหนักเช่นกัน
การที่เถาอวี้ซูจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย แทบจะหมายความว่าการแต่งงานของลูกชายจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน แต่ลูกชายหน้าโง่ของตัวเองกลับยังกระตือรือร้นไปให้ความช่วยเหลือเขาอีก นี่กลัวว่าลูกสะใภ้จะหนีไปไม่เร็วพอหรือยังไง!
เวลาสองเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในเดือนธันวาคม เถาอวี้ซูก็ก้าวเข้าสู่สนามสอบ
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ของปีถัดมา เทศกาลหยวนเซียวยังไม่ทันจะผ่านพ้นไป บุรุษไปรษณีย์ของคอมมูนก็ส่งหนังสือตอบรับการเข้าศึกษาของเถาอวี้ซูมาให้
หล่อนสอบติดมหาวิทยาลัยครุศาสตร์เยียนจิง!
ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งอำเภออย่างรวดเร็ว ปีนี้ในอำเภอมีเพียงสี่คนเท่านั้นที่สอบติดมหาวิทยาลัย และเถาอวี้ซูเป็นเพียงคนเดียวที่สอบติดมหาวิทยาลัยชื่อดังในเยียนจิง
การสอบติดมหาวิทยาลัย ก็หมายความว่าเถาอวี้ซูกำลังจะโบยบินไปไกลแสนไกลเช่นกัน
แต่ไม่รู้ว่าหล่อนคิดอะไรอยู่ ถึงได้ต้องการจะแต่งงานจดทะเบียนกับหลินเฉาหยางในเวลานี้
ตัวหลินเฉาหยางเป็นคนในยุคเจ็ดศูนย์ แต่ความคิดของเขากลับเป็นคนในยุคหลังปี 90 แฟนสาวจะไปไขว่คว้าอนาคตเขาไม่ห้ามหรอก แต่ไอ้การที่ก่อนไปต้องมาจดทะเบียนสมรสกันนี่มันคือการกระทำแบบไหนกัน
จดทะเบียนแล้ว พอคุณจากไปอย่างสง่างาม บิดาผู้นี้ก็จะไม่กลายเป็นผู้ชายที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วหรอกหรือ
เขาครุ่นคิดในใจ การที่เถาอวี้ซูทำเช่นนี้ เกรงว่าคงเป็นเพราะความซาบซึ้งใจเป็นเหตุ หล่อนจะหน้ามืดชั่ววูบก็ไม่เป็นไรหรอก แต่สิ่งที่พังทลายคือชื่อเสียงตลอดครึ่งชีวิตของตัวเอง หลินเฉาหยางย่อมไม่อาจตอบตกลงได้
การกระทำของเขาทำให้เถาอวี้ซูโกรธมาก หล่อนร้องห่มร้องไห้ต่อว่าหลินเฉาหยางต่อหน้าสองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนด้วยความน้อยใจ
เมื่อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
บ้านอื่นที่ได้ลูกสะใภ้หรือลูกเขยเป็นปัญญาชน พอปัญญาชนจะไป ทั้งบ้านต่างก็พยายามรั้งตัวไว้ ทำไมพอเป็นบ้านหลินของพวกเขาถึงได้กลับตาลปัตรไปหมดล่ะ
หลินเฉาหยางพูดความคิดในใจของเขาให้พ่อแม่ฟังจนจบ หลินเอ้อชุนก็เริ่มคิดหนักในใจ นี่เป็นความเสี่ยงที่แฝงอยู่จริงๆ
คิดไปคิดมา หลินเอ้อชุนก็คิดวิธีหนึ่งขึ้นมาได้
เขาเป็นหัวหน้ากองผลิต ใบรับรองการแต่งงานเขาก็สามารถออกให้ได้ หลังจากไปตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานที่โรงพยาบาลแล้ว ก็ค่อยไปหาคนรู้จักที่คอมมูนแอบจดทะเบียนกันเงียบๆ แบบไม่ให้ใครรู้ แล้วก็ไม่ต้องจัดงานแต่งงาน
แบบนี้ ต่อให้วันข้างหน้าเถาอวี้ซูเข้าเมืองไปแล้วไม่กลับมาจริงๆ แล้วหย่ากับลูกชาย คนอื่นก็จะไม่รู้ว่าลูกชายเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว
เมื่อเผชิญกับแผนการอันแยบยลของพ่อเฒ่า หลินเฉาหยางก็วิจารณ์เรื่องนี้ว่า: ตาเฒ่าคงอยากปรับปรุงสายพันธุ์จนเสียสติไปแล้ว!
ทว่าเถาอวี้ซูได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากจำนวนคนที่มากกว่า การคัดค้านของหลินเฉาหยางจึงไร้ผล
วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 1978 สหายเฉาหยางได้รับทะเบียนสมรสมาหนึ่งใบอย่างน่ายินดี และถูกบังคับให้กลายเป็นชายที่แต่งงานแล้ว
วันนั้นยังเหลือเวลาอีก 349 วันกว่าที่เขาจะอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ตามเกณฑ์อายุแต่งงานตามกฎหมาย
หากว่าตามคำพูดของอาจารย์หลัว คุณนายเถาอวี้ซูก็คือคนเถื่อนนอกกฎหมายดีๆ นี่เอง
แน่นอนว่าเรื่องแบบนี้อย่าว่าแต่ในตอนนี้เลย ต่อให้ผ่านไปอีกยี่สิบปีในชนบทก็ยังเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
หลังจากรับทะเบียนสมรสเสร็จ หลินเฉาหยางก็ตัดสินใจใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในฐานะสามีของตัวเอง ด้วยความคิดที่ว่ามีของฟรีแล้วไม่เอาถือว่าโง่
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถอดกางเกง เถาอวี้ซูก็สะพายสัมภาระวิ่งไปที่สถานีรถไฟแล้ว ม.ครุศาสตร์เยียนจิงจะเปิดเทอมในวันที่ 22 กุมภาพันธ์นี้แล้ว
การแต่งงานครั้งนี้ ช่างน่าอึดอัดใจจริงๆ!
หลินเฉาหยางรู้สึกว่าตัวเองถูกเด็กสาวในยุคเจ็ดศูนย์ปั่นหัวเข้าอย่างจัง ก่อนจากกัน เขาจึงระบายอารมณ์ด้วยการจูบแบบฝรั่งเศสอย่างดูดดื่มกับเถาอวี้ซูบนชานชาลาสถานีรถไฟจนสร้างความตื่นตะลึงไปทั่ว
หลังจากจูบอย่างเร่าร้อน เขาก็ยังไม่ลืมที่จะโชว์ทะเบียนสมรสในมือให้สายตาที่ตกตะลึงรอบข้างดู "มองอะไรกัน สามีภรรยาถูกต้องตามกฎหมายเว้ย!"
ผู้คนรอบข้างมองดูใบหน้าที่งดงามราวกับดอกไม้ของเถาอวี้ซู แล้วหันไปมองกิริยาท่าทางอันหยาบคายของหลินเฉาหยาง ก็ทำได้เพียงถอนหายใจอยู่เงียบๆ
"เสื่อมเสียศีลธรรม!"
"ดอกไม้สดปักอยู่บนกองขี้วัวแท้ๆ!"
หลังจากจูบไปหนึ่งครั้ง ภายในใจของหลินเฉาหยางก็รู้สึกสบายขึ้นมาก เดิมทีคิดจะกล่าวคำอำลาอย่างสง่างาม ไม่คาดคิดว่าเถาอวี้ซูจะกอดเขาไว้แน่นพร้อมกับน้ำตานองหน้า
"คุณรอฉันนะ!"
โดยปกติแล้วในละครโทรทัศน์ เมื่อคำพูดแบบนี้หลุดออกมาก็มักจะเป็นการพลัดพรากจากกันไปตลอดกาล ภายในใจของหลินเฉาหยางได้เตรียมใจรับมือกับการที่เถาอวี้ซูจะจากไปแล้วไม่กลับมาไว้แล้ว
ไม่ว่าสภาพจิตใจของหลินเฉาหยางจะเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดเถาอวี้ซูก็จากไปแล้ว
นอกจากอารมณ์ที่ตกต่ำลงในช่วงสองวันแรก หลินเฉาหยางก็กลับมาอยู่ในสภาพไม่สนใจไยดีอะไรอีกอย่างรวดเร็ว เขาสอนหนังสือ ทำนา อ่านหนังสืออ่านหนังสือพิมพ์ และฝึกว่ายน้ำท่าลูกหมาตกน้ำอย่างไม่หยุดหย่อนเพื่อเตรียมรับมือกับกระแสแห่งยุคสมัยที่กำลังจะมาถึง
เวลาที่เถาอวี้ซูจากไปเริ่มนานขึ้น หลายเดือนมานี้ไม่มีแม้แต่จดหมายสักฉบับ
เรื่องนี้ไม่ได้ผิดไปจากที่หลินเฉาหยางคาดการณ์ไว้ เพียงแต่ถอนหายใจว่าความเร็วในการกลับคำของผู้หญิงนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าความไร้เยื่อใยของผู้ชายเวลาถอนตัวเสียอีก
ในช่วงเวลานี้ หลินเฉาหยางก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกคนในกองผลิตใหญ่นินทา
อะไรนะ "คางคกอยากกินเนื้อหงส์" "ขโมยไก่ไม่สำเร็จแถมยังเสียข้าวสาร" "ปีนกิ่งไม้สูงไม่พ้น แถมยังตกลงมาหน้าคะมำ"...
และเสียงนินทาเหล่านี้ก็ไม่ได้จางหายไปตามกาลเวลา กลับยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายอาจจะกลายเป็น "รอยด่างพร้อย" ในชีวิตของหลินเฉาหยางไปตลอดกาล
ตัวหลินเฉาหยางเองไม่ได้เก็บเอาคำพูดเหล่านี้มาใส่ใจ แต่กลับทำให้สองสามีภรรยาหลินเอ้อชุนกลุ้มใจจนแทบแย่ เดิมทีพวกเขาสองสามีภรรยาก็เป็นคนมีหน้ามีตาในกองผลิตใหญ่ แต่ตอนนี้เวลาเจอใครก็ไม่อยากจะพูดด้วยสักคำ
ความทรงจำในหัวหยุดลงเพียงเท่านี้ หลินเฉาหยางตักเตือนเอ้อร์ไหมไถว่า "อย่าพูดส่งเดช!"
เรื่องที่หลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซูจดทะเบียนกัน คนในกองผลิตใหญ่ยังไม่รู้ ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงหูพวกเขา ระดับความรุนแรงของกระแสสังคมเกรงว่าคงจะเพิ่มขึ้นอีกสองระดับ
ตัวเขาเองน่ะไม่เป็นไรหรอก แค่กลัวว่าสองสามีภรรยาเฒ่าจะรับมือไม่ไหว
เอ้อร์ไหมไถเลิกคิ้วใส่เขา "วางใจเถอะน่า ปากข้าแข็งจะตายไป!"
หลินเฉาหยางพยักหน้า นี่ถือเป็นข้อดีที่มีอยู่ไม่กี่อย่างของเอ้อร์ไหมไถ
หลินเฉาหยางกระโดดลงจากกองฟืนอย่างคล่องแคล่ว แล้วก้าวเท้ายาวๆ เดินจากไป
"อ้าว จะไปไหนน่ะ" เอ้อร์ไหมไถถามตามหลังเขา
"หิวแล้ว จะกลับบ้านไปกินข้าว!" หลินเฉาหยางพูดโดยไม่หันกลับไปมอง
เอ้อร์ไหมไถเงยหน้ามองดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า นี่มันกินข้าวเที่ยงหรือข้าวเย็นกันล่ะเนี่ย







