"พ่อมัน นังเด็กนั่นไม่กลับมาแล้วจริงๆ จะเอายังไงกันดีล่ะ"
จางกุ้ยฉินกลับมาจากข้างนอกด้วยความไม่สบอารมณ์ เธอนั่งอยู่บนเตียงเตาคิดอยู่นาน ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
น้ำเสียงของเธอหยาบกระด้างปนแหลมปรี๊ด แม้เพียงได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นคนนิสัยแข็งกร้าวและดุดัน ทว่าคำพูดในยามนี้นอกจากความโกรธเกรี้ยวแล้ว ยังแฝงไปด้วยความเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้เสียมากกว่า
"เฮ้อ!" เสียงถอนหายใจยาวดังมาจากห้องด้านนอก แม้จะเป็นเพียงเสียงพ่นลมหายใจ แต่กลับชัดเจนจนบาดหู
"จะให้ทำยังไงได้ล่ะ" หลินเอ้อชุนที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง เห็นได้ชัดว่าเขาก็โกรธเช่นกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าโกรธภรรยาตรงหน้า หรือโกรธ 'นังเด็กนั่น' ที่อยู่ในบทสนทนากันแน่
ภายในบ้านตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน ควันยาสูบลอยคลุ้ง ใบยาสูบหยิบมือที่อัดลงในกล้องยาสูบนั้นไม่พอให้ผู้ชายสูบได้กี่คำด้วยซ้ำ
"ในงิ้วเขาว่ายังไงนะ 'คนเนรคุณมักเป็นพวกปัญญาชน' ถ้าไม่ใช่เพราะตาแก่มืดบอด ดึงดันจะหาปัญญาชนจากเมืองใหญ่มาเป็นเมียลูกชายให้ได้ เรื่องก็คงไม่ลงเอยแบบนี้หรอก" จางกุ้ยฉินอดไม่ได้ที่จะบ่นกะปอดกะแปด
"โทษฉัน โทษฉันคนเดียวเลย!" น้ำเสียงของหลินเอ้อชุนแฝงความประชดประชันตัวเอง ทว่าความขุ่นเคืองกลับมีมากกว่า เขาเย้ยหยัน "ทีตอนที่หล่อนเรียกแกย้ำๆ ว่า 'แม่' ทำไมแกถึงไม่ห้ามล่ะ"
จางกุ้ยฉินถูกยอกย้อนจนเถียงไม่ออก จึงหันไปบ่นกระปอดกระแปดเรื่องอื่นแทน
"วาดเสือวาดมังกรวาดยากที่กระดูก รู้หน้าไม่รู้ใจ เมื่อก่อนดูเป็นแม่หญิงที่เรียบร้อยว่านอนสอนง่าย ทำไมพอสอบติดมหาวิทยาลัยถึงกลายเป็นคนแบบนี้ไปได้ล่ะ
ฉันไม่เชื่อหรอกนะ ว่าทิ้งเฉาหยางบ้านเราไปแล้วหล่อนจะได้ดี
ถ้าทำให้ฉันหมดความอดทนเมื่อไหร่ ฉันจะไปโวยวายที่มหาวิทยาลัยของหล่อนให้ดู ถ้าไม่ได้เฉาหยางบ้านเรา หล่อนจะสอบติดมหาวิทยาลัยได้หรือ ป่านนี้คงไม่มีชีวิตรอดไปแล้ว!"
เมื่อเห็นภรรยาชักจะพูดจาเลอะเทอะไปกันใหญ่ ผู้เป็นสามีจึงตวาดขึ้น "พอได้แล้ว!"
เขาตบกล้องยาสูบลงบนโต๊ะอย่างแรง "เลิกพล่ามเพ้อเจ้อได้แล้ว ยังคิดว่าที่บ้านวุ่นวายไม่พออีกหรือไง"
หลินเอ้อชุนมีอำนาจเด็ดขาดในบ้าน พอเขาบันดาลโทสะ ผู้เป็นภรรยาก็ไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก ทำได้เพียงบ่นพึมพำด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายเบาๆ
เสียงบ่นงึมงำของภรรยาทำให้หลินเอ้อชุนรำคาญใจอย่างยิ่ง เขาจึงม้วนถุงยาสูบพันกับกล้องยาสูบแล้วเหน็บไว้ที่ขอบกางเกงก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
เมื่อออกมาถึงลานบ้าน ด้วยความหงุดหงิด เขาจึงหยิบเสียมขึ้นมา ตั้งใจจะถางหญ้าในแปลงผักหลังบ้านเสียหน่อย
ทันทีที่เขาก้าวพ้นประตูบ้าน เสียงด่าทอจากด้านในก็ดังขึ้นถนัดตา
"เอ้อชุน ทำอะไรอยู่น่ะ"
เพื่อนบ้านที่เดินผ่านรั้วเอ่ยถามเมื่อเห็นหลินเอ้อชุนยืนอยู่ในลานบ้าน
ด้วยกลัวว่าคนอื่นจะได้ยินเสียงภรรยาที่เอาแต่บ่นไม่หยุด หลินเอ้อชุนจึงร้องตอบเสียงดัง "ว่างๆ น่ะ เลยมาถางหญ้าในแปลงผักเสียหน่อย แล้วนี่จะไปไหนล่ะ"
"จะไปซื้อซีอิ๊วที่สหกรณ์น่ะ!"
เขามองส่งเพื่อนบ้านจนลับสายตา หลินเอ้อชุนนั่งยองๆ ถางหญ้าในแปลงผัก ภายนอกดูเหมือนจดจ่ออยู่กับงานตรงหน้า ทว่าไม่มีใครล่วงรู้ถึงความขมขื่นในใจเขาเลย
กลุ่มสตรีใต้ต้นหวยยังคงจับเข่าคุยกันอย่างออกรส หัวข้อสนทนาวนไปวนมา สุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องของหลินเฉาหยางกับเถาอวี้ซู แฟนสาวปัญญาชนของเขาอีกจนได้
"เถาอวี้ซูจากไปแบบนี้ วันหน้าเฉาหยางคงหาแฟนยากแล้วล่ะ!"
"ฉันว่านะ ไอ้เด็กนี่มันโง่ คนอื่นเขาหาเมียเป็นปัญญาชนได้ก็กลัวจะหนีกันทั้งนั้น มีแต่มันนี่แหละ ได้ข่าวว่าทั้งออกเงิน ทั้งออกแรง ประเคนให้ทุกอย่าง สงสัยจะกลัวเขาหนีไปไม่เร็วพอล่ะมั้ง"
"ก็คนมันหลงไง! โบราณถึงบอกว่าแต่งเมียอย่าหาที่สวยเกินไป ดูเอาเถอะ ยังไม่ทันแต่งก็หลงจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว"
"พูดก็พูดเถอะ ยังไงก็ไม่คู่ควรกับเขาอยู่ดี ยิ่งฝ่ายหญิงสอบติดมหาวิทยาลัยได้แล้ว ก็ยิ่งห่างชั้นกันเข้าไปใหญ่"
...
วงนินทาของเหล่าแม่บ้านดูเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น ซ้ำยังออกรสออกชาติกันอย่างเต็มที่
"นี่ๆ!" ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างเมามัน จู่ๆ ก็มีคนชี้ไปยังถนนดินทางเข้าหมู่บ้านด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ "พวกหล่อนดูนั่นสิ!"
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองตาม ห่างออกไปไกลลิบๆ ปรากฏร่างของหญิงสาวในชุดกระโปรงสีแดงกำลังหิ้วกระเป๋าสัมภาระสองใบเดินมาทางพวกเธออย่างทุลักทุเล
"แหม! นั่นสะใภ้บ้านไหนกัน แต่งตัวได้ล่อหูล่อตาเสียจริง นึกว่าพวกผู้หญิงในเมืองซะอีก"
"ช่างกล้าแต่งตัวนะเนี่ย คนบ้านไหนกันล่ะนั่น"
เหล่าแม่บ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ หญิงสาวที่อยู่ไกลๆ หิ้วของเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเริ่มมีคนพอมองเค้าโครงหน้าของเธอออก
"ว้ายตายแล้ว นั่นมันเถาอวี้ซูไม่ใช่หรือไง" หญิงคนหนึ่งร้องอุทาน
"ใครนะ เถาอวี้ซูงั้นหรือ" คนอื่นๆ ต่างชะเง้อคอมองอย่างพินิจพิเคราะห์
"จริงหรือหลอก ฉันขอดูหน่อยสิ!"
"ดูเหมือนจะใช่จริงๆ ด้วย"
พอเริ่มมีคนจำได้มากขึ้น ทุกคนก็ไม่อยากยืนดูอยู่ห่างๆ อีกต่อไป ต่างพากันวางงานในมือแล้วขยับเข้าไปใกล้
"ตายจริง อวี้ซู! เป็นเธอจริงๆ ด้วย!"
คนที่กรูกันเข้ามาล้วนเป็นหญิงวัยสี่สิบห้าสิบปีในหมู่บ้าน หากนับตามลำดับญาติฝั่งหลินเฉาหยาง เถาอวี้ซูต้องเรียกพวกเธอว่าคุณอาคุณน้า หรือบางคนก็มีศักดิ์เป็นถึงรุ่นป้าย่าตายาย
เถาอวี้ซูหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม เธอเอ่ยทักทายทุกคนทีละคนอย่างเป็นมิตร
"มาๆๆ ฉันช่วยหิ้วให้"
เหล่าแม่บ้านแย่งกันหิ้วของให้เถาอวี้ซูโดยไม่รอให้ปฏิเสธ ปากก็ไม่ปล่อยให้ว่าง ต่างคนต่างซักไซ้ไล่เลียงถามนู่นถามนี่โดยไม่รักษามารยาท
เมื่อมีคนช่วยหิ้วสัมภาระ เถาอวี้ซูก็สบายตัวขึ้น เธอเลือกตอบเฉพาะคำถามที่อยากตอบ ส่วนคำถามไหนไม่อยากตอบก็ทำเป็นหูทวนลมเสีย
พวกแม่บ้านเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก ที่พวกเธอเข้ามาช่วยก็เพราะอยากรู้อยากเห็นล้วนๆ ถึงขนาดทิ้งของที่วางไว้ใต้ต้นไม้ไปเสียสนิท
ตลอดทางที่เดินประกบเถาอวี้ซูมา พวกเธอพบเจอลูกบ้านหลายคน ทุกคนที่เห็นเถาอวี้ซูต่างก็ประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ยุคสมัยนี้ปัญญาชนที่ได้กลับเมืองหรือสอบติดมหาวิทยาลัยแล้วหนีหายเข้ากลีบเมฆนั้นมีถมเถไป
แต่เถาอวี้ซูกลับโผล่มาที่นี่!
คนที่พบเห็นเธอต่างก็เดินตามมาสมทบในขบวนอย่างรู้งาน จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูบ้านของหลินเอ้อชุน
หลินเอ้อชุนกำลังก้มหน้าก้มตาถางหญ้าในแปลงผักอย่างตั้งอกตั้งใจ จู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าประตูบ้าน เขาจึงเงยหน้าขึ้นมอง
ภาพที่เห็นคือหญิงสาวหน้าตาสะสวยหมดจด ผิวพรรณขาวผ่องยืนอยู่หน้าประตูบ้าน รูปร่างของเธอสูงโปร่ง สวมชุดกระโปรงยาวทรงรัสเซียลายดอกไม้สีแดง สวมรองเท้าผ้าใบสีขาว ดูเก๋ไก๋และทันสมัย
รูปร่างหน้าตาและการแต่งกายของหญิงสาวผู้นี้ เมื่อมาอยู่ในชนบทแถบอีสานยุคเจ็ดสิบช่างดูสะดุดตาจนเกินพอดี อาจเป็นเพราะแสงแดดแยงตา หลินเอ้อชุนจึงยกมือขึ้นป้องแดด
"พ่อคะ ทำอะไรอยู่หรือคะ"
น้ำเสียงอ่อนโยนแฝงสำเนียงปักกิ่งอันเป็นเอกลักษณ์ คำว่า 'พ่อ' ที่เปล่งออกมานั้นช่างดูสนิทสนมและเป็นธรรมชาติ ราวกับว่าเรียกมานานหลายปี สรรพนามนี้ปัดเป่าความขมขื่นในใจของหลินเอ้อชุนให้มลายหายไปในพริบตา
เขาลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าตกตะลึง "อวี้...อวี้ซู ทำไมถึงกลับมาล่ะ"
เถาอวี้ซูผู้มีเครื่องหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรายิ้มตาหยีพลางตอบ "ปิดเทอมหน้าร้อนแล้ว จะไม่ให้หนูกลับบ้านได้ยังไงล่ะคะ"
คำพูดของเธอทำเอาหลินเอ้อชุนถึงกับพูดไม่ออก นั่นสิ นี่คือลูกสะใภ้ของบ้านหลิน ปิดเทอมแล้วกลับมาบ้าน มันก็เป็นเรื่องปกตินี่นา
"ไม่ใช่สิ พ่อหมายความว่า ทำไมตอนจะกลับถึงไม่ส่งจดหมายมาบอกล่วงหน้าล่ะ"
ความประหลาดใจที่มาเยือนอย่างกะทันหัน ทำให้หลินเอ้อชุนพูดจาตะกุกตะกัก ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ เหตุใดเจ้าหล่อนถึงกล้าเรียกเขาว่า 'พ่อ' ต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้
แต่แล้วเขาก็กระจ่างแจ้งในใจ
ก่อนเถาอวี้ซูจะจากไป เธอได้จดทะเบียนสมรสกับเฉาหยางแล้ว การเปลี่ยนสรรพนามมาเรียกหลินเอ้อชุนกับภรรยาว่าพ่อแม่นั้นเป็นเรื่องที่รู้กันแค่ภายใน คนในหมู่บ้านไม่มีใครระแคะระคาย
กว่าครึ่งปีที่เธอขาดการติดต่อ ทว่าวันนี้เธอกลับร้องเรียกเขาว่า 'พ่อ' ต่อหน้าคนในหมู่บ้าน นี่นับเป็นการกู้หน้าให้บ้านหลินโดยแท้
คนหัวไวอย่างหลินเอ้อชุนคิดทะลุปรุโปร่งได้ในชั่วพริบตา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจึงกว้างขึ้นกว่าเดิม
หลินเอ้อชุนตกตะลึงเพียงชั่วครู่เท่านั้น ทว่าคนที่แตกตื่นและตกใจยิ่งกว่ากลับเป็นบรรดาลูกบ้านที่แห่กันมาดูเรื่องสนุก
สรรพนามคำว่า 'พ่อ' ที่หลุดจากปากของเถาอวี้ซู ทำเอาทุกคนถึงกับสมองรวนประมวลผลไม่ทัน
พ่อหรือ?
เมื่อก่อนเรียก 'คุณอา' ไม่ใช่หรือไง
เปลี่ยนสรรพนามกันตั้งแต่เมื่อไหร่
เฉาหยางกับเถาอวี้ซูแต่งงานกันแล้วหรือเนี่ย
ทำไมพวกเขาถึงไม่รู้เรื่องเลยล่ะ
ปริศนาข้อใหญ่แขวนคาอยู่ในใจของทุกคน พวกเขาเปรียบเสมือนฝูงลูกนกที่กำลังอ้าปากรอคอยอาหาร ต่างจ้องมองตาเป็นมันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเห็นหลินเอ้อชุนกับเถาอวี้ซูพูดคุยหยอกล้อกัน ลูกบ้านคนหนึ่งก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น "ลุงเอ้อชุน ทำไมถึงเรียกพ่อล่ะเนี่ย เรื่องมันเป็นมายังไงตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
ตอนนี้หลินเอ้อชุนรู้สึกเหมือนได้เชิดหน้าชูตา เขาเปล่งเสียงดังฟังชัด "เรื่องเกิดเมื่อไหร่ฉันต้องรายงานพวกแกด้วยหรือไง ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!"
คำพูดของเขาเท่ากับเป็นการยอมรับกลายๆ ว่าหลินเฉาหยางและเถาอวี้ซูเป็นสามีภรรยากันจริงๆ ทุกคนทั้งประหลาดใจและอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซวหลินเอ้อชุน
"เอ้อชุน ร้ายนักนะ ปิดซะมิดเชียว!"
ความภาคภูมิใจบนใบหน้าของหลินเอ้อชุนนั้นถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ต้องสังเกตให้ดีจึงจะมองออก เขาไม่สนใจพวกชาวบ้านอีก เดินเข้าไปช่วยเถาอวี้ซูหิ้วสัมภาระ
สัมภาระที่เถาอวี้ซูนำกลับมาด้วยนั้นมีค่อนข้างเยอะ เป็นกระเป๋าใบใหญ่ถึงสองใบ น่าเสียดายที่หลินเอ้อชุนไม่ได้ออกแรงเลยสักนิด เพราะบรรดาลูกบ้านที่อยากเข้าไปดูเรื่องสนุกถึงในบ้านต่างแย่งกันทำหน้าที่นี้แทนไปหมดแล้ว
ตอนนั้นเอง เถาอวี้ซูจึงเอ่ยขึ้น "เขียนจดหมายจะไปเร็วเท่าหนูนั่งรถไฟกลับมาได้ยังไงล่ะคะ"
หลินเอ้อชุนพยักหน้ายิ้มๆ "มันก็จริงอย่างว่า"
พอทั้งสองก้าวเดิน กลุ่มคนที่ยืนดูลาดเลาอยู่หน้าประตูบ้านก็พากันเดินตามเข้าไปในลานบ้านด้วย
ยิ่งทั้งสองเดินเข้าใกล้ตัวบ้านเท่าไหร่ เสียงด่าทอหยาบคายก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้นเท่านั้น
สีหน้าของเถาอวี้ซูยังคงราบเรียบ ทว่าใบหน้าของหลินเอ้อชุนกลับฉายแววกระอักกระอ่วนใจ เขารีบตะโกนด่าเสียงดัง "ให้ทำงานบ้านแล้วจะบ่นกระปอดกระแปดหาอะไร รีบออกมาดูเร็ว อวี้ซูกลับมาแล้ว!"
เมื่อครู่จางกุ้ยฉินมัวแต่ระบายความโกรธแค้นและอัดอั้นตันใจ ทว่ามือก็ยังคงสาละวนอยู่กับงานเย็บปักถักร้อย เธอจดจ่ออยู่กับงานและก้มหน้าก้มตาตลอดเวลา จึงไม่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวในลานบ้านเลยแม้แต่น้อย
พอได้ยินเสียงของหลินเอ้อชุน เสียงด่าทอในบ้านก็หยุดชะงักลงทันที ตามมาด้วยเสียงลากรองเท้าแตะที่บ่งบอกถึงความลุกลี้ลุกลนและร้อนรน
จางกุ้ยฉินแทบจะสวมรองเท้าไม่ทันด้วยซ้ำ เธอชะโงกหน้าออกมาจากตัวบ้าน มือเกาะขอบประตูเอาไว้ เมื่อเห็นเถาอวี้ซูยืนอยู่ตรงหน้า สีหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ ในขณะเดียวกันก็แฝงความกระดากอายที่ถูกจับได้ว่าแอบนินทาลับหลัง
"ตายแล้ว อวี้ซูกลับมาแล้วหรือเนี่ย!"
ด้วยความกระดากอายนั้นเอง ทำให้น้ำเสียงและสีหน้าของจางกุ้ยฉินดูตื่นเต้นยินดีจนเกินพอดี แฝงแววประจบประแจงเพื่อไถ่โทษอยู่กลายๆ
"แม่คะ!" เถาอวี้ซูร้องเรียกด้วยน้ำเสียงสดใส
"จ้ะๆๆ!"
จางกุ้ยฉินรีบขานรับเป็นพัลวัน ลากรองเท้าแตะเข้ามาช่วยเถาอวี้ซูหิ้วสัมภาระ
"นั่งรถไฟกลับมาหรือลูก"
"เหนื่อยไหมจ๊ะ เดี๋ยวแม่รินน้ำให้ดื่มนะ"
"จะกลับมาทั้งทีทำไมไม่บอกล่วงหน้าล่ะ แม่จะได้ให้เฉาหยางไปรับ ดูสิ หิ้วของมาเยอะแยะขนาดนี้ คงเหนื่อยแย่เลย!"
...
สหายจางกุ้ยฉินจับมือเถาอวี้ซูพูดคุยอย่างสนิทสนม ราวกับว่าเสียงด่าทอเมื่อครู่เป็นเพียงหูแว่วไปเองของเถาอวี้ซูและหลินเอ้อชุนเท่านั้น
เถาอวี้ซูตอบกลับทุกประโยคอย่างใจเย็น ทั้งสองยืนคุยกันอยู่สองสามนาที หลินเอ้อชุนก็เอ่ยเร่ง "ไว้ค่อยคุยกันเถอะ ลูกเดินทางมาตั้งเกือบสองวัน รีบไปทำกับข้าวให้กินก่อน กินอิ่มแล้วจะได้นอนพัก ตื่นมาค่อยคุยกันต่อ"
จางกุ้ยฉินหัวเราะร่า "ดูฉันสิ ดีใจจนเลอะเลือนไปหมดแล้ว"
พูดจบก็รีบกุลีกุจอจะเข้าครัว ทว่าเถาอวี้ซูกลับรั้งตัวเธอไว้ "ไม่ต้องหรอกค่ะแม่ เมื่อเที่ยงหนูกินข้าวมาจากในตัวอำเภอแล้ว ยังไม่หิวเลยค่ะ"
"ถึงอย่างนั้นก็หาอะไรรองท้องหน่อยเถอะ อีกอย่างนี่ก็ใกล้จะได้เวลาอาหารแล้ว ยังไงก็ต้องทำมื้อเย็นอยู่ดี"
จางกุ้ยฉินดึงดันจะไปทำกับข้าวให้ได้ เถาอวี้ซูจึงลุกขึ้นเตรียมจะไปช่วย ทว่ากลับถูกห้ามไว้ "ใส่ชุดนี้ทำกับข้าวไม่ได้นะ เดี๋ยวจะเลอะเทอะเอา"
"ถ้าอย่างนั้นหนูไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ"
"ไม่ต้องๆ หนูแค่นั่งรอรอกินข้าวก็พอแล้ว"
จางกุ้ยฉินกดไหล่เถาอวี้ซูให้นั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปหอบฟืนเตรียมทำกับข้าว
ลานบ้านและใต้หน้าต่างเต็มไปด้วยเพื่อนบ้านที่มายืนมุงดูเรื่องสนุก จางกุ้ยฉินที่เก็บเนื้อเก็บตัวเงียบกริบมานาน บัดนี้กลับมากระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวา เธอเชิดหน้าขึ้นพลางตะโกนใส่กลุ่มคนที่มามุงดู
"มองอะไรกันนักหนา ไม่เคยเห็นนักศึกษาหรือไง"
ใครบางคนในฝูงชนสวนขึ้น "ป้ากุ้ยฉิน ตอนที่อวี้ซูยังไม่กลับมา ป้าไม่ได้มีท่าทีแบบนี้นี่นา!"
จางกุ้ยฉินถูกยอกย้อนจนหน้าแก่ๆ แดงก่ำด้วยความโกรธปนอาย
"ไปๆๆ! กลับไปดูแม่แกที่บ้านไป๊!"
การปรากฏตัวของลูกสะใภ้ทำให้จางกุ้ยฉินกลับมายืดอกได้อย่างผ่าเผยอีกครั้ง เธอกลับมามีนิสัยดุดันปากกล้าตามเดิม
ทุกคนพากันหัวเราะครืน คนที่ถูกด่าก็ไม่ได้ถือสาหาความ คนชนบทมักจะหยอกล้อกันแรงๆ แบบนี้อยู่แล้ว ปากก็พากันซุบซิบนินทาเบาๆ
"คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเถาอวี้ซูจะยอมกลับมา"
"กลับมาแล้วจะทำไมล่ะ ตอนนี้เขาเป็นถึงนักศึกษา เฉาหยางจะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงเขา"
"นั่นสิ ไม่ช้าก็เร็วคงต้องเลิกกันแน่"
"ฉันว่านะ ที่เขากลับมาคราวนี้ ดีไม่ดีอาจจะมาสะบั้นรักให้ขาดสะบั้นไปเลยก็ได้"
...
ภายใต้ปลายปากกาของหลู่ซวิ่น ชาวนานั้นทั้งด้านชา โง่เขลา และสิ้นหวัง ภายใต้ปลายปากกาของจ้าวซู่หลี่ ชาวนานั้นทั้งซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง และกระตือรือร้นที่จะก้าวหน้า ภายใต้ปลายปากกาของเสิ่นฉงเหวิน ชาวนานั้นทั้งจิตใจดี น่ารัก อบอุ่น และโรแมนติก
เมื่อมองจากคำบรรยายในวรรณกรรม ภาพลักษณ์ของชาวนาดูเหมือนจะมีหลากหลายแง่มุม ทว่าในความเป็นจริงแล้วไม่ได้แตกต่างกันถึงเพียงนั้น มันก็เป็นแค่ภาพสะท้อนของสันดานมนุษย์ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันเท่านั้น ความอิจฉาและริษยาล้วนเป็นเหรียญสองด้าน
ไม่ว่าจะเป็นการเอ่ยแซวต่อหน้า หรือการเหน็บแนมลับหลังของบรรดาลูกบ้าน ล้วนเกิดจากสันดานดิบของมนุษย์ทั้งสิ้น
ในเมื่อจางกุ้ยฉินไม่ยอมให้เถาอวี้ซูหยิบจับอะไร เธอจึงลุกขึ้นไปรูดซิปกระเป๋าสัมภาระออก
การกลับมาครั้งนี้เถาอวี้ซูนำกระเป๋าสัมภาระมาด้วยสองใบ ใบหนึ่งบรรจุเสื้อผ้า เครื่องใช้ส่วนตัว และอุปกรณ์การเรียนของเธอ ส่วนอีกใบเต็มไปด้วยของฝากที่เธอเตรียมมาให้คนบ้านหลิน
ทั้งผลไม้อบแห้งที่ซื้อจากตลาดตงอัน กล่องขนมจากร้านเต้าเซียงชุน บุหรี่ยี่ห้อเซียงซานที่ปกติมีแต่ระดับผู้นำเท่านั้นถึงจะได้สูบ เสื้อเชิ้ตผ้าเต๋อเชว่เหลียงสีขาว...
ข้าวของถูกหยิบออกมาทีละชิ้นๆ บรรดาไทยมุงที่เฝ้าจับตาดูอยู่ยิ่งเห็นก็ยิ่งตาพองโต
ในที่สุดหลินเอ้อชุนก็เป็นตัวแทนหมู่บ้านเอ่ยถามสิ่งที่ทุกคนอยากรู้ออกมา "อวี้ซูเอ๊ย ของพวกนี้หมดเงินไปเท่าไหร่ล่ะเนี่ย"
เถาอวี้ซูยิ้มบางๆ พลางตอบ "ใช่ว่าหนูจะซื้อมาเยอะแยะแบบนี้ทุกครั้งเสียหน่อยนี่คะ ของพวกนี้ล้วนแต่เป็นของที่ทุกคนน่าจะได้ใช้ทั้งนั้น"
"บุหรี่นี่ของพ่อค่ะ พ่อสูบแต่ใบยาสูบมาตลอด ลองสูบบุหรี่มวนดูบ้างนะคะ พ่อของหนูก็สูบยี่ห้อนี้ เขาบอกว่ารสชาติดีทีเดียว แล้วก็เสื้อเชิ้ตตัวนี้ หนูก็ซื้อมาฝากพ่อเหมือนกันค่ะ"
หลินเอ้อชุนรีบโบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน "เสื้อแบบนี้พ่อใส่ไม่ขึ้นหรอก เอาให้เฉาหยางใส่เถอะ"
"ของเขาก็มีอีกตัวค่ะ พ่อดูสิคะ" เถาอวี้ซูหยิบเสื้อเชิ้ตผ้าเต๋อเชว่เหลียงขึ้นมาทาบให้ดูอีกตัว
จางกุ้ยฉินที่กำลังก่อไฟทำกับข้าวอยู่ด้านนอกได้ยินบทสนทนาของทั้งสองจึงเดินเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นข้าวของวางกองเต็มขอบเตียงเตาก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง เถาอวี้ซูหยิบของขวัญที่เตรียมไว้ให้แม่ออกมา เป็นเสื้อคลุมผ้าลูกฟูกสีแดงสด
"ตายจริง! เสื้อสวยขนาดนี้แม่จะกล้าใส่ได้ยังไงล่ะ!"
"เสื้อดีๆ แบบนี้ ต้องหมดเงินไปตั้งเท่าไหร่กันเนี่ย!"
แม้ปากจางกุ้ยฉินจะพร่ำบ่น แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับปิดตายังไงก็ปิดไม่มิด
เวลานั้นเอง ก็มีแม่บ้านในกลุ่มคนเอ่ยแซวขึ้นมา "จางกุ้ยฉิน เสื้อตัวนี้ให้หล่อนใส่ก็เสียของเปล่าๆ น่ะสิ"
เมื่อได้ยินดังนั้น จางกุ้ยฉินก็สวนขวับทันควัน "จะเสียของยังไงมันก็เรื่องของฉัน ถ้ามีปัญญานักก็ไปบอกให้ลูกสะใภ้ของหล่อนซื้อให้บ้างสิ!"
คนถูกยอกย้อนถึงกับใบ้รับประทาน ทุกคนพากันระเบิดเสียงหัวเราะครืน ปากก็ยังคงซุบซิบนินทากันไม่หยุดหย่อน
"สมกับเป็นคนเมืองจริงๆ ดูสิ ซื้อของมาแจกทีนึง อย่างน้อยๆ ก็ต้องร้อยกว่าหยวนแล้วมั้งนั่น เท่ากับพวกเราทำงานทั้งปีเลยนะเนี่ย เมื่อก่อนดูไม่ออกเลยจริงๆ"
"นี่ยังไม่รวมคูปองอีกนะ ดูทรงแล้วไม่น่าจะกลับมาขอเลิกหรอก"
"แม่หนูอวี้ซูเป็นคนนิสัยดี ไม่เหมือนบางคนหรอก วันหน้าบ้านเอ้อชุนคงสบายแล้ว ได้ลูกสะใภ้เป็นถึงนักศึกษาหัวกะทิจากเยียนจิงเชียวนะ!"
บรรยากาศภายในบ้านอบอวลไปด้วยความสุขสันต์ ส่วนภายนอกก็เต็มไปด้วยเสียงจอแจ ลานบ้านของหลินเอ้อชุนในยามนี้ช่างคึกคักเสียเหลือเกิน
หลินเฉาหยางที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน เมื่อเห็นผู้คนเบียดเสียดกันอยู่เต็มลานบ้าน ภายในใจก็พอจะคาดเดาอะไรบางอย่างได้
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามาในลานบ้าน กลุ่มไทยมุงแถวหลังก็สังเกตเห็นเขา จึงรีบเอ่ยปากแซวทันที
"เฉาหยาง เมียแกกลับมาแล้วเว้ย!"
"เมียนักศึกษาซะด้วยนะเว้ย!"
หลินเฉาหยางยิ้มรับอย่างสุขุม ตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา เขาคุ้นชินกับทั้งคำพูดดีและร้ายของคนในหมู่บ้านจนชาชินไปแล้ว จึงทำเพียงยิ้มรับบางๆ เท่านั้น
ทุกคนต่างหลีกทางให้เขาอย่างรู้หน้าที่ เมื่อเดินเข้าไปในบ้าน เขาก็เห็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยปรากฏอยู่ตรงหน้าจริงๆ
เมื่อเทียบกับตอนที่จากไป เถาอวี้ซูในยามนี้ดูมีน้ำมีนวลและเปล่งปลั่งขึ้นมาก ดูท่าดินฟ้าอากาศที่เยียนจิงจะบำรุงคนได้ดีทีเดียว
รูปร่างของเธอเพรียวบางลงกว่าเมื่อก่อนเล็กน้อย ทว่าพวงแก้มกลับดูอิ่มเอิบ คอลลาเจนเต็มเปี่ยม ดูสดใสสมวัย เปล่งประกายความงามยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก
หลินเฉาหยางยืนพินิจพิจารณาใบหน้าของเถาอวี้ซูอยู่ที่หน้าประตู หญิงสาวที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกับพ่อแม่หลินอยู่นั้นคล้ายจะสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหันขวับกลับมา
"กลับมาแล้วหรือ" หลินเฉาหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
มุมปากของเถาอวี้ซูยกยิ้มขึ้น แแสงแดดที่สาดส่องผ่านกระจกหน้าต่างตกกระทบลงบนใบหน้าของเธอ ช่างดูงดงามและเจิดจ้าเหลือเกิน
"กลับมาแล้วจ้ะ"







