เดือนมีนาคม ปี 1981 เหมาตุ้น ประธานสมาคมนักเขียนล้มป่วยหนัก เขาได้ทำการตัดสินใจอย่างหนึ่งขณะนอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย
วันที่ 14 มีนาคม จากคำบอกเล่าของเขาและการจดบันทึกของเหวยเทาผู้เป็นลูกชาย เหมาตุ้นได้เขียนจดหมายถึงคณะกรรมการกลางเพื่อขอให้รับรองเขาเป็นสมาชิกพรรคย้อนหลังหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว จากนั้นก็บอกให้จดจดหมายอีกฉบับส่งถึงสำนักเลขาธิการของสมาคมนักเขียน
"สหายที่รักทั้งหลาย เพื่อให้การสร้างสรรค์นวนิยายขนาดยาวเจริญรุ่งเรือง ผมจะบริจาคค่าต้นฉบับจำนวน 2.5 แสนหยวนของผมให้กับสมาคมนักเขียน เพื่อเป็นกองทุนสำหรับจัดตั้งรางวัลวรรณกรรมนวนิยายขนาดยาว เพื่อมอบเป็นรางวัลให้กับนวนิยายขนาดยาวที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละปี ผมรู้ตัวดีว่าคงไม่รอดจากอาการป่วยครั้งนี้ ผมขออวยพรจากใจจริงให้กิจการวรรณกรรมสังคมนิยมของประเทศเราเจริญรุ่งเรือง"
สองสัปดาห์ต่อมาในวันที่ 27 มีนาคม เหมาตุ้นก็ถึงแก่กรรม สิริอายุ 85 ปี
วันที่ 24 เมษายน สมาคมนักเขียนได้จัดการประชุมคณะผู้นำ โดยในที่ประชุมได้ตัดสินใจเสนอชื่อปาจินให้เป็นประธานสมาคมนักเขียนจีนคนใหม่ และในขณะเดียวกันก็ตัดสินใจก่อตั้งคณะกรรมการรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา สมาคมนักเขียนได้เตรียมการสำหรับรางวัลนี้ตามเจตนารมณ์ของเหมาตุ้นมาโดยตลอด ข่าวคราวต่างๆ เกี่ยวกับรางวัลนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่ววงวรรณกรรมจีนนานแล้ว
"ฉันหมายความว่านวนิยายของคุณต้องส่งเข้าประกวดนะ"
หลินเฉาหยางมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ "ผมนิยายเยอะขนาดนั้น จะเข้ารอบสักเรื่องมันไม่ปกติหรือไง"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่กลับทำให้จางเต๋อหนิงรู้สึกอยากจะทุบเขาสักที ทว่าพอลองคิดดูดีๆ สิ่งที่หลินเฉาหยางพูดก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผิดอะไร
ขอบเขตการคัดเลือกที่กำหนดไว้สำหรับรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น คือนวนิยายขนาดยาวที่มีความยาวมากกว่าหนึ่งแสนตัวอักษร ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1977 ถึง 1981
หากวัดจากมาตรฐานนี้ล่ะก็ 'รักของพ่อแม่', 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ', 'การตายของแวนโก๊ะ', 'ปรมาจารย์หมากรุก'... ไม่นับก็คงไม่รู้ พอนับแล้วก็ทำเอาตกใจ หลินเฉาหยางมีนวนิยายที่ตรงตามเงื่อนไขถึงสี่เรื่องด้วยกัน
แน่นอนว่านวนิยายเหล่านี้ย่อมต้องผ่านการคัดกรองจากสมาคมนักเขียน นิตยสาร และสำนักพิมพ์ในแต่ละพื้นที่เสียก่อนถึงจะส่งเข้าประกวดได้
แต่ด้วยคุณภาพและอิทธิพลของนวนิยายทั้งหลายเรื่องนี้ของหลินเฉาหยาง แทบจะมั่นใจได้เลยว่าล้วนสามารถบรรลุมาตรฐานและข้อกำหนดในการส่งเข้าประกวดได้ทั้งหมด
จางเต๋อหนิงไม่รู้เลยว่าในยุคหลังจะมีคำศัพท์คำหนึ่งที่เรียกว่า 'ฟานเอ๋อร์ไซ่' ซึ่งมักจะใช้บรรยายถึงสภาพของหลินเฉาหยางในเวลานี้พอดี
เธอพยายามอดกลั้นความรู้สึกที่อยากจะแขวะหลินเฉาหยางสักสองสามประโยคเอาไว้ แล้วหันหน้าไปหาจู้ชางเซิ่ง "เหล่าจู้ ทางสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนของพวกคุณไม่เตรียมจะส่งนวนิยายของเขาเข้าประกวดหน่อยเหรอ"
"อืม... เรื่องนี้ทางสำนักพิมพ์น่าจะมีการจัดการไว้นะ ช่วงไม่กี่ปีมานี้สำนักพิมพ์เราตีพิมพ์นวนิยายขนาดยาวไปไม่น้อย คงต้องคัดกรองกันสักหน่อย"
นับตั้งแต่ทศวรรษที่ห้าสิบเป็นต้นมา สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนได้รับการยกย่องจากนักเขียนและนักอ่านในประเทศให้เป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวรรณกรรมมาโดยตลอด สิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความมีอำนาจบารมีของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนได้ดีที่สุดก็คือ ในช่วงเกือบสามสิบปีที่ผ่านมา วรรณกรรมคลาสสิกชิ้นเอกจำนวนมากมายในประเทศล้วนได้รับการตีพิมพ์จากพวกเขา
ตั้งแต่ผลงานในทศวรรษที่ห้าสิบอย่าง 'พระอาทิตย์สาดแสงเหนือแม่น้ำซางกาน', 'ปกป้องเหยียนอาน', 'ป่าหิมะ', 'เพลงแห่งวัยเยาว์', 'ตำนานวีรบุรุษหนุ่มสาวภาคใหม่', 'ไฟป่าลมใบไม้ผลิสู้เมืองโบราณ', 'การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชนบท'
จนถึงผลงานในทศวรรษที่หกสิบอย่าง 'วันฟ้าสดใส', 'บทเพลงแห่งโอวหยางไห่', 'พวกเราหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก', 'กิ่งแรกแห่งสายลมตะวันออก', 'ไตรภาคท่านนายพล'
เรื่อยมาจนถึง 'ยุคสมัยสีแดงเพลิง', 'ดาวแดงทอแสงประกาย', 'หนทางสู่ความรุ่งโรจน์', 'บันทึกดาบใหญ่', 'หมื่นขุนเขาสีแดงฉาน' และอื่นๆ อีกมากมาย หากจะบอกว่าสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนแบกรับวงวรรณกรรมจีนร่วมสมัยเอาไว้กว่าครึ่งค่อนก็คงไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย
เมื่อมาถึงช่วงปลายทศวรรษที่เจ็ดสิบและต้นทศวรรษที่แปดสิบ สำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนยังคงสืบทอดธรรมเนียมปฏิบัติอันยอดเยี่ยมจากหลายสิบปีก่อนหน้า โดยยังคงตีพิมพ์ผลงานชั้นเลิศออกมาเป็นจำนวนมาก
ในรายชื่อผลงานที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้นครั้งที่หนึ่งแต่เดิมนั้น มีผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดหกเรื่อง โดยสี่เรื่องในนั้นล้วนตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน
ผลการคัดเลือกในอีกหลายครั้งต่อมาก็ยังมีสถานการณ์คล้ายคลึงกับครั้งแรก ซึ่งจากจุดนี้ก็สามารถเห็นได้ถึงรากฐานและความมีอำนาจบารมีของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน
เมื่อได้ฟังคำตอบของจู้ชางเซิ่ง จางเต๋อหนิงก็รู้สึกอึดอัดใจเหมือนยกหินทุ่มใส่เท้าตัวเอง
'เยียนจิงวรรณกรรม' ของพวกเธอนับตั้งนานมีแค่ 'ปรมาจารย์หมากรุก' เรื่องเดียวที่พอจะสู้เขาได้ แต่ทางสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนล่ะ มีผลงานที่ตรงตามเงื่อนไขการส่งเข้าประกวดหยิบจับได้เป็นกำๆ ไม่ต้องถึงขั้นไปชิงรางวัล แค่ภายในของพวกเขาก็ต้องห้ำหั่นกันเองก่อนแล้ว
คนเทียบกับคนก็ต้องตาย ของเทียบกับของก็ต้องทิ้งจริงๆ!
อุตส่าห์มาแจ้งข่าวดีด้วยความเต็มอกเต็มใจ แต่กลับถูกโจมตีครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้จางเต๋อหนิงกลายเป็นคนอมทุกข์ และเปลี่ยนความเศร้าโศกเสียใจให้กลายเป็นความอยากอาหาร
หลินเฉาหยางมองเธอด้วยความรังเกียจ ก่อนจะกระซิบกับเถาอวี้ซูว่า "ผมบอกแล้วว่าเธอแค่ใช้ข้ออ้างเรื่องมาแจ้งข่าวดีเพื่อมากินข้าวฟรี"
เถาอวี้ซูถลึงตาใส่เขา คุณน่าจะพูดให้ดังกว่านี้อีกสักหน่อยนะ
พอได้ยินคำพูดของหลินเฉาหยาง จางเต๋อหนิงก็ยิ่งกินเยอะขึ้นไปอีก
ล้อเล่นก็ส่วนล้อเล่น แน่นอนว่าหลินเฉาหยางเข้าใจความหวังดีของจางเต๋อหนิง
ความใจเย็นของเขาไม่ได้แสร้งทำ แต่เกิดจากความมั่นใจในผลงานของตัวเองต่างหาก
ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ เขาเขียนผลงานที่มีความยาวเกินหนึ่งแสนตัวอักษรไปแล้วถึงสี่เรื่อง ซึ่งล้วนมีอิทธิพลไม่น้อย เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะหาผลงานเข้ารอบไม่ได้เลยสักเรื่อง
ส่วนจะได้รางวัลหรือไม่นั้น ก็ต้องรอดูว่าสหายในคณะกรรมการตัดสินรางวัลจะจัดการอย่างไร
"เฉาหยาง คุณไม่คิดจะเข้าร่วมสมาคมนักเขียนหน่อยเหรอ" กินข้าวเสร็จ จางเต๋อหนิงก็เรอออกมาพลางถามหลินเฉาหยางประโยคหนึ่ง
หลินเฉาหยางเข้าใจความหมายของเธอ ก็เขาไม่ใช่คนกันเองของสมาคมนักเขียนนี่นา!
"เข้าร่วมแล้วไงล่ะ ถ้าเกิดมีการเล่นพรรคเล่นพวกขึ้นมาจริงๆ ผู้น้อยที่เพิ่งเข้าร่วมสมาคมนักเขียนอย่างผมจะไปทำอะไรได้
รังแต่จะเพิ่มความวุ่นวายเสียเปล่าๆ สู้ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า เรื่องรางวัลอะไรเนี่ย มันก็แค่ของประดับบารมี สมัยของหลู่ซวิ่นหรือปาจิน พวกเขาก็ไม่ได้มีรางวัลอะไรเสียหน่อย"
เมื่อจางเต๋อหนิงได้ยินดังนั้นก็ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง "คางคกหาวจริงๆ ช่างคุยโตโอ้อวดนักนะ!"
หลังจากจางเต๋อหนิงพูดประโยคนี้จบก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย ถือว่าได้แก้แค้นที่โดนหัวเราะเยาะไปเมื่อครู่ เธอไม่เปิดโอกาสให้หลินเฉาหยางได้โต้แย้งกลับ และรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเข้าสู่ประเด็นหลักทันที
"แต่ฉันว่าการประกวดรางวัลครั้งนี้ คุณยังถือว่าได้เปรียบมากอยู่นะ"
เถาอวี้ซูถามด้วยความสงสัย "ได้เปรียบตรงไหนล่ะ"
"ก็ผลงานเขาเยอะไง! คุณลองนับดูดีๆ สิ 'รักของพ่อแม่', 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ', 'การตายของแวนโก๊ะ', 'ปรมาจารย์หมากรุก' ผลงานทั้งสี่เรื่องนี้ล้วนตรงตามเงื่อนไขการประกวดรางวัล แถมกระแสตอบรับก็ไม่เบาเลยด้วย
ขอแค่ทางสำนักพิมพ์หรือนิตยสารยินดีส่งเข้าประกวด การจะเข้ารอบสักสองเรื่องก็คงไม่เกินไปใช่ไหม
โอกาสคว้ารางวัลจะมากกว่าพวกนักเขียนที่มีผลงานเข้ารอบแค่เรื่องเดียวหรือเปล่าล่ะ"
เถาอวี้ซูหัวเราะเยาะ "มีคนคิดแบบคุณด้วยเหรอ นี่ตกลงเป็นการประกวดรางวัลหรือการแข่งขันคณิตศาสตร์กันแน่"
จางเต๋อหนิงรีบพูด "คุณอย่าเพิ่งไม่เชื่อสิ เรื่องการประนีประนอมแบบนี้คนจีนเราถนัดที่สุดแล้ว ถ้าเฉาหยางเข้ารอบทั้งสี่เรื่องจริงๆ ต่อให้ทั้งสี่เรื่องจะยังไม่ถึงขั้นได้รางวัล คุณเชื่อไหมว่าก็ต้องมีคนเสนอตัวมอบรางวัลให้เขาสักรางวัลอยู่ดี"
สายตาของเถาอวี้ซูมีความกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย เธอหันไปมองหลินเฉาหยาง "คุณว่ามันจะเป็นแบบนั้นได้จริงๆ เหรอ"
ได้สิ ได้มากเลยด้วย
ตำแหน่ง MVP ของผู้แพ้ในการแข่งขันต่างๆ ในยุคหลังได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า คนในประเทศสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้จริงๆ แถมยังไม่รู้สึกละอายใจ กลับมองว่าเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ หลังจากมอบรางวัลให้แล้วก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นผู้นำที่รู้จักบุญคุณคนเป็นอย่างดี ถึงขั้นนำพฤติกรรมไร้ขีดจำกัดแบบนี้ไปโอ้อวดกับสื่ออย่างเปิดเผย
ในสายตาของคนเหล่านี้ ความยุติธรรม กฎเกณฑ์ หรือหลักนิติธรรมอะไรนั่น ล้วนเป็นเพียงของเล่นภายใต้อำนาจเท่านั้น
หลินเฉาหยางสลัดความคิดวูบหนึ่งในหัวทิ้งไป สีหน้ายังคงราบเรียบ "นั่นเป็นเรื่องที่คณะกรรมการตัดสินต้องพิจารณา พวกเราไม่จำเป็นต้องหาเรื่องใส่ตัวหรอก"
เมื่อเห็นท่าทางสบายๆ ไม่แยแสของเขา เถาอวี้ซูก็ไม่คิดจะซักไซ้ต่อ
จางเต๋อหนิงมองหลินเฉาหยางด้วยความสงสัยเต็มประดา ในใจคิดว่าหมอนี่เสแสร้งเกินไปหรือเปล่า
การที่สมาคมนักเขียนเริ่มเปิดรับการประกวดรางวัลวรรณกรรมเหมาตุ้น ก็เปรียบเสมือนลมที่พัดพาผิวน้ำในทะเลสาบช่วงฤดูใบไม้ผลิให้เกิดระลอกคลื่น ทำให้วงวรรณกรรมจีนในเดือนตุลาคมเกิดความปั่นป่วนขึ้นมา
ขอเพียงเป็นนักเขียนที่มีนวนิยายขนาดยาวตีพิมพ์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และผลงานค่อนข้างมีอิทธิพล ก็ไม่มีใครไม่ให้ความสำคัญกับรางวัลนี้เลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่ถือเป็นกิจกรรมการประกวดรางวัลนวนิยายขนาดยาวครั้งแรกของประเทศ
อีกทั้งยังตั้งชื่อตามชื่อของเหมาตุ้นอีกด้วย คุณค่าของรางวัลย่อมไม่ต้องพูดถึง
ทว่าในตอนนี้ สำนักงานคัดเลือกรางวัลที่สมาคมนักเขียนจัดตั้งขึ้น ยังคงเป็นเพียงการส่งหนังสือไปยังสมาคมนักเขียน นิตยสาร และสำนักพิมพ์ในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อขอให้แนะนำผลงานเท่านั้น ยังเหลือเวลาอีกสักพักกว่าจะเริ่มการตัดสินอย่างเป็นทางการ ต่อให้ทุกคนจะให้ความสนใจมากแค่ไหนก็ทำได้เพียงพูดคุยถกเถียงกันเท่านั้น
หลังช่วงปลายเดือนตุลาคม บรรยากาศฤดูใบไม้ร่วงที่แสงแดดเจิดจ้าก็เพิ่มความหนาวเหน็บขึ้นมาอีกหลายส่วน ฤดูใบไม้ร่วงของเมืองเยียนจิงมักจะแสนสั้นเสมอ มักจะผ่านไปไม่ถึงสองเดือนก็สิ้นสุดลง ดูเหมือนว่าปีนี้จะหนาวเร็วกว่าปีก่อนๆ เสียอีก
เช้าตรู่วันนี้ ด้านนอกมีหมอกบางๆ ปกคลุม หลินเฉาหยางจึงปั่นจักรยานออกจากบ้าน ช่วงนี้เขาหาสถานที่ที่น่าสนใจเจอแห่งหนึ่ง
ในยุคนี้ร้านขายโบราณวัตถุที่เป็นรัฐวิสาหกิจในเมืองเยียนจิงล้วนมีจุดรับซื้อ ก็เหมือนกับร้านรับฝากขายพวกนั้นนั่นแหละ ที่ทำธุรกิจแบบซื้อมาราคาถูกและขายไปในราคาสูง
รับซื้อของเก่าจากชาวบ้านในราคาถูก แล้วนำไปขายในราคาสูง ที่ดีที่สุดคือสามารถขายให้ชาวต่างชาติเพื่อหาเงินตราต่างประเทศได้ ส่วนชิ้นไหนที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นโบราณวัตถุชิ้นสำคัญก็จะนำไปบริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์
ในยุคนี้ไม่เหมือนกับยุคหลัง อย่างแรกคือของเก่ายังไม่ได้มีมูลค่ามากเท่ากับในยุคหลัง อย่างที่สองคือการซื้อขายโบราณวัตถุยังไม่มีช่องทางการประมูลและการดำเนินธุรกิจส่วนตัวมากมายเหมือนในยุคหลัง หากบ้านไหนมีของเก่า ส่วนใหญ่แล้วก็ทำได้เพียงนำไปขายให้กับร้านขายโบราณวัตถุเท่านั้น
ณ จุดรับซื้อของร้านขายโบราณวัตถุเหล่านี้ มักจะมีชาวเมืองเยียนจิงและเกษตรกรในละแวกใกล้เคียงนำของมาขายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นอัญมณี เพชรนิลจินดา เครื่องประดับทองและเงิน ภาพเขียนพู่กันจีนและเครื่องลายคราม... โบราณวัตถุหลากหลายประเภทล้วนมีจุดรับซื้อทั้งสิ้น
อย่างเช่นที่ตงซื่อและปาเมี่ยนเฉาก็มีแผนกรับซื้ออัญมณีและเพชรนิลจินดาของหน่วยงานการค้าระหว่างประเทศ จุดรับซื้อของธนาคารแห่งประเทศจีนรับซื้อเฉพาะเครื่องประดับทองและเงิน ส่วนจุดรับซื้อที่ซีตานและหลิวลีฉ่างก็รับซื้อพวกภาพเขียนพู่กันจีนและเครื่องลายคราม
จุดที่หลินเฉาหยางมาคือจุดรับซื้อร้านขายโบราณวัตถุซินเจียโข่ว ซึ่งรับซื้อของเก่าหลากหลายประเภท ครอบคลุมทั้งเครื่องปั้นดินเผา ภาพเขียนพู่กันจีน ทองและหยก ของเบ็ดเตล็ด และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นที่นี่จึงเป็นหนึ่งในจุดรับซื้อร้านขายโบราณวัตถุหลายแห่งในเมืองเยียนจิงที่ค่อนข้างได้รับความนิยม
เมื่อมาถึงหน้าจุดรับซื้อ หลินเฉาหยางไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ แต่ยืนมองประตูทางเข้าจุดรับซื้อโดยเว้นระยะห่างออกมาเล็กน้อย
ตอนนี้จุดรับซื้อยังไม่เปิดทำการ แต่บริเวณหน้าประตูก็มีคนจำนวนหนึ่งยืนต่อแถวรออยู่ก่อนแล้ว
หลินเฉาหยางดูเวลา ตอนนี้เพิ่งจะเจ็ดโมงกว่าๆ ยังเหลือเวลาอีกกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจุดรับซื้อจะเปิดทำการ เวลายังทันถมเถ
คนที่ต่อแถวรออยู่หน้าจุดรับซื้อมีไม่มาก มีแค่สี่คน มีทั้งคนแก่และวัยรุ่น แต่ทุกคนมีลักษณะเด่นที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ เป็นผู้ชาย และแต่งตัวเรียบง่าย มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนจากชนบทใกล้กับเมืองเยียนจิง
สถานการณ์เช่นนี้พบเห็นได้ทั่วไปบริเวณหน้าจุดรับซื้อ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนมีความจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานแต่งงาน ญาติพี่น้องเจ็บป่วย เป็นหนี้ต้องชดใช้...
หากได้พูดคุยกับคนเหล่านี้ให้ละเอียดสักหน่อย บริเวณหน้าจุดรับซื้อเล็กๆ แห่งนี้ ก็สามารถมองเห็นความทุกข์ยากของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
บริเวณรอบๆ จุดรับซื้อมักจะมีพวกพ่อค้าของเก่าที่ฉวยโอกาสเก็งกำไรอยู่เสมอ ต่อให้เป็นในช่วงไม่กี่ปีที่มีการจับกุมอย่างเข้มงวดที่สุด ก็ยังไม่วายมีเงาของพ่อค้าของเก่าเหล่านี้ปรากฏให้เห็น
ในบรรดาคนเหล่านี้มีทั้งคนที่รับซื้อของอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคนที่ทำมาหากินในทางมิชอบ งัดสารพัดวิธีมาหลอกลวงต้มตุ๋น หลายปีมานี้ไม่รู้ว่ามีคนโดนหลอกไปเท่าไหร่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นชาวชนบทที่มาจากเขตชานเมืองเยียนจิง
ในยุคนี้ผู้คนยังมีจิตใจซื่อสัตย์ ชาวบ้านในชนบทที่เข้ามาขายของในเมืองไม่ได้มีความระแวดระวังตัวอะไร พวกพ่อค้าของเก่าเหล่านั้นจึงจ้องเล่นงานคนกลุ่มนี้เป็นหลัก
นานวันเข้า ชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของพ่อค้าของเก่าเหล่านี้ก็ขจรขจายไปไกล พอชาวบ้านที่มาขายของเห็นว่ามีคนเข้ามาทักทายก็จะเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นมาทันที บางคนก็ถึงขั้นไม่ยอมพูดคุยด้วยเลย
ตอนนี้หลินเฉาหยางเดินเข้าไปทักทายคนกลุ่มนี้ พวกเขาก็แสดงสีหน้าระแวดระวังออกมาทันที
"สหายทุกท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิด ผมไม่ใช่พ่อค้าคนกลางหรอกนะ แค่ชื่นชอบการสะสมของเก่าเท่านั้น"
หลินเฉาหยางอธิบายไปประโยคหนึ่ง เมื่อเห็นว่าสีหน้าระแวดระวังของคนเหล่านั้นยังคงไม่จางหาย เขาจึงไม่พูดจาหว่านล้อมเหมือนพวกพ่อค้าของเก่า แต่แสดงจุดยืนออกมาอย่างชัดเจน
"ถ้าพวกคุณมีของดีล่ะก็ ให้ผมดูหน่อยได้นะ ของน่ะขายให้ใครก็เหมือนกัน จุดรับซื้อให้พวกคุณเป็นเงินหยวน แต่ในมือผมมีคูปองเงินตราต่างประเทศและคูปองเงินตราต่างประเทศของชาวจีนโพ้นทะเลอยู่นะ
ขอแค่เป็นของดี เราก็ยื่นหมูยื่นแมวกัน ไม่หลอกลวงแน่นอน"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเฉาหยาง แววตาของพวกเขาก็เป็นประกาย
คูปองเงินตราต่างประเทศของชาวจีนโพ้นทะเลและคูปองเงินตราต่างประเทศ ถือเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่ง มีมูลค่ามากกว่าเงินหยวนตั้งเยอะ ที่สำคัญคือชาวบ้านตาดำๆ ไม่มีช่องทางที่จะหาของพวกนี้มาได้เลย
"คุณจะเอาคูปองเงินตราต่างประเทศของชาวจีนโพ้นทะเลกับคูปองเงินตราต่างประเทศมาแลกของกับพวกเราจริงๆ เหรอ"
ชายหนุ่มที่พูดสวมชุดทหารที่ซักจนเก่าซีด สวมรองเท้าผ้าใบปลดแอก ดูแล้วที่บ้านต้องมีคนเป็นทหารแน่ๆ
หลินเฉาหยางไม่ได้พูดอะไร แต่ล้วงเอาคูปองเงินตราต่างประเทศของชาวจีนโพ้นทะเลมูลค่าร้อยหยวนออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วแกว่งไปมาตรงหน้าพวกเขา
เมื่อเห็นคูปองเงินตราต่างประเทศของชาวจีนโพ้นทะเลของแท้แน่นอน ทุกคนก็เบาใจลง
ชายหนุ่มเป็นคนแรกที่ขยับเข้าไปใกล้หลินเฉาหยาง "คุณลองดูของสิ่งนี้สิ นี่เป็นของที่ปู่ทวดของผมทิ้งเอาไว้"
ชายหนุ่มพูดพลางหยิบสิ่งของชิ้นเล็กๆ ที่ดูประณีตงดงามชิ้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง







