พ่อของฉีไห่เฟิงชื่อฉีอวี้ฟู่
เป็นชาวก้านซี ในช่วงยุคแปดศูนย์ บ้านเกิดประสบอุทกภัย ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่ง จึงทำได้เพียงหนีมาแสวงหาความก้าวหน้าที่เยียนจิงเพียงลำพัง
ปีก่อนๆ อดมื้อกินมื้อ เพื่อความอยู่รอดเขาเคยทำมาแล้วทุกอาชีพ เคยเผชิญกับความพ่ายแพ้ เคยเป็นพ่อค้าคนกลางจนถูกจับเข้าไปดัดนิสัยอยู่หลายวัน ต่อมาได้เรียนรู้งานช่างไม้และเข้าร่วมกับทีมตกแต่งภายใน ถึงพอจะลืมตาอ้าปากมีข้าวกินอิ่มท้องได้บ้าง
ด้วยความที่เป็นคนฉลาดและรักพวกพ้อง รอบตัวเขาจึงมีคนมารวมกลุ่มกันอย่างเป็นธรรมชาติ หลังจากออกจากทีมตกแต่งภายใน เขาเคยเปิดบริษัทตกแต่งภายในอยู่ช่วงหนึ่ง มีทั้งกำไรและขาดทุน ในช่วงปลายยุคเก้าศูนย์ เขาใช้เงินก้อนเล็กๆ ที่หามาได้ไปเปิดโรงงานแปรรูปเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก โรงงานแห่งนี้ก็คือ 【ฉีซื่อเจียจวี】
"ถึงแม้กำไรสุทธิของเราจะตกปีละแปดแสนกว่าหยวน ใช้ชีวิตได้ไม่เลวเลย แต่เราจะพอใจกับสภาพปัจจุบันเด็ดขาดไม่ได้..."
"..."
"พ่อไม่มีการศึกษาอะไร ดังนั้นตอนที่ลูกเรียนหนังสือ ไม่ว่าลูกต้องการอะไร พ่อก็สนับสนุนลูกเสมอ พ่อหวังว่าหลังจากลูกเรียนจบ ลูกจะสามารถสืบทอดโรงงานของครอบครัวต่อไปได้ และทำให้มันก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก..."
"..."
"พ่อรู้ว่าโรงงานของเรามีปัญหาที่ร้ายแรงมาก พ่อรู้ดีว่าถ้าโรงงานอยากจะเติบโต การทำแบบธุรกิจครอบครัวมันไปไม่รอด แต่ตอนนี้ พ่อไม่มีวิธีจัดการปัญหาเหล่านี้แล้ว ตอนที่เพิ่งตั้งตัว พ่อเรียกพวกลุง ป้า น้า อา ของลูกมาช่วยงาน พวกเขาช่วยได้มากจริงๆ บุญคุณนี้พ่อต้องทดแทน ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะทำเรื่องอะไร พ่อก็ทำได้เพียงหลับตาข้างลืมตาข้าง..."
"..."
"แต่ลูกต่างออกไป ลูกเป็นผู้สืบทอด ลูกไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณใคร ลูกสามารถทำตัวเป็นมีดเล่มหนึ่ง หรือไม่ ลูกก็สามารถพามีดเล่มหนึ่งเข้ามาได้..."
"..."
"คนในหอพักของลูกไม่กี่คนนั้น พ่อลองวิเคราะห์ดูคร่าวๆ แล้ว เจียงไข่หลงกับลู่ปินเหมาะที่จะเป็นพนักงานสายพานการผลิตธรรมดาที่ทำงานเช้าชามเย็นชาม พวกเขาคงไม่ทำเรื่องผิดพลาดอะไร เฉินซู่เหมาะจะเป็นผู้นำระดับกลาง ส่วนหลินเฉิงอย่าเห็นว่าเขาเงียบๆ ไม่หือไม่อือ คนแบบนี้แหละยิ่งมีศักยภาพในการวิจัยและออกแบบผลิตภัณฑ์ ส่วนจางเซิ่งคนนั้น..."
"..."
"ถ้าเก่งกาจขนาดนั้นจริงๆ ล่ะก็ เขาก็เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมาเป็นบุคคลสำคัญในการปฏิรูปองค์กรของเรา!"
บนระเบียงทางเดิน
สองพ่อลูกตระกูลฉียืนรับลม พลางพูดคุยเปิดใจกันในช่วงสั้นๆ
ฉีอวี้ฟู่วิเคราะห์คนรอบตัวของฉีไห่เฟิงให้ฟังทีละคน เมื่อวิเคราะห์มาถึงจางเซิ่งในหอพักของฉีไห่เฟิง ฉีอวี้ฟู่ก็ขมวดคิ้ว
จากคำบอกเล่าของฉีไห่เฟิง เขาพอจะเดาตัวตนของจางเซิ่งคนนี้ออกคร่าวๆ...
ผู้ชายคนนี้มีความสามารถส่วนตัวสูงมาก มีความสามารถในการเข้าสังคมสูงมาก และในขณะเดียวกันก็มีพลังแห่งการโน้มน้าวใจอย่างล้นเหลือ หากวิเคราะห์ในระดับหนึ่ง จางเซิ่งถึงกับมีกลิ่นอายของผู้มีอำนาจอยู่ด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า...
ฉีไห่เฟิงยังค่อนข้างอ่อนหัด คำพูดบางอย่างของเขา ฉีอวี้ฟู่ก็ไม่อาจเชื่อได้ทั้งหมด
ดังนั้น เขาจึงตั้งใจว่าหลังจากคุยเรื่องโฆษณาครั้งนี้จบแล้ว จะเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวทุกคนในหอพักเสียหน่อย ถือโอกาสพบปะกับจางเซิ่งดูว่าจางเซิ่งจะร้ายกาจเหมือนอย่างที่ฉีไห่เฟิงพูดหรือไม่
ประตูห้องทำงานเปิดออก
ฉีไห่เฟิงพาฉีอวี้ฟู่เดินเข้าไปในห้องทำงาน
เฉินเมิ่งถิงเผยรอยยิ้ม เข้าไปต้อนรับอย่างกระตือรือร้น
เมื่อทั้งสองฝ่ายนั่งลง เฉินเมิ่งถิงก็เริ่มแนะนำกิจกรรม 【ดาวโรงเรียน】 ให้ฉีอวี้ฟู่ฟังก่อน
ฉีไห่เฟิงตั้งใจฟังอย่างมาก ส่วนฉีอวี้ฟู่พยักหน้าเป็นระยะ สายตากวาดมองสำรวจไปรอบๆ
เขามองเห็นในถังขยะมีน้ำร้อนที่เพิ่งถูกเททิ้งไปหนึ่งแก้ว และแก้วน้ำที่เพิ่งล้างเสร็จใหม่ๆ ยังมีคราบน้ำเกาะอยู่ข้างๆ
"คุณเฉิน ดูเหมือนเบื้องหลังคุณจะมีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะอยู่นะ!"
ฉีอวี้ฟู่หัวเราะออกมา
เฉินเมิ่งถิงที่กำลังแนะนำกิจกรรมอยู่นั้นชะงักไป แววตาฉายความไม่เป็นธรรมชาติออกมาเล็กน้อย แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นเผยรอยยิ้มโดยไม่ต่อความยาวสาวความยืด
"คุณเฉิน พอจะสะดวกให้ผมทำความรู้จักกับคนชักใยเบื้องหลังกิจกรรม 【ดาวโรงเรียน】 นี้หน่อยได้ไหมครับ?" ฉีอวี้ฟู่ยังคงจ้องมองเฉินเมิ่งถิง
สายตาที่หลบเลี่ยงเล็กน้อยของเฉินเมิ่งถิงทำให้เขามั่นใจในเรื่องหนึ่งแล้ว
ตอนที่เพิ่งเข้ามา เขาแค่สนใจกิจกรรมนี้ แต่เมื่อเข้ามาแล้ว ในหัวจู่ๆ ก็นึกทบทวนบางเรื่องได้กระจ่าง เขาจึงเกิดสนใจคนเบื้องหลังกิจกรรมนี้ขึ้นมาทันที
เห็นได้ชัดเลย!
กิจกรรมนี้ ลำพังนักศึกษาอย่างเฉินเมิ่งถิงคนเดียว ต่อให้เธอจะมีสถานะเป็นประธานสภานักเรียนก็ไม่มีทางจัดการได้ตลอดรอดฝั่ง
กิจกรรมระดับนี้จำเป็นต้องทะลวงความสัมพันธ์ในทุกๆ ด้านให้เชื่อมต่อกัน เหมือนกับเส้นด้ายที่ผูกคล้องกันเป็นทอดๆ หากห่วงใดห่วงหนึ่งมีปัญหา กระแสตอบรับของกิจกรรมคงไม่มีทางยิ่งใหญ่ขนาดนี้!
"คุณฉี มีคนคอยช่วยฉันวางแผนกิจกรรมนี้อยู่เบื้องหลังจริงๆ ค่ะ แต่ว่าคนที่วางแผนกิจกรรม เขาหวังว่าจะทำตัวให้ไม่เป็นที่สะดุดตาสักหน่อย..."
"โอ้ งั้นผมขอเดานะ เป็นผู้บริหารคนไหนของโรงเรียนล่ะ?"
"..."
เฉินเมิ่งถิงยังคงเผยรอยยิ้ม พยายามรักษาท่าทีให้เป็นธรรมชาติ แต่สายตาของฉีอวี้ฟู่คนนี้ดูเหมือนจะร้ายกาจมาก เขาจ้องมองเธอแบบนั้น ราวกับกำลังจับผิดอารมณ์และสีหน้าของเธอ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนตอนที่เผชิญหน้ากับจางเซิ่งไปชั่วขณะ
เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้ตอบอะไร ฉีอวี้ฟู่ก็ไม่ถามอะไรอีก แต่เปลี่ยนมาคุยเรื่องความร่วมมือในกิจกรรมครั้งนี้กับเฉินเมิ่งถิงแทน
การคุยกับฉีอวี้ฟู่ทำให้เฉินเมิ่งถิงรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก
ทั้งที่อีกฝ่ายดูเป็นกันเอง ไม่ได้วางมาดอะไร แต่เนื้อหาการสนทนากลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมอยู่ตลอด
ไม่รู้ตัวเลยว่าฉีอวี้ฟู่ได้ยึดตำแหน่งผู้นำบทสนทนาไปแล้ว ดูเหมือนไม่ใช่เขาที่มาคุยเรื่องความร่วมมือกับเธอ แต่เป็นเธอที่วิ่งไปขอความร่วมมือจากเขาต่างหาก
เธอรู้ดีว่าตัวเองกำลังจะรับมือไม่ไหวแล้ว
เธอก้มหน้าลงอย่างไม่ตั้งใจ เหลือบมองกระดาษแผ่นเล็กที่จางเซิ่งส่งให้
ในกระดาษแผ่นนั้นมีข้อความอยู่แค่ไม่กี่คำ
【คุยด้วยผลประโยชน์และมูลค่า ถ้าควบคุมผลประโยชน์และมูลค่าไม่ได้ ก็ดันทุรังไปเลย!】
【เรียกราคาไปสามหมื่น!】
【ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ก็ให้เรียกราคาสามหมื่น เงื่อนไขอะไรของเขาก็ตาม นอกจากการสนับสนุนแล้ว ห้ามตอบตกลงเด็ดขาด!】
【คำพูดไร้สาระอื่นๆ ห้ามพูดออกไปเด็ดขาด!】
หลังจากอ่านกระดาษแผ่นนี้ แม้เฉินเมิ่งถิงจะไม่เข้าใจความหมาย แต่เธอก็ยังคงทำตาม
"ขอโทษนะคะคุณฉี ฉันหวังว่าค่าสนับสนุนจะถึงสามหมื่นค่ะ!"
"คุณเฉิน คุณต้องบอกผมก่อนว่ากิจกรรมนี้มันมีมูลค่าถึงสามหมื่นตรงไหน สามหมื่น เราสนับสนุนโต๊ะเก้าอี้ไป แลกกับพื้นที่โฆษณาแค่จุดเดียวงั้นเหรอ? นี่มันขาดทุนชัดๆ..."
"ขอโทษนะคะคุณฉี ฉันหวังว่าค่าสนับสนุนจะถึงสามหมื่น ถ้าน้อยกว่าสามหมื่น เราคงไม่พิจารณาค่ะ..."
"เอ๊ะ ไม่ถูกสิ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่สองหมื่นหรอกเหรอ?"
"ตอนนี้สามหมื่นแล้วค่ะ!"
"..."
ฉีไห่เฟิงมองพ่อของตัวเองสลับกับเฉินเมิ่งถิง
ตอนแรก เขารู้สึกว่าพ่อของตัวเองเป็นต่ออยู่ตลอด ส่วนเฉินเมิ่งถิงก็ถอยร่นไม่เป็นท่า...
แต่ตอนหลัง เมื่อพ่อของตัวเองเริ่มอ้างเหตุผลเพื่อเตรียมกดราคา เฉินเมิ่งถิงกลับไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ว่าพ่อของตัวเองจะพูดอะไร เฉินเมิ่งถิงก็ทำตัวเหมือนท่อนไม้ ไม่ยอมถอยให้เลย
จากนั้น...
"แบบนี้จะมีอะไรให้คุยอีก ไม่มีความจริงใจเลยสักนิด! ช่างเถอะ ไห่เฟิง เราไปกันเถอะ!"
ฉีอวี้ฟู่มองเฉินเมิ่งถิงที่ทำหน้าตึง ไม่ยอมผ่อนปรนใดๆ ทั้งสิ้น ก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที ในที่สุดก็ทนไม่ไหวลุกขึ้นยืน ดึงตัวฉีไห่เฟิงให้เดินออกไป
ฉีไห่เฟิงชะงักไป จากนั้นก็ลุกขึ้นตามสัญชาตญาณ ตอนที่เดินออกไป เขามองเฉินเมิ่งถิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมึนงง "รุ่นพี่ ก่อนหน้านี้คุยกันไว้สองหมื่นไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมตอนนี้กลายเป็นสามหมื่นไปได้ล่ะ? กิจกรรมนี้ ผมยอมเป็นหน้าม้าให้ได้นะ ผมจ่ายเงินโหวตให้ซุนซือซือไปตั้งสองหมื่นกว่าแล้ว... ผมจ่ายไปเยอะขนาดนี้ คนอื่นถึงยอมจ่ายตาม ถ้านับรวมกับค่าสนับสนุนกิจกรรมครั้งนี้อีกสามหมื่น ผมก็จ่ายไปตั้งห้าหมื่นแล้วนะ! นี่มันแพงเกินไปหรือเปล่าครับ?"
"ฉันรู้ แต่สามหมื่นนี่ลดไม่ได้จริงๆ!" แม้ในใจเฉินเมิ่งถิงจะอยากตอบตกลงที่สองหมื่นใจจะขาด ขอแค่ได้เงินมาก็พอ แต่เมื่อนึกถึงข้อความในกระดาษของจางเซิ่งแล้ว เธอก็ยังคงยืนกรานที่สามหมื่นอย่างหนักแน่น ไม่ยอมลดให้แม้แต่แดงเดียว
"คุณเฉิน นี่คุณกำลังปั่นราคาไม่ใช่เหรอ? ผมสืบเรื่องผู้สนับสนุนรายก่อนๆ มาแล้ว พวกเขาจ่ายกันแค่ห้าพันเองนะ!" ฉีอวี้ฟู่ขมวดคิ้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ดื้อดึงไม่ฟังใครแบบนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่ารับมือยากเป็นพิเศษ ในใจรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
"ก่อนหน้านี้ก็ส่วนก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้คือสามหมื่นค่ะ!" เฉินเมิ่งถิงยังคงตอบด้วยประโยคเดิม
"..."
ในที่สุดฉีอวี้ฟู่ก็พาฉีไห่เฟิงจากไป
ประตูห้องทำงานถูกปิดลง
เฉินเมิ่งถิงเห็นจางเซิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำด้านหลัง
"จางเซิ่ง พวกเรา ทำแบบนี้ มันจะไม่โหดไปหน่อยเหรอ ก่อนหน้านี้บอกสองหมื่น แต่ตอนนี้..."
"ถ้าพ่อของฉีไห่เฟิงไม่ทำตัวก้าวร้าวข่มขู่ขนาดนี้ รุ่นพี่ก็ไม่ต้องอ่านกระดาษหรอก สองหมื่นก็สองหมื่น แต่ในเมื่อพวกเขาก้าวร้าวข่มขู่ เราก็ทำได้เพียงตั้งรับและเรียกราคา..." จางเซิ่งหัวเราะออกมา
"แล้วถ้าเราไม่ได้อะไรเลยล่ะ?" เฉินเมิ่งถิงมองจางเซิ่งด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย
"มีสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีความกลัวการสูญเสีย ฉีไห่เฟิงลงทุนกับโปรเจกต์นี้ไปสองหมื่นแล้ว ถ้าตอนนี้ยอมแพ้ ความจริงแล้วพวกเขาก็จะไม่ได้อะไรเลย..."
"แต่ตอนนี้สถานการณ์มันตึงเครียดขนาดนี้..."
"ไม่เป็นไรหรอก ไม่ตึงเครียดเกินไปหรอก..." จางเซิ่งหัวเราะ
"หา?"
ทันทีที่จางเซิ่งพูดจบ โทรศัพท์มือถือของเขาก็สั่นขึ้นมา จากนั้นจางเซิ่งก็รับสายท่ามกลางสายตาของเฉินเมิ่งถิง
สายที่โทรเข้ามาคือฉีไห่เฟิง
ฉีไห่เฟิงถามจางเซิ่งว่าสนิทกับสภานักเรียนหรือเปล่า จากนั้นก็เล่าสถานการณ์ตอนที่คุยเรื่องการสนับสนุนครั้งนี้ให้ฟัง
ระหว่างนั้นก็พูดถึงเรื่องที่เฉินเมิ่งถิง "เรียกราคาแบบหัวชนฝา" จนทำให้ทุกอย่างชะงักไปหมดอะไรทำนองนั้น
จางเซิ่งรับฟังทีละเรื่อง บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม
"สนิทก็สนิทอยู่หรอก แต่รุ่นพี่เฉินอาจจะไม่ยอมถอย... เอาอย่างนี้ ตอนบ่ายผมจะไปสภานักเรียนเป็นเพื่อนคุณ ลองดูแล้วกัน!"
หลังจากได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์ เฉินเมิ่งถิงก็มองจางเซิ่งด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง
จางเซิ่งวางสาย
บนใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน







