แผนที่สีเหลืองแอปริคอตแผ่นหนึ่งถูกกางแผ่ลงบนแผ่นกระเบื้องหลิวหลีที่ส่องประกายเงางามจนสะท้อนเงาคนได้ กินพื้นที่ไปเกือบกว่าครึ่งของตำหนักเฉียนคุน
ครั้งล่าสุดที่แผนที่แผ่นนี้ถูกนำออกมาจัดแสดง ก็คืองานเฉลิมฉลองครบรอบพันปีการก่อตั้งสำนักหัวเวย
ในเวลานั้นช่างรุ่งโรจน์เรืองรอง มาบัดนี้แม้ขุนเขา แม่น้ำ และทะเลสาบจะยังคงเดิม ทว่ากลับถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความหมองหม่นระทมทุกข์
สำนักหัวเวยครองความเป็นใหญ่ในทวีปเทียนซีเพียงผู้เดียว หยั่งรากลึกแผ่กิ่งก้านสาขา เมืองนับพัน แคว้นเล็กๆ นับร้อย และเกาะแก่งโพ้นทะเลอีกนับสิบแห่งต่างแย่งชิงกันเข้ามาพึ่งพิง
เซียนกวนที่สำนักส่งออกไป บางคนมีฐานะในดินแดนใต้อาณัติสูงส่งยิ่งกว่าเจ้าเมืองหรือเจ้าแคว้นเสียอีก ภายในศาลเจ้าเทวะตามที่ต่างๆ ล้วนประดิษฐานรูปปั้นกายทองคำของบรรดาเจ้าประมุขยอดเขาและผู้อาวุโสเอาไว้
เป็นเพราะมีเครื่องเซ่นไหว้บูชาจากโลกมนุษย์นับไม่ถ้วน เบื้องบนของสำนักหัวเวยจึงสามารถนั่งอย่างมั่นคงอยู่ในตำหนักเฉียนคุน สูบกลืนโชคชะตาบารมีจากแปดทิศได้
สำนักหัวเวยเป็นเช่นนี้ บรรดาสิบสำนักใหญ่และตระกูลใหญ่ทั่วหล้าก็ล้วนเป็นเช่นนี้
ไม่ว่าจะต้องเฉือนพื้นที่เล็กๆ แถบชายขอบส่วนไหนออกไป ก็เจ็บปวดราวกับถูกเฉือนเนื้อตัวเองทั้งนั้น
ซวีอวิ๋นชี้ไปยังจุดหนึ่งแต่ไกล แผนที่ตอบสนองต่อการชี้ของเขา เส้นขอบเขตอันคดเคี้ยวสว่างวาบเป็นแสงสีขาว
"เมืองเหยียนซานมีขุนเขาศักดิ์สิทธิ์และสายน้ำงดงาม แต่ตำแหน่งที่ตั้งห่างไกลความเจริญ ไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวม..."
ยังพูดไม่ทันจบ เจ้าประมุขยอดเขาฉงเหวินก็รีบประสานมือคารวะทันที "ขอท่านเจ้าสำนักโปรดเมตตา! เมืองเหยียนซานเป็นดินแดนล้ำค่าของยอดเขาข้า! ยอดเขาของข้าเดิมทีก็กินพื้นที่ไม่มากนัก ไม่อาจสูญเสียเมืองเหยียนซานไปได้อีกเด็ดขาด"
ซวีอวิ๋นชี้ไปที่เมืองต่างๆ ติดต่อกันสามแห่ง ภายในตำหนักก็ยังคงถกเถียงกันไม่เลิก
ท่ามกลางฝูงชนมีผู้อาวุโสคนหนึ่งพูดแทรกขึ้นมา ปลายหอกชี้ตรงไปยังจุดๆ หนึ่ง
"เรื่องเดือดร้อนในวันนี้ ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นตระกูลจ้าวของพวกเขาที่ก่อขึ้น สมควรยิ่งที่จะต้องเฉือนเมืองภายใต้ชื่อของเจ้าประมุขยอดเขาจ้าวออกไปสักเมือง!"
จ้าวไท่จี๋มีนิสัยโหดร้ายเกรี้ยวกราด ระดับการบำเพ็ญเพียรเป็นรองเพียงซวีอวิ๋น ปกติแล้วไม่มีใครอยากล่วงเกินเขา
เมื่อซวีอวิ๋นได้ยินดังนั้น ก็รวบรวมปราณกระบี่สายหนึ่งซ่อนไว้ในแขนเสื้อ เตรียมพร้อมที่จะหยุดยั้งไม่ให้อีกฝ่ายบันดาลโทสะชักกระบี่ออกมา
ทว่าเขากลับทำตัวผิดปกติไปจากเดิม เพียงแค่หัวเราะเยาะหยันอย่างเย็นเยียบ
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดและตึงเครียด นักพรตน้อยเดินเข้ามาในตำหนัก คารวะแล้วรายงานว่า "ที่หน้าประตูเรือนซ่ง ผลลัพธ์ออกมาแล้วขอรับ!"
ซวีอวิ๋นแทบจะรอไม่ไหว "เขาเลือกใคร?"
ปราชญ์อักษรและผีหมาก สำนักศึกษาชิงหยาและอารามจื่ออวิ๋น
ตกลงแล้วซ่งเฉียนจีจะเลือกอย่างไร ไม่เพียงแต่แวดวงผู้บำเพ็ญเพียรทั่วทุกสารทิศจะเปิดโต๊ะพนันขันต่อ ทุกคนภายในตำหนักเองก็แทบจะทนรอให้รู้คำตอบเดี๋ยวนั้นไม่ไหว
นักพรตน้อยถูกสายตานับไม่ถ้วนกดดันจนหายใจลำบาก
"เขา เขาไม่ได้เลือกใครเลยขอรับ! ท่านปราชญ์ทั้งสองจากไปเพียงลำพัง ซ่งเฉียนจียังคงยืนกรานจะลงจากเขา และยังจะพาตัวศิษย์สายนอกทั้งหมดไปด้วยขอรับ"
ภายในตำหนักเกิดเสียงฮือฮาขึ้นมาทันที
"อะไรนะ? ไม่ได้เลือกใครเลยงั้นรึ?"
"เป็นไปได้อย่างไร? ที่พึ่งพิงมาส่งให้ถึงหน้าประตูแต่เขากลับไม่เอา? เขาโง่ไปแล้วหรือ?"
ซวีอวิ๋นเงียบงัน ซ่งเฉียนจีย่อมไม่โง่อยู่แล้ว
ไม่เพียงไม่โง่ แต่กลับฉลาดหลักแหลมและมีเล่ห์เหลี่ยมล้ำลึกอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นจะสามารถวางแผนการรบ เดินหนึ่งก้าวคำนวณไปถึงสิบก้าว ปั่นหัวสำนักหัวเวยทั้งสำนักให้อยู่ในกำมือได้อย่างไร
ตกลงแล้วเขายังคิดจะเล่นลูกไม้อะไรอีก?
"เขาไม่กราบอาจารย์ นี่มันเรื่องดีชัดๆ!" ผู้อาวุโสคนหนึ่งโพล่งขึ้นมา "บรรยากาศในสายนอกเน่าเฟะไปหมดแล้ว ถือโอกาสนี้ถอนรากถอนโคนเสียเลย แล้วค่อยรับสมัครพวกที่ว่านอนสอนง่ายเข้ามาใหม่สักกลุ่ม!"
บางคนลังเล "เขาไม่มีอาจารย์แล้ว เมืองหนึ่งเมืองนั้นยังต้องให้อีกหรือไม่?"
บางคนทอดถอนใจ "เรื่องที่รับปากไปแล้ว จะกลับคำได้อย่างไร? เขาเขียนเทียบวีรบุรุษ ทิ้งกระดานเด็ดดาวเอาไว้ ชื่อเสียงกำลังโด่งดังถึงขีดสุด หากสำนักของเรากลับกลอก แล้วจะเหลือความน่าเชื่อถืออันใด? จะอธิบายต่อผู้บำเพ็ญเพียรทั่วหล้าได้อย่างไร?!"
การโต้เถียงยังคงดำเนินต่อไป หนำซ้ำยังดุเดือดกว่าตอนที่เลือกเมืองเมื่อครู่นี้เสียอีก
"ในเมื่อทุกท่านกล่าวหาว่าข้าเป็นคนก่อเรื่องเดือดร้อน เช่นนั้นก็ให้ข้าเป็นคนตามเช็ดตามล้าง ก็สมเหตุสมผลดี" จู่ๆ น้ำเสียงของจ้าวไท่จี๋ก็ดังก้องขึ้น "ข้ามีอยู่เมืองหนึ่ง!"
สิ้นเสียงนั้น สายตาทุกคู่ภายในตำหนักก็จับจ้องไปที่ร่างของเขาทันที รอเพียงให้เขาพูดต่อ
มีเพียงซวีอวิ๋นที่แสดงท่าทีลังเลเล็กน้อย "เจ้าเต็มใจสละเมืองหนึ่งเมืองจริงๆ หรือ?"
จ้าวไท่จี๋พยักหน้า สะบัดแขนเสื้อ กวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะพูดเน้นทีละคำ
"ข้าขอสละเมืองเชียนฉวี"
เมืองเชียนฉวี?!
เกิดเสียงฮือฮาตกตะลึงดังระงมขึ้นมาทันที
"เมืองเชียนฉวีเป็นดินแดนฮวงจุ้ยล้ำค่ามาแต่โบราณกาล มีแหล่งน้ำกว้างใหญ่ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เจ้าตัดใจสละได้ลงคอจริงๆ หรือ?"
"เจ้าอย่าคิดนะว่าประเคนเมืองเชียนฉวีให้ด้วยสองมือ แล้วพวกหมาป่าตาขาวสายนอกที่เลี้ยงไม่เชื่องพวกนั้น จะเอ่ยปากชมว่าสำนักเรามีเมตตาธรรมได้?"
มีเพียงซวีอวิ๋นที่ไม่ส่งเสียงใดๆ เพียงแค่จ้องมองจ้าวไท่จี๋ด้วยสายตาล้ำลึก
จ้าวไท่จี๋หัวเราะเย้ยหยัน "เมื่อห้าสิบปีก่อน ปรมาจารย์ในตระกูลของข้าได้วางค่ายกลตาข่ายฟ้าสูบวิญญาณไว้ที่เมืองหลวงของเมืองเชียนฉวี ทะลวงผ่านระดับครึ่งก้าวสู่ขั้นฮว่าเสิน สูบพลังวิญญาณของทั้งเมืองจนแห้งเหือด..."
เขาไม่สนใจอาการตกตะลึงของผู้คน พูดต่อไปว่า
"นับแต่นั้นมา เมืองเชียนฉวีก็เปลี่ยนเซียนกวนมาแล้วสิบคน แต่ละคนล้วนวิดน้ำจับปลาเผาป่าล่าสัตว์ กอบโกยพลังวิญญาณอย่างตามอำเภอใจ จนกระทั่งถึงปีนี้" เขาโยนม้วนคัมภีร์แผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ "นี่คือรายงานที่เซียนกวนเมืองเชียนฉวีส่งมาในปีนี้ เขาบำเพ็ญเพียรอยู่ในเมืองหนึ่งปีเต็ม ระดับการบำเพ็ญเพียรกลับไม่รุดหน้าขึ้นเลยแม้แต่น้อย พวกท่านดูเอาเองเถิด"
เดิมทีมันควรจะเป็นเรื่องลับที่ไม่ดีหากให้คนในสำนักเดียวกันล่วงรู้ ตระกูลจ้าวพยายามปกปิดทุกวิถีทาง แต่ตอนนี้เป็นเพราะซ่งเฉียนจี เขากลับไม่ต้องมีความเกรงใจใดๆ อีกต่อไป
ม้วนคัมภีร์ถูกหยิบขึ้นมาและส่งต่อให้ดูกันภายในตำหนัก ยิ่งทุกคนได้ดูคิ้วก็ยิ่งขมวดเข้าหากัน พร้อมกับส่งเสียงอุทานออกมาเป็นระยะ
จ้าวไท่จี๋กล่าว "เมืองเชียนฉวีกว้างใหญ่ไพศาล ใหญ่กว่าเมืองหัวเวยถึงหนึ่งร้อยเท่า แต่ปัจจุบันกลับมีประชากรเพียงหนึ่งแสนคน ชาวบ้านต่อหน้าทำเป็นเชื่อฟังลับหลังกลับดื้อดึง ไม่ยอมถวายเครื่องเซ่นไหว้ศาลเจ้าเทวะอีกต่อไปแล้ว อีกอย่างสถานที่ผีสางนั่น หึ สามปีมานี้ฝนไม่ตกเลยสักหยด เจ้าเด็กแซ่ซ่งนั่นต่อให้มีฝีมือเก่งกาจแค่ไหน ก็คงไม่อาจเสกฝนให้ตกลงมาได้หรอกมั้ง"
ซวีอวิ๋นตวาดอย่างเกรี้ยวกราด "เมืองเชียนฉวีในนามนั้นขึ้นตรงต่อยอดเขาชื่อสุ่ยของเจ้า ภายในศาลเจ้าประดิษฐานรูปปั้นกายทองคำของเจ้า ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นดินแดนใต้อาณัติของสำนัก ไม่ใช่ที่ดินส่วนตัวของตระกูลจ้าวของเจ้า เจ้าทำเช่นนี้..."
จ้าวไท่จี๋สีหน้าไม่เปลี่ยน ร้องขัดจังหวะเสียงดัง "เป็นเช่นนั้นจริง แต่เรื่องมันก็มาถึงขั้นนี้แล้ว หากพวกท่านต้องการมอบดินแดนฮวงจุ้ยล้ำค่าให้ซ่งเฉียนจี ปล่อยเสือเข้าป่า รอให้เขานับวันยิ่งแข็งแกร่ง แล้วกลับมาแก้แค้นสำนัก ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูด พวกท่านเชิญทำตามสบายเถอะ!"
ซวีอวิ๋นแทบจะหงายหลังตึง
ใจเย็นไว้ เขากดข่มพลังวิญญาณที่กำลังปั่นป่วนในร่าง เรื่องอื่นเอาไว้ทีหลังได้ ต้องจัดการเรื่องดินแดนศักดินาของซ่งเฉียนจีก่อน
ท้องฟ้าใกล้จะพลบค่ำแล้ว ตามนิสัยของซ่งเฉียนจี เขาคงใกล้จะมาถึงแล้ว
"พวกเรามอบดินแดนแห่งความตายให้เขา แล้วจะอธิบายกับท่านปราชญ์ทั้งสองได้อย่างไร?" ซวีอวิ๋นสูดลมหายใจลึก
"ขนาดพวกท่านยังไม่รู้เลยว่าเมืองเชียนฉวีกลายเป็นดินแดนแห่งความตายไปแล้ว แล้วใครจะไปรู้? หยดเลือดลงบนโฉนดที่ดิน นับจากนี้ไปเมืองเชียนฉวีก็จะมีโชคชะตาผูกพันกับเขา รอจนเขาไปถึงแล้วพบว่ามีอะไรผิดปกติ ข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว" จ้าวไท่จี๋ย้อนถามกลางตำหนัก "ส่วนทางฝั่งของท่านปราชญ์ทั้งสอง ในเมื่อซ่งเฉียนจีกราบอาจารย์ไม่สำเร็จ ต่อให้ปราชญ์อยากจะยื่นมือเข้ามาสอด ก็ไร้ซึ่งข้ออ้าง แล้วจะเอาอะไรมาสอดล่ะ?"
ซวีอวิ๋นยังคงลังเล
ซ่งเฉียนจีไม่ได้กราบอาจารย์ หรือว่าเจรจากับสองปราชญ์ไม่ลงตัว?
งานชุมนุมเติงเหวินเขาก่อเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้ แต่เสี่ยนเจี้ยนเฉินกลับไม่ออกมาปรากฏตัวเลย หรือว่าจะลืมศิษย์ได้เปล่าคนนี้ไปแล้ว?
เขารู้อยู่เต็มอกว่าตระกูลจ้าวได้ผูกความแค้นที่ต้องตายกันไปข้างกับซ่งเฉียนจีแล้ว จ้าวไท่จี๋ต้องลากสำนักหัวเวยทั้งสำนักลงน้ำไปด้วย ผูกมัดไว้ในแนวร่วมเดียวกันอย่างแน่นหนา
แต่เขาไม่มีทางเลือก ศิษย์สายนอกมีความแค้นต่อสำนัก เมื่อคืนนี้ถึงขั้นละเมิดกฎสำนักอย่างเปิดเผย
วันนี้ซ่งเฉียนจียังยืนกรานที่จะยืนอยู่ข้างเดียวกับพวกเขา ถึงกับจะพาสายนอกทั้งหมดไปด้วย ย่อมต้องมีแผนการร้ายอยู่ในใจเป็นแน่
มิฉะนั้นเขาจะเอาคนไปมากมายขนาดนี้เพื่ออะไร?!
การต่อสู้บนวิถีแห่งมรรค ไม่เจ้าก็ข้าที่ต้องตาย ปัจจุบันสถานการณ์เป็นเหมือนขี่หลังเสือลงไม่ได้ ซ่งเฉียนจีได้กลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตของสำนักหัวเวยไปแล้ว
จ้าวไท่จี๋วางฟางเส้นสุดท้ายลงไป "พวกเราให้เขาเป็นคนเลือกเอง หากเขาเลือกเมืองเชียนฉวีเอง แล้วจะไปโทษใครได้อีก?"
ครั้งนี้ ซวีอวิ๋นยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ผู้คนในตำหนักก็ชิงตอบตกลงเสียก่อน
"พวกเราเพียงแค่ใช้คำพูดชี้แนะสักหน่อย ไม่ต้องกลัวว่าจะหลอกเขาไม่ได้"
"ต่อให้ซ่งเฉียนจีจะอัจฉริยะแค่ไหน ก็คาดเดาสถานการณ์ปัจจุบันของเมืองเชียนฉวีไม่ได้หรอก"
ซวีอวิ๋นหลับตาลง ในที่สุดก็พยักหน้า
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "จ้าวอวี๋ผิงทำงานไม่เป็นธรรม ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าหอผู้ดูแล เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?"
จ้าวไท่จี๋ "ไม่มีอะไรจะพูด"
ซวีอวิ๋นกล่าวเสียงเฉียบขาด "เรื่องเมืองเชียนฉวี เจ้าจงเลือกเมืองหนึ่งจากดินแดนใต้อาณัติของตระกูลจ้าว มอบให้เป็นของสำนักเสีย"
จ้าวไท่จี๋กัดฟัน "ตกลง!"
เขารู้ดีว่าซวีอวิ๋นย่อมต้องฉวยโอกาสนี้ แต่งตั้งคนสนิทของตัวเองให้เข้ามาดูแลหอผู้ดูแล และยังต้องเฉือนเนื้อก้อนหนึ่งไปจากเขาด้วย
แต่จากนี้เป็นต้นไป ตระกูลจ้าวและสำนักหัวเวยก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว ใครก็อย่าหวังว่าจะได้ลงจากเรือก่อน
***
ยามพลบค่ำ
ขุนเขาเขียวขจีทอดยาวราวกับท้องทะเล แสงตะวันรอนแดงฉานราวกับหยาดโลหิต
ซ่งเฉียนจีเดินเข้าสู่ตำหนักเฉียนคุนอีกครั้ง
โคมไฟทองคำนับพันดวงภายในตำหนักส่องแสงสว่างไสวเจิดจ้า เหนือล้ำยิ่งกว่าแสงตะวันยามเย็น
ผู้อาวุโสและเจ้าประมุขยอดเขาทั้งหมดของสำนักหัวเวยต่างตั้งแถวรอรับอย่างเคร่งขรึม
แผนที่ถูกกางแผ่ไว้กลางตำหนักใหญ่ เจ้าสำนักซวีอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "สำนักได้คัดเลือกดินแดนล้ำค่าสี่แห่งไว้ให้เจ้า เจ้าสามารถเลือกได้หนึ่งในสี่ แต่ไม่ว่าสถานที่ใดในโลกมนุษย์จะดีเลิศเพียงใด ย่อมไม่อาจสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ เมืองทั้งสี่ต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เจ้าจงเลือกด้วยมือของเจ้าเอง ภายหลังห้ามกลับคำ ห้ามมีข้อกังขาใดๆ"
"แน่นอนขอรับ" ซ่งเฉียนจีพูดพลางหัวเราะ "ลำบากทุกท่านแล้ว"
มารยาทของเขาครบถ้วนสมบูรณ์ สีหน้าก็ดูอ่อนโยน ดูเหมือนเป็นคนที่พูดคุยด้วยง่าย
ทว่ากลับไม่มีใครลดความระแวดระวังลงเพราะเหตุนี้ ซ้ำยังตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
ภายในตำหนักเงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกตกพื้น
ซวีอวิ๋นพยักหน้า ส่งสัญญาณให้เริ่มได้
ผู้อาวุโสหอวินัยก้าวออกมา แนะนำตามลำดับ "เมืองเป่าหลิน ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทวีปเทียนซี มีป่าเขาเรียงรายติดต่อกัน อากาศชุ่มชื้น เพียงแต่มีฝนตกชุกตลอดทั้งปี ภายในป่าลึกมีไอพิษและแมลงมีพิษ..."
ทุกครั้งที่เขาแนะนำเมืองใดเมืองหนึ่ง จุดๆ หนึ่งบนแผนที่ก็จะสว่างขึ้นตามการชี้ของเขา ขุนเขา แม่น้ำ และทะเลสาบภายในเส้นขอบเขตนั้นส่องแสงทอประกาย
สามเมืองแรก ข้อดีพูดผ่านๆ แค่ประโยคเดียว ส่วนข้อเสียกลับอธิบายเสียยืดยาว
เป็นไปตามคาด ซ่งเฉียนจีส่ายหน้าถึงสามครั้ง
ซ่งเฉียนจีคิดในใจว่า ‘สถานที่เหล่านี้มีประชากรหนาแน่น ที่ดินก็แทบจะถูกใช้ปลูกพืชจนเต็มหมดแล้ว แล้วข้าจะไปบุกเบิกที่ดินทำไร่ที่ไหนกัน’
‘หาก 'น้ำพุอมตะ' อันเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของข้าไม่มีที่ให้ใช้แสดงฝีมือ แบบนั้นคงจะเหงาแย่’
ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปากเสนอความเห็นที่เป็นกลาง จู่ๆ ก็เหลือบไปเห็นเมืองสุดท้าย
ทางตอนเหนือของแผนที่ส่องแสงสว่างวาบ คูคลองทุกสายล้วนเปล่งประกายสีทอง
ซ่งเฉียนจีเลิกคิ้ว "เมืองเชียนฉวี?"
"ใช่!" ซวีอวิ๋นชี้ไปยังตัวอักษรคำว่าเชียนฉวีที่กำลังกะพริบอยู่บนแผนที่ "ในยุคโบราณกาล มีผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งขนานนามตัวเองว่า 'ราชาเชียนฉวี' เมืองนี้ทั้งเมืองล้วนเป็นดินแดนสวรรค์ของเขา"
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งกล่าว "หากเจ้าเลือกที่แห่งนี้ ไม่แน่ว่าอาจจะหาสุสานของราชาเชียนฉวีพบ และได้รับสืบทอดวิชาอันไร้เทียมทานของเขาก็เป็นได้"
ทุกคนต่างพากันเออออห่อหมก ทว่าในใจล้วนรู้ดีว่าคำพูดนี้เป็นเรื่องแต่งขึ้นมาทั้งเพ เมืองเชียนฉวีถูกขุดจนพรุนไปหมดตั้งนานแล้ว สำนักเคยใช้วิธีการสำรวจค้นหาความลับสารพัดวิธี แต่ก็ไม่เคยพบสุสานหรือสมบัติวิเศษของยอดฝีมือคนใดเลย
ซ่งเฉียนจีดีใจจนเนื้อเต้น
ดินแดนสวรรค์นั่นมันเรื่องในอดีตไปแล้ว เมืองเชียนฉวีตอนนี้มีสภาพเป็นอย่างไร เขาจะไม่รู้เชียวหรือ?
ชาติก่อนเพื่อขุดสุสานหาสมบัติ เขาเดินทางไปทั่วทั้งเมืองเชียนฉวี ได้รู้จักกับชาวบ้านในท้องถิ่นไม่น้อย
ชาวบ้านต่างเล่าเรื่องราวเล็กใหญ่ของบรรพบุรุษตลอดร้อยปีที่ผ่านมาให้เขาฟังจนหมดเปลือก
ซวีอวิ๋นเห็นเขาไม่พูดอะไร เพียงแต่จ้องมองแผนที่ด้วยสายตาเร่าร้อน ก็ส่งสายตาไปด้านข้าง
ส่งสัญญาณให้จ้าวไท่จี๋แกล้งทำเป็นขัดขวาง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองเชียนฉวี กระตุ้นความอยากแย่งชิงของซ่งเฉียนจี
ยังไม่ทันได้เล่นละครแสร้งปล่อยเพื่อจับ ก็ได้ยินชายหนุ่มผู้นั้นพูดขึ้นมาว่า "ข้าจะเอาเมืองเชียนฉวี!"
"ดี! เอาโฉนดที่ดินมา!" ซวีอวิ๋นกลัวเขาจะกลับคำ จึงจับมือของซ่งเฉียนจีเอาไว้ แล้วพูดด้วยความเมตตาปรานี "เมืองเชียนฉวีขอมอบให้เจ้าดูแลนับจากนี้ไป โชคชะตาของเจ้าจะผูกพันกับมัน"
ซ่งเฉียนจีไม่ต้องให้เขาสอน ก็ใช้พลังวิญญาณเจาะปลายนิ้ว รีดเลือดออกมาหนึ่งหยด หยดลงบนกระดาษแผ่นบางสีเหลืองอ่อนที่เต็มไปด้วยอักขระยันต์
อักขระยันต์สว่างวาบ พันธสัญญาเป็นอันเสร็จสมบูรณ์
ชั่วพริบตานั้น ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ผู้อาวุโสหลายคนถึงกับปรบมือขึ้นมาโดยไม่สนฐานะของตนเอง
บรรยากาศภายในตำหนักใหญ่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
ทุกคนต่างมีความสุข ชื่นชมยินดีกันถ้วนหน้า
"ขอบคุณทุกท่านที่ตัดใจสละของรักขอรับ!" ซ่งเฉียนจีกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ
"ไม่ต้องขอบคุณ ไม่ต้องขอบคุณ"
"เป็นเรื่องสมควรแล้ว สมควรแล้ว ก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไรขนาดนั้นหรอก"
บรรยากาศยิ่งกลมเกลียวปรองดองมากขึ้น บรรดาเจ้าประมุขยอดเขาต่างยิ้มแย้มอย่างเป็นกันเอง เดินตามไปส่งซ่งเฉียนจีจนถึงหน้าประตูตำหนัก แล้วยังมองส่งเขาประคองโฉนดที่ดินก้าวขึ้นสะพานซื่อสุ่ยไป ปากก็ยังพร่ำบอกให้หมั่นกลับมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ
ซ่งเฉียนจีหันกลับมา มองดูฝูงชนที่ยืนกันมืดฟ้ามัวดินแล้วโบกมือรัวๆ "ไม่ต้องส่งแล้วขอรับ! กลับไปเถอะ!"
ซวีอวิ๋นช่างรู้ใจเสียจริง ซ่งเฉียนจีรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว ฝีเท้าเบาหวิวเสียยิ่งกว่าปลาหลีฮื้อห้าสีในทะเลเมฆเสียอีก
ในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียรยังมีน้ำใสใจจริงอยู่สินะ!
‘รับน้ำใจครั้งนี้ไว้ ต่อไปทุกปีที่เก็บเกี่ยวผลผลิตพื้นเมืองได้ ข้าจะให้เมิ่งเหอเจ๋อเอาของที่ดีที่สุดมาส่งให้ก็แล้วกัน’
……
ท้องทุ่งทั้งสี่ทิศมืดมิด ม่านราตรีปกคลุมผืนปฐพี ดวงดาวค่อยๆ ทอแสงขึ้นมาทีละดวง
เรือวิเศษสูงเจ็ดชั้นลำหนึ่งแทบจะกินพื้นที่ลานกว้างของสายนอกไปจนหมด ส่องแสงเย็นเยียบภายใต้แสงจันทร์ ราวกับสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ตัวหนึ่ง
"ศิษย์พี่ซ่ง ศิษย์พี่กลับมาแล้ว!" จู่ๆ ก็มีคนตะโกนขึ้นมา
บรรดาศิษย์สายนอกต่างดีใจจนเนื้อเต้น
ซ่งเฉียนจีก้าวเท้ายาวๆ เข้ามา ชายเสื้อปลิวไสว
"ศิษย์พี่ได้โฉนดที่ดินมาแล้วหรือขอรับ?" เมิ่งเหอเจ๋อถาม
"อืม พวกเราไปกันเถอะ" ซ่งเฉียนจีพยักหน้า
โจวเสี่ยวอวิ๋นหัวเราะ "ขนาดเรือวิเศษแบบนี้ศิษย์พี่ซ่งยังหามาได้ กะอีแค่โฉนดที่ดินใบเดียวจะหามาไม่ได้ได้ยังไง ไม่เห็นต้องให้เจ้ามาเดินวนกระวนกระวายใจเลยสักนิด!"
เมิ่งเหอเจ๋อพูดด้วยความตื่นเต้น "พวกนั้นทั้งเจ้าเล่ห์เพทุบายและมีแผนการสารพัด เป็นคนที่รับมือด้วยง่ายๆ เสียที่ไหน? ศิษย์พี่ซ่งบุกเข้าถ้ำเสือเพียงลำพัง..."
ซ่งเฉียนจีกลับตอบว่า "ท่านเจ้าสำนักและเจ้าประมุขยอดเขาทุกท่านล้วนเป็นคนมีเมตตาธรรม วันหน้าต้องขอบคุณพวกเขาให้ดีๆ เสียหน่อยแล้ว"
บรรดาศิษย์สายนอกต่างตกตะลึง มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ภายนอกพวกเขาพยักหน้ารับ ทว่าในใจกลับคิดว่าศิษย์พี่ช่างใสซื่อเกินไปแล้ว จริงอย่างที่คิด ปล่อยให้ศิษย์พี่ไปคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด
ต้นไม้ใบหญ้าที่เต็มสวนของซ่งเฉียนจี ถูกขุดขึ้นมาทั้งรากทั้งโคลน รากฝอยสักเส้นก็ไม่มีเสียหาย ถูกเก็บไว้ในกล่องวิเศษฮวาชุนซานชั่วคราว
สัมภาระติดตัวของบรรดาศิษย์สายนอกทั้งหมด ล้วนถูกเก็บเข้าไปในเรือวิเศษที่แปรสภาพมาจาก 'ฉินชีเจวี๋ย'
เดิมทีซ่งเฉียนจีอยากจะจากไปแบบเงียบๆ แต่ตอนนี้เขาต้องหอบลูกจูงหลาน หากไม่ขยายเรือวิเศษให้ใหญ่ที่สุด ก็คงนั่งกันไม่พอแน่ๆ
จะให้ศิษย์สายนอกเดินเท้าทางไกลแปดหมื่นลี้ ค่อยๆ เดินไปจนถึงเมืองเชียนฉวีก็คงไม่ได้
"ขึ้นเรือ"
เมื่อซ่งเฉียนจีออกคำสั่ง บรรดาศิษย์ก็กระโจนขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ
"ศิษย์พี่ซ่ง" น้ำเสียงอ่อนหวานของสตรีดังขึ้นรั้งเขาไว้
ซ่งเฉียนจีหันไปมอง เห็นเงาร่างสีขาวสายหนึ่งโบยบินเข้ามาหา ราวกับผีเสื้อกลางคืนใต้แสงจันทร์
นางยังคงสวมชุดสีขาว สวมหมวกคลุมหน้า รูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น ดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย
ทว่าเมื่อแสงจันทร์สาดส่องลงมา อาภรณ์ที่ตัดเย็บจากผ้าไหมเซียนอวิ๋นก็เปล่งประกายระยิบระยับ ปลิวไสวไปตามสายลม ทำให้รอบกายนางแผ่ประกายแสงล้ำค่าออกมา ราวกับได้เกิดใหม่ก็ไม่ปาน
คือเหอชิงชิง
"ข้าได้ยินมาว่าท่านจะลงจากเขาแล้ว... ข้า ข้าขอดีดฉินให้ท่านฟังอีกสักเพลงเถิด!"
เหอชิงชิงรีบร้อนตามมา ขณะที่พูดลมหายใจก็ยังหอบถี่
ด้านหลังนางยังมีหญิงสาวอีกสองคนเดินตามมา ทั้งสองล้วนสวมกระโปรงยาวสีเขียวน้ำทะเลของสำนักเซียนอิน ในมือถือโคมไฟผ้าโปร่งสีเขียว
คนหนึ่งรีบเอ่ยเตือน "ท่านเป็นศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งสำนักเซียนอินแล้ว ไม่สะดวกที่จะดีดฉินให้ใครฟังตามอำเภอใจอีก"
"ต่อให้จะดีด ก็ควรให้อีกฝ่ายส่งเทียบเชิญมาก่อน" อีกคนกล่าวเสริม
เหอชิงชิงกัดริมฝีปากล่าง "ไม่ ข้า "
ซ่งเฉียนจีกล่าว "ไม่จำเป็นหรอก"
การฟังเพลงนั้นเสียเวลา เขาอยากจะออกเดินทางให้เร็วหน่อย จะได้ไม่เกิดเรื่องยุ่งยากแทรกซ้อน
เมื่อครู่นี้ที่ตำหนักเฉียนคุนไม่เห็นเฉินหงจู๋ เขากลัวว่าอีกฝ่ายจะกระโดดออกมาขวางเขาเหมือนครั้งที่แล้ว
ทว่าครั้งนี้สถานการณ์ได้กำหนดไว้แน่ชัดแล้ว ต่อให้เฉินหงจู๋จะมา ก็มีใจอยากฆ่าโจรแต่ไร้กำลังจะพลิกฟ้าอยู่ดี
เหอชิงชิงรู้สึกเศร้าใจ ถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ศิษย์พี่ซ่ง ท่านยังจะกลับมาอีกหรือไม่?"
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า
น้ำเสียงของเหอชิงชิงยิ่งแผ่วเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน "เช่นนั้น ข้าไปเยี่ยมท่านได้หรือไม่? ท่านจะไปที่ใด บอกข้าได้หรือเปล่า?"
"เมืองเชียนฉวี ตามใจเจ้าเถอะ"
เหอชิงชิงราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก กลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง
ทว่าซ่งเฉียนจีกลับถอนหายใจ "เซียนหญิงเจี้ยงอวิ๋นมีนิสัยสุดโต่ง เจ้าไปกราบหล่อนเป็นอาจารย์ ตอนนี้อาจจะดูรุ่งโรจน์ แต่ภายภาคหน้าไม่รู้ว่าจะเป็นโชคหรือเคราะห์กันแน่"
เหอชิงชิงเงียบงัน จู่ๆ ก็เลิกม่านผ้าโปร่งหน้าหมวกคลุมหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่เสียโฉม แล้วกล่าวอย่างหนักแน่น
"ที่ผ่านมาข้าปล่อยตัวตามน้ำ ปล่อยให้โชคชะตาเล่นตลกมาตลอด มีเพียงครั้งนี้ที่เป็นสิ่งที่ข้าเลือกเอง ข้าจะไม่มีวันเสียใจภายหลังเด็ดขาด!"
ซ่งเฉียนจีพยักหน้า ยิ้มบางๆ "เอาละ เจ้าไปเถอะ"
เหอชิงชิงไม่ได้จากไป นางยืนนิ่งงัน มองส่งซ่งเฉียนจีขึ้นเรือ
ดอกไม้แดงร่วงโรยในปลายฤดูใบไม้ผลิ เมื่อสายลมยามราตรีพัดผ่าน เงาไม้ก็ดูอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว
เรื่องราวบนโลกมักจะเป็นเช่นนี้เสมอหรือ? พบพานน้อยนิด พลัดพรากขมขื่น ช่วงเวลาอันงดงามมักจะอยู่ได้ไม่นาน
"เมืองเชียนฉวี อยู่ห่างจากสำนักเซียนอินมากแค่ไหน?" เหอชิงชิงถาม
ผู้บำเพ็ญเพียรหญิงอายุน้อยที่ถือโคมไฟหัวเราะ "ศิษย์พี่หญิงใหญ่ ระยะทางตั้งหนึ่งแสนแปดหมื่นลี้ ข้ามเขาข้ามน้ำ แน่นอนว่าต้องไกลมากสิเจ้าคะ"
เหอชิงชิงส่ายหน้า "หนึ่งแสนแปดหมื่นลี้ ถือว่าใกล้มากต่างหาก"
ทั้งสองคนไม่เข้าใจ มองหน้ากัน
อีกคนกล่าวว่า "คืนนี้เทพธิดาเมี่ยวเยียนเชิญท่านไปถกเรื่องฉินที่เรือนไผ่ พวกเราไปกันเถอะเจ้าค่ะ อย่าให้เสียเวลาเลย"
ลมพายุพัดม้วนขึ้นจากพื้นดิน พัดจนต้นไม้บริเวณนอกลานกว้างล้มระเนระนาด
เรือวิเศษชีเจวี๋ยลอยขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี พุ่งทะยานเข้าสู่ชั้นเมฆ ทะลวงผ่านทะเลดาว
มุ่งหน้าสู่ดินแดนอันห่างไกลที่ไม่อาจล่วงรู้







