ซ่งเฉียนจีลอบหัวเราะในใจ ผู้อาวุโสเสี่ยน ขอบคุณท่าน ท่านสมกับที่เป็นบุรุษผู้สามารถเป็นอาจารย์ของผู้กอบกู้โลกได้จริงๆ
ตอนนี้พวกท่านก็ด่าคนไปแล้ว อารมณ์ก็สงบลงแล้ว คงถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันเสียที
ผีหมากยังคงกล่าวว่าไม่ได้ "เจ้าแค่รับฉินชีเจวี๋ยของเซียนฉินจอมปลอม แต่ไม่เอาตำราค่ายกลของข้า เช่นนี้มิใช่ทำให้ดูเหมือนว่าของของข้าด้อยกว่าของเขางั้นหรือ?"
ปราชญ์อักษรก็กล่าวว่า "เจ้าไม่รับตำราค่ายกลก็ช่างเถอะ แต่ภูเขาฮว่าชุนนั่นเป็นยอดเขาของแท้เลยนะ"
"ข้ายุ่งอยู่กับแปลงนาทั้งวัน หากพวกมันอยู่ในมือข้า ก็เป็นได้แค่ไข่มุกเม็ดงามที่ถูกฝุ่นเกาะ" ซ่งเฉียนจีมองกล่องสมบัติและตำราหมาก "ของวิเศษล้วนมีจิตวิญญาณ พวกมันคู่ควรกับสถานที่ที่ดีกว่านี้"
แสงแดดสว่างใสลอดผ่านซุ้มดอกจื่อเถิง สาดส่องให้เห็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่เต็มเปี่ยมในดวงตาของเขา
เขาคิดในใจว่า รอให้ผ่านไปหลายปี พวกท่านได้พบกับเว่ยเจินอวี้ ก็คงจะเสียใจที่มอบมันให้กับข้าแล้ว
ปราชญ์อักษรเห็นดวงตากระจ่างใสของเขามองดูสิ่งของไร้ชีวิตอย่างอ่อนโยน ราวกับเต็มไปด้วยความรักใคร่ ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาเหมือนกับตนเองในวัยหนุ่ม
ทั่วทั้งใต้หล้า เกรงว่าคงหาผู้สืบทอดที่เหมาะสมไปกว่าซ่งเฉียนจีไม่ได้อีกแล้ว เสี่ยนเจี้ยนเฉิน เจ้าช่างโชคดีจริงๆ ต่อให้ชาติหน้าเกิดเป็นหมูเป็นหมาก็ยังชดใช้ไม่หมด
"เจ้าจะลงเขา แล้วต้นไม้ดอกไม้เต็มเรือนพวกนี้จะทำอย่างไร?" ปราชญ์อักษรถาม
"แน่นอนว่าต้องเอากลับไปด้วยทั้งหมด" ซ่งเฉียนจีตอบโดยไม่ต้องคิด "ข้าทำใจทิ้งพวกมันไปไม่ได้หรอก"
"จะใช้อะไรใส่? ถุงเก็บของหรือ?" ปราชญ์อักษรค่อยๆ ตะล่อมถาม "ถุงเก็บของไม่มีปราณวิญญาณ ดอกไม้ต้นไม้เมื่อห่างจากดิน พลังชีวิตย่อมเสียหาย แต่ถ้าใส่ไว้ในกล่องสมบัติ รอจนเจ้าไปถึงดินแดนศักดินาแล้วค่อยเอาออกมา พวกมันก็จะยังคงชุ่มฉ่ำ สดชื่น..."
ซ่งเฉียนจีเริ่มคล้อยตาม
ผีหมากไม่ยอมน้อยหน้า "โลกมนุษย์มีปราณวิญญาณไม่เพียงพอ ผลผลิตต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ เจ้าเรียนรู้วิชาค่ายกลไว้สักหน่อย จะสามารถรักษาแปลงผักให้อุณหภูมิคงที่ได้ตลอดสี่ฤดู ถึงจะปลูกพืชผิดฤดูกาลได้..."
เมื่อก่อนเขาไม่เคยคิดเลยว่า ตัวเองจะมาถกเถียงเรื่องการทำเกษตรกรรมกับผู้อื่นอย่างจริงจังเช่นนี้
นี่เป็นขอบเขตที่เขาไม่คุ้นเคยอย่างสิ้นเชิง กลัวเหลือเกินว่าจะหลอกล่อซ่งเฉียนจีไม่สำเร็จ
ซ่งเฉียนจีคิดอยู่ครู่หนึ่ง "มีเหตุผล"
ตัวเขาเองก็ยังอยู่ในช่วงงมหาทางเรื่องการทำไร่ทำสวน การปลูกพืชเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งกว้างขวาง บนเขาทำได้ราบรื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าบนโลกมนุษย์จะประสบความสำเร็จด้วย
"ของวิเศษข้าจะเก็บรักษาไว้ให้ชั่วคราว หากผู้อาวุโสพบผู้สืบทอดที่ถูกใจ ก็มาทวงคืนจากข้าได้ทุกเมื่อ" ซ่งเฉียนจีกล่าว "ข้าก็จะมอบของบางอย่างให้ท่านทั้งสองด้วยเช่นกัน"
ดอกมันฝรั่งในแปลงเหลือเพียงสองดอกสุดท้าย เขาเด็ดมันลงมาอย่างแผ่วเบา
ดอกมันฝรั่งแห่งเรือนซ่ง เคยส่งมอบให้กับเด็กหนุ่มที่สับสนอย่างเมิ่งเหอเจ๋อ เด็กสาวที่ขี้ขลาดอย่างเหอชิงชิง และก็เคยมอบให้กับยอดฝีมือไร้เทียมทานอย่างเซียนฉิน ผีหมาก และปราชญ์อักษรมาแล้ว
ดอกไม้สดหนึ่งดอก เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
"ข้าชอบดอกไม้สีขาวมากกว่า" ปราชญ์อักษรกล่าว
เขาได้สีฟ้าอ่อน ส่วนดอกสีขาวอยู่ในมือของผีหมาก
"พวกเราแลกกัน" ผีหมากกล่าว
หากซ่งเฉียนจีเลือกใครคนใดคนหนึ่งในพวกเขาสองคน อีกคนย่อมไม่มีวันยอมรามือเป็นแน่ และต้องงัดเอาวิชาทั้งหมดที่มีออกมาสู้กันต่อไป
แต่ซ่งเฉียนจีไม่ได้เลือกใครเลย เมื่อทั้งสองมองหน้ากันในตอนนี้ จึงมองเห็นความรู้สึกเสียดายและปลงตกของคนที่ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน
ชีวิตคนเราใครเล่าจะสมบูรณ์แบบ?
ก็เหมือนกับบทกวีที่ไม่สมบูรณ์บนโต๊ะ บทเพลงที่ไม่เคยบรรเลงจบ มีความเสียดายสิถึงจะสมจริง
ปราชญ์อักษรนำดอกมันฝรั่งสีฟ้าอ่อนไปกลัดไว้ที่อกเสื้อของผีหมาก "เหนียนรู่เสิน เจ้าอย่าเพิ่งรีบตายเร็วนักล่ะ อยู่ต่ออีกสักสองปีก็ดีนะ"
หมากมีเก้าขั้น ขั้นสูงสุดมีชื่อว่า 'รู่เสิน' ผีหมากมีแซ่เดิมว่าเหนียน เคยเป็นนักเล่นหมากขั้นรู่เสินที่อายุน้อยที่สุดและอัจฉริยะที่สุดในแวดวงผู้บำเพ็ญเพียร จึงได้รับสมญานามอันสง่างามนี้ เขาใช้ชื่อนี้ตระเวนท้าประลองไปทั่ว เอาชนะผู้อาวุโสผู้ยิ่งใหญ่มามากมาย และทำลายกลหมากที่ไม่มีใครแก้ได้มานับไม่ถ้วน
ต่อมา เขากลายเป็นผู้อาวุโสเสียเอง จึงไม่มีใครเรียกเขาเช่นนี้อีก
ผีหมากนำดอกมันฝรั่งสีขาวไปปักไว้บนมวยผมของเขา "ตัวมากรัก เจ้าก็ตายช้าๆ หน่อยแล้วกัน"
"ตัวมากรัก" เป็นฉายาของปราชญ์อักษรในวัยหนุ่ม เขาใช้ชื่อนี้ตามจีบสาวงามมามากมาย และเขียนหนังสือเบ็ดเตล็ดที่ทำให้คนหนุ่มสาวเสียคนมานักต่อนัก อย่างเช่น "คู่มือป้องกันการถูกหลอกสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรโพ้นทะเลขึ้นฝั่ง" เป็นต้น
ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องราวลับและพงศาวดารเถื่อนไปแล้ว เพื่อรักษาภาพลักษณ์อันน่าเกรงขามของเขา สำนักศึกษาจึงไม่อนุญาตให้ใครกล่าวถึง
เรื่องผู้สืบทอดจบลงแล้ว หินก้อนใหญ่ในใจก็ร่วงหล่นลง พวกเขาทั้งสองรู้ดีว่าไม่จำเป็นต้องฝืนทนต่อไปอีกแล้ว แต่ก็ยังยินดีที่จะกล่าวให้กำลังใจกันสักประโยค
ทั้งสองมองหน้ากันพลางหัวเราะ
ราวกับย้อนกลับไปในวันวานอย่างกะทันหัน มองเห็นภาพลางๆ ของอีกฝ่ายเมื่อครั้งยังเป็นเด็กหนุ่มที่ปักดอกไม้
ซ่งเฉียนจียืนอยู่ข้างประตูสีแดงชาด มองส่งทั้งสองขี่สายลมเข้าสู่หมู่เมฆ แยกย้ายกันไปคนละทิศทาง
……
"ศิษย์พี่ซ่ง ท่านกำลังดูเมฆอยู่หรือ!"
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขัดจังหวะความคิดที่ล่องลอยของซ่งเฉียนจี
เมฆสีครามเต็มท้องฟ้า เงาตะวันคล้อยต่ำไปทางทิศตะวันตก
ซ่งเฉียนจีดึงสายตากลับมา ศิษย์สายนอกที่มีเมิ่งเหอเจ๋อเป็นผู้นำได้ล้อมรอบตัวเขาเอาไว้
วันนี้เมิ่งเหอเจ๋อเปลี่ยนมาใส่ชุดสีแดงเข้มเพื่อผลลัพธ์บนลานประลอง
เด็กหนุ่มมัดผมหางม้าสูง ดวงตาทอประกายดั่งดวงดาว สีหน้าเบิกบาน ลมหายใจมีกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นยาจางๆ
"เจ้าประลองเสร็จแล้วหรือ?" ซ่งเฉียนจีถาม
เมิ่งเหอเจ๋อพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ กระแอมเบาๆ แล้วพยักหน้าส่งสัญญาณไปทั้งสองข้าง
ทันใดนั้นก็มีศิษย์สายนอกร้องตะโกนขึ้นมาว่า "ผู้ชนะเลิศการประลองโชว์ที่ได้รับความนิยมที่สุดในประวัติศาสตร์ "
อีกคนร้องรับ "คะแนนโหวตทิ้งห่างอันดับสองไปไกลถึงหนึ่งพันคะแนน "
โจวเสี่ยวอวิ๋นสรุป "รางวัลการประลองยุทธ์กวาดเรียบลงถุง ทั้งของวิเศษ ยาโอสถ และหินวิญญาณมีครบครัน แปดสำนักเซียนใหญ่ หกตระกูลใหญ่ต่างแย่งชิงกันเชิญชวน ขอให้ผู้ชนะเลิศไปเป็นศิษย์สายใน"
เสียงโห่ร้องตบมือดังกึกก้องดั่งสายฟ้า "ศิษย์พี่เมิ่งไร้เทียมทาน!"
เมิ่งเหอเจ๋อยกมือทั้งสองข้างขึ้น แล้วกดลงเบาๆ "ต้องถ่อมตัว ถ่อมตัวหน่อย"
เสียงโห่ร้องเงียบลงพร้อมกัน เมิ่งเหอเจ๋อมองซ่งเฉียนจีอย่างคาดหวัง
ซ่งเฉียนจีเห็นเขาจงใจโอ้อวดจนหางชี้ฟ้า ในใจก็รู้สึกขบขัน
รอให้วันหน้าเจ้ากลายเป็นยอดฝีมือผู้ทรงอำนาจ แล้วพอนึกถึงวันนี้ ไม่รู้ว่าจะน่าอายขนาดไหน เกรงว่าคงอยากจะฆ่าปิดปากคนที่เคยเห็นให้หมดสิ้น
เมิ่งเหอเจ๋อยังคงจ้องมองเขาตรงๆ
ซ่งเฉียนจีชะงักไปครู่หนึ่งถึงเพิ่งเข้าใจ นี่มันมาขอคำชมชัดๆ!
"อืม ทำได้ไม่เลว" เขาไม่รู้จริงๆ ว่าบ้านอื่นชมเด็กกันอย่างไร จึงฝืนเค้นคำออกมาได้สองประโยค "พยายามต่อไปนะ สร้างผลงานให้ดีขึ้นอีก"
"ได้ ครั้งหน้าข้าก็จะลงประลองอีก!" เมิ่งเหอเจ๋อกำหมัดแน่นอย่างฮึกเหิม
"ไม่ๆ ไม่ต้องแล้ว!" ซ่งเฉียนจีรีบดับความคิดนี้ของเขา
"งานชุมนุมเติงเหวินครั้งหน้าคืออีกสิบปีให้หลัง ตอนนั้นเจ้าก็สร้างแก่นทองคำแล้ว จะไปแย่งซีนกับพวกคนหนุ่มสาวได้อย่างไร? เสียหน้าแย่เลย"
เมิ่งเหอเจ๋อซาบซึ้งจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ที่แท้ในใจของศิษย์พี่ซ่ง ข้าสามารถเปลี่ยนจากขั้นจู้จีไปเป็นขั้นสร้างแก่นทองคำได้ในเวลาเพียงสิบปีสั้นๆ นั่นมันเร็วกว่าจื่อเย่เหวินซูในปีนั้นเสียอีก
เรื่องที่ตัวข้าเองยังไม่กล้าคิด ศิษย์พี่กลับเชื่อมั่นในตัวข้าถึงเพียงนี้ ตั้งความหวังกับข้าไว้สูงยิ่ง
ข้าจะทำให้ศิษย์พี่ผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด
เขาหุบสีหน้าโอ้อวดทันที ราวกับนกยูงที่หุบหางรำแพน แล้วประสานมือคารวะอย่างจริงจัง
"สิ่งที่ศิษย์พี่ซ่งสั่งสอนนั้นถูกต้อง ขอน้อมรับคำสอนของศิษย์พี่!"
ศิษย์สายนอกพูดพร้อมกัน "ขอน้อมรับคำสอนของศิษย์พี่ซ่ง"
พลังฮึกเหิมดั่งสายรุ้ง ใบถั่วฝักยาวหน้าประตูเรือนซ่งสั่นไหว ซ่งเฉียนจีเองก็ตกใจเช่นกัน
เมื่อคืนเมาเหล้า จึงรู้สึกไม่ชัดเจน ตอนนี้ถึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ศิษย์เหล่านี้หลังจากร่วมมือกันในการประลองโชว์ พวกเขาก็สามัคคีกันมากขึ้นและมีพลังมากกว่าแต่ก่อน
การประลองโชว์ไม่ใช่ชัยชนะของเมิ่งเหอเจ๋อเพียงคนเดียว
"วันนี้ศิษย์พี่อยากกินบะหมี่อะไร?" เมิ่งเหอเจ๋อถาม
ซ่งเฉียนจีส่ายหน้า "วันนี้ไม่กินบะหมี่ ข้าจะเก็บของ ก่อนยามจื่อคืนนี้ สำนักหัวเวยจะมอบเมืองให้ข้าหนึ่งเมือง"
"ศิษย์พี่จะลงเขาหรือ?!" เมิ่งเหอเจ๋อชะงักงัน
เขาคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว จึงไม่ได้ตกใจ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะมาเร็วขนาดนี้
จู่ๆ เขาก็หัวเราะขึ้นมา หันหลังกลับไปตะโกนบอก "ลงเขาก็ดีนะ ทุกคนไปเก็บของกันเถอะ!"
เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้ง ทุกคนตะโกนว่าจะลงเขาไปด้วยกัน
ซ่งเฉียนจีมึนงง เขาพูดอะไรพวกเจ้าก็ฟังหมดเลยเหรอ?
ซ่งเฉียนจีตวาดเสียงต่ำ "เจ้าจะลงเขาไปทำไม? เจ้าได้เป็นผู้ชนะเลิศการประลองยุทธ์ สำนักเซียนและตระกูลใหญ่นับไม่ถ้วนแย่งกันรับเจ้าเข้าสายใน เจ้าก็เลือกเอาที่ถูกใจสักแห่ง จากนี้ไปเส้นทางเซียนก็ราบรื่น แบบนี้ไม่ดีหรือไง?"
เมิ่งเหอเจ๋อชะงัก
เลือดฝาดบนพวงแก้มแดงระเรื่อจางหายไปจนหมดสิ้น เขากะพริบตาปริบๆ ไม่นานน้ำตาก็คลอเบ้า สีหน้าตื่นตระหนก
"ศิษย์พี่ ศิษย์พี่ไม่เอาข้าแล้วหรือ?"
ซ่งเฉียนจีคิดอย่างจนใจ ข้าไม่ใช่พ่อแท้ๆ ของเจ้าเสียหน่อย
ต่อให้เป็นพ่อแท้ๆ ลูกโตแล้วก็รั้งไว้ไม่ได้ เจ้าก็ควรจะออกไปพึ่งพาตัวเองได้แล้ว
"แต่ละคนล้วนมีโชคชะตาของตัวเอง เจ้าถูกกำหนดมาให้มีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด..."
ยังพูดไม่ทันจบ น้ำตาของเมิ่งเหอเจ๋อก็ร่วงหล่นลงมา
ซ่งเฉียนจีมองดู แบบนี้จะปล่อยไว้ได้ยังไง จึงรีบปั้นหน้าขรึมทันที "เจ้าร้องไห้อีกแล้ว?! ชายชาตรีอกสามศอก หลั่งเลือดไม่หลั่งน้ำตา ตอนประลองโชว์บาดเจ็บเจ้ายังไม่ร้องไห้เลย ตอนนี้มาแกล้งทำเป็น..."
เมิ่งเหอเจ๋อใบหน้าซีดเผือด จ้องมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ
ศิษย์สายนอกทุกคนก็จ้องมองเขา ราวกับว่าเขาเป็นคนเลวที่ทิ้งลูกทิ้งเมีย
ซ่งเฉียนจีพูดต่อไปไม่ลงจริงๆ อีกทั้งยังเกรงใจสายตาผู้คนมากมาย จึงได้แต่เปลี่ยนคำพูดเสียงเบา "ก็ได้ๆ ข้าขอโทษเจ้า เจ้าอย่าร้องไห้อีกเลย ข้าผิดเอง ข้าทำเกินไป"
ซ่งเฉียนจีทั้งจนใจและพูดไม่ออก
ชาติก่อนไม่มีใครกล้ามาร้องไห้กับเขา ทำไมชาตินี้ถึงมีแต่คนมาร้องไห้ใส่เขากันนะ?
แต่เมิ่งเหอเจ๋อกลับคิดว่า ศิษย์พี่ซ่งไปอยู่โลกมนุษย์คนเดียวจะไปรอดได้อย่างไร?
หิวก็ไม่มีคนต้มบะหมี่ให้ กระหายก็ไม่มีคนยกน้ำชาให้ ทำงานในนาเสร็จก็ไม่มีคนส่งผ้าเช็ดมือให้
หากบังเอิญเจอศัตรูที่แข็งแกร่ง ถูกคนรังแก ก็ไม่มีคนคอยปกป้อง...
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งสติแตก
"จะไปก็ไปด้วยกัน ศิษย์พี่พาข้าไปด้วย!" เมิ่งเหอเจ๋อกำแขนเสื้อซ่งเฉียนจีแน่น
"ศิษย์พี่ซ่งก็พาข้าไปด้วยเถอะ" โจวเสี่ยวอวิ๋นร้องเรียก
ศิษย์สายนอกต่างพากันส่งเสียงร้อง "พวกเราจะไปกับศิษย์พี่! ขอติดตามศิษย์พี่ไปจนตัวตาย!"
ข้าจะไปทำไร่ ไม่ได้ไปตีกับใคร จะเอาคนมากมายไป "จนตัวตาย" ทำไม?
ซ่งเฉียนจีกล่าวเสียงขรึม "สถานที่ที่ข้าจะไป ไม่ใช่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือแม่น้ำที่งดงาม ที่นั่นหญ้าสักต้นยังไม่ขึ้น สัตว์ร้ายเพ่นพ่าน สภาพความเป็นอยู่ยากลำบาก จะทำให้พวกเจ้าเสียเวลาบำเพ็ญเพียร หากไปจริงๆ ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดหนทางเซียนของตัวเอง!"
เดิมทีเขาตั้งใจจะขู่ให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่ายากแล้วถอยไป แต่พอบรรดาศิษย์ได้ฟัง ความเชื่อมั่นกลับยิ่งแน่วแน่ขึ้น
จะปล่อยให้ศิษย์พี่ซ่งถูกสำนักหัวเวยเนรเทศไปยังสถานที่ทุรกันดารพรรค์นั้นคนเดียวได้อย่างไร?
"พวกเราไม่กลัว!"
ซ่งเฉียนจี: "ชีวิตในโลกมนุษย์นั้นลำบาก..."
"โลกมนุษย์มีอะไรน่ากลัว? เดิมทีพวกเราก็มาจากโลกมนุษย์อยู่แล้ว" โจวเสี่ยวอวิ๋นกล่าว "เมื่อก่อนข้ารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยนัก เกิดเป็นคนธรรมดา พลังบำเพ็ญเพียรก็อ่อนด้อย อยู่ในสำนักใหญ่ก็เหมือนมดตัวหนึ่ง แต่ตั้งแต่มีศิษย์พี่ซ่งคอยตอบข้อสงสัยและสั่งสอน ทุกคนก็ไม่ต้องทนรับอารมณ์ของสำนัก ไม่ต้องแย่งชิงกันทำงานหาเงิน การประลองโชว์ครั้งนี้พวกเราก็ทำสำเร็จไม่ใช่หรือ? พลังที่ต่ำต้อยแค่ไหน หากมารวมตัวกัน บิดเกลียวเป็นเชือกเส้นเดียว ก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากมาย!"
"ในเมื่อเป็นดินแดนเลวร้ายที่หญ้าสักต้นยังไม่ขึ้น" เมิ่งเหอเจ๋อปิ๊งไอเดียขึ้นมา "เช่นนั้นพวกเราก็ช่วยศิษย์พี่บุกเบิกที่ดินได้! การบุกเบิกที่ดินต้องใช้คนนะ"
"ใช่แล้ว!" ทุกคนร้องสนับสนุน พร้อมกับยกเหตุผลที่จะลงเขาไปด้วยกันออกมาเป็นร้อยแปด มองซ่งเฉียนจีอย่างคาดหวัง
ซ่งเฉียนจีเงียบไป
คนมากมายเพียงนี้หากรั้งอยู่ในสำนักหัวเวย เกรงว่าคงไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดี
หากตามเมิ่งเหอเจ๋อไปสำนักอื่น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
หากแยกย้ายกันไปหาทางรอด... พวกเขาเพิ่งผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ตอนนี้ความผูกพันยิ่งกว่าญาติมิตร คงไม่อยากแยกจากกันที่สุด
เอาเป็นว่าพาไปด้วยก่อน รอจนพวกเขาเปลี่ยนใจแล้วค่อยหาทางออกให้ โดยถ่ายทอดวิชาดีๆ ให้ตามจุดเด่นของแต่ละคน เช่นนี้ก็ถือว่าไม่ทำให้เสียเวลาเปล่า
ไม่ว่าจะเป็นใครที่ติดตามอยู่ข้างกายเขา เขามักจะรู้สึกเสมอว่าอีกฝ่ายจะต้องเสียใจในภายหลัง
ซ่งเฉียนจีโบกมือ "เช่นนั้นก็ไปเก็บของ ลงเขาไปด้วยกัน!"







