"เจ้ากะจะนอนไปจนถึงสว่างเลยหรือไง" ในขณะที่อูรูยังคงจมดิ่งอยู่กับความปีติยินดีในการล้างแค้นและกองเลือดจนถอนตัวไม่ขึ้น เขาก็ได้ยินเสียงเย้ยหยันของไป๋เหวยดังขึ้นในหัว "หรือว่าอยากจะเก็บรักษาสถานที่เกิดเหตุไว้ให้ทุกคนมาเยี่ยมชมวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเจ้ากันล่ะ"
อูรูเพิ่งจะได้สติกลับมา จึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้จัดการกับสถานที่เกิดเหตุเลย
แม้ว่าเรื่องฆ่าคนแบบนี้จะไม่ใช่การลงมือทำครั้งแรกและไม่ควรจะรู้สึกตื่นเต้นตกใจ ทว่าคนที่ถูกฆ่าในครั้งนี้มีความพิเศษอย่างแท้จริง ลูจียังเป็นถึงบาทหลวงตัวจริงของนิกายไรน์ หากเบื้องบนล่วงรู้เข้า เขาก็ต้องถูกตัดสินโทษแขวนคอเช่นกัน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ความปีติยินดีที่วนเวียนอยู่ในใจของอูรูมาตลอดก็มลายหายไปไม่น้อย เมื่อเขามองไปที่ศพของลูจีอีกครั้ง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัวตามมา
"มะ ไม่เป็นไรหรอก" เขาพูดเหมือนกำลังปลอบใจตัวเอง และเหมือนกำลังปลอบใจไป๋เหวยด้วย "ในโบสถ์แห่งนี้มีแค่ข้ากับเขาสองคนที่เป็นบาทหลวง แถมเขาก็แก่ปูนนี้แล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยจะดี จู่ๆ ตายไปก็คงไม่ทำให้คนเบื้องบนสงสัยหรอก"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ไป๋เหวยก็หัวเราะเบาๆ ออกมาอีกครั้ง คล้ายกับกำลังเย้ยหยันความขี้ขลาดของอูรูในตอนนี้
อูรูย่อมฟังออกอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าเขาย่อมไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ไป๋เหวยได้แสดงฝีมือของตัวเองให้ประจักษ์แล้ว
ดังนั้นเขาจึงรีบลุกขึ้นและเริ่มทำความสะอาดสถานที่เกิดเหตุ
ระหว่างนั้นเขายังอดไม่ได้ที่จะถามไป๋เหวยว่า "เวทมนตร์ของท่านเมื่อครู่นี้คือ..."
"นั่นไม่ใช่เวทมนตร์" ไป๋เหวยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ก็เป็นแค่เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง"
แค่เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ งั้นหรือ?
อูรูยิ่งตกตะลึงในใจ เขารู้ดีว่าเวทมนตร์ที่ลูจีร่ายออกมาก่อนหน้านี้คือไพ่ตายในการรักษาชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้าตัวแล้ว แต่กลับถูกไป๋เหวยทำลายทิ้งด้วยการดีดนิ้วง่ายๆ เพียงครั้งเดียว แถมไป๋เหวยยังบอกว่านี่เป็นแค่เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
นี่คือพลังของวิซาสอย่างนั้นหรือ?
ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน
ทว่าสิ่งที่อูรูไม่รู้ก็คือ เมื่อครู่นี้ถือเป็นฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่ไป๋เหวยจะสามารถใช้ได้ในปัจจุบันแล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ 【เงียบงัน】 ซึ่งสามารถขัดจังหวะการร่ายเวทมนตร์ทั้งหมดได้ พร้อมกับหยุดยั้งเวทมนตร์ต่อเนื่องทั้งหมด แต่ทว่านอกเหนือจากนี้แล้ว ก็ไม่ได้มีพลังโจมตีใดๆ เลย
ไม่มีทางเลือกอื่น วิซาสมีพลังความสามารถหลากหลายรูปแบบจริงๆ แต่หลังจากที่เขาตาย พลังความสามารถเหล่านี้ก็ถูกเหล่าทวยเทพแบ่งออกเป็นชิ้นๆ ไปพร้อมกับศพของเขา ในเกม ผู้เล่นก็จำเป็นต้องรวบรวมชิ้นส่วนศพเหล่านี้เพื่อรับพลังความสามารถใหม่เช่นกัน และความเงียบงันนี้ ก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความสามารถที่แข็งแกร่งที่สุดที่ใช้ได้ตลอดทั้งเกม
ท้ายที่สุดแล้วการขัดจังหวะของมันก็ไม่สนระดับเลเวล ในช่วงท้ายเกมแม้แต่การร่ายเวทมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ก็ยังสามารถขัดจังหวะได้
ดังนั้นพลังความสามารถทั้งหมดของวิซาสจึงถูกขนานนามว่า "กฎเกณฑ์"
ทว่าการใช้กฎเกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ปราศจากข้อแลกเปลี่ยน หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ มีเพียงวิซาสตัวจริงเท่านั้นที่ใช้กฎเกณฑ์เหล่านี้แล้วไม่ต้องจ่ายสิ่งใดแลกเปลี่ยน
ร่างกายของมนุษย์ธรรมดานั้นยากที่จะแบกรับผลสะท้อนกลับที่มาพร้อมกับกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ สิ่งที่แสดงให้เห็นในเกมก็คือ ทุกครั้งที่ตัวเอกดีดนิ้ว จะต้องสูญเสียพลังชีวิตไปอย่างน้อยหนึ่งในสี่ส่วน และพลังชีวิตนี้ก็ไม่สามารถฟื้นฟูได้ในการต่อสู้ครั้งนั้น ดังนั้นในการต่อสู้หนึ่งครั้งจึงสามารถดีดนิ้วได้มากที่สุดแค่สามครั้งเท่านั้น และยิ่งศัตรูแข็งแกร่งมากเท่าไร พลังชีวิตที่ต้องสูญเสียก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ในช่วงท้ายเกมเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าทวยเทพ การใช้หนึ่งครั้งจะต้องเสียพลังชีวิตไปถึงครึ่งหนึ่ง หรือกระทั่งสามในสี่ส่วน ทำให้การต่อสู้หนึ่งครั้งสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว
และในตอนนี้ เกมได้กลายเป็นความจริงแล้ว ข้อแลกเปลี่ยนของ 【เงียบงัน】 ย่อมไม่ใช่แค่การลดพลังชีวิตธรรมดาๆ ทว่าก็ยังคงต้องจ่ายข้อแลกเปลี่ยนอยู่ดี
ทว่าเห็นได้ชัดว่าข้อแลกเปลี่ยนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไป๋เหวยซึ่งมีเพียงนิ้วเดียวต้องเป็นคนจ่าย
"แค่กๆๆๆ!"
จู่ๆ อูรูก็ไออย่างรุนแรง เขาไอต่อเนื่องกันถึงครึ่งนาที
"บัดซบเอ๊ย" แต่อูรูไม่ได้รู้สึกว่ามีความผิดปกติอะไร เพียงแค่จ้องมองลูจีที่ตายสนิทไปแล้วอย่างดุเดือด แล้วสบถด่าว่า "ตาแก่ผีร้าย เลือดก็เหม็นเน่า ตายไปแล้วยังจะทำให้ข้าสำลักอีก"
ไป๋เหวยย่อมไม่พูดอะไรในเวลาเช่นนี้
บางทีอาจจะมีความแค้นเคืองต่อลูจีมากจริงๆ อูรูจึงเตะศพของลูจีอย่างแรงไปอีกหนึ่งที ก่อนจะลงมือเก็บกวาดห้องต่อไป
อูรูไม่ใช่เพิ่งเคยฆ่าคนเป็นครั้งแรกจริงๆ เขาจัดการขุดหลุมฝังศพของลูจีไว้นอกบ้านโดยตรง จากนั้นก็เช็ดคราบเลือดในห้องจนสะอาดเอี่ยมอ่อง ถือว่าเสร็จสิ้นเรื่องราว ใช้เวลาทั้งหมดไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เรียกได้ว่าคล่องแคล่วชำนาญทาง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นเพราะลูจีกับอูรูอยู่ในจุดที่ห่างไกลความเจริญมากเกินไป ทั้งสองคนก็เหมือนกับเรือลำน้อยที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเลด้วยกัน เมื่อคนใดคนหนึ่งตกน้ำไป โลกภายนอกย่อมไม่รับรู้และไม่สนใจอย่างแน่นอน
เดิมทีอูรูเคยคิดเช่นนั้น แต่เมื่อเขากำลังรื้อค้นของดูต่างหน้าของลูจี จู่ๆ เขาก็พบกับจดหมายฉบับหนึ่งที่ยังเขียนไม่เสร็จ ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็สั่นเทาขึ้นมา
"จะ เจ้านี่ถึงกับติดต่อกับบิชอปคอรีไปแล้วงั้นหรือ!" น้ำเสียงของอูรูถึงกับเปลี่ยนไป "นี่คือ... จดหมายตอบกลับที่เขาส่งให้บิชอป!"
ไป๋เหวยไม่ต้องดูก็เข้าใจได้จากการฟังเพียงอย่างเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะเขารู้เนื้อเรื่องดี
บิชอปคอรีก็คือเจ้านายสายตรงของพวกเขา เสบียงบรรเทาทุกข์ก็ถูกแจกจ่ายมาจากมือของบิชอปคอรีผู้นี้ และเรื่องที่อูรูกับลูจีนำเสบียงไปขายเพื่อยักยอกเงิน บิชอปคอรีผู้นี้ก็ย่อมรู้ดีอย่างเห็นได้ชัด เพราะเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนแบ่งด้วย
เมื่อยี่สิบปีก่อน ลูจีกับคอรีเป็นคนติดต่อกัน และยี่สิบปีต่อมา เดิมทีควรจะเป็นอูรูที่มีหน้าที่ติดต่อกับบิชอปผู้นี้ แต่ลูจีกลับชิงตัดหน้าติดต่อไปหาคอรีล่วงหน้าก่อน กระทั่งได้รับจดหมายตอบกลับจากคอรีมาแล้ว และตอนนี้ก็กำลังจะเขียนจดหมายตอบกลับคอรีเป็นฉบับที่สอง
นั่นก็หมายความว่า เรือลำน้อยที่อูรูเคยจินตนาการไว้ว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับโลกภายนอก ตอนนี้ได้มีการติดต่อเชื่อมโยงกันแล้ว
"จะทำยังไงดี จะทำยังไงดีล่ะเนี่ย" อูรูตื่นตระหนกขึ้นมาทันที "ถ้าบิชอปคอรีไม่ได้รับจดหมายตอบกลับของลูจีล่ะก็ กะ ก็..."
พูดไปได้ครึ่งประโยค จู่ๆ อูรูก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงก้มหน้าลงพิจารณาจดหมายอย่างละเอียดอีกครั้ง
จากนั้นเขาก็พบว่าจดหมายถูกเขียนจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงแค่วันที่กับการลงนามเท่านั้น
อูรูเกิดความคิดขึ้นมาทันที
"ถ้าตัดจบลงตรงนี้ แล้วปลอมลายมือลูจีเติมวันที่กับชื่อลงไปก็คงไม่มีปัญหาแล้วใช่ไหม บิชอปคอรีคงไม่อ่านละเอียดหรอก... คงไม่หรอกมั้ง" อูรูคิดใคร่ครวญดู แล้วตัดสินใจปรึกษากับไป๋เหวย "ท่านวิซาส ท่านเห็นว่า..."
ไป๋เหวยไม่ตอบกลับ คล้ายกับว่าหลับไปแล้ว
และอูรูก็ไม่กล้าเอา "เรื่องเล็กน้อย" พรรค์นั้นมาปลุกไป๋เหวย หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจใช้วิธีการเมื่อครู่นี้
ถ้าต้องคอยถามไป๋เหวยไปเสียทุกเรื่อง ก็คงถูกไป๋เหวยดูถูกเอาได้ใช่ไหมล่ะ?
ด้วยความคิดเช่นนี้ อูรูจึงนั่งลงที่โต๊ะทำงานและเติมเต็มเนื้อหาในจดหมายจนเสร็จสมบูรณ์เป็นอย่างดี
ลายมือของเขาเองก็มีความคล้ายคลึงกับลูจีอยู่ถึงเจ็ดแปดส่วน ตอนนี้ก็แค่เขียนปิดท้ายเท่านั้น เขาเชื่อว่าคอรีดูไม่ออกอย่างแน่นอน
หลังจากเขียนเสร็จ อูรูก็พับจดหมายเก็บไว้อย่างดี เตรียมตัวจะส่งออกไปในตอนเช้าตรู่ของวันพรุ่งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนหากปล่อยเวลาเนิ่นนานไป
และในเวลานี้ อูรูที่จัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าและความง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น เขาเก็บจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วกลับไปที่ห้องของตัวเองโดยไม่สนแม้แต่จะจัดการทำความสะอาดร่างกาย ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงและหลับไปทั้งอย่างนั้น
หลังจากที่อูรูหลับสนิทไปแล้ว นิ้วกลางข้างซ้ายของเขา หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ นิ้วกลางที่เป็นของวิซาส ก็ขยับ
ไป๋เหวย "มอง" อูรูแวบหนึ่ง เมื่อยืนยันได้ว่าเจ้านี่หลับสนิทไปแล้วจริงๆ จึงค่อยๆ "เรียก" นิ้วชี้ขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
ก่อนหน้านี้เคยกล่าวไว้แล้วว่า การที่อูรูใช้พลังของไป๋เหวย จะส่งผลให้วิญญาณถูกไป๋เหวยกลืนกิน
และในตอนนี้ เขาก็ได้สูญเสียนิ้วชี้ไปแล้วหนึ่งนิ้ว ทว่าเจ้าตัวกลับไม่รู้ตัวเลย
ตราบใดที่ไป๋เหวยต้องการ นิ้วชี้ข้างนี้ก็สามารถกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของตนได้ทุกเมื่อ เหมือนอย่างเช่นในตอนนี้
นิ้วชี้และนิ้วกลางร่วมมือกันตั้งตระหง่านอยู่บนเตียง ประคองฝ่ามือทั้งมือนั้นให้ลุกขึ้น คล้ายกับคนคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่
การพึ่งพาเพียงสองนิ้วนั้น สิ่งที่สามารถทำได้มีอยู่น้อยนิด ทว่าก็ไม่ใช่ว่าจะทำอะไรไม่ได้เลย
ไป๋เหวยควบคุมมนุษย์ฝ่ามือตัวจิ๋วให้หยิบจดหมายในกระเป๋าเสื้อของอูรูออกมา แล้วคลี่เปิดออก
จากนั้น ก็ใช้นิ้วชี้แตะคราบเลือดของลูจีบนเสื้อผ้า นำไปประทับลงบนจดหมายตรงตำแหน่งที่เขียนว่า "เรียน บิชอปคอรีที่เคารพ" ซึ่งดูสะดุดตาเป็นอย่างมาก
หลังจากนั้น ไป๋เหวยจึงพับจดหมายเก็บกลับไปอย่างพึงพอใจ และลากมันกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของอูรู ในท้ายที่สุดก็กลับไปอยู่ยังตำแหน่งเดิมอย่างหน้าตาเฉยแล้วล้มตัวลงนอน ราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมถึงต้องทำแบบนี้น่ะหรือ
ก็เป็นเพราะไป๋เหวยรู้ดีว่าบิชอปคอรีผู้นี้เป็นคนแบบไหน
ชื่อเต็มของเขาคือ คอรี แอนเดอร์สัน
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือเขาแอบเก็บสะสม "ดวงตาแห่งความจริง" เอาไว้ข้างหนึ่ง ว่ากันว่ามันสามารถมองทะลุปรุโปร่งถึงทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ได้
...ใช่แล้ว สิ่งที่ถูกเรียกว่า "ดวงตาแห่งความจริง" นั้น มีชื่อในเกมว่า
【ตาซ้ายของวิซาส】