ผ่านไปอีกสองวัน หลังจากหลินเฉาหยางกินข้าวเที่ยงเสร็จก็ไปเดินเล่นรอบทะเลสาบเว่ยหมิง บังเอิญเจอกับหวังเสี่ยวผิงและจาเจี้ยนอิงจากภาควิชาภาษาจีน ข้างกายพวกเธอมีชาวต่างชาติอีกสองคน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน
ทั้งสองฝ่ายทักทายกัน หวังเสี่ยวผิงแนะนำนักศึกษาต่างชาติทั้งสองคนให้หลินเฉาหยางรู้จัก
นักศึกษาแลกเปลี่ยนทั้งสองเป็นคนอเมริกา คนหนึ่งชื่อหลี่ชงเหริน อีกคนชื่อหลันเวินตี๋ ทั้งคู่เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม ตั้งชื่อภาษาจีนให้ตัวเอง
พวกเขาเหมือนกับอาเหมา คือเป็นนักศึกษาทุนรัฐบาลรุ่นแรกที่รัฐบาลคาร์เตอร์ส่งมาหลังจากสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต หากเทียบกับนักศึกษาแลกเปลี่ยนในยุคหลัง คุณภาพของนักศึกษาแลกเปลี่ยนในปัจจุบันถือว่าสูงกว่ามาก
หลี่ชงเหรินเป็นนักศึกษาภาควิชาภาษาจีน มหาวิทยาลัยมิชิแกน ส่วนหลันเวินตี๋เป็นนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์
ในบรรดานักศึกษาแลกเปลี่ยนรุ่นนี้ คนที่การศึกษาสูงสุดชื่อเฟ่ยเหนิงเหวิน เป็นเพื่อนร่วมห้องของหลิวต๋าจากภาควิชาภาษาจีน ว่ากันว่าเป็นด็อกเตอร์สองใบจากฮาร์วาร์ดและเยล
หลี่ชงเหรินและหลันเวินตี๋กำลังอยู่เป็นเพื่อนหวังเสี่ยวผิงและจาเจี้ยนอิงฝึกภาษาอังกฤษ หลักๆ คือฝึกเป็นเพื่อนจาเจี้ยนอิง เพราะเธอกำลังวางแผนจะไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยทุนส่วนตัว
เทอมนี้ตั้งแต่เปิดเทอมเธอก็ไปแอบเรียนวิชาของภาควิชาภาษาตะวันตก วันธรรมดาถ้าไม่มีอะไรทำก็จะวิ่งไปที่หอพักนักศึกษาต่างชาติ ดักรอคนมาช่วยฝึกพูด
หวังเสี่ยวผิงแนะนำว่าหลินเฉาหยางเป็นนักเขียน หลี่ชงเหรินและหลันเวินตี๋จึงแสดงความอยากรู้อยากเห็นในตัวเขาอย่างมาก
แม้ทั้งสองจะเป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยน แต่ทิศทางการวิจัยล้วนเป็นวรรณกรรมจีน งานวิจัยของหลี่ชงเหรินคือนิยายบันทึกสมัยหมิงและชิง ส่วนงานวิจัยของหลันเวินตี๋คือหลู่ซวิ่น
ทั้งสองดึงตัวหลินเฉาหยางคุยอยู่พักใหญ่ หวังเสี่ยวผิงถึงจะหาโอกาสคุยกับหลินเฉาหยางได้สองสามประโยค เธอพูดถึงนิตยสารเยียนจิงวรรณกรรมที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อ
"เฉาหยาง 'การบวช' ในเยียนจิงวรรณกรรมคุณได้อ่านหรือยัง สไตล์การเขียนของวังเจิงฉีในบางแง่มุมมีความงามที่สอดคล้องกับผลงานของคุณอย่างไม่น่าเชื่อเลยนะ"
ภาษาในนิยายของวังเจิงฉีมีความธรรมดาและเรียบง่าย ไม่แสวงหาความหรูหราซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถทำให้ออกมามีชีวิตชีวา เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ การเล่าเรื่องลื่นไหล มีส่วนที่คล้ายคลึงกับสไตล์ของหลินเฉาหยางจริงๆ แต่ของทั้งสองคนก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ต่างกันไป
หลินเฉาหยางคุยกับพวกเขาสองสามนาที เห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว จึงกลับไปที่ห้องสมุด
หลังจากเขาจากไป หลี่ชงเหรินและหลันเวินตี๋ก็ซักถามหวังเสี่ยวผิงว่านักเขียนที่ชื่อหลินเฉาหยางคนนี้มีผลงานอะไรบ้าง
พวกเขาวิจัยวรรณกรรมจีนก็จริง แต่เป้าหมายการวิจัยล้วนเป็นคนที่ล่วงลับไปแล้ว หลินเฉาหยางถือเป็นนักเขียนชาวจีนส่วนน้อยที่พวกเขาได้สัมผัส และตามที่หวังเสี่ยวผิงบอกคือมีชื่อเสียงมาก ทั้งสองคนจึงอยากจะหามาอ่านดูตามธรรมชาติ หวังเสี่ยวผิงจึงป้ายยาผลงานของหลินเฉาหยางให้ทั้งสองคนฟังอย่างกระตือรือร้น
วันรุ่งขึ้น หลินเฉาหยางกำลังยุ่งอยู่กับการจัดคลังหนังสือกับเพื่อนร่วมงาน
โดยทั่วไปแล้วแหล่งที่มาของหนังสือในห้องสมุดมีสามช่องทาง:
หนึ่งคือทางห้องสมุดสั่งซื้อเอง นั่นก็คือห้องสมุดใช้ทุนส่วนตัวซื้อหนังสือ รายการหนังสือและนิตยสารที่สั่งซื้อจะต้องได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญก่อนทำการจัดซื้อ และจะจัดซื้อได้ก็ต่อเมื่อได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการห้องสมุดแล้ว ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงยังสนับสนุนให้อาจารย์และนักศึกษาแนะนำหนังสือและนิตยสารดีๆ ให้กับห้องสมุดด้วย
สองคือการซื้อบริจาคหรือการบริจาค ตัวอย่างเช่นเมื่อหลายปีก่อนม.เยียนจิงเคยได้รับหนังสือบริจาคจำนวนมากจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด บุคลากรหลายคนในโรงเรียนก็บริจาคให้ห้องสมุดเช่นกัน
สามคือการแลกเปลี่ยน วิธีนี้มักจะทำกันระหว่างห้องสมุดกับห้องสมุด เพราะหนังสือในคลังของแต่ละห้องสมุดนั้นไม่เหมือนกัน ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเยียนจิงได้สร้างความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนกับห้องสมุดหลายแห่งในประเทศ
อีกไม่กี่วันหนังสือของม.เยียนจิงก็จะต้องแลกเปลี่ยนหนังสือในคลังอีกครั้ง พวกหลินเฉาหยางจึงรับผิดชอบจัดทำรายการหนังสือที่จะแลกเปลี่ยนออกมาโดยเฉพาะ
ยุ่งอยู่ค่อนวัน ในที่สุดรายการหนังสือก็จัดเตรียมเกือบเสร็จแล้ว เขาเพิ่งจะคิดอยากพักสักหน่อย ชั้นล่างก็ส่งกระดาษโน้ตขึ้นมาให้เขาทางลิฟต์ส่งของ บอกว่ามีคนมาหา
เขาลงไปดูก็พบว่าเป็นชายวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมที่ไม่รู้จัก
"คุณคือ..."
ชายวัยกลางคนยื่นมือไปหาหลินเฉาหยางและแนะนำตัว "สวัสดีครับสหายเฉาหยาง ผมคือเถิงหงเซิงจากบริษัทร่วมทุนสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศจีนครับ"
ฟังคำแนะนำตัวของชายคนนั้นจบ หลินเฉาหยางก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม
บริษัทร่วมทุนสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศจีน? เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าตัวเองจะไปเกี่ยวข้องกันพวกเขาได้ยังไง
"ที่ผมมาครั้งนี้ ได้รับการไหว้วานจากผู้กำกับหลี่ฮั่นเสียงครับ คุณรู้จักผู้กำกับหลี่ฮั่นเสียงไหมครับ?"
หลินเฉาหยางพยักหน้า "รู้จักครับ"
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง เฉิงอินเคยพูดถึงเรื่องที่หลี่ฮั่นเสียงจะกลับมาถ่ายทำภาพยนตร์ที่แผ่นดินใหญ่
เถิงหงเซิงอธิบายขึ้นมาว่า "ช่วงนี้ผู้กำกับหลี่มาที่แผ่นดินใหญ่ของเรา ตั้งใจจะเตรียมงานสร้างภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง เรื่องนี้พูดไปก็ยาว..."
"ก่อนหน้านี้ผู้กำกับเซี่ยจิ้นจะถ่ายทำ 'คนเลี้ยงม้า' ของผม ตอนที่ผมฟังพวกเขาคุยกันก็เคยได้ยินเรื่องหนังที่ผู้กำกับหลี่จะถ่ายทำครับ"
เถิงหงเซิงหัวเราะขึ้นมา "ถ้างั้นก็ยิ่งง่ายเลยครับ ผมขอพูดจุดประสงค์ที่มาเลยแล้วกัน เมื่อสองวันก่อน ผู้กำกับหลี่ได้ดู 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ของคุณที่คณะศิลปะการแสดงประชาชนแล้วชอบมาก เลยอยากเชิญคุณมาพบปะพูดคุยกันถ้ามีเวลาครับ"
"ผู้กำกับหลี่จะคุยกับผม? คุยเรื่องอะไรครับ?"
"เรื่องนี้... ผมมีหน้าที่แค่มาส่งข่าวครับ" เถิงหงเซิงพูดอย่างระมัดระวัง แล้วก็กลัวว่าพูดแบบนี้จะทำให้หลินเฉาหยางรู้สึกว่าปัดสวะ จึงเสริมว่า "การมาครั้งนี้ของผู้กำกับหลี่ก็เพื่อภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาครับ ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์และผู้บริหารของกรมภาพยนตร์ก็ให้ความสำคัญกับภาพยนตร์เรื่องนี้ของเขามาก ดังนั้น..."
เถิงหงเซิงเผยสีหน้าอ้อนวอน "หวังว่าคุณจะพอเจียดเวลาไปพบกับผู้กำกับหลี่สักหน่อยนะครับ"
จากท่าทีของเถิงหงเซิงไม่ยากที่จะดูออกว่าเบื้องบนให้ความสำคัญกับหลี่ฮั่นเสียงมาก ความจริงจุดประสงค์ที่หลี่ฮั่นเสียงนัดพบเขาก็เดาได้ไม่ยาก ที่เถิงหงเซิงไม่สะดวกจะพูดตรงๆ ก็เพราะหลี่ฮั่นเสียงไม่ได้บอกมาตรงๆ
หลินเฉาหยางครุ่นคิดแล้วพูดว่า "เรื่องเจอหน้าไม่มีปัญหาครับ คุณคิดว่าวันอาทิตย์ได้ไหม?"
"วันนี้เพิ่งจะวันจันทร์เอง... เอาแบบนี้ดีไหมครับ? ผมจะช่วยลาหยุดกับทางหน่วยงานให้คุณ พรุ่งนี้คุณช่วยเจียดเวลาไปพบผู้กำกับหลี่สักหน่อยจะเป็นไรไหมครับ? พรุ่งนี้เช้าตรู่ เราจะส่งรถมารับคุณ"
เถิงหงเซิงบอกว่าจะช่วยลาหยุดให้ แถมยังจัดรถรับส่ง หลินเฉาหยางย่อมไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
เขาตอบรับด้วยความยินดี "ได้ครับ ถ้างั้นก็ตกลงตามนี้"
เช้าวันรุ่งขึ้น รถเก๋งโตโยต้าคราวน์สีดำคันหนึ่งจอดอยู่ที่หน้าประตูอพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเล ดึงดูดสายตาของผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นได้ไม่น้อย
คนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ชาวจีนโพ้นทะเลถ้าไม่รวยก็มีอำนาจ แต่รถเก๋งก็ยังเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากในที่แห่งนี้อยู่ดี ถ้าบอกว่าเป็นรถเยียนจิง 212 ทุกคนก็คงไม่สนใจขนาดนั้น
แต่รถอย่างโตโยต้าคราวน์ในประเทศตอนนี้หาดูได้ยากมาก ดังนั้นจึงดึงดูดสายตาความสนใจของทุกคนในทันที
หลินเฉาหยางขึ้นรถภายใต้การจับจ้องของสายตาหลายคู่ เขาพูดติดตลกกับเถิงหงเซิงว่า "คราวน์นำเข้า ระดับบริษัทของคุณสูงไม่เบาเลยนะ"
เถิงหงเซิงพูดกลั้วหัวเราะ "ไม่ใช่ว่าระดับของเราสูงหรอกครับ หลักๆ เป็นเพราะเป็นบริษัทร่วมทุน ต้องรับส่งแขกต่างชาติ รถที่จัดสรรให้เลยดีขึ้นมาหน่อย รถคันนี้จัดซื้อเมื่อสองปีก่อน นอกจากกระทรวงการต่างประเทศแล้ว เราก็เป็นหน่วยงานแรกที่ได้รับจัดสรรรถแบบนี้ครับ"
"พูดแบบนี้ก็เท่ากับว่าวันนี้ผมได้สัมผัสการปฏิบัติระดับแขกต่างชาติเลยสิ?"
"ฮ่าๆ คุณก็พูดเล่นไปครับ"
ทั้งสองคุยกันมาตลอดทาง รถแล่นมาถึงโรงแรมเยียนจิงที่ตั้งอยู่บนถนนฉางอานตะวันออก ทิศตะวันออกคือหวังฝูจิ่ง ทิศตะวันตกคือเทียนอันเหมินและพระราชวังต้องห้าม โรงแรมเยียนจิงที่สร้างขึ้นในปี 1900 เป็นพยานถึงความยากลำบากนับร้อยปีของเมืองเยียนจิงแห่งนี้ และยังแบกรับความเปลี่ยนแปลงของโลกในเยียนจิงไว้ด้วย หลังก่อตั้งประเทศ ที่นี่ก็เป็นสถานที่สำคัญในการจัดงานต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองมาโดยตลอด
เถิงหงเซิงพาหลินเฉาหยางขึ้นไปชั้นบน เคาะประตูห้อง ผ่านไปไม่กี่วินาที ชายคิ้วเข้มหน้าตาหยาบกระด้างคนหนึ่งก็เปิดประตูออกมา
"สหายเฉาหยาง ท่านนี้คือผู้กำกับหลี่ฮั่นเสียงครับ ผู้กำกับหลี่ ท่านนี้คือสหายเฉาหยางครับ"
เถิงหงเซิงแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน หลี่ฮั่นเสียงยื่นมือให้หลินเฉาหยางอย่างกระตือรือร้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
"สวัสดีคุณหลิน นึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะยังหนุ่มขนาดนี้ ช่างเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตไกล มีอนาคตไกลจริงๆ!"
"สวัสดีครับผู้กำกับหลี่"
ทักทายกันเสร็จ หลี่ฮั่นเสียงก็เชิญหลินเฉาหยางเข้าไปในห้อง เถิงหงเซิงไม่ได้ตามเข้ามา แต่ถอยออกไป
ห้องพักในโรงแรมที่หลี่ฮั่นเสียงพักอยู่เป็นห้องสวีท มีห้องรับแขกโดยเฉพาะ บนโซฟาในห้องรับแขกยังมีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่
ผ่านการแนะนำของหลี่ฮั่นเสียง หลินเฉาหยางจึงได้รู้ว่าชายชราท่านนี้คือสื่อควน ผู้รับผิดชอบบริษัทร่วมทุนสร้างภาพยนตร์แห่งประเทศจีน
ทักทายปราศรัยกันสองสามประโยค สื่อควนก็อธิบายสถานการณ์ความร่วมมือระหว่างบริษัทร่วมทุนของพวกเขากับหลี่ฮั่นเสียงให้หลินเฉาหยางฟังคร่าวๆ
ปัจจุบันภาพยนตร์ของหลี่ฮั่นเสียงยังอยู่ในขั้นตอนการผลักดัน สิ่งที่เขาจะถ่ายทำคือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ฟอร์มยักษ์ ซึ่งต้องใช้ค่าใช้จ่ายมหาศาล ก่อนหน้านี้บริษัทร่วมทุนได้ไปหาโรงถ่ายภาพยนตร์ฉางอิ่งตามการจัดเตรียมของกรมวัฒนธรรม แต่เนื่องจากเหตุผลด้านการคำนวณต้นทุนทางเศรษฐกิจ โรงถ่ายภาพยนตร์ฉางอิ่งจึงไม่มีกำลังพอที่จะลงทุนในภาพยนตร์สเกลใหญ่ขนาดนี้
ดังนั้นบริษัทร่วมทุนจึงไปหาโรงถ่ายภาพยนตร์เยาวชน โรงถ่ายภาพยนตร์เยาวชนเป็นโรงถ่ายสำหรับการเรียนการสอนของสถาบันภาพยนตร์เยียนจิง ซึ่งก็ไม่มีกำลังพอที่จะรับผิดชอบภาพยนตร์ที่มีสเกลการลงทุนใหญ่ขนาดนี้เช่นกัน
ภายใต้ความจนใจ หลี่ฮั่นเสียงจึงต้องหาวิธีด้วยตัวเอง ช่วงนี้เขาได้ติดต่อไปยังท่านเหอที่มาเก๊า ท่านเหอมีความสนใจที่จะลงทุน
ในที่สุดเรื่องเงินทุนก็มีความหวังว่าจะได้รับการแก้ไข ดังนั้นตอนนี้หลี่ฮั่นเสียงจึงแทบรอไม่ไหวที่จะทำบทภาพยนตร์ออกมา เพื่อนำไปที่มาเก๊าและคว้าการลงทุนจากท่านเหอมาให้จงได้
เดิมทีหลี่ฮั่นเสียงเตรียมจะติดต่อนักเขียนบทละครหยางชุนปินให้มาเขียนบทให้เขา แต่ผลปรากฏว่าครั้งนี้เขาไปดูละครเวทีที่คณะศิลปะการแสดงประชาชน ได้ยินเพื่อนเก่าสองสามคนในคณะพูดถึงว่า 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' ดีอย่างนั้นอย่างนี้ อีกทั้งยังได้ยินเรื่องความยิ่งใหญ่ตอนที่ละครเวทีเปิดการแสดงต่อสาธารณชนด้วย
หลี่ฮั่นเสียงคันไม้คันมือทนไม่ไหว จึงเสนอว่าอยากจะดูละครเวทีเรื่องนี้
'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' เปิดการแสดงต่อสาธารณชนไปเมื่อห้าเดือนก่อน ถึงแม้หลังจากนั้นจะมีการเพิ่มรอบการแสดงอีกไม่น้อย แต่การแสดงของปีนี้ก็จบลงไปตั้งนานแล้ว จะเอาเวทีที่ไหนมาให้เขาดูล่ะ?
แต่หลี่ฮั่นเสียงก็เป็นแขกที่เบื้องบนให้ความสำคัญมาก ในเมื่อเขาเอ่ยปากขอร้อง คณะศิลปะการแสดงประชาชนก็ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้
การแสดงบนเวทีแบบเต็มรูปแบบคงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เห็นแล้ว งั้นก็ให้นักแสดงแสดงแบบดิบๆ ไปเลยแล้วกัน
ทุกคนสวมชุดแสดง แต่งหน้า แล้วก็แสดงกันในห้องซ้อมที่ว่างเปล่า ไม่มีแสงสีเสียงบนเวที ไม่มีฉากและอุปกรณ์ประกอบฉาก
แต่ถึงจะเป็นละครเวทีที่ดิบเสียจนไม่รู้จะดิบยังไงและแทบจะอยู่ในสภาพของการซ้อม กลับทำให้หลี่ฮั่นเสียงดูจบแล้วตื่นเต้นไม่หาย ยกย่องชื่นชมอย่างถึงที่สุด แทบรอไม่ไหวที่จะได้พบกับผู้เขียนบทอย่างหลินเฉาหยาง จึงเป็นที่มาของสถานการณ์ในวันนี้
หลังจากทำความเข้าใจสถานการณ์ตามความเป็นจริงในการเตรียมงานสร้างภาพยนตร์และสาเหตุที่นัดพบหลินเฉาหยางแล้ว หลี่ฮั่นเสียงก็ถามหลินเฉาหยางอย่างร้อนรนว่า "คุณหลิน คุณคิดว่าถ้าผมเอาละครเวทีเรื่อง 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์จะเป็นยังไงบ้างครับ?"
เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่ฮั่นเสียง หลินเฉาหยางก็ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดแล้วพูดว่า "ผู้กำกับหลี่ ถึงแม้ 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' จะเป็นผลงานของผม แต่ผมก็รู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หรอกครับ"
"ทำไมล่ะ?" หลี่ฮั่นเสียงถาม
"ผมได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้คุณมีความคิดอยากจะถ่ายทำ 'โรงน้ำชา' ความจริงแล้ว 'หออันดับหนึ่งในใต้หล้า' กับ 'โรงน้ำชา' ล้วนมีข้อดีในแบบของตัวเอง ถ้าหากดัดแปลงให้อยู่ในรูปแบบของภาพยนตร์ ข้อเสียของทั้งสองเรื่องก็ตรงกันมากครับ
เนื้อเรื่องของละครเวทีขับเคลื่อนด้วยบทสนทนา ในขณะที่ภาพยนตร์คือศิลปะทางภาพเป็นอันดับแรก นี่คือจุดอ่อนโดยธรรมชาติของการนำละครเวทีมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์
การนำละครเวทีมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ แค่ถ่ายทอดส่วนที่เป็นละครเวทีออกมานั้นไม่เพียงพอ มันจำเป็นต้องสอดคล้องกับโทนของภาพยนตร์โดยพื้นฐาน ซึ่งความยากในการทำแบบนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันยากมาก
สู้ล้มเลิกความคิดที่จะดัดแปลง แล้วเขียนบทขึ้นมาใหม่เลยดีกว่าครับ"
หลินเฉาหยางพูดความคิดของตัวเองออกมาอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ หลังจากเขาพูดจบ หลี่ฮั่นเสียงก็มีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ
ผ่านไปไม่กี่วินาที หลี่ฮั่นเสียงถึงได้คลายสีหน้าและเผยรอยยิ้มออกมา
"คุณหลินสมกับเป็นคนหนุ่มผู้มีความสามารถ ไม่เพียงแต่เขียนนิยายและละครเวทีได้ดีเท่านั้น แม้แต่การสร้างสรรค์ภาพยนตร์ก็ยังมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งด้วย"
หลินเฉาหยางถ่อมตัว "คุณเกรงใจไปแล้วครับ ผมมีความรู้เรื่องภาพยนตร์ไม่มาก คำพูดเมื่อกี้ก็แค่เอามะพร้าวห้าวไปขายสวนเท่านั้นเองครับ"
"คำพูดของผมไม่ใช่ความเกรงใจหรอกนะ" หลี่ฮั่นเสียงหัวเราะฮ่าๆ เสียงหัวเราะสดใสเบิกบาน แล้วพูดต่อว่า "คุณหลิน ผมอยากเชิญคุณมาเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผม ไม่ทราบว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรครับ?"
คำเชิญของหลี่ฮั่นเสียงไม่ได้เหนือความคาดหมายของหลินเฉาหยาง หัวข้อที่เขาพูดคุยเกี่ยวกับการนำละครเวทีมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เมื่อครู่นี้ ดูเหมือนจะเป็นการทดสอบรูปแบบหนึ่งมากกว่า เพื่อทดสอบความรู้ความเข้าใจของหลินเฉาหยางที่มีต่อการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ เห็นได้ชัดว่าเขาพอใจกับคำตอบของหลินเฉาหยางมาก
หลินเฉาหยางมองสื่อควนแวบหนึ่ง หลี่ฮั่นเสียงเห็นเขาไม่พูดอะไรจึงถามว่า "คุณหลินมีข้อกังวลใจตรงไหนหรือเปล่าครับ?"
สื่อควนก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาเช่นกัน "สหายเฉาหยางมีอะไรก็พูดมาตรงๆ ได้เลย พวกเราคนกันเองทั้งนั้น"
หลินเฉาหยางพยักหน้าแล้วพูดว่า "ผมมีปัญหาอยู่สองข้อครับ หนึ่งคือปัญหาเรื่องเนื้อหาของบท ผู้กำกับหลี่เป็นผู้กำกับ บทภาพยนตร์ก็ต้องเป็นคุณที่คอยตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ผมมีนิสัยอย่างหนึ่งเวลาเขียนบท คือไม่ชอบให้คนอื่นมาแก้บทของผม ถ้าแก้เล็กๆ น้อยๆ น่ะได้ แต่ถ้าแก้ขนานใหญ่น่ะไม่ได้ครับ"
คำพูดของหลินเฉาหยางทำให้หลี่ฮั่นเสียงตกอยู่ในความเงียบ เขาอยู่ในวงการภาพยนตร์มาเกือบสี่สิบปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามีผู้เขียนบทไม่ยอมให้ผู้กำกับแก้บท
เขาไม่แน่ใจว่า "แก้เล็กๆ น้อยๆ" ที่หลินเฉาหยางพูดถึงนั้นอยู่ในระดับไหน แต่เขารู้ว่าขอแค่เสนอเงื่อนไขแบบนี้ออกมา ก็ไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
ผู้เขียนบทที่ดีที่ไหนเขาไม่ให้ผู้กำกับแก้บทกันล่ะ?
เขาอดไม่ได้ที่จะมองหลินเฉาหยางแวบหนึ่ง บนใบหน้าของหลินเฉาหยางเขามองเห็นแค่คำว่า "คนหนุ่มเลือดร้อน" สี่คำนี้เท่านั้น







