พอใจงั้นเหรอ?
แน่นอนว่าไม่พอใจ เดิมทีทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่กลับถูกหมาป่าจอมป่าเถื่อนอย่างคุณเข้ามากัดกิน จะมาเกาะกลุ่มบริษัทตระกูลอันกินไปอีกกว่าสิบปี ไม่ต้องทำอะไรเลยก็กอบโกยกำไรไปได้สิบกว่าปีแบบนี้ จะให้พอใจได้ยังไง?
แต่ก็นั่นแหละ การจัดการของลู่หมิงก็เหนือความคาดหมายของสองพ่อลูกตระกูลอันไปมากจริงๆ มันดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดเยอะมาก ตอนแรกพวกเขาเตรียมใจไว้แล้วว่ากลุ่มบริษัทจะต้องเปลี่ยนมือ
พูดง่ายๆ ก็คือ เท่ากับเอากลุ่มบริษัทตระกูลอันไปจำนำไว้ในมือลู่หมิงสิบห้าปี ในอีกสิบห้าปีข้างหน้าถ้าทำผลงาน KPI ได้ดี ก็จะสามารถไถ่บริษัทคืนจากมือเขาได้
ข้อตกลงทั้งสามข้อไม่ได้แทรกแซงการบริหารจัดการของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน และไม่มีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารชุดปัจจุบัน
อีกทั้งอย่างมากที่สุดก็แค่นอนกินสิบห้าปีแล้วก็ไป ไม่ว่าผ่านไปสิบห้าปีแล้วจะไปหรือไม่ อำนาจควบคุมบริษัทจะต้องถูกส่งคืนให้กับตระกูลอันทั้งหมดอย่างแน่นอน เพราะตามข้อตกลง เมื่อครบกำหนดสิบห้าปี เนื้อหาในข้อตกลงจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงสิทธิสำคัญที่เทียนเซิ่งแคปปิตอลมีสิทธิเสนอชื่อคณะกรรมการเกินกึ่งหนึ่งด้วย
สิทธินี้เรียกได้ว่าเป็นการกุมอำนาจชี้เป็นชี้ตาย เป็นดาบแห่งดาโมคลีสที่แขวนอยู่เหนือหัวทีมผู้บริหารของกลุ่มบริษัทตระกูลอันในช่วงสิบห้าปีนับจากนี้ ทว่าการใช้สิทธินี้ก็มีเงื่อนไขอยู่ นั่นคือภายใต้เงื่อนไขที่การเดิมพันผลประกอบการล้มเหลว มันเป็นเหมือนการข่มขู่ตระกูลอันไม่ให้อู้และต้องขยันทำงาน ห้ามเล่นตุกติกและตั้งใจทำผลประกอบการให้ดีแค่นั้นก็ไม่มีปัญหา
โดยรวมแล้ว เมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่สองพ่อลูกตระกูลอันคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ สถานการณ์ตอนนี้เรียกได้ว่าดีกว่าเป็นสิบเป็นร้อยเท่า การถูกอีกฝ่ายบังคับขืนใจสิบห้าปียังไงก็ดีกว่าถูกปล้นไปดื้อๆ ล่ะนะ
พอเอาความรู้สึกที่แตกต่างก่อนหน้านี้กับตอนนี้มาเทียบกัน เวลาที่สายตาของสองพ่อลูกตระกูลอันมองลู่หมิงอีกครั้ง กลับรู้สึกว่าดูขัดหูขัดตาน้อยลงเยอะ...
อันจิ่นหงคิดในใจว่า *ไอ้เวรนี่ก็ยังนับว่าเป็นคนอยู่บ้าง!*
ตอนนั้นเอง อันอี้โหรวก็มองไปที่พ่อและพี่ใหญ่ แม้ว่าพวกเขาจะไม่พูดอะไรออกมาสักคำ แต่ก็ดูออกว่าเป็นการยอมรับกลายๆ
อันอี้โหรวหันกลับมามองลู่หมิงอีกครั้งแล้วตอบว่า "ข้อเสนอของคุณ พวกเรายอมรับ"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา สองพ่อลูกตระกูลอันก็ยังคงไม่พูดอะไร นั่นก็คือการยอมรับโดยปริยาย
ช่วยไม่ได้นี่นา ก็ต้องยอมรับไป ไม่อย่างนั้นจะให้ทำยังไงล่ะ ผลลัพธ์แบบนี้ถือว่าดีจนเหนือความคาดหมายของพวกเขาไปไกลลิบแล้ว เพียงแต่ผู้เสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คืออันอี้โหรว
เรื่องนี้ทำให้สองพ่อลูกตระกูลอันรู้สึกผิดในใจอย่างมาก แต่พอคิดว่าไอ้เด็กเวรลู่หมิงสามารถตัดสินใจแบบนี้เพื่อเธอได้ อันฉีหลงก็รู้สึกว่าการที่ลูกสาวแต่งงานกับเขาอาจจะไม่ใช่เรื่องแย่ คงทำได้แค่ปลอบใจตัวเองแบบนี้เพื่อหักล้างความรู้สึกผิดลงไปบ้าง
ในเวลานี้ สองพ่อลูกตระกูลอันยังคงไม่รู้ความจริง และส่วนใหญ่ก็คงไม่มีทางรู้ความจริงแล้ว ไม่รู้ก็ถือเป็นเรื่องดี ถ้ารู้สิถึงจะเป็นเรื่องแย่
แบบนี้กลับกลายเป็นว่าแฮปปี้เอนดิ้งกันทุกฝ่าย ถือเป็นการปิดฉากความขัดแย้งครั้งนี้ได้อย่างค่อนข้างสมบูรณ์แบบ
ผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้นกลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่งที่คิดจะเป็นนกสองหัว
"เอกสารรายละเอียด พรุ่งนี้จะแฟกซ์ไปที่กลุ่มบริษัทตระกูลอัน หวังว่าในการประชุมผู้ถือหุ้นในอีกสี่วันข้างหน้า ญัตตินี้จะผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงข้างมากอย่างสวยงามนะครับ" ลู่หมิงพูดพร้อมรอยยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน สายตามองไปที่อันอี้โหรว "คุณท่าน แล้วก็พี่เขย ผมขอพาเสี่ยวอี้ไปเลยนะครับ ผมจะดูแลเธออย่างดี ขอให้ทั้งสองท่านวางใจ"
อันฉีหลง "..."
อันจิ่นหง "..."
สองพ่อลูกตระกูลอันได้ยินลู่หมิงพูดแบบนี้ มุมปากก็กระตุกไม่หยุด จะรับคำก็ไม่ใช่ จะไม่รับก็ไม่เชิง จะดีใจก็ไม่ใช่ จะไม่ดีใจก็ไม่เชิง ในใจรู้สึกอึดอัดทรมานแทบตาย
การพลิกผันระดับเทพแบบนี้ ใครจะไปคิดถึง?
กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายสู้กันไปสู้กันมาตั้งนาน สุดท้ายดันสู้กันจนกลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป บรรดาคนนอกที่คอยดูงิ้วและคิดว่าทั้งสองฝ่ายเข้ากันไม่ได้เหมือนน้ำกับไฟ คงได้อึ้งกันไปเป็นแถบ
ตอนนี้อันอี้โหรวแสร้งทำเป็นลังเลและอิดออด ซึ่งก็สมควรแล้ว ต้องมีการแสดงอารมณ์แบบนี้ออกมา ถึงจะดูสมเหตุสมผล รอให้ถึงวันข้างหน้าที่มีคอนเซปต์ของคำว่าความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นตามกาลเวลา ก็จะสามารถแสดงความสุขที่แท้จริงออกมาได้ ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะสมเหตุสมผล และไม่มีปัญหาในเชิงตรรกะเลยแม้แต่น้อย
อันอี้โหรวหันกลับไปมองพ่อและพี่ใหญ่อย่างเงียบๆ สองพ่อลูกตระกูลอันก็สบตาเธอด้วยสายตาที่ซับซ้อน ราวกับรู้สึกผิดจนต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปเอง
ในที่สุด อันอี้โหรวก็เดินเข้าไปหาลู่หมิงช้าๆ ฝ่ายหลังก็โอบเอวบางของแฟนสาวตัวน้อยแล้วเดินออกไปทางประตูด้วยกัน
สองพ่อลูกตระกูลอันมองตามทิศทางที่พวกเขาหายไปอยู่นาน ก่อนจะละสายตากลับมา และถอนหายใจยาวออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
"เฮ้อ..." อันฉีหลงถอนหายใจยาว หลับตาพิงโซฟาแล้วพึมพำกับตัวเอง "ขายหน้าชะมัด..."
อันจิ่นหงปลอบใจ "คุณพ่อ อย่าเสียใจไปเลยครับ ขายหน้าก็ยังดีกว่าเสียบริษัทที่ตระกูลเราอุตส่าห์ทุ่มเทบริหารมานะครับ"
อันฉีหลงยิ้มขื่น "นั่นสิ"
พอกลับมาคิดดูแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติหรอก ต่อให้จะขายหน้าแค่ไหน มันก็ยังดีกว่าต้องสูญเสียกลุ่มบริษัทตระกูลอันที่ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายบริหารมาหลายสิบปีไปอยู่ดี
คราวนี้ก็ถือว่าโล่งอกไปที ไม่ต้องมานั่งหวาดผวาและสิ้นหวังกับการประชุมผู้ถือหุ้นในอีกสี่วันข้างหน้าอีกแล้ว อันจิ่นหงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ "ถึงแม้ความคืบหน้าของเรื่องนี้จะทำให้ตั้งตัวไม่ทัน แต่มันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป ไม่แน่ว่าหลายปีให้หลัง มันอาจจะกลายเป็นเรื่องราวที่ถูกกล่าวขานในแง่ดีก็ได้นะครับ"
อันฉีหลงเบิกตาโพลงด้วยความโกรธ ถอดรองเท้าหนังที่เท้าขวาปาใส่หน้าลูกชายคนโตทันที ชายชราสบถด่าอย่างเกรี้ยวกราด "เรื่องราวที่ถูกกล่าวขานในแง่ดีงั้นเรอะ! พ่อมึงสิเรื่องราวที่ถูกกล่าวขานในแง่ดี! แกอยากจะกวนประสาทฉันให้ตายไวๆ จะได้แบ่งมรดกเร็วๆ ใช่ไหมห๊ะ?"
ข้างเดียวยังไม่พอ อีกข้างก็ถูกถอดแล้วปาตามไปติดๆ
อันจิ่นหงตอบสนองไว หลบรองเท้าทั้งสองข้างได้พ้น เขาเก็บรองเท้ามาส่งให้พ่อตัวเองแล้วรีบพูดว่า "คุณพ่อใจเย็นๆ ก่อนครับ ใจเย็นๆ ก่อน คนทรยศอย่างกลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่งที่หักหลังกลุ่มบริษัทตระกูลอันของเรา เราจะทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้นะครับ ครั้งนี้ถ้าไม่ใช่เพราะไอ้หนุ่มลู่หมิงนั่นโดนน้องเล็กตกไปเต็มๆ มีดที่ฮุ่ยจิ่งแทงมาจากข้างหลัง จะต้องเป็นแผลฉกรรจ์ถึงตายแน่นอน"
พอพูดถึงเรื่องที่ฮุ่ยจิ่งหักหลัง อารมณ์โกรธที่หลงเหลืออยู่ของอันฉีหลงก็ค่อยๆ บรรเทาลง แต่แล้วก็กลับมาโมโหหนักกว่าเดิม เขาสบถด่าออกมาทันที "ตาเฒ่าเว่ยเจี้ยนผิงนั่น นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังคิดจะฉวยโอกาสซ้ำเติมอีก คบกันมาตั้งหลายปีก็เทียบไม่ได้กับผลประโยชน์ เป็นแค่พี่น้องจอมปลอมจริงๆ"
อันจิ่นหงกล่าว "ตอนที่กลุ่มบริษัทตระกูลอันของเราประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่จนกลายเป็นเนื้อบนเขียง ใครๆ ก็อยากจะเข้ามากัดกินกันทั้งนั้น..."
อันฉีหลงถอนหายใจอย่างขมขื่นแล้วส่ายหน้า "ช่างเถอะ ช่างเถอะ"
อันจิ่นหงกล่าว "ตาเฒ่าเสียม้าใครจะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องดี กลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่งคงฝันไปก็คิดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้ และคนนอกก็ไม่มีใครคาดคิดด้วยเหมือนกัน แต่เรื่องนี้ผมกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ ทันทีที่มีการประชุมผู้ถือหุ้น ราคาหุ้นของกลุ่มบริษัทตระกูลอันจะต้องพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน กลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่งถือหุ้นอยู่ในมือเกือบ 5% อย่างน้อยก็ต้องทำกำไรได้หกเจ็ดพันล้านหรืออาจจะถึงหมื่นล้าน จะปล่อยให้พวกเขาได้ประโยชน์ไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้ ผมขอเสนอให้ไปข่มขู่ฮุ่ยจิ่งสักหน่อย ให้พวกเขารีบตัดใจขายหุ้นทิ้งไปซะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น อันฉีหลงก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก เขาตบโต๊ะตัดสินใจทันที "แกไปพบเว่ยเจี้ยนผิง ไปเผชิญหน้าและหงายไพ่คุยกับเขาตรงๆ เลย ดูซิว่าเขาจะว่ายังไง ในเมื่อเขาแทงข้างหลังเราแล้ว ก็ไม่ต้องไปเกรงใจอะไรอีก ต่อไปก็ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะร่วมมือกันอีกแล้ว แกไปจัดการเรื่องนี้ วันนี้เลย ไปเดี๋ยวนี้เลย!"
อันจิ่นหงพยักหน้า เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วรีบพูดว่า "คุณพ่อครับ ทำแบบนี้ก็ถือว่าได้ระบายอารมณ์แล้วก็จริง แต่การที่เราไปเผชิญหน้ากับฮุ่ยจิ่ง มันไม่เท่ากับเป็นการขายเทียนเซิ่งแคปปิตอล ทำให้ลู่หมิงต้องเสียหน้าหรอกเหรอครับ? ผมเกรงว่ามันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอีก..."
อันฉีหลงปรายตามองลูกชายแล้วพูดเสียงเรียบ "การที่แกคิดถึงเรื่องนี้ได้อย่างรวดเร็วถือว่าฉลาดมาก แต่ถ้าฉลาดกว่านี้อีกนิดก็จะดี ใครบอกว่าข่าวนี้ได้มาจากเทียนเซิ่งแคปปิตอลล่ะ? กลุ่มบริษัทตระกูลอันของเราไม่มีทรัพยากรในการสืบสวนเลยหรือไง? คนทำฟ้าดินรับรู้ แกก็แค่บอกเขาไปว่า งานแต่งนี้ถือเป็นอันยกเลิก ฉันยกลูกสาวให้ลู่หมิง ยอมลดตัวแบกหน้าไปเกี่ยวดองกับเทียนเซิ่งแคปปิตอลเพื่อความอยู่รอด และจะไม่มีทางยอมให้ฮุ่ยจิ่งสมหวังเด็ดขาด"
อันจิ่นหงตาเป็นประกาย "ยอดเยี่ยมมากครับ ทำแบบนี้กลุ่มบริษัทฮุ่ยจิ่งจะต้องรีบเทขายหุ้นเพื่อตัดขาดจากกลุ่มบริษัทตระกูลอันของเราอย่างรวดเร็วแน่นอน และก็จะไม่ดึงลู่หมิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คุณพ่อคิดได้รอบคอบจริงๆ ครับ"
"ไปจัดการซะ!"
"เข้าใจแล้วครับ!"
อันฉีหลงมองเขาที่เดินออกไปจัดการเรื่องราว ในใจก็ถอนหายใจออกมา อดไม่ได้ที่จะเอาเขาไปเปรียบเทียบกับลู่หมิง ว่าที่ลูกเขยหนุ่มคนนี้ และพบว่าลูกชายคนนี้อายุมากกว่าเขาตั้งสิบกว่าปี แต่เมื่อเทียบกับลู่หมิงที่มีความรอบคอบและมีชั้นเชิงที่เก่งกาจแล้ว กลับเทียบกันไม่ติดเลยสักนิด ถ้าต้องมาสู้รบตบมือกับลู่หมิง เกรงว่าคงจะแพ้ราบคาบจนดูไม่จืด
ขนาดตัวเขาเองยังแทบจะรับมือชายหนุ่มคนนี้ไม่ไหวเลย
แต่อันจิ่นหงจะแย่แค่ไหน เขาก็ยังใช้แซ่อัน และเป็นลูกชายของเขาอยู่ดี
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกโชคดีอยู่บ้างก็คือ การที่ลู่หมิงจับพลัดจับผลูมาเป็นว่าที่ลูกเขยของตระกูลอัน กลับกลายเป็นว่าในอนาคตอาจจะกลายเป็นกำลังเสริมได้ หากเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ในทำนองนี้ขึ้นอีก อย่างน้อยเขาก็ยังยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือและดูแลกันได้
หลังจากผ่านการพลิกผันครั้งใหญ่ในวันนี้ อันฉีหลงก็ไม่กังวลแล้วว่าลู่หมิงจะหมายตาธุรกิจของกลุ่มบริษัทตระกูลอัน สิ่งที่อยู่แค่เอื้อมเขากลับไม่ต้องการ ระหว่างแผ่นดินกับสาวงาม เขาเลือกอย่างหลัง ก็ถือว่าเป็นคนที่มีความจริงใจซื่อตรงต่อความรู้สึกดีเหมือนกัน
...