“ฮิ ขอโทษนะคะ คือมันอยากรู้น่ะค่ะ”
คุณปู่ก็หัวเราะพลางพยักหน้า ดูเหมือนว่าท่าทางสดใสและกระตือรือร้นของเธอจะไม่ได้ทำให้เขารู้สึกไม่ชอบแต่อย่างใด
“มาสั่งอาหารกันก่อนเถอะ”
คิมจีอูยกมือเรียกพนักงาน
“ฉันเลี้ยงเองค่ะ! อยากทานอะไรก็สั่งได้เลยนะคะ”
“ฮ่าๆ ขอบใจมาก แล้วฮุนล่ะ อยากกินอะไร?”
ผมมองดูเมนูอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เจอเมนูที่สะดุดตา
“ฮอลแลนด์เซอร์ นีวอร์ครับ”
“หืม? รู้เหรอว่ามันคืออะไร?”
“มันคือปลาแฮร์ริ่งดองใช่ไหมล่ะครับ”
คุณปู่ขมวดคิ้วแน่นก่อนจะหันไปบอกพนักงาน
“ฮึทสปอตสองที่ กับฮอลแลนด์เซอร์ นีวอร์หนึ่งที่ มีตบอลหนึ่งที่ แล้วก็น้ำเปล่าสองแก้วด้วยนะครับ”
“ฉันเอาฮึทสปอตหนึ่งที่ กับสลัดไก่ แล้วก็โซดามะนาวค่ะ”
พนักงานที่กำลังจดออเดอร์ หันมามองผมแล้วถามว่า
“รับขนมปังด้วยไหมครับ?”
“ไม่ครับ อ้อ ขอแบบไม่หั่น ให้มาเป็นก้อนทั้งชิ้นเลยนะครับ”
พนักงานยักไหล่แล้วเดินไปที่ครัว
“ถ้าไม่อร่อยก็กินมีตบอลกับฮึทสปอตแทนได้นะ ไม่รู้ว่าเธอจะกินได้ไหม”
“ครับ”
มันมีด้วยเหรอที่ปลาแฮร์ริ่งดองจะไม่อร่อย แต่คิมจีอูก็เริ่มเปิดบทสนทนา
“คุณปู่สบายดีใช่ไหมคะ?”
“เวลาผ่านไปเร็วเลยล่ะ เพราะได้เที่ยวกับฮุนไง”
คิมจีอูเบิกตากว้าง มองผมกับคุณปู่สลับกันไปมา
คุณปู่ยิ้มพร้อมกับพยักหน้า
“แล้วฮุนล่ะ เป็นยังไงบ้าง สนุกไหม?”
“ครับ”
“ไปเที่ยวไหนมาบ้าง?”
“พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอัมสเตอร์ดัมครับ”
“แล้วที่อื่นล่ะ?”
“ครับ?”
ผมไม่เข้าใจจึงถามกลับ เธอดูแปลกใจ
“ก็ผ่านมาตั้งอาทิตย์หนึ่งแล้วนี่ ไปที่อื่นอีกไหม?”
“ฮ่าๆ เราอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะตั้งหกวันแน่ะครับ”
คุณปู่เป็นคนตอบแทนผม และคิมจีอูก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างตกใจ
สีหน้าเธอช่างแสดงออกได้หลากหลายจริง ๆ
“เห เหรอคะ? ขนาดนั้นเลยเหรอ? ทั้งเรื่องภาพวาดและอะไรหลาย ๆ อย่างนี่ ฮุนชอบแวนโก๊ะมากเลยสินะ?”
ถึงผมจะไม่ได้ชอบตัวเขาเองนัก...
แต่พอได้สังเกตผู้คนที่มาที่นั่น ผมก็เริ่มรู้สึกชอบขึ้นมาบ้าง
มันทำให้ผมได้คิดทบทวนอีกครั้งว่า จะไม่มีวันกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีก และได้ย้อนคิดถึงความฝันที่เคยเก็บไว้ในใจตอนนั้น ว่าจะทำยังไงถึงจะทำให้มันเป็นจริงได้
ทั้งหมดย่อมต้องขอบคุณผู้คนที่ชอบภาพวาดของผม
“อาหารมาแล้วครับ”
“ว้าว”
พนักงานเริ่มเสิร์ฟอาหารตามที่เราสั่งไว้
มีฮึทสปอต (Hutspot: อาหารดั้งเดิมของเนเธอร์แลนด์ที่ทำจากมันฝรั่ง หัวหอม แครอท กะหล่ำปลี และเนื้อสัตว์ต้มรวมกัน) พร้อมไส้กรอก สลัด มีตบอล และฮอลแลนด์เซอร์ นีวอร์
“อ๋อ มันก็คือฮาริงนี่เอง”
“ฮาริง?”
“นี่ไง”
ดูเหมือนว่าสมัยนี้จะเรียกอาหารจานนี้ว่าแค่ “ฮาริง” (ปลาแฮร์ริ่ง) ซะมากกว่า
พอพูดถึงปลาแฮร์ริ่งก็จะนึกถึงแบบดองไว้เป็นหลัก คงไม่แปลกนัก
ผมใช้ผ้าเปียกทำความสะอาดมือเพื่อความสะอาด แล้วหยิบฮอลแลนด์เซอร์ นีวอร์ขึ้นมา
ปลามีสีแดงระเรื่อ แสดงว่าใช้ปลาแฮร์ริ่งสด ดูแล้วน่าจะสดจริง ๆ กลิ่นคาวก็ไม่แรง และยังเสิร์ฟพร้อมหัวหอมดองสับละเอียด ถือว่าเป็นมื้ออาหารที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว
“นั่นอร่อยเหรอ?”
คิมจีอูถามพลางทำหน้าตานิ่วๆ ดูเหมือนเธอจะรู้สึกขยะแขยงเล็กน้อย
“แน่นอนครับ”
พอได้กัดเข้าไปคำโต ความเค็มนิด ๆ และความหอมมันที่เคยลืมไปแล้วก็แผ่กระจายทั่วปาก พร้อมกับความรู้สึกโหยหาในอดีตที่ค่อย ๆ พรั่งพรูออกมา
“……”
“เป็นยังไงบ้าง?”
มันเหม็นคาว...
“อื้อแหวะ...”
ผมรีบคว้าทิชชู่มาแล้วบ้วนออกทันที
“โอ้แม่เจ้า...”
ทั้งที่มันเป็นปลาแฮร์ริ่งดองชั้นดี และรสชาติก็ไม่ได้ต่างจากที่เคยกินนัก แต่มันกลับไม่อร่อยเลย
พิซซ่าหน้ามันฝรั่งหรือจาจังมยอนยังอร่อยกว่าตั้งเยอะ
“ฮึๆ”
คิมจีอูหัวเราะ
“เห็นไหมล่ะ? มา เช็ดมือแล้วกินนี่ดีกว่า”
คุณปู่ยื่นน้ำเปล่ากับทิชชู่เปียกให้
‘มันไม่น่าเป็นแบบนี้เลย…’
ด้วยความเสียดาย ผมจึงลองตักฮึทสปอตมากินดู แล้วก็พบว่ามันอร่อยกว่าที่จำได้มาก
มันฝรั่งเนียนนุ่ม เนื้อบดที่ใส่มาก็มีกลิ่นหอม รสชาติก็กลมกล่อม และยังมีรสอูมามิแฝงอยู่อย่างน่าประหลาด
ทั้งที่เป็นอาหารแบบเดียวกับในอดีต ใช้วัตถุดิบเหมือนกันทุกอย่าง แต่กลับให้รสชาติที่แตกต่างราวฟ้ากับดิน
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ
คิมจีอูเริ่มต้นถามคำถาม
“ก่อนอื่น ขอถามเรื่องที่อยากรู้ที่สุดก่อน ตอนที่อ็องรี มาร์โซเสนอให้จัดนิทรรศการร่วมกันจนเป็นข่าวใหญ่ นายปฏิเสธไปใช่ไหม?”
“ครับ”
น้ำโซดาใส่มะนาวที่คิมจีอูยื่นให้ลองดื่ม อร่อยมาก
“เพราะนายมีนัดไว้ก่อนเลยปฏิเสธ แล้วหลังจากนั้น อ็องรี มาร์โซก็มาหาด้วยตัวเองใช่ไหม?”
ผมพยักหน้า
“เขาว่ายังไง?”
“เขามาเค้นถามว่าทำไมถึงปฏิเสธข้อเสนอของเขาครับ”
“ก็สมควรแล้วล่ะ คนอย่างอ็องรี มาร์โซเสนอให้จัดนิทรรศการร่วมกัน นั่นหมายความว่าเขาคิดว่านายมีฝีมือใกล้เคียงกับเขานั่นแหละ”
การแบ่งลำดับชั้นดูจะไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่ แต่ผมก็ปล่อยผ่าน
“แล้วนายตอบเขายังไง?”
“พอเขาถามกลับมาว่าแค่มีนัดไว้ก่อนนี่มันเป็นเหตุผลได้ยังไง ผมก็โกรธเลยครับ ไม่ว่าจะนัดกับใคร มันก็สำคัญทั้งนั้น แล้วเขาก็พูดจาแบบข่ม ๆ น่าหมั่นไส้มาก”
“คำพูดน่ารักจังนะ”
คิมจีอูเบิกตากว้าง ดูเหมือนจะแปลกใจกับคำตำหนิของคุณปู่ แล้วก็หัวเราะ
“งั้นต่อเลย”
“……ก็เลยถามเขากลับไปครับ ว่าชอบงานของผมมากขนาดนั้นเลยเหรอ”
“คึๆๆ”
คิมจีอูหัวเราะอีกครั้ง ถึงจะพยายามกลั้นเสียงไว้ แต่ก็มีเสียงลอดออกมาระหว่างริมฝีปาก
“ขอโทษนะ ต่อเลย”
“ก็แบบว่า เขาจะยึดติดอะไรนักหนา เพิ่งเคยเจอกันไม่ใช่เหรอครับ”
“จริงแฮะ ฟังดูแล้วก็ไม่เห็นมีเหตุผลเลย”
“ก็เลยให้ภาพที่วาดในวันนั้นไปครับ เขาก็ซื้อภาพทานตะวันไปด้วย ถึงจะไม่รู้เหตุผล แต่ถ้าเขาชอบขนาดนั้น อย่างน้อยก็อยากปลอบใจเขา”
“ฮึๆๆ”
คิมจีอูหัวเราะอีกแล้ว
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอ็องรี มาร์โซจะโดนปฏิบัติแบบนี้ นายเจ๋งจริง ๆ”
“เขาเป็นคนยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”
ผมรู้ว่าเขารวย ดูภาพเป็นและมีอิทธิพล แต่ผมไม่รู้อะไรมากกว่านั้น
“แน่นอนสิ เขาเป็นศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่และกำลังโด่งดังที่สุดในตอนนี้เลยนะ ได้รับความนิยมจากคนทั่วไปสุด ๆ ถึงจะมีปัญหากับนักวิจารณ์บ้างก็เถอะ แต่ในระบบทุนนิยมเนี่ย เสียงของนักวิจารณ์จะสู้กับความนิยมได้ซะที่ไหนล่ะ?”
ผมไม่รู้ว่าระบบทุนนิยมคืออะไร
แต่เรื่องที่มุมมองของคนทั่วไปสำคัญกว่าคำวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ผมก็เห็นด้วย ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
“แถมยังรวยมาก ถ้าชอบงานไหนจริง ๆ ถึงจะแพงแค่ไหนก็ซื้อ แล้วถึงจะได้รับมรดกมาก็เถอะ เขาก็บริหารธุรกิจได้เก่งจริง ๆ เป็นคนแปลก ๆ ก็จริง แต่ก็ยอมรับได้เลยว่าเขาน่าทึ่ง”
คุณปู่กับจางมีแรดูจะไม่ชอบเขา แต่ฟังดูแล้วก็เข้าใจได้
เขาไม่ใช่คนประเภทที่น่ารู้สึกดีด้วยจริง ๆ
“ฉันยังคิดเลยนะ ในสื่อยุโรปเขาเขียนกันว่านายตั้งใจเตรียมภาพไว้แล้วให้อ็องรี มาร์โซมารับด้วยตัวเอง”
“ไม่จริงครับ”
“โอเค งั้นแปลว่าภาพของนายก็คงจะถูกจัดแสดงร่วมกับงานของอ็องรี มาร์โซแล้วสิ?”
“อันนั้นผมยังไม่แน่ใจครับ”
ผมเงยหน้าขึ้นมองคุณปู่ เห็นท่านมีสีหน้าไม่สบายใจ
“ถึงยังไง ฝั่งภัณฑารักษ์ของเขาก็ติดต่อมาน่ะ ขอให้เซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย”
“เซ็นเถอะครับ”
“แต่ฉันกังวลใจเรื่องที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับหมอนั่นอยู่ดี”
“ทำไมล่ะครับ?”
คิมจีอูยื่นหน้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
“ก็ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์ต่อฮุนนี่เสียทีเดียว ตอนนี้ในยุโรปเขาก็เป็นกระแสใหญ่มาก ไม่มีใครไม่รู้จักภาพทานตะวันของฮุนนี่เลยนะ”
“ชื่อเสียงก็สำคัญก็จริง แต่ถ้าไปยุ่งกับคนที่ยังไม่เป็นผู้เป็นคนเต็มที่ มันก็ไม่มีอะไรดีหรอก โดยเฉพาะกับฮุนนี่ ไม่รู้เลยว่าเขาจะทำอะไรบ้าง”
คิมจีอูค่อย ๆ ขยับริมฝีปาก ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ก็จริงค่ะ ฮุนไม่ใช่ศิลปินที่จะต้องพึ่งพาชื่อเสียงของอ็องรี มาร์โซอยู่แล้ว แค่เป็นหลานชายของท่านคณบดี เอ่อ หมายถึงคุณปู่น่ะ ก็เกินพอแล้วล่ะค่ะ”
เธอดูเหมือนจะเผลอจะพูดถึงพ่อแม่ของผม แต่ก็เบนประเด็นไป
“แต่ก็ยังสงสัยอยู่นะคะ”
“สงสัยเรื่องอะไร?”
“อ็องรี มาร์โซน่ะค่ะ เขาวาดภาพแบบไหนกันนะ?”
ถึงนิสัยจะแย่ แต่ถ้ายังมีคนชอบมากขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีอะไรพิเศษแน่
เขาเป็นศิลปินที่ได้รับความรักมากที่สุดในตอนนี้ ผมก็อยากรู้ว่าเขามองโลกด้วยสายตาแบบไหนกัน
“เขาวาดภาพก็จริง แต่ก็ทำประติมากรรมด้วยนะ อ้อ ถ้างั้นก็ไปดูด้วยตัวเองเลยสิ ยังไงภาพของนายก็น่าจะถูกจัดแสดงในนิทรรศการเดียวกันนี่นา”
คำพูดของเธอฟังขึ้น
“คุณปู่ครับ”
“ฮุน ไม่จำเป็นต้องไปสุงสิงกับคนแบบนั้นหรอกนะ”
“ผมแค่อยากรู้ว่าเขาสร้างงานแบบไหนครับ ผมแค่อยากดูภาพให้ได้มากที่สุด อยากรู้ด้วยว่าผู้คนมองภาพของผมยังไง”
คุณปู่ถอนหายใจหลังจากลังเลเล็กน้อย
“งั้นก็ได้ แต่ต้องแค่ชั่วโมงเดียวนะ แล้วห้ามคุยกับเขาเด็ดขาด”
“ครับ”
ท่านยื่นนิ้วก้อยออกมาให้เกี่ยวสัญญา ซึ่งผมก็จำต้องตกลง
“งั้นฉันขอถามต่อนะ?”
“ครับ”
“เราอยู่ในอัมสเตอร์ดัมมาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่นายก็อยู่แค่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะกับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเท่านั้น สนใจศิลปะร่วมสมัยบ้างไหม?”
“สนใจครับ”
มากกว่าที่ใครจะจินตนาการได้เสียอีก
“ผมตั้งใจจะค่อย ๆ ศึกษาไปครับ เพราะศิลปะมันไม่สามารถเข้าใจได้จากแค่จุดใดจุดหนึ่ง”
“เข้าใจไม่ได้จากแค่จุดใดจุดหนึ่ง? หมายความว่าไงเหรอ?”
“อย่างเช่น แร็มบรันต์ได้รับอิทธิพลจากการาวัจโจ ทำให้เขาเริ่มควบคุมความเข้มข้นของสี และจัดการกับแสงเงาได้ดีขึ้น”
“อืม”
“ส่วนแวนโก๊ะ ผู้ที่เคารพแร็มบรันต์มาก อยากจะวาดภาพในแบบเดียวกัน แต่ก็ทำไม่ได้”
ถึงจะพยายามอย่างหนักก็ตาม
ผมก็ไม่สามารถวาดภาพให้เหมือนกับแร็มบรันต์ ผู้เป็นอัจฉริยะได้
“แต่เพราะเขาเรียนรู้เรื่องการใช้สี และการละเว้นรายละเอียดเพื่อสร้างความรู้สึกที่เข้มข้น ทำให้เขาสามารถสร้างผลงานในแบบของตัวเองได้”
“ใช่เลย แล้วแวนโก๊ะเองก็ยังส่งอิทธิพลต่อกลุ่มโพสต์อิมเพรสชันนิสต์กับกลุ่มโฟวิสต์ด้วย”
ผมไม่รู้ว่ากลุ่มโฟวิสต์คืออะไร
“ยังไงก็ตาม ศิลปินแต่ละยุคก็ต่อยอดมาจากยุคก่อนหน้าด้วยวิธีของตัวเอง ถ้าศึกษาแค่ยุคใดยุคหนึ่ง ก็จะเข้าใจได้เพียงแค่ส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น”
“นั่นมันคำพูดของกิลส์ เดอลูซเลยนี่นา”
“กิลส์ เดอลูซ?”
“นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส เขาบอกว่า ‘จิตรกรทุกคนสรุปประวัติศาสตร์ของภาพวาดด้วยวิธีของตัวเอง’ น่ะ”
คุณปู่ลูบหัวผมอย่างภูมิใจ
รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ตอนนี้ผมสามารถรับสัมผัสแบบนั้นได้โดยไม่รู้สึกต่อต้านอะไรเลย
“จริงอย่างที่ว่า เพราะงั้นคลาสสิกถึงยังมีคุณค่าอยู่เลย นายสุดยอดมากเลยนะ”
รู้สึกแปลก ๆ เพราะนี่คงเป็นครั้งแรกที่มีคนชมว่า “สุดยอดมาก”
“เพราะแบบนั้น ผมถึงอยากค่อย ๆ เรียนรู้ไปทีละน้อย จะได้เข้าใจว่าคนร่วมยุคกับผมมองโลกนี้ด้วยความรู้สึกและสายตาแบบไหน ซึ่งมันต้องใช้เวลาน่ะครับ”
คิมจีอูยิ้ม แล้วก็หยิกแก้มผมเบา ๆ
“เธอแน่ใจนะว่าเป็นเด็กจริง ๆ? ทำไมถึงดูเป็นผู้ใหญ่อย่างนี้เนี่ย?”
ผมพอทนได้เวลามีคนลูบหัว แต่การบีบแก้มเป็นสิ่งที่รับไม่ได้
ถึงจะหันหน้าหนีแล้วมองเธอเขม็ง เธอก็ยังยิ้มสดใสจนผมต่อว่าไม่ลง
“เธอนี่มันอัจฉริยะของจริงเลย ว่ามั้ยคะ ท่านคณบดี?”
“ฮ่า ๆ ๆ”
คุณปู่ไม่ได้ปฏิเสธเลย
ทั้งที่ท่านเป็นคนที่ถ่อมตัวและเคารพผู้อื่นอยู่เสมอ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับผม ท่านก็ไม่ลังเลที่จะภูมิใจ
...
หลังจากเดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอัมสเตอร์ดัมไปเรื่อย ๆ เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วถึงหนึ่งสัปดาห์
เหมือนอย่างที่คิมจีอูพูด ผมคงจะเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาจริง ๆ เพราะมีบางคนจำผมได้ และเข้ามาทักทายจับมือด้วย
แม้จะยังห่างชั้นกับคุณปู่ที่ไม่ว่าใครเจอก็ต้องทักทายก่อน แต่ก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ที่ตัวเองเหมือนจะกลายเป็น “คนดัง” เข้าแล้ว
‘เฮ้อ...’
อย่างไรก็ตาม เวลานี้เป็นช่วงเวลาที่มีความหมายมากจริง ๆ
หกวันที่พิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะทำให้ผมได้กลับมาทบทวนตัวเองและตั้งหลักใหม่ในใจ
ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ไรกส์นั้น คือการค้นพบความน่าทึ่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การได้คุยเรื่องภาพวาดกับคุณปู่ทำให้ลืมเวลาไปเลย บางครั้งเราใช้เวลาทั้งวันเพื่อสนทนาเกี่ยวกับภาพเดียวด้วยซ้ำ
จนผมเริ่มคิดว่า ‘เราสนุกขนาดนี้ มันจะดีเหรอ?’ เลยทีเดียว
“ไม่เหนื่อยเหรอ?”
“ไม่เลยครับ”
ไม่เพียงไม่เหนื่อย ผมยังไม่เคยมีความสุขเท่านี้มาก่อนด้วยซ้ำ
“งั้นต่อไปเราไปไหนดีล่ะ จะไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัย หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะของเมืองก็ได้นะ”
“ผมอยากไปดูนิทรรศการของอ็องรี มาร์โซครับ”
“อืมม…”
ดูเหมือนคุณปู่ยังไม่สบายใจนัก
แต่เพราะเป็นเรื่องที่สัญญาไว้ ท่านจึงจำใจเช็กตารางให้
“จัดแสดงที่ปารีสนี่เอง”
“งั้นหลังจากดูนิทรรศการมาร์โซ เราไปที่ออร์แซต่อได้ไหมครับ?”
“แน่นอน แล้วก็ไปลูฟวร์ด้วยกันเลย”
ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ออร์แซและลูฟวร์ สองพิพิธภัณฑ์ที่โด่งดังที่สุดในยุโรป!
หัวใจดวงเล็ก ๆ ของผมเริ่มเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง