สถานที่นี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อห้าปีก่อนที่ผมจะเสียชีวิต ตามคำบอกเล่าของไกด์ท่องเที่ยว ที่นี่มีห้องจัดแสดงมากถึง 250 ห้อง เป็นขุมทรัพย์แห่งวัฒนธรรมและศิลปะของเนเธอร์แลนด์อย่างแท้จริง
เพียงแค่ภาพวาดที่จัดแสดงก็มีมากกว่า 5,000 ชิ้น ไม่รู้เหมือนกันว่าจะสามารถชมได้ครบในระหว่างการเดินทางครั้งนี้หรือเปล่า
“ตรงนี้แหละ”
ผมหันตามสายตาของคุณปู่ แล้วเห็นอาคารสไตล์กอทิกหลังใหญ่ที่อยู่ด้านหลังสระน้ำประดิษฐ์ขนาดเล็ก
ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ยังไม่เคยได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ พอได้มาในตอนนี้ก็รู้สึกเหมือนกับได้ขึ้นสวรรค์
ผู้คนมากมาย
มีทั้งคนที่นั่งคุยกันรอบสระน้ำ คนที่ถ่ายรูปกับประติมากรรมที่อยู่ระหว่างพิพิธภัณฑ์กับสระน้ำ
เป็นประติมากรรมที่แปลกตา
I amsterdam.
ตัวอักษร ‘I’ และ ‘Am’ จากคำว่า ‘Amsterdam’ ถูกทาสีแดงสด ทำให้สามารถอ่านได้ว่า ‘I am amsterdam’
‘หมายความว่าอะไรนะ?’
ดูเผิน ๆ เหมือนจะหมายถึง “ฉันคือชาวอัมสเตอร์ดัม” ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ยังไม่เข้าใจนัก
เหมือนกับประติมากรรมหน้าพิพิธภัณฑ์ WH ที่ผมไม่สามารถเข้าใจได้ ศิลปะสมัยใหม่นี่เข้าใจยากจริง ๆ
‘สักวันก็คงเข้าใจเอง’
ผมยังพึ่งจะเริ่มทำความรู้จักกับศิลปะยุคใหม่ คงต้องค่อย ๆ เรียนรู้และเข้าใจกันไป
ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
สิ่งสำคัญคือผู้คนยิ้มแย้มขณะถ่ายรูปหน้าประติมากรรมนั้น
“งั้นก็ขอให้สนุกกับการชมนะครับ”
“ขอบคุณครับ”
บนตั๋วที่พนักงานให้มามีภาพวาดอยู่หนึ่งภาพ ดูจากลายเส้นแล้วน่าจะเป็นผลงานของแรมบรันต์
“นี่คือ การเฝ้ายามกลางคืน เหรอครับ?”
“ใช่แล้ว เป็นหนึ่งในภาพที่น่าสนใจที่สุดของที่นี่เลยล่ะ”
คุณปู่เสริมว่าถึงกับนำภาพนี้มาพิมพ์ลงบนตั๋วเลย แค่นั้นก็บอกอะไรได้หลายอย่างแล้ว
ชัดเจนว่าผลงานของแรมบรันต์ที่ยังคงเป็นที่รักหลังเวลาผ่านไปหลายร้อยปีนั้น คือหลักฐานถึงคุณค่าที่ไม่เสื่อมคลายแม้ยุคสมัยและมุมมองจะเปลี่ยนไป
“รู้ไหมว่าชื่อดั้งเดิมของภาพการเฝ้ายามกลางคืนไม่ใช่ชื่อนี้?”
“ครับ?”
“ชื่อเดิมคือ ‘กองทหารรักษาการณ์ของกัปตันฟรานส์ แบนนิ่ง ค็อก’ น่ะ”
ชื่อยาวมาก
ที่น่าแปลกคือแม้แต่ผมเองยังเพิ่งเคยได้ยินว่าภาพนี้มีชื่อเดิม
“เพราะภาพมันมืด จนดูเหมือนกับว่าพวกเขากำลังลาดตระเวนตอนกลางคืน เลยถูกเรียกกันว่าการเฝ้ายามกลางคืนน่ะสิ”
“มืดลงเหรอครับ?”
“แรมบรันต์ใช้เม็ดสีบางอย่างในการวาดภาพนี้ เช่น เวอร์มิเลียน กับอีกตัวที่มีตะกั่วและกำมะถัน เม็ดสีพวกนี้เมื่อโดนอากาศแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีดำ”
เจ้าตะกั่วตัวดีอีกแล้ว
“ประมาณร้อยปีหลังจากนั้น ภาพก็มืดจนแทบดูไม่ออก เลยทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นภาพวาดกลางคืน อีกทั้งที่ที่แขวนภาพนี้มีเตาผิงอยู่ด้วย เถ้าที่ลอยมาติดก็ยิ่งทำให้ภาพดูมืดลงอีก”
แม้แต่ภาพของผมที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะก็มีปัญหาเรื่องสีเพี้ยนเช่นกัน แต่ก็ไม่ถึงขั้นเข้าใจผิดว่ากลางวันเป็นกลางคืน
เรื่องนี้ย้ำเตือนอีกครั้งว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นสำคัญมากเมื่อต้องเลือกใช้วัสดุ
“งั้นตอนนี้ก็ยังดูไม่ชัดงั้นเหรอครับ?”
“เขาขูดผิวภาพออกจนสามารถฟื้นฟูได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้กลับไปเหมือนกับตอนที่แรมบรันต์วาดเสร็จใหม่ ๆ หรอกนะ”
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ผลงานชิ้นโบแดงกลับถูกทำลายเพราะความไม่รู้
“พอเห็นของจริงก็จะเข้าใจเอง ขึ้นไปดูกันเถอะ”
ผมเดินขึ้นบันไดไปพร้อมกับคุณปู่
ห้องจัดแสดงที่ชื่อว่า “หอเกียรติยศ” มีบรรยากาศเคร่งขรึมตั้งแต่ทางเข้า
ไม่ใช่แค่ผลงานที่จัดแสดงเท่านั้น ตัวอาคารเองก็ถือเป็นงานศิลป์เช่นกัน
‘อา’
ที่ฝั่งตรงข้ามทางเข้าโดยตรง
การเฝ้ายามกลางคืนของแรมบรันต์ ถูกแขวนไว้อย่างสง่างาม
‘ใหญ่จัง’
สูง 3.63 เมตร กว้าง 4.37 เมตร สมกับคำว่า “ผลงานชิ้นใหญ่”
ผมเองก็ยังไม่เคยวาดภาพที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าการทำงานกับผลงานขนาดนี้จะเหนื่อยล้าขนาดไหน
“……?”
ภาพนี้มันแปลกไปหน่อย
แม้คุณปู่จะบอกว่าภาพนี้มีการเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา แต่ผมก็ยังรู้สึกแปลกอยู่ดี เพราะสองตัวละครหลักอยู่ตรงกลางภาพพอดี
แน่นอนว่าการจัดวางตัวละครสำคัญไว้กลางภาพเพื่อเน้นย้ำจุดเด่นนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ในงานที่เต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวและการจัดองค์ประกอบอันเป็นธรรมชาติแบบนี้ มันกลับดูขัดตาอย่างประหลาด
มันไม่เหมือนผลงานของแรมบรันต์เลย
“ทำไมเหรอ?”
“มันไม่เหมือนแรมบรันต์ครับ ภาพน่าจะเป็นของจริง แต่สองคนนั้นอยู่กลางภาพเป๊ะเกินไป”
“ฮ่า ๆ ขนาดนั้นเลยเหรอ งั้นปูเสื่อปิกนิกตรงนั้นได้เลยล่ะมั้ง”
อยู่ ๆ คุณปู่ก็พูดถึงการปูเสื่อ ผมไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร
“เดิมทีภาพนี้ถูกแขวนอยู่ในห้องประชุมของกองทหารรักษาการณ์ แต่พอนำออกมาแสดง ภาพมันใหญ่เกินไป เลยต้องตัดส่วนบนกับซ้ายออกเยอะเลย ขวาก็ถูกตัดเล็กน้อย เพื่อให้สองคนนั้นมาอยู่ตรงกลางพอดี”
นี่มันบ้าชัด ๆ
พวกเขาต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ
“ตัดออกเท่าไหร่ครับ? มากแค่ไหน?”
“อืม... ประมาณ 60 เซนติเมตรทั้งด้านบนและซ้าย”
ถ้าภาพนี้ไม่ถูกตัดออก สองตัวละครที่เห็นตรงกลางตอนนี้ก็คงจะอยู่เยื้องไปทางขวาแทน
มันคงดูเหมือนพวกเขาเดินเข้ามาจากด้านขวาของภาพ และให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวได้ดีกว่านี้แน่นอน
“ในสมัยนั้น การตัดภาพไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ตอนที่ภาพถูกย้ายมาที่นี่ในปี 1885 ทุกคนคิดว่าน่าจะได้รับการดูแลอย่างดีเสียที”
“แต่ไม่ใช่เหรอครับ?”
คุณปู่พยักหน้า
“น่าจะปี 1976 มีไอ้บ้าคนหนึ่งเอามีดมากรีดภาพนี้”
“...ภาพนี้เหรอครับ?”
ผมถามเพราะไม่อยากจะเชื่อ แต่คุณปู่ก็ยังพยักหน้า
“จนกระทั่งปี 2019 ถึงจะได้รับการฟื้นฟู เพราะก่อนหน้านั้นเทคโนโลยียังไม่พร้อม”
ผมรู้สึกพูดไม่ออกกับความเหลือเชื่อของเรื่องนี้
ตอนนี้ถึงเข้าใจแล้วว่าทำไมพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะถึงแขวนภาพปลอม และเอาภาพจริงไปเก็บไว้หลังกระจก
เพราะโลกนี้มีคนบ้าเยอะเกินไป
ผมทอดสายตากลับไปยังภาพอีกครั้ง แม้จะเต็มไปด้วยเรื่องน่าเศร้า
ใบหน้าเต็มไปด้วยบุคลิกเฉพาะของแต่ละตัวละคร ความประณีตของเสื้อผ้า รายละเอียดที่ยังชัดเจนแม้จะมืดลงจากกาลเวลา ความเปรียบต่างของแสงเงาที่โดดเด่น สีสันที่หลากหลาย
และแม่มดตัวเล็กที่ถือไก่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกองทหารรักษาการณ์
ภาพนี้ไม่ใช่แค่ภาพวาดกลุ่มคนธรรมดา
แต่มันคือภาพเหมือนที่รวมเอาความเป็นตัวตนของแต่ละคนไว้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ด้วยผลงานนี้เอง แรมบรันต์ ฟาน ไรน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ศิลปะ
แต่ในขณะเดียวกัน...
“ผลงานชิ้นนี้นี่แหละที่ทำให้ชีวิตของแรมบรันต์เริ่มพังทลาย”
อย่างที่คุณปู่ว่า ผลงานนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของตัวตนที่ชื่อแรมบรันต์
“ภาพนี้ได้รับการว่าจ้างจากสมาชิกกองทหารรักษาการณ์ 18 คน พวกเขาอยากให้วาดให้ดูสง่างาม”
บรรดาผู้ว่าจ้างล้วนเป็น “ลูกหลานของบ้านร่ำรวย” แม้จะสมัครเข้ากองทัพเพื่อเกียรติยศในการปกป้องชาติ แต่การฝึกฝนนั้นห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ ซึ่งก็ปรากฏให้เห็นในภาพว่าเกิดความผิดพลาดของทหาร
ความเป็นจริงที่แฝงอยู่ในภาพนั่นเองคือจุดเด่น และในขณะเดียวกันก็เป็นต้นตอของปัญหา
“ถ้าเขาวาดตามแบบเป๊ะ ๆ ให้ทุกคนหันหน้ามาทางเดียวกัน อาจไม่มีใครบ่นก็ได้ ถ้าวาดให้ดูหล่อเท่ตามคำขอก็คงดีกว่านี้ แต่เขาไม่ทำแบบนั้น และผู้ว่าจ้างก็ไม่พอใจที่เขาวาดให้ดูเหมือนพวกเขาทำผิดพลาด”
ผมยอมรับในความเป็นศิลปินของแรมบรันต์ และก็เข้าใจฝ่ายผู้ว่าจ้างด้วย
ในเมื่อจ่ายเงินเท่ากัน แต่บางคนถูกวาดให้เล็กและมืดอยู่ด้านหลัง ก็ย่อมต้องรู้สึกไม่พอใจ
ผู้ชายที่ถูกวาดเหมือนยิงปืนพลาดก็คงรู้สึกอายไม่น้อย
“หลังจากภาพนี้ ก็ไม่มีใครจ้างแรมบรันต์อีกเลย ผลงานของเขาเริ่มหลุดพ้นจากแบบแผนเดิม ๆ และแสดงออกถึงแนวคิดของตัวเอง แต่ในยุคนั้นกลับไม่ได้รับการยอมรับ”
แม้ผมจะเคารพแรมบรันต์และเคยศึกษาผลงานของเขาอย่างมากเพื่อวาดให้ได้แบบเดียวกัน
แต่หลังจากที่ผมเองก็ผ่านชีวิตคล้ายคลึงกัน ความคิดก็เปลี่ยนไป
หากผมและแรมบรันต์ไม่มีปัญหาเรื่องเงิน หากเราวาดภาพที่ผู้คนต้องการ แล้วใช้เงินนั้นไปสร้างผลงานที่เรารัก บางทีเราอาจจะมีชีวิตอยู่นานขึ้น และสร้างผลงานได้มากกว่านี้
การยังชีพกับศิลปะไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ในโลกที่อุดมคติคือการที่ผู้คนรักในสิ่งที่เราวาด แต่นั่นเป็นสิ่งที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับพรนั้น
ถ้าแรมบรันต์สร้างชื่อจากภาพเหมือนหรือภาพส่วนตัว แล้ววาดผลงานอย่างการเฝ้ายามกลางคืนตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง จะเป็นอย่างไร?
เขามีความสามารถพอจะทำแบบนั้นได้
“……”
การได้รับการยกย่องหลังความตาย เป็นเพียงปลอบใจเท่านั้น
แม้ผมจะได้รับทั้งกำลังใจและความปลอบประโลมอย่างใหญ่หลวงจากการอยู่ในพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ แต่ก็ทำให้ใจของผมแน่วแน่ยิ่งขึ้นเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นชีวิต หรือการวาดภาพ ก็ไม่อาจละทิ้งได้
การได้วาดรูปคือเหตุผลของการมีชีวิต และในขณะเดียวกัน การมีชีวิตอยู่ก็เป็นเงื่อนไขที่จำเป็นเพื่อจะวาดภาพได้
ในอดีต ผมเคยคิดว่าหากแรมบรันต์ทำตามความต้องการของผู้ว่าจ้าง ก็คงจะไม่มีผลงานอย่างการเฝ้ายามกลางคืนเกิดขึ้น
แต่เมื่อได้ลิ้มรสถึงขีดสุดของความสิ้นหวัง จนแทบต้องปลิดชีวิตตนเอง จึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า
ไม่อาจละทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปได้
ในชีวิตใหม่นี้ที่ผมได้รับอีกครั้ง หนทางที่ผมจะก้าวเดินมีเพียงหนึ่งเดียว
วาดในสิ่งที่อยากวาด และวาดในสิ่งที่ผู้คนชื่นชอบ
การรวมสองสิ่งนี้ไว้ด้วยกัน และสามารถวาดภาพต่อไปอย่างแข็งแรง ยืนยาว คือหนทางที่ผมปรารถนาอย่างแท้จริง
...
พิพิธภัณฑ์แห่งชาติไรกส์ในอัมสเตอร์ดัม ช่างเต็มไปด้วยผลงานที่ชวนให้ดวงตาเบิกบาน หัวใจอิ่มเอม และถึงขั้นรู้สึกเสียวซ่าที่กลางหลัง
ผมคุยกับคุณปู่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผ่านไปครึ่งวันก็ยังดูไม่จบแม้แต่ชั้นสอง
ก็แค่ตรงทางเข้านั่นแหละ เรายืนอยู่กันตั้งสามชั่วโมง คงไม่ใช่เรื่องแปลก
ท้องที่หิวจนร้องโครกใหญ่ทำให้ต้องออกมาหาอะไรกินตอนเย็น
“อืม... น่าจะได้เวลาแล้วนะ”
คุณปู่เคาะนาฬิกาข้อมือเบา ๆ แล้วก็มองไปรอบ ๆ
“รอใครอยู่เหรอครับ?”
“อืม... นักข่าวที่เคยสัมภาษณ์คราวก่อนน่ะ จำได้ไหม? คิมจีอู”
นักข่าวจอมวุ่นวายที่เราเจอกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะกรุงโซลนั่นเอง
“จำได้ครับ”
“เขาว่าอยากสัมภาษณ์อีกที แล้วก็อยากเลี้ยงข้าวเย็น เลยนัดมาเจอกันนี่แหละ”
“เขามาถึงนี่เลยเหรอครับ?”
ไม่ว่าจะเป็นอีอินโฮหรือคิมจีอู อาชีพนักข่าวดูจะต้องใช้ความทุ่มเทแบบสุดตัวจริง ๆ
“เขาจะเป็นคนที่ช่วยเธอได้มากในอนาคต พยายามรักษาความสัมพันธ์ไว้นะ แต่ก็อย่าเผลอสอนอะไรเขามากเกินไปล่ะ”
“ทำไมล่ะครับ?”
“การมีความสัมพันธ์ที่เหมาะสมกับนักข่าว จะเป็นประโยชน์ทั้งกับเขาและกับเราด้วย แต่คนเราน่ะ ไม่ควรไว้ใจง่ายไป คนพวกนี้บางทีอาจเอาเรื่องที่ควรเก็บไว้เป็นความลับไปลงข่าว หรือเอามาใช้เป็นจุดอ่อนเราในภายหลังได้”
ความเศร้าที่มนุษย์ยังไม่อาจวางใจในกันและกัน ดูเหมือนจะยังไม่เปลี่ยนแปลงแม้ในยุคปัจจุบัน
“อ๊านยองฮาเฮกเก๊ซซเซโย!”
เสียงแปลก ๆ ดังมาจากด้านหลัง
ผมหันกลับไปก็เห็นคิมจีอูกำลังหอบแฮ่ก ๆ และพยายามยิ้มอย่างยากลำบาก
“ฮ่า... ขอโทษทีฮะ...”
“ใจเย็น ๆ ก่อน หายใจให้ทั่วก่อนน้า ไม่ได้รอนานหรอก”
“ค่าแฮ่ก... ฮุนี่... ไม่เป็นฮะบ?”
ผมเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ เลยยื่นขวดน้ำที่พกมาด้วยให้เธอ
เธอยกขึ้นดื่มอย่างเต็มที่
“อ่า...”
“แค่ก! แค่ก!”
ผมเลยช่วยตบหลังให้พร้อมกับคุณปู่ เพราะเธอสำลักเข้าไปเต็ม ๆ
อยากให้เธอสงบลงสักที แต่ดูเหมือนจะยังไม่ไหว
“ฮึก... จริงเหรอ? มาร์โซกับคุณ... จริงเหรอคะ? จริง ๆ เลย?”
เธอจับแขนทั้งสองข้างของผมไว้แน่น ถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
เล่นเอาผมรู้สึกว่าเธอจะหายใจไม่ทันเสียก่อน