เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ตรงกับวันชาติพอดี กลายเป็นสองเทศกาลรวมเป็นหนึ่ง แม้ตอนนี้จะยังเหลือเวลาอีกหลายวันกว่าจะถึงวันเทศกาล แต่ภายในวิทยาเขตของม.เยียนจิงก็อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองแล้ว
วันนี้หลี่สู่กวงจากสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนมาหาที่ห้องสมุด การมาเยือนครั้งนี้ของเขาเพื่อพูดคุยเรื่องการตีพิมพ์ "รองเท้าคู่เล็ก"
สัญญาตีพิมพ์ของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนจะเซ็นกันทุกๆ สามปี และสัญญาของ "รองเท้าคู่เล็ก" ก็ใกล้จะหมดอายุลงแล้ว
ตลอดสามปีตั้งแต่ตีพิมพ์มา ยอดขายรวมของ "รองเท้าคู่เล็ก" ฉบับรวมเล่มสูงถึง 1.67 ล้านเล่ม ซึ่งยอดขายเกินกว่าครึ่งมาจากช่วงปีครึ่งแรก หลังจากผ่านช่วงขายดีมาแล้ว ยอดขายก็ค่อยๆ กลับมาธรรมดา ยอดขายต่อเดือนในช่วงสองเดือนที่ผ่านมายังไม่ถึงสองหมื่นเล่มเลยด้วยซ้ำ
ทว่าถึงจะเป็นเช่นนั้น ยอดขายของ "รองเท้าคู่เล็ก" ก็ยังถือว่าไกลเกินเอื้อมสำหรับนิยายร่วมสมัยส่วนใหญ่อยู่ดี
การที่หลี่สู่กวงมาหาหลินเฉาหยางเพื่อคุยเรื่องสัญญาในครั้งนี้ ได้เพิ่มค่าต้นฉบับจากเดิมที่คิดจากยอดพิมพ์หนึ่งหมื่นเล่มต่อ 1% (ค่าต้นฉบับพื้นฐาน) ขึ้นเป็นหนึ่งหมื่นเล่มต่อ 2% ถือเป็นความจริงใจจากสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชน
ท้ายที่สุดแล้ว "รองเท้าคู่เล็ก" ก็ผ่านพ้นช่วงขายดีไปแล้ว ยอดขายหลังจากนี้คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก
หลินเฉาหยางครุ่นคิดเพียงครู่เดียว ก็ตัดสินใจว่าจะไม่ต่อสัญญากับสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนอีก
เริ่มจาก "รองเท้าคู่เล็ก" สัญญาของนิยายหลายเรื่องที่เขาตีพิมพ์ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ทยอยหมดอายุลงเรื่อยๆ ตอนแรกที่เซ็นสัญญาค่าต้นฉบับนั้นค่อนข้างต่ำ ตอนนี้ผ่านช่วงที่ยอดขายพุ่งสูงสุดไปแล้ว ทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ได้โง่ ย่อมไม่มีทางขึ้นค่าต้นฉบับให้เขามากมายแน่
สู้รอไปอีกสักพัก รอให้ได้สิทธิ์ในการตีพิมพ์ผลงานหลายๆ เรื่องกลับคืนมาทั้งหมด แล้วค่อยหาสำนักพิมพ์ที่มีความจริงใจมาคุยด้วยดีกว่า
การนำผลงานหลายเรื่องมารวมแพ็กเกจตีพิมพ์ น่าจะทำให้ตกลงราคาได้ดีกว่า
หลังจากคิดทบทวนแล้ว หลินเฉาหยางก็ปฏิเสธหลี่สู่กวงไปอย่างนุ่มนวล
"ถ้าคุณคิดว่ามาตรฐานค่าต้นฉบับยังไม่เหมาะสม พวกเรามาปรึกษากันใหม่ก็ได้นี่ครับ" หลี่สู่กวงพยายามเกลี้ยกล่อม
หลินเฉาหยางคิดในใจว่า ต่อให้คุยกันใหม่ก็ไม่มีทางเพิ่มจาก 1% เป็น 5% ได้หรอก นิสัยของสำนักพิมพ์วรรณกรรมประชาชนอย่างพวกคุณ ทำไมผมจะไม่รู้
เขาปฏิเสธซ้ำอีกครั้งอย่างไม่ลังเล หลี่สู่กวงจึงทำได้เพียงจากไปพร้อมกับความผิดหวัง
ช่วงบ่ายยังไม่ทันถึงสี่โมง หลินเฉาหยางก็ทักทายเพื่อนร่วมงานแล้วออกจากห้องสมุด มุ่งหน้าไปยังหน้าประตูทางเข้าลานของสำนักวัฒนธรรมประจำเมือง
รออยู่เพียงไม่นาน ก็เห็นพนักงานขี่รถจักรยานออกมาจากลานอย่างต่อเนื่อง เถาอวี้ซูเดินออกมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางกระแสผู้คนและรถรา
อายุครรภ์เจ็ดเดือนแล้ว การเคลื่อนไหวของเถาอวี้ซูจึงไม่สะดวกสบายเหมือนช่วงหลายเดือนก่อนหน้านี้
"พรุ่งนี้ไปสังสรรค์ที่บ้านพวกเราไหมคะ"
เถาอวี้ซูควงแขนหลินเฉาหยาง เอ่ยปากชวนเพื่อนร่วมงานก่อนจะแยกย้ายกัน
หลินเฉาหยางมองดูสีหน้าของคนเหล่านั้นที่เริ่มลังเล สายตาล่อกแล่ก เผยให้เห็นถึงความลำบากใจและไม่อยากไปอย่างชัดเจน
"โธ่ พรุ่งนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ต้องพาลูกไปศูนย์เยาวชน"
"ฉันต้องอยู่บ้านซักผ้าค่ะ สัปดาห์ก่อนก็ไม่ได้ซัก ดองมาครึ่งเดือนแล้ว"
"พัดลมที่บ้านพวกเราพัง พรุ่งนี้ต้องเอาไปซ่อมสักหน่อยน่ะครับ"
...
เหตุผลที่ทุกคนสรรหามาอ้างนั้นมีร้อยแปดพันเก้า แต่จุดประสงค์กลับตรงกันอย่างน่าประหลาดใจ ท่าทีก็เด็ดขาดมาก นั่นคือ... จะยอมถูกกระสุนเคลือบน้ำตาลของเถาอวี้ซูกัดกร่อนไม่ได้เด็ดขาด
ช่วงก่อนหน้านี้เถาอวี้ซูชวนเพื่อนร่วมงานไปงานเลี้ยงที่บ้าน ตอนแรกทุกคนก็รู้สึกดีอยู่หรอก มีสภาพแวดล้อมที่กว้างขวางสะดวกสบาย มีบรรยากาศการพูดคุยที่อิสระ แถมยังมีอาหารรสเลิศที่ชวนให้น้ำลายสอ
แต่หลังจากไปมาสองครั้ง ทุกคนก็เริ่มรู้สึกทะแม่งๆ ขึ้นเรื่อยๆ นี่มันไปร่วมงานเลี้ยงที่ไหนกัน เห็นได้ชัดว่าไปทำงานล่วงเวลาต่างหาก
การให้ชนชั้นแรงงานมาทำงานล่วงเวลาในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ ต้องเป็นนายทุนที่หน้าเลือดขนาดไหนถึงจะทำเรื่องพรรค์นี้ลงได้
ระหว่าง "ได้กินฟรีดื่มฟรี แต่ต้องทำงานล่วงเวลา" กับ "ไม่ต้องทำงานล่วงเวลา" ทุกคนต่างเลือกอย่างหลังอย่างเด็ดเดี่ยว
พอเถาอวี้ซูชวนทุกคนไปงานเลี้ยงที่บ้านอีก พวกเขาก็มักจะสรรหาเหตุผลต่างๆ นานามาอ้างได้เสมอ
เมื่อได้ฟังเหตุผลสารพัดสารพันของทุกคน เถาอวี้ซูก็รู้สึกผิดหวังในใจเล็กน้อย หลังจากทุกคนจากไปแล้ว เธอก็ถามหลินเฉาหยางด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจว่า "ฉันแสดงออกชัดเจนเกินไปเหรอคะ"
โบราณว่าไว้ ท้องหนึ่งครั้งจะโง่ไปสามปี หลังจากตั้งครรภ์เถาอวี้ซูก็ขี้ลืมกว่าเมื่อก่อนมาก เมื่อเทียบกับเถาอวี้ซูคนที่ฉลาดเฉลียวและสง่างามก่อนตั้งครรภ์แล้ว ตอนนี้เธอดูซื่อบื้อขึ้นมาหน่อยจริงๆ
"ไม่ใช่ว่าคุณแสดงออกชัดเจนเกินไปหรอก เป็นเพราะพวกเขาไม่ใฝ่หาความก้าวหน้าต่างหาก"
หลินเฉาหยางเอ่ยปากปุ๊บก็พูดจาพลิกขาวเป็นดำทันที
"เฮ้อ! ฉันก็ทำเพื่อความหวังดีต่อนิตยสารนะคะ"
"ครูที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชนักเรียนก็ทำเพื่อความหวังดีต่อพวกเขาเหมือนกัน ก็ไม่เห็นว่านักเรียนทุกคนจะรักเรียนเลย อย่ากดดันตัวเองมากไปสิครับ"
หลินเฉาหยางจูงมือเถาอวี้ซู ทั้งสองคนเดินกลับบ้านด้วยกันตลอดทาง
หลังมื้อค่ำ เขาพาเถาอวี้ซูไปเดินเล่นในลานบ้านก่อน จากนั้นค่อยไปเขียนนิยายในห้องหนังสือ
เขาเกือบจะสี่ทุ่มถึงกลับเข้าห้อง เถาอวี้ซูหลับไปแล้ว เขาย่องเบาๆ ไปล้มตัวลงนอนได้ไม่ถึงสองนาที ก็ได้ยินเสียงกรนเบาๆ ดังมาจากข้างๆ
ตอนนี้อายุครรภ์ของเถาอวี้ซูผ่านไปครึ่งทางแล้ว น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการสูญเสียพละกำลังเนื่องจากการตั้งครรภ์ถือเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับเธอ การนอนกรนบ้างจึงเป็นเรื่องปกติ
หลินเฉาหยางกำลังจะปิดไฟนอน แต่กลับเห็นว่าเถาอวี้ซูนอนกรนไปกรนมา จนกรนปลุกตัวเองให้ตื่นเสียอย่างนั้น
เธอเบิกตากว้าง มองไปรอบๆ ก่อนเป็นอันดับแรก ดวงตากลมโตคู่นั้นฉายแววงุนงง จากนั้นก็หันมาเห็นหลินเฉาหยาง จึงถามเขาว่า "เมื่อกี้ฉันนอนกรนหรือเปล่าคะ"
"อืม"
"ฉันนอนกรนจริงๆ เหรอคะ"
เถาอวี้ซูถามซ้ำอีกครั้งอย่างไม่อยากจะเชื่อด้วยสีหน้าน้อยเนื้อต่ำใจ ประกอบกับใบหน้าที่ค่อนข้างกลมมนของเธอในตอนนี้แล้ว ทำให้ดูเด๋อด๋าและน่ารักอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อเห็นปฏิกิริยาเช่นนี้ของเธอ หลินเฉาหยางก็ไม่รู้จะพูดกับเธออย่างไรดี
"ก็แค่นอนกรนเอง เสียงเบามากๆ ตอนนี้คุณตัวหนัก รอคลอดเสร็จก็หายแล้ว" หลินเฉาหยางพูดปลอบใจ
ผลปรากฏว่าเขาไม่ปลอบยังจะดีกว่า พอปลอบปุ๊บ ขอบตาของเถาอวี้ซูก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่จนร่วงเผาะๆ ลงมา
แต่งงานกันมาสี่ปีกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฉาหยางเห็นเธอร้องไห้ จึงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
เขาใช้สองมือประคองใบหน้าของเธอ "อย่าร้องสิครับ เป็นอะไรไปเนี่ย"
"ฉันถึงกับนอนกรนเลยเหรอ ตอนไปชนบทฉันยังไม่เคยนอนกรนเลยนะ" เถาอวี้ซูมีสีหน้าน้อยอกน้อยใจ ร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้า ราวกับแมวส้มอ้วนท้วนที่ถูกรังแกมาจากข้างนอก แล้วกลับมาฟ้องเจ้านายด้วยความคับแค้นใจ
หลินเฉาหยางรู้สึกขบขันในใจเล็กน้อย เขากอดเธอด้วยความสงสาร แล้วเริ่มพูดจาเหลวไหล "เรื่องนี้จะโทษคุณก็ไม่ได้ ต้องโทษเจ้าตัวเล็กในท้องนี่แหละ รอคุณคลอดออกมาเมื่อไหร่ ค่อยสั่งสอนเขาให้เข็ดเลย"
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา เถาอวี้ซูก็ได้สติกลับคืนมา "ไม่เกี่ยวอะไรกับลูกสักหน่อย คุณอย่ามารังแกที่เขาพูดไม่ได้นะ"
"ไม่ได้รังแกเขาสักหน่อย โทษผมเองๆ รู้อย่างนี้ไม่น่าให้คุณไปทำงานเลย กลางวันต้องเหนื่อยมากแน่ๆ"
อารมณ์ของผู้หญิงตั้งครรภ์นั้นขึ้นๆ ลงๆ แปรปรวนง่าย ช่วงเวลานี้หลินเฉาหยางชินเสียแล้ว จึงฝึกฝนทักษะ "โอนอ่อนผ่อนตาม" จนชำนาญ
ปลอบโยนอยู่ครู่หนึ่ง เสียงร้องไห้ของเถาอวี้ซูก็เปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้น เธอจมูกแดงก่ำพลางพูดกับหลินเฉาหยางว่า "ฉันหิวแล้ว!"
หลินเฉาหยางอดหัวเราะออกมาไม่ได้ "งั้นเดี๋ยวผมไปต้มบะหมี่ให้นะ ใส่ไข่ด้วยฟองหนึ่ง"
"เอาสองฟองค่ะ แล้วก็ใส่ต้นหอมซอย หยดน้ำมันงาสักหน่อยด้วย"
มื้อดึกของคุณนายเถานั้นต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ
"เรื่องแค่นี้ยังต้องเตือนอีกเหรอ รอรับประทานได้เลยขอรับ!"
ช่วงพลบค่ำก่อนวันไหว้พระจันทร์ เสียงเครื่องยนต์รถยนต์ดังกระหึ่มขึ้นที่หน้าประตูบ้านของหลินเฉาหยาง
ผ่านไปไม่ถึงสองนาที เถาอวี้ซูที่ชะเง้อมองไปทางประตูบ้านจากในลาน ก็เห็นตู้เฟิงหิ้วของพะรุงพะรังเดินเข้ามาในบ้าน
"เอาของมาเยอะแยะทำไมเนี่ย"
"ก็เทศกาลทั้งทีนี่ครับ มันก็ต้องให้สมกับเป็นเทศกาลหน่อย"
ตู้เฟิงมีท่าทีฮึกเหิม หลังจากวางของลงแล้ว เขาก็พินิจพิเคราะห์เถาอวี้ซู "พี่ครับ ตอนนี้พี่ดูมีน้ำมีนวลจังเลย ทั่วทั้งตัวเปล่งประกายความเป็นแม่ออกมาเลยนะเนี่ย"
เมื่อได้ยินคำเยินยอของตู้เฟิง เถาอวี้ซูก็พูดหยอกล้อว่า "แหม เป็นพ่อค้าเต็มตัวแล้วสินะ ปากหวานจริงเชียว"
"ดูพี่พูดเข้าสิ ตอนผมยังไม่ได้ทำธุรกิจ ผมก็ปากหวานอยู่แล้วนะ!"
สองพี่น้องกำลังคุยกันอยู่ หลินเฉาหยางก็เพิ่งเลิกงานเดินกลับมาจากข้างนอก พอเห็นตู้เฟิงก็ถามขึ้นว่า "รถเก๋งวอร์ซอข้างนอกนั่นนายซื้อมาเหรอ"
พอหลินเฉาหยางพูดถึง "รถเก๋งวอร์ซอ" เถาอวี้ซูก็รู้สึกได้ชัดเจนเลยว่าตู้เฟิงยืดหลังตรงขึ้นมาทันที
"ใช่ครับ"
"ใช้ได้เลยนี่ เวลาแค่ปีเดียว ก็ได้ขับรถเก๋งแล้ว" หลินเฉาหยางพูดกลั้วหัวเราะ
ตู้เฟิงแสร้งทำเป็นสงวนท่าที "โธ่ ก็แค่อะไหล่ที่หน่วยงานอื่นเขาโละทิ้งแล้วเอามาประกอบกันนั่นแหละครับ แค่นี้ก็ยังหมดไปตั้งสามพันหยวนแน่ะ"
ต้นแบบแรกสุดของรถเก๋งวอร์ซอคือรถยนต์ก๊าซ โปเบดา ของสหภาพโซเวียต ซึ่งลอกเลียนแบบมาจากรถยนต์ฟอร์ดของอเมริกา
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง โปแลนด์วางแผนที่จะสร้างอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ จึงได้นำเข้าสายการผลิตรถยนต์ก๊าซ โปเบดา รุ่นนี้ของสหภาพโซเวียต แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น วอร์ซอ
หลังยุค 50 ก็เริ่มมีการนำเข้ามาในประเทศ จนกระทั่งถึงยุค 70 ในบรรดารถยนต์ของรัฐบาลภายในประเทศ รถยนต์วอร์ซอก็ยังมีจำนวนครอบครองอยู่ค่อนข้างมาก
แต่พอถึงช่วงกลางยุค 70 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ญี่ปุ่นกลับมาดีขึ้น รถยนต์นำเข้าหลักในประเทศจึงกลายเป็นแบรนด์ของญี่ปุ่นไม่กี่แบรนด์
รถยนต์วอร์ซอค่อยๆ ถูกโละทิ้งจากการเป็นรถยนต์ประจำตำแหน่งของรัฐบาล รถยนต์ของตู้เฟิงคันนี้ก็ใช้ประโยชน์จากอะไหล่ของรถยนต์ประจำตำแหน่งเก่าๆ ที่ถูกโละทิ้งเหล่านั้นมาประกอบเข้าด้วยกัน
เถาอวี้ซูฟังแล้วก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็น จึงอยากออกไปดูรถเก๋งที่ตู้เฟิงใช้เงินสามพันหยวนประกอบขึ้นมาเหมือนกัน
เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็เห็นรถเก๋งสีดำทรงท้ายลาดคันหนึ่งจอดอยู่ในตรอก รูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายกับรถเต่ามาก เพียงแต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย
"ดูดีใช้ได้เลยนะ"
เถาอวี้ซูขึ้นไปนั่งบนรถด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้ตัวเธอหนัก พอลงนั่งบนเบาะหลังก็รู้สึกว่าใต้ก้นมันแข็งไปหน่อย ยื่นมือไปหมายจะปิดประตูรถ ก็พบว่ามันยังปิดไม่สนิท ต้องให้ตู้เฟิงไปช่วยจับแล้วยกขึ้นนิดหนึ่งถึงจะปิดได้สนิท
"พี่ครับ เดี๋ยวผมพาขับรถเล่นสักรอบนะ!"
ตู้เฟิงอยากจะอวดรถเก๋งของตัวเองกับเถาอวี้ซู พอเขาพูดจบก็ไม่รอให้เถาอวี้ซูตอบตกลง ก็รีบสตาร์ทรถอย่างอดใจรอไม่ไหว เครื่องยนต์ส่งเสียงดังกระหึ่มขึ้นมา พอรถเริ่มแล่นไป หูของเถาอวี้ซูก็ได้ยินเสียงดังกึกกักผิดปกติ
"เสียงอะไรน่ะ"
"ไม่มีอะไรหรอกครับ เครื่องยนต์รถคันนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ"
ตู้เฟิงพูดขึ้นประโยคหนึ่ง แล้วขับรถพาหลินเฉาหยางสองสามีภรรยาไปวนรอบถนนฉางอานหนึ่งรอบ ฝีมือการขับรถดูงุ่มง่ามอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่า ก็แค่ยุคนี้บนถนนมีรถน้อย สภาพการจราจรก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร
พอลงจากรถ เถาอวี้ซูก็บ่นว่า "รถอะไรของนายเนี่ย ทำเอาก้นฉันระบมไปหมดแล้ว"
"รถก็เป็นแบบนี้แหละครับ รอวันหลังผมซื้อฮอนด้าแล้วพี่ค่อยมานั่งใหม่นะ"
"หวังสูงจังนะ"
พอเข้าบ้านมาคุยกันได้สักพัก เถาอวี้ซูก็ถามตู้เฟิงว่า "ช่วงนี้ไม่เห็นเฝิงจวนเลย ทำไมเธอไม่มากับนายล่ะ"
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของตู้เฟิงก็ดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย "เลิกกันแล้วครับ"
"เลิกกันแล้วเหรอ" สายตาที่เถาอวี้ซูมองตู้เฟิงเปลี่ยนไปทันที แฝงแววตาราวกับกำลังจับผิดอยู่หลายส่วน "นายเพิ่งจะหาเงินได้นิดหน่อยก็รังเกียจเขาแล้วเหรอ"
"ผมไม่ได้ทำแบบนั้นนะ" ตู้เฟิงรีบปฏิเสธ
"แล้วมันเพราะอะไรล่ะ"
"ผมยุ่งจะตายอยู่แล้วทั้งวัน เธอยังจะมาสร้างความรำคาญใจให้ผมอีก ตอนนั้นทะเลาะกันรอบหนึ่ง ก็เลยเลิกกันเลยครับ" ตู้เฟิงอธิบายสถานการณ์อย่างสั้นๆ กระชับ
หลินเฉาหยางฟังแล้วก็เข้าใจ ความจริงมันก็คือสถานการณ์ที่วัยรุ่นหนุ่มสาวมักจะพบเจอเวลาคบหากันนั่นแหละ
ฝ่ายชายคิดว่าฉันไม่สามารถมือหนึ่งแบกอิฐ อีกมือหนึ่งกอดเธอได้ ส่วนฝ่ายหญิงคิดว่าเธอต้องแบกอิฐไปด้วยแล้วก็ต้องกอดฉันไปด้วย ทางที่ดีไม่ต้องแบกอิฐก็กอดฉันได้
มิน่าล่ะหมอนี่ถึงไม่พูดเรื่องแสดงภาพยนตร์อีกเลย ปีที่แล้วเขายังช่วยเฝิงจวนมาอ้อนวอนขอให้เขาหาบทในภาพยนตร์ให้แสดงอยู่เลย
"เมื่อก่อนก็เห็นรักกันดีไม่ใช่เหรอ จะกลับมาคืนดีกันได้ไหมเนี่ย"
"เลิกกันมาตั้งหลายเดือนแล้ว จะกลับไปคืนดีอะไรอีกล่ะครับ!"
ตู้เฟิงถูกเถาอวี้ซูบ่นจนชักจะหงุดหงิด พูดได้สองประโยคก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับ ข้าวปลาไม่กินแล้ว
หลินเฉาหยางเดินไปส่งเขาที่ประตู ตู้เฟิงก็ถามขึ้นว่า "ทำไมหลังจากพี่สาวผมท้องถึงได้กลายเป็นคนจู้จี้จุกจิกแบบนี้ล่ะครับ"
"นายก็รู้นี่ว่าเธอท้อง นิสัยก็เลยอ่อนโยนกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย"
ตู้เฟิงรู้สึกเลื่อมใสหลินเฉาหยางขึ้นมาเล็กน้อย คำพูดเดียวกันแต่พอออกมาจากปากเขากลับไม่เหมือนกันเลย
หลินเฉาหยางกำลังส่งตู้เฟิงกลับ ก็เห็นชายชราหน้าตาคุ้นเคยคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้านั้นวนเวียนอยู่ในหัวของเขาครู่หนึ่ง แล้วเขาก็นึกออกทันที
ไม่รอให้ชายชราเดินมาถึงตรงหน้า เขาก็เดินเข้าไปหา และยื่นมือออกไปทางชายชรา
"คุณหยาง ไม่เจอกันนานเลยนะครับ"
"หึๆ สหายเฉาหยาง ไม่เจอกันนานเลยนะ ไม่คิดเลยว่าคุณยังจำคนแก่คนนี้ได้"







