ชายชราที่มาเยือนคือรองบรรณาธิการบริหารของนิตยสาร 'วรรณกรรมจีน' หยางเซี่ยนอี้ และยังเป็นนักแปลชื่อดังระดับประเทศอีกด้วย
ต่างจากนักแปลคนอื่นๆ ที่แปลผลงานวรรณกรรมต่างประเทศเป็นภาษาจีน เหล่าเซียนเซิงและภรรยาอุทิศทั้งชีวิตเพื่อแปลผลงานวรรณกรรมจีนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีนสู่สายตาชาวโลก
เมื่อสองปีก่อน หยางเซี่ยนอี้เคยเป็นตัวแทนนิตยสาร 'วรรณกรรมจีน' มาหารือกับหลินเฉาหยางเรื่องการตีพิมพ์ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ของเขาแบบตอนต่อตอน
ทั้งสองทักทายกันสองสามประโยค หลินเฉาหยางก็เชิญหยางเซี่ยนอี้เข้าไปในบ้านพร้อมกับรินน้ำชาให้ หยางเซี่ยนอี้จิบน้ำชาหนึ่งคำแล้วเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นก่อน
"สหายเฉาหยาง คุณก็รู้ว่า 'วรรณกรรมจีน' ของเรามุ่งมั่นที่จะแนะนำผลงานวรรณกรรมจีนให้โลกได้รู้จักมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' ของคุณที่ตีพิมพ์ในนิตยสารของเรา ก็ได้รับคำชมมากมายในแวดวงจีนศึกษาในต่างประเทศและกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเล
ปีนี้ภายใต้การผลักดันของผม 'วรรณกรรมจีน' ของเราได้เปิดตัว 'ชุดหนังสือแพนด้า' ซึ่งเน้นตีพิมพ์ผลงานวรรณกรรมจีนชั้นเยี่ยมทั้งในยุคปัจจุบัน ร่วมสมัย และยุคโบราณเป็นภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส
ที่ผมมาครั้งนี้ ก็เพื่อจะมาคุยกับคุณเรื่องการนำผลงานสองเรื่องคือ 'ฤดูร้อนของไหลจื่อ' และ 'การตายของแวนโก๊ะ' รวบรวมไว้ในชุดหนังสือนี้ด้วย"
เมื่อหยางเซี่ยนอี้บอกจุดประสงค์ของการมาเยือนครั้งนี้ หลินเฉาหยางก็มีสีหน้าผ่อนคลายและกล่าวว่า "การที่ผลงานของผมได้อาศัยแพลตฟอร์มนิตยสารของคุณเพื่อให้ผู้อ่านในต่างประเทศได้เห็นมากขึ้น แน่นอนว่าเป็นเรื่องดีครับ..."
ไม่ว่าจะเป็น 'วรรณกรรมจีน' หรือ 'ชุดหนังสือแพนด้า' ล้วนได้รับการผลักดันจากรัฐบาล ซึ่งมีกลิ่นอายของความเป็นทางการอย่างชัดเจน
ในต่างประเทศส่วนใหญ่จะพึ่งพาตัวแทนจำหน่าย ช่องทางการจัดจำหน่ายมีความพิเศษ ส่วนมากจะเข้าไปอยู่ในห้องสมุดของต่างประเทศ ขาดการจัดแสดงในร้านหนังสือ และข่าวที่เกี่ยวข้องก็มีน้อยจนน่าสงสาร
หากจะบอกว่าสามารถสร้างอิทธิพลอะไรได้มากมายนั้น คงเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างไรนี่ก็นับว่าเป็นการยอมรับจากทางราชการอย่างหนึ่ง
หลินเฉาหยางพูดคุยกับหยางเซี่ยนอี้อยู่ไม่กี่นาที ก็ตกลงเรื่องการตีพิมพ์นวนิยายทั้งสองเรื่อง เพียงแต่ในเรื่องของค่าต้นฉบับ ทาง 'วรรณกรรมจีน' ให้ต่ำกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก
ก่อนหน้านี้วังเจิงฉีเคยบ่นกับเขาว่า นวนิยายขนาดสั้นของเขาหลายเรื่องถูก 'วรรณกรรมจีน' แปลเป็นภาษาอังกฤษและตีพิมพ์ในนิตยสาร แต่ได้ค่าต้นฉบับน้อยจนน่าสงสาร
"ราคาหกหยวนต่อหนึ่งพันตัวอักษรนั้นต่ำไปหน่อยจริงๆ ก็ขอให้สหายเฉาหยางเข้าใจด้วย นิตยสารแบบเราต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลทั้งหมด ไม่ได้มีผลกำไรอะไรเลย"
หลินเฉาหยางให้ความสำคัญกับค่าต้นฉบับก็จริง แต่ก็ไม่ใช่คนหน้าเงิน สถานการณ์แบบ 'วรรณกรรมจีน' การจะให้พวกเขาจ่ายค่าต้นฉบับสูงๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้ ถึงอย่างไรนิตยสารและชุดหนังสือก็ไม่ได้จัดจำหน่ายในประเทศอยู่แล้ว ช่างมันเถอะ
ทว่าเขาก็ยังเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ โดยตกลงกับหยางเซี่ยนอี้ว่าการตีพิมพ์นวนิยายทั้งสองเรื่องของเขานั้นไม่มีเงื่อนไขผูกขาด
พูดง่ายๆ ก็คือ นวนิยายของผมสามารถให้พวกคุณตีพิมพ์ได้ แต่ถ้ามีสำนักพิมพ์อื่นต้องการตีพิมพ์ พวกคุณก็ห้ามขัดขวาง
"แน่นอนสิ แน่นอน นิตยสารและชุดหนังสือของเรามีลักษณะเชิงโฆษณาประชาสัมพันธ์มากกว่า สหายเฉาหยาง หากผลงานของคุณสามารถตีพิมพ์และจัดจำหน่ายในต่างประเทศได้อย่างกว้างขวางจริงๆ พวกเราก็ยินดีด้วย"
หลังจากปรึกษาหารือเรื่องการตีพิมพ์กับหลินเฉาหยางเรียบร้อยแล้ว หยางเซี่ยนอี้ก็ขอตัวลากลับ
ผ่านพ้นวันชาติไป วันนี้เฉินหวยไข่ได้พาเฉินไข่เกอลูกชายของเขามาที่บ้านของหลินเฉาหยาง
'ปรมาจารย์หมากรุก' ได้รับการยืนยันแล้วว่าจะถูกนำไปดัดแปลงโดยโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง และเขาก็เป็นผู้กำกับ แน่นอนว่าย่อมต้องมาปรึกษาหารือเรื่องการดัดแปลงกับหลินเฉาหยาง
การพาลูกชายอย่างเฉินไข่เกอมาด้วยนั้นก็มีความเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง เพราะอยากให้เขาได้สัมผัสคลุกคลีกับหลินเฉาหยางให้มากขึ้น
มาบ้านหลินเฉาหยางเป็นครั้งแรก เฉินไข่เกอมีแต่ความอยากรู้อยากเห็นเต็มไปหมด
เขาเป็นเยาวชนวรรณกรรมตัวยง เมื่อหลายปีก่อนตอนที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นช่วงที่ 'วันนี้' กำลังฮิตในหมู่วิทยาลัยของเมืองเยียนจิงพอดี เขาจึงได้เข้าร่วมกิจกรรมกับคนกลุ่มนั้นไม่น้อย
เมื่อพบหน้าและกล่าวทักทายกันแล้ว เห็นผู้เป็นพ่อเริ่มปรึกษาหารือเกี่ยวกับทิศทางการสร้างสรรค์บทภาพยนตร์กับหลินเฉาหยาง เฉินไข่เกอก็นั่งฟังอยู่ข้างๆ อย่างว่าง่าย
เรื่องราวของ 'ปรมาจารย์หมากรุก' หากมองจากโครงสร้างแล้วถือว่าสมบูรณ์แบบมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวละครหรือการออกแบบความขัดแย้งล้วนเป็นผลงานชั้นเลิศ หากมองจากมุมมองของตัวบทแล้ว แทบจะไม่มีจุดไหนให้จับผิดได้เลย
การดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์ เพียงแค่ดำเนินการไปตามขั้นตอนก็พอแล้ว
ดังนั้นเฉินหวยไข่กับหลินเฉาหยางจึงหารือกันอยู่นาน แต่ในความเป็นจริงความเห็นเพื่อการปรับปรุงที่เสนอได้นั้นมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นการอธิบายให้หลินเฉาหยางฟังถึงความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับบทภาพยนตร์แบบแยกฉากและการถ่ายทำในภายหลังมากกว่า
ทั้งสองคุยกันอยู่พักใหญ่ เมื่อคุยกันได้ที่แล้วก็หยุดพักดื่มน้ำชา หลินเฉาหยางถามขึ้นว่า "ไข่เกอมีความคิดเห็นอะไรไหม?"
เฉินไข่เกอได้ยินดังนั้นใบหน้าก็พลันฉายแววดีใจ วันนั้นหลังจากที่พ่อกลับมาบอกเขาเรื่องหนังเรื่องใหม่ที่จะดึงตัวเขาไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับที่โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง วันรุ่งขึ้น โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงก็ส่งหนังสือขอยืมตัวไปยังโรงถ่ายภาพยนตร์เด็กทันที
ช่วงหลายวันนี้เขาว่างไม่มีอะไรทำจึงมัวแต่ศึกษาต้นฉบับของ 'ปรมาจารย์หมากรุก' อย่างลึกซึ้ง รู้สึกว่าในหัวมีความคิดมากมายเต็มไปหมด
เมื่อเห็นหลินเฉาหยางถามความเห็นของเขา เฉินไข่เกอก็ทำท่าจะพูดด้วยความตื่นเต้น แต่กลับได้ยินเฉินหวยไข่ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นว่า "เขาเป็นแค่นักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบ หนังก็ยังไม่เคยถ่าย จะไปมีความคิดเห็นอะไรได้?"
เมื่อได้ยินคำพูดของพ่อ สีหน้าของเฉินไข่เกอก็หม่นหมองลง คำพูดที่มาจ่ออยู่ตรงริมฝีปากถูกกลืนกลับลงไป
หลินเฉาหยางเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจว่าการอบรมสั่งสอนของครอบครัวนี้ช่างเข้มงวดจริงๆ ไข่เกอที่อยู่ตรงหน้านี้ช่างคล้ายคลึงกับอาเธอร์ในอีกสี่สิบปีข้างหน้าเสียเหลือเกิน!
"เฉาหยาง บทภาพยนตร์นี้คุณวางแผนว่าจะใช้เวลาสร้างสรรค์นานแค่ไหนถึงจะเสร็จ?" เมื่อคุยกันพอสมควรแล้ว เฉินหวยไข่ก็ถามคำถามสำคัญกับหลินเฉาหยาง
หลินเฉาหยางครุ่นคิด ตอนนี้ในมือเขากำลังเขียนนวนิยายอยู่เรื่องหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร สามารถวางมือแล้วมาเขียนบทภาพยนตร์ก่อนได้ทุกเมื่อ
ความจริงตามความคิดของเขา ภาพยนตร์เรื่อง 'ปรมาจารย์หมากรุก' ควรจะเข้าฉายในช่วงครึ่งหลังของปี 1984 ถึงจะดีที่สุด เพราะช่วงนั้นจะประจวบเหมาะกับกระแสการแข่งขันหมากล้อมชิงแชมป์จีน-ญี่ปุ่นครั้งที่หนึ่งพอดี ซึ่งจะช่วยดึงกระแสความนิยมให้กับภาพยนตร์ได้อย่างมหาศาล
รายได้ของภาพยนตร์ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา แต่การที่ภาพยนตร์ได้รับความนิยมจะช่วยเพิ่มชื่อเสียงและยอดขายให้กับต้นฉบับได้ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับเขาเช่นกัน
"น่าจะหลังปีใหม่นะครับ"
เฉินหวยไข่รับฟังแล้วก็พยักหน้า เขาทำงานในโรงถ่ายภาพยนตร์ ผู้เขียนบทหลายคนต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองปีถึงจะเขียนบทภาพยนตร์ได้สักเรื่อง หลินเฉาหยางบอกว่าหลังปีใหม่ ซึ่งก็คือเวลาประมาณสี่ถึงห้าเดือน ประสิทธิภาพระดับนี้ถือว่าสูงมากแล้วสำหรับเขา
"ตกลง งั้นก็รอให้คุณเอาต้นฉบับร่างแรกออกมาหลังปีใหม่แล้วพวกเราค่อยมาคุยกันอีกที"
หลินเฉาหยาง: ???
คุณยังจะให้ผมแก้บทอีกเหรอ? เงินหนึ่งหมื่นหยวนของโรงถ่ายพวกคุณไม่ได้รวมค่าแก้บทนะ!
บ่นก็ส่วนบ่น แต่หลินเฉาหยางรู้สึกว่าทัศนคติแบบนี้ของเฉินหวยไข่นั้นถูกต้องแล้ว ช้าๆ ได้พร้าเล่มงามนี่นา
ตลอดทั้งเดือนตุลาคม ข่าวที่ร้อนแรงที่สุดในวงวรรณกรรมจีนก็คือรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมของปีนี้
อิทธิพลของรางวัลโนเบลในประเทศจีนนั้นมีมาอย่างยาวนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง รางวัลที่มีอิทธิพลสำคัญในระดับโลกนี้ก็ได้รับการยกย่องจากแวดวงวัฒนธรรมและแวดวงวิทยาศาสตร์ของจีนในเวลานั้น
หลังจากการปฏิรูปและเปิดประเทศ กระแสตะวันตกก็พัดพาสู่ตะวันออก สิ่งต่างๆ จากประเทศที่พัฒนาแล้วในโลกตะวันตกได้รับความนิยมและเป็นที่ชื่นชอบจากประชาชนในประเทศ ด้วยเหตุนี้ รางวัลโนเบลในแต่ละปีจึงได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น
และสาเหตุที่รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปีนี้ทำให้เกิดประเด็นร้อนในวงวรรณกรรมจีน ก็เป็นเพราะนิตยสาร 'หัวเฉิง' ของกวางตุ้งได้ตีพิมพ์สุนทรพจน์รับรางวัลของมาร์เกซผู้ชนะรางวัลนี้นั่นเอง
พร้อมทั้งยังได้แนะนำในคอลัมน์ "วิจารณ์วรรณกรรม" ของนิตยสารด้วยว่า "สัจนิยมมหัศจรรย์" คืออะไร และยังแนะนำ 'เปโดร ปาราโม' ของฮวน รูลโฟอีกด้วย
'หัวเฉิง' ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน ปี 1979 นิตยสารนี้มีทั้งหมดสิบเอ็ดคอลัมน์ ได้แก่ "นวนิยาย" "วรรณกรรมภาพยนตร์" "ร้อยแก้ว" "รำลึกและครุ่นคิด" "กวีนิพนธ์" "จดหมายข่าวฮ่องกง" "ข่าวสารต่างแดน" "วรรณกรรมต่างประเทศ" "เสวนาหัวเฉิง" "บันทึกการสัมภาษณ์" และ "วิจิตรศิลป์"
นอกจากคอลัมน์ประจำสองสามคอลัมน์แล้ว คอลัมน์อย่าง "จดหมายข่าวฮ่องกง" "ข่าวสารต่างแดน" และ "วรรณกรรมต่างประเทศ" ล้วนตีพิมพ์เนื้อหาที่ผู้อ่านในประเทศแทบจะหาอ่านไม่ได้เลย
'หัวเฉิง' ยังอาศัยการนำเสนอกระแสวรรณกรรมและศิลปะจากโลกภายนอกให้แก่ผู้อ่านในประเทศ สร้างชื่อเสียงในกลุ่มผู้อ่านได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นนิตยสารวรรณกรรมที่มีชื่อเสียง
ครั้งนี้ 'หัวเฉิง' ไม่ตระหนี่พื้นที่หน้ากระดาษในการแนะนำมาร์เกซและสัจนิยมมหัศจรรย์ให้คนในประเทศได้รู้จัก ซึ่งผลลัพธ์ก็ไม่ธรรมดาเลย ไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อ่านคลั่งไคล้เท่านั้น แต่ยังทำให้แวดวงวรรณกรรมหันมาให้ความสำคัญกับมาร์เกซ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมคนใหม่ และสไตล์วรรณกรรมที่เขานำทางมาอีกด้วย
กระแสนี้แผ่ขยายไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน บรรดาเยาวชนวรรณกรรมที่ปกติชอบอ่านหนังสือ พอเจอกันก็ต้องเปิดปากพูดถึง "มาร์เกซ" ปิดปากก็ต้อง "สัจนิยมมหัศจรรย์" แม้แต่ตอนที่เฉินไข่เกอมาเป็นแขกที่บ้านของหลินเฉาหยางก็ยังต้องดึงเขามาคุยเรื่องนี้อยู่พักหนึ่ง
เฉินไข่เกอถูกพ่อจัดแจงให้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับของ 'ปรมาจารย์หมากรุก' และถูกยืมตัวมาที่โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง แต่ตอนนี้บทภาพยนตร์ยังอยู่ในขั้นตอนการเขียน ความจริงแล้วเขาจึงไม่มีอะไรทำ
นอกจากการไปตอกบัตรที่โรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงทุกวัน และไปเยี่ยมชมศึกษาดูงานตามกองถ่ายต่างๆ แล้ว สิ่งที่เขาชอบที่สุดก็คือการมาเป็นแขกที่บ้านของหลินเฉาหยางในช่วงสุดสัปดาห์ โดยอ้างชื่อสวยหรูว่ามาเรียนรู้การสร้างสรรค์บทภาพยนตร์
สุดสัปดาห์ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน วันนี้เฉินไข่เกอไม่ได้ไปบ้านหลินเฉาหยาง แต่ไปพบเถียนจ้วงจ้วงแต่เช้าตรู่และมุ่งหน้าไปทางตงซื่อสือเถียว
ในยุคหลังชื่อเสียงของเถียนจ้วงจ้วงด้อยกว่าเฉินไข่เกอ แต่ในเวลานี้ เถียนจ้วงจ้วงกลับเป็นพี่ใหญ่ผู้นำของคนกลุ่มนี้ในโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิง การที่เฉินไข่เกอเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ 'วันนี้' ก็ล้วนมีเขาเป็นคนพานำไปทั้งสิ้น
ทั้งสองเดินเข้าไปในบ้านรวมหลายครอบครัวแห่งหนึ่ง ที่นี่คือบ้านของจ้าวเจิ้นไข่ และยังเป็นสถานที่ที่แวดวงเล็กๆ ของพวกเขามักจะมาจัดกิจกรรมกันอยู่บ่อยๆ
'วันนี้' ถูกสั่งห้ามมาปีกว่าแล้ว ในระหว่างนั้นคนในกองบรรณาธิการและเพื่อนๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยพยายาม พวกเขาพยายามที่จะกลับมาตีพิมพ์อีกครั้ง แต่น่าเสียดายที่ล้วนจบลงด้วยความล้มเหลว
ความพ่ายแพ้เช่นนี้ส่งผลให้กลุ่มกวีสมัครเล่นและนักเขียนที่เคยรวมตัวกันอยู่รอบๆ 'วันนี้' ค่อยๆ ร่วงโรยลงไป วันนี้พอเฉินไข่เกอเดินเข้ามาในลานบ้านก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าบรรยากาศในวันนี้ไม่ได้คึกคักเหมือนตอนที่เขามาเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อสองปีก่อน
แต่เฉินไข่เกอก็มองเห็นจ้าวเจิ้นไข่ เขายังคงผอมบางเหมือนเดิม สวมเสื้อโค้ทสีเบจ ยืนต้อนรับเพื่อนๆ อยู่ที่หน้าประตูบ้าน
จะเฟี้ยวไม่เฟี้ยว ให้ดูสีเบจ จะเถื่อนไม่เถื่อน ให้ดูขากางเกง
สีเบจคือสีที่กำลังเป็นที่นิยมในเมืองเยียนจิงตอนนี้ ในฤดูหนาวที่มีลมเย็นพัดกรรโชกแรงเช่นนี้ เสื้อโค้ทสีเหลืองที่จ้าวเจิ้นไข่สวมใส่ได้มอบแรงปะทะทางสายตาอย่างรุนแรงให้กับเฉินไข่เกอ
โคตรเฟี้ยวเลยว่ะ!
สำหรับเยาวชนวรรณกรรมที่รักในบทกวีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง เวลาที่พวกเขามองจ้าวเจิ้นไข่ก็มักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมองผ่านฟิลเตอร์ไอดอล
"ไข่เกอ!" จ้าวเจิ้นไข่เผยรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าและเอ่ยทักทายเฉินไข่เกอ
"เจิ้นไข่!"
เฉินไข่เกอกดข่มความตื่นเต้นในใจและทักทายจ้าวเจิ้นไข่กลับไป เขาเข้าร่วมกิจกรรมของ 'วันนี้' มาไม่น้อย แต่โอกาสที่จะได้คุยกับจ้าวเจิ้นไข่เป็นการส่วนตัวนั้นมีไม่มากนัก
ข้างกายของจ้าวเจิ้นไข่มักจะถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย ราวกับดวงจันทร์ที่มีดวงดาวคอยรายล้อม
บางครั้งเฉินไข่เกอก็มักจะเผลอเอาเถียนจ้วงจ้วงที่เป็นพี่ใหญ่ในโรงถ่ายภาพยนตร์เยียนจิงไปเปรียบเทียบกับจ้าวเจิ้นไข่ที่ดูสุภาพอ่อนโยนอย่างไม่รู้ตัว และเมื่อใดก็ตามที่เป็นเช่นนั้น เถียนจ้วงจ้วงที่ปกติจะดูมีบารมีของความเป็นพี่ใหญ่อยู่บ้าง ก็มักจะดูหมองลงไปถนัดตาในสายตาของเฉินไข่เกอ
ช่วงเก้าโมงกว่า ในบ้านมีคนรวมตัวกันอยู่ยี่สิบกว่าคน กำลังหลักในนั้นคือคนจากกองบรรณาธิการ 'วันนี้' ที่มีจ้าวเจิ้นไข่เป็นแกนนำ แล้วก็ยังมีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในเมืองเยียนจิง คนที่ทำงานแล้วอย่างเฉินไข่เกอกับเถียนจ้วงจ้วงมีอยู่แค่ห้าหกคนเท่านั้น
การประชุมในวันนี้ไม่ใช่งานอภิปรายบทกวี แต่เป็นงานเสวนาการสร้างสรรค์นวนิยาย สิ่งที่นำมาอภิปรายก็คือ "สัจนิยมมหัศจรรย์" ที่กำลังเป็นที่นิยมในเมืองเยียนจิงช่วงนี้
สำหรับคนส่วนใหญ่ในที่นี้ คำว่า "สัจนิยมมหัศจรรย์" เป็นคำที่เพิ่งเคยได้ยินเมื่อหนึ่งหรือสองเดือนที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ 'หัวเฉิง'
ดังนั้นสำหรับคนเหล่านี้ การอยากจะมีส่วนร่วมในการอภิปรายในงานนี้จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างมีกำแพงกั้นอยู่ไม่น้อย ภายในงานจึงเน้นไปที่การพูดคุยของกวีที่มีชื่อเสียงและอ่านหนังสือมาอย่างกว้างขวางอย่างจ้าวเจิ้นไข่ หยางเลี่ยน และคนอื่นๆ อีกสองสามคนเป็นหลัก
คนเหล่านี้พูดคุยกันอย่างฉะฉาน ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับสัจนิยมมหัศจรรย์ราวกับว่าหยิบยกมาได้ง่ายดาย บางครั้งก็ยังดึงเอาวรรณกรรมจีนในยุคปัจจุบันและร่วมสมัยมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เป็นท่าทีของผู้ที่รอบรู้ทั้งศาสตร์ตะวันออกและตะวันตกอย่างแท้จริง ทำให้หลายคนที่รับฟังอยู่ในที่นั้นอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าเลื่อมใสศรัทธาออกมา
"...ในปี 1954 อังเคล ฟลอเรส นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวอเมริกันเชื้อสายละตินอเมริกาได้ใช้คำว่า 'สัจนิยมมหัศจรรย์' มาตั้งชื่อให้กับนวนิยายร่วมสมัยของละตินอเมริกาเป็นครั้งแรก ซึ่งนี่นับว่าเป็นก้าวสำคัญของสัจนิยมมหัศจรรย์ในการก้าวสู่วงวรรณกรรมโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
นับแต่นั้นเป็นต้นมา สัจนิยมมหัศจรรย์ก็ได้ก้าวเข้าสู่วงวรรณกรรมโลก กลายเป็นกระแสวรรณกรรมที่สำคัญที่สุดของละตินอเมริกา และยังส่งอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อพัฒนาการของกระแสวรรณกรรมโลกอีกด้วย...
เมื่อครู่นี้มีคนข้างล่างถามผมว่าถ้าอยากจะทำความเข้าใจผลงานแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ควรอ่านผลงานเรื่องไหนบ้าง งั้นผมก็จะขอแนะนำให้ทุกคนฟังกันสักหน่อย
มาร์เกซคงไม่ต้องพูดถึงแล้ว ตอนนี้กลายเป็นนักเขียนระดับรางวัลโนเบลไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆ อย่างบอร์เกส รูลโฟ มาเยอา กอร์ตาซาร์ และยังมีเอร์เนสโต ซาบาโต โนบาส กัลโบ นักเขียนเหล่านี้ล้วนเป็นนักเขียนแนวสัจนิยมมหัศจรรย์ที่โดดเด่นของละตินอเมริกา
ผลงานของพวกเขาล้วนผ่านบทพิสูจน์แห่งกาลเวลาและผู้อ่านมาแล้ว คุ้มค่าแก่การให้ทุกคนได้อ่านอย่างละเอียด เชื่อว่าหลังจากที่ทุกคนอ่านผลงานของพวกเขาจบแล้วก็จะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน"
จ้าวเจิ้นไข่ยืนพูดคุยอย่างออกรสออกชาติอยู่เบื้องหน้าทุกคนด้วยท่าทีที่เป็นธรรมชาติ เขาพูดติดต่อกันนานกว่ายี่สิบนาที ทำให้ทุกคนที่อยู่ในงานรู้สึกว่าได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
จนท้ายที่สุดก็ยังไม่ลืมที่จะให้ความรู้แก่ทุกคนเกี่ยวกับนักเขียนในกระแสสัจนิยมมหัศจรรย์ของต่างประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้ทุกคนดีใจ หลายคนแอบตั้งปณิธานในใจว่ากลับไปแล้วจะต้องไปหาผลงานของคนเหล่านี้มาอ่านให้ได้สักรอบ
และในขณะที่ทุกคนกำลังประทับใจกับการแสดงออกของจ้าวเจิ้นไข่อยู่นั้น คิ้วของเฉินไข่เกอกลับขมวดมุ่นอยู่ตลอดเวลา
ช่วงที่ผ่านมานี้เขาวิ่งไปบ้านของหลินเฉาหยางอยู่บ่อยๆ ประจวบเหมาะกับที่สัจนิยมมหัศจรรย์กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในตอนนี้ เขาจึงได้ขอคำชี้แนะในฐานะผู้น้อย และหลินเฉาหยางก็มักจะสอนเนื้อหาเกี่ยวกับด้านนี้ให้เขาฟังอยู่เป็นระยะๆ
เนื้อหาที่หลินเฉาหยางพูดนั้นเป็นระบบระเบียบ ซึ่งห่างไกลจากความมีชีวิตชีวาและทรงพลังแบบจ้าวเจิ้นไข่มากนัก และที่สำคัญที่สุดก็คือ การตีความสัจนิยมมหัศจรรย์ของเขานั้นแตกต่างจากสิ่งที่จ้าวเจิ้นไข่พูดอย่างสิ้นเชิง
ชั่วขณะหนึ่งเฉินไข่เกอถึงกับแยกไม่ออกว่า ใครพูดถูกกันแน่?







