"อ๊าก! อ๊ากก..." พั่งจวิ้นที่อยู่บนเก้าอี้ร้องตะโกนลั่น บิดร่างอ้วนท้วนของตัวเองไปมาอย่างบ้าคลั่งต่อเนื่องอยู่เจ็ดแปดวินาที ถึงค่อยๆ สงบลง
"ฉัน...ฉันยังไม่ตาย?" พั่งจวิ้นหอบหายใจ ก้มหน้าลงมอง กระสุนเจาะเข้าที่แขนขวาของเขา แต่ที่น่าประหลาดคือ แขนขวาที่ถูกยิงกลับไม่มีเลือดไหล มีเพียงรูเล็กๆ สีดำสนิททิ้งไว้
ถัดจากนั้น แขนขวาของพั่งจวิ้นก็เริ่ม "ละลาย" ตามด้วย "พองตัว" สุดท้ายก็ส่งเสียง "ปุดๆ" กลายเป็นก้อนเนื้อขนาดใหญ่ แล้วก็มีเสียง "พรวด" บ้วนกระสุนออกมา
ไม่กี่วินาทีต่อมา แขนก็ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม
ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของอีกสามคนที่เหลือ
สารวัตรหวงเก็บปืน "พั่งจวิ้น แขนข้างนี้ของนายเป็นอสูรแน่นอน ในตารางลำดับพรสวรรค์ที่ฉันรู้ ไม่มีพลังกลายพันธุ์ทางร่างกายที่แปลกประหลาดแบบนี้" สารวัตรหวงใช้นิ้วโป้งนวดขมับ ขมวดคิ้วพูด "แต่ตัวนาย ตอนนี้ยังเป็นมนุษย์"
"ตอนนี้?" พั่งจวิ้นรู้สึกท้อแท้เล็กน้อย
สารวัตรหวงถอนหายใจ หันไปมองเกาหยาง "นายคิดยังไง?"
"พี่หยาง! พี่หยางช่วยฉันด้วย..." พั่งจวิ้นแทบจะร้องไห้ "ฉันรู้ว่าพี่ไม่ทิ้งฉันหรอก ขนาดพี่ข่ายพี่ยังช่วยเลยไม่ใช่เหรอ พี่จะทำใจฆ่าฉันลงได้ยังไง!"
"ยังไม่ฆ่า" เกาหยางตอบ
"ทำไมล่ะ?" หวังจื่อข่ายค่อนข้างผิดหวัง "ไอ้หมอนี่เก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ฆ่าทิ้งซะก็สิ้นเรื่อง"
"ฉันไม่มีประโยชน์ตรงไหน!" พั่งจวิ้นร้องโวยวาย "ฉันมีประโยชน์กว่านายเยอะ! นายมัน ไอ้ ไอ้..." สุดท้ายพั่งจวิ้นก็ไม่ได้พูดคำว่า "ผู้หลงลืม" ออกมา
เกาหยางมองไปทางพั่งจวิ้น "แขนเขาที่กลายพันธุ์ น่าจะเกิดจากตอนที่ถูกแมวขาวตัวนั้นกัด ถ้าสุดท้ายอาการกลายพันธุ์ลุกลามไปทั่วตัว ค่อยฆ่าเขาก็ยังไม่สาย แต่ถ้าการกลายพันธุ์จำกัดอยู่แค่ที่แขน พั่งจวิ้นยังมีชีวิตอยู่ย่อมมีค่ามากกว่า"
"ใช่ๆๆ!" สัญชาตญาณเอาตัวรอดของพั่งจวิ้นพุ่งปรี๊ด "ฉันรักษาได้นะ ฉันเป็นฮีลเลอร์คนเดียวของทีม! ฉันมีประโยชน์!"
สารวัตรหวงครุ่นคิดเล็กน้อย "ตกลง มัดไว้ให้ดี รอดูอาการไปก่อนสักสองสามวัน"
จากนั้นสารวัตรหวงก็หันไปมองหวังจื่อข่าย "ภารกิจที่ทั้งทรงเกียรติและยากลำบากนี้ขอมอบให้นายก็แล้วกัน ดูแลเรื่องกินดื่มให้พอ อย่าปล่อยให้เขาอดตายล่ะ"
"ไม่มีปัญหา" หวังจื่อข่ายตบหน้าอกตัวเอง ยิ้มร้าย "ฉันจะปรนนิบัติหมอนี่เป็นอย่างดีเลย!"
...
ทั้งสามคนออกจากโรงรถใต้ดิน กลับมาที่ห้องนั่งเล่น
เผลอแป๊บเดียวก็ตีห้าแล้ว ท้องฟ้าใกล้จะสาง นอกหน้าต่างบานใหญ่จรดพื้นหันหน้าออกไปรับวิวแม่น้ำอันเจริญรุ่งเรือง ทั้งสามคนนั่งอยู่บนบีนแบ็ก จิบเบียร์ มองดูผิวน้ำที่เป็นประกายระยิบระยับค่อยๆ ถูกแสงอรุณย้อมจากสีเทาอมเขียวให้กลายเป็นสีชมพูอ่อนทีละน้อย
หลังจากการถกเถียงกันพักหนึ่ง สารวัตรหวงก็สรุปว่า "สถานการณ์ของพั่งจวิ้น ฉันเองก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก แต่เขาไม่น่าจะใช่อสูร อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในตอนนี้"
"แมวขาวที่กัดคนนั่น เป็นอสูรหรือเปล่า?" เกาหยางก้มหน้าครุ่นคิด "ฉันนึกว่าอสูรจะปลอมตัวเป็นแค่มนุษย์ซะอีก หรือว่ามีร่างสัตว์ด้วย? แล้วก็ ถ้าถูกอสูรบางตัวกัดแล้วจะติดเชื้อได้ใช่ไหม? เหมือนกับพวกซอมบี้ไง?"
"ไม่แน่ใจ" สารวัตรหวงส่ายหน้า "คนประสานงานขององค์กรเคยบอกฉันว่า บนโลกนี้มีมากกว่าอสูรโมหะและอสูรโทสะสองประเภทใหญ่ๆ นี้... สิ่งที่พวกเรารู้ เป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น"
พูดถึงตรงนี้ สารวัตรหวงก็เอียงคอหันไปมองหวังจื่อข่ายแวบหนึ่ง
หวังจื่อข่ายตื่นเต้นเกินไปมาทั้งคืน แถมก่อนหน้านี้ร่างกายยังกลายร่างเป็นอสูรบางส่วนเพื่อต่อสู้ ตอนนี้เลยหมดแรง ขดตัวหลับอยู่บนโซฟา แถมยังกรนเสียงดัง
"เพื่อนของนายคนนี้... ก็อาจจะเป็นอสูรโมหะประเภทใหม่เหมือนกัน"
เกาหยางพยักหน้า
เขาเองก็สังเกตเห็นว่าหวังจื่อข่ายกับลุงหลิวแตกต่างกันมาก
ลุงหลิวจะเพิกเฉยและกรองข้อมูลคำพูดใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ "อสูร" ออกไปโดยอัตโนมัติ หากเป็นข้อมูลภาพที่เกี่ยวข้องกับอสูร หรือแม้แต่สิ่งที่ตัวเองประสบพบเจอ จะส่งผลให้ลุงหลิวมีปฏิกิริยาอย่างไรนั้นยังไม่แน่ชัด แต่สารวัตรหวงสันนิษฐานว่า มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ "ผู้หลงลืม" ถูกกระตุ้น แล้วเกิดอาการคลุ้มคลั่งจนกลายร่างเป็นอสูร
แต่หวังจื่อข่ายคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลคำพูด ข้อมูลภาพ หรือสิ่งที่ตัวเองประสบพบเจอเกี่ยวกับอสูร เขาจะไม่กรองมันออก แต่ก็ไม่ได้คลุ้มคลั่ง ทว่ากลับจดจำ ทำความเข้าใจ และหาเหตุผลมารองรับโดยตรง พูดง่ายๆ คือ เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นอสูร และเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าตัวเองเป็นมนุษย์ หรือว่าทั้งหมดนี้... จะเป็นเพราะไอคิวเขาไม่สูงจริงๆ?
"ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า" สารวัตรหวงหัวเราะเยาะตัวเอง "ตั้งแต่เจอนาย ฉันรู้สึกว่าโลกใบนี้เริ่มไม่ปลอดภัยมากขึ้นเรื่อยๆ สมดุลอันละเอียดอ่อนบางอย่างก่อนหน้านี้กำลังถูกทำลายลง เรื่องบางอย่างดูเหมือนจะพัฒนาไปในทิศทางที่เหนือการควบคุม ฉันตื่นรู้มาตั้งหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่รู้สึกแบบนี้"
"..." เกาหยางไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ
"นับดูแล้ว ฉันก็เคยสัมผัสกับผู้ตื่นรู้มาไม่น้อย" สารวัตรหวงล้วงซองบุหรี่ออกมา "พวกเขามีทั้งคนที่แข็งแกร่งมาก อ่อนแอมาก มุทะลุมาก รักตัวกลัวตายมาก บ้าคลั่งมาก แล้วก็เลือดเย็นมาก..."
สารวัตรหวงหรี่ตาลง "แต่ว่า ส่วนใหญ่พวกเขาก็ตายกันไปหมดแล้ว ด้วยสาเหตุต่างๆ นานา"
เกาหยางไม่พูดอะไร รอฟังประโยคถัดไปเงียบๆ
"แต่นายไม่เหมือนกัน" สารวัตรหวงเอียงคอหันมามองเกาหยางแวบหนึ่ง "ไอ้หนูอย่างนาย มีออร่าอะไรบางอย่างที่พิเศษมาก"
"งั้นเหรอครับ?"
"ใช่ ฉันรู้สึกว่านายจะต้องมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแน่ๆ"
"จริงเหรอครับ?" คำพูดนี้เกาหยางชอบฟังมาก บอกตามตรง เขาค่อนข้างกลัวตาย ถ้าตายก็คือไม่เหลืออะไรเลย แต่ถ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็ย่อมมีความหวังเสมอ
"เพราะงั้น... ฉันเลยคิดว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในอันตรายมาก" สารวัตรหวงกดเสียงต่ำ
"ทำไมล่ะครับ?"
"ตอนเด็กๆ ฉันชอบอ่านการ์ตูนมาก คนที่อยู่รอดได้นานๆ มักจะเป็นตัวเอก แต่คนที่อยู่ข้างกายตัวเอก มักจะอายุสั้น..."
เกาหยางเหงื่อตก (พูดได้มีเหตุผลมากจนผมเถียงไม่ออก ผมไม่เหมือนคนอื่นจริงๆ นั่นแหละ อย่างแรกคือผมทะลุมิติมาที่โลกใบนี้ แถมตอนที่ตื่นรู้ยังมีระบบที่แสนวิเศษอีก ถ้าพูดแบบหน้าไม่อาย จะเรียกสถานการณ์นี้ว่า "วงแหวนของตัวเอก" ก็ไม่เกินจริงเลย แต่ก็อาจจะเป็นแค่ความเอนเอียงของผู้รอดชีวิตก็ได้ บางที "ผู้ทะลุมิติ" อาจจะมีเป็นหมื่นเป็นแสนคน ผมไม่ใช่คนแรก และก็ไม่ใช่คนสุดท้าย...)
เกาหยางใจลอยไปเล็กน้อย
สารวัตรหวงลุกขึ้นยืน "ตัดสินใจแล้ว ต่อไปนี้ฉันจะพยายามอยู่ห่างๆ นายไว้"
"หา?" เกาหยางตกใจมาก "สารวัตรหวง อย่าทิ้งผมไปสิครับ"
"ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก" สารวัตรหวงสูบบุหรี่ เผยรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา "ความหมายของฉันคือ พวกเราต้องรีบเข้าร่วมองค์กรให้เร็วที่สุด แบบนี้เพื่อนร่วมทีมข้างกายนายก็จะเยอะขึ้น ถ้าว่ากันตามหลักความน่าจะเป็น ความเสี่ยงที่ฉันจะรับบทคนตายก็จะถูกเฉลี่ยออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ"
เกาหยางถึงกับพูดไม่ออก (ลุง ผมว่าลุงต่างหากล่ะที่เป็นผู้ทะลุมิติ!)
สารวัตรหวงหยิบกระดาษโน้ตกับปากกาออกมา จดเวลาและสถานที่ลงไปอย่างรวดเร็ว "คืนนี้เที่ยงคืน นายกับชิงหลิงมาด้วยกัน ฉันจะพาพวกนายไปสัมภาษณ์"
"ได้ครับ!" เกาหยางรับกระดาษโน้ตมา
...
เกาหยางงีบหลับที่บ้านของหวังจื่อข่ายพักหนึ่ง จากนั้นก็ไปโรงเรียน
หวังจื่อข่ายอยู่เฝ้าพั่งจวิ้น และถือโอกาสฝึกฝนต่อไปด้วย เป็นเพราะเมื่อคืนจู่ๆ ก็ "ระเบิดพลัง" หวังจื่อข่ายเลยคิดว่านี่เป็นผลสัมฤทธิ์จากการฝึกฝน ตอนนี้เขาจึงมีไฟเต็มเปี่ยม ดูท่าแล้วถ้าจะหลอกใช้เรื่องนี้ให้เขาอยู่เฉยๆ ไปอีกสักสองสามวันก็ไม่น่ามีปัญหา
หลังเลิกคาบเรียนรู้ด้วยตัวเองตอนเช้า เกาหยางก็นัดชิงหลิงไปที่ดาดฟ้า เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้ฟังคร่าวๆ แน่นอนว่าเรื่องที่หวังจื่อข่ายระเบิดพลัง เขาพยายามเล่าให้ดูเบาลงที่สุด
ชิงหลิงไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ
ช่วงสาย เกาหยางก็ไปหาว่านซือซือ ตัวแทนวิชาภาษาอังกฤษเพื่อขอคำแนะนำเรื่องโจทย์ภาษาอังกฤษสองสามข้อ อีกฝ่ายรู้สึกปลาบปลื้มใจมากและอธิบายให้เขาฟังอย่างมีความสุข พออธิบายโจทย์เสร็จ ว่านซือซือก็ถือโอกาสชวนเกาหยางไปกินข้าวเที่ยงด้วยกัน แน่นอนว่ามีเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ ด้วย
เกาหยางตอบรับอย่างยินดี เขาใช้เวลาพักเที่ยง "อย่างค่อนข้างมีความสุข" กับเพื่อนร่วมชั้นหลายคน ทุกคนต่างก็เชื่อว่าที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เข้าสังคม เป็นเพราะเสียใจกับการตายของหลี่เวยเวยมากเกินไป
ช่วงบ่ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คาบเรียนรู้ด้วยตัวเองตอนค่ำไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คาบเรียนรู้ด้วยตัวเองตอนค่ำจบลง เกาหยางกับชิงหลิงไปรวมตัวกันในตรอกเล็กๆ ใกล้โรงเรียน ที่นี่กลายเป็นจุดนัดพบประจำของพวกเขาไปแล้ว พอเจอหน้าชิงหลิง เกาหยางก็เริ่มถอดเสื้อผ้า
"ไม่ต้องหรอก" ชิงหลิงเอ่ย
"วันนี้ไม่ปลอมตัวแล้วเหรอ?" เกาหยางแปลกใจเล็กน้อย
"อืม" ชิงหลิงเหลือบมองกระดาษโน้ต "สถานที่คือเขตเฟยหยาง ถนนหวงซง บ้านเลขที่ 121 ที่นั่นไกลเกินไป แถมยังต้องข้ามสะพานอีก พวกเราเดินไปไม่ไหวหรอก"
"แล้วจะทำยังไงล่ะ?"
ชิงหลิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง "งั้นก็นั่งรถไฟใต้ดินขบวนสุดท้ายไปแบบเนียนๆ เลยแล้วกัน"
"โอเค"
ทั้งสองคนเดินออกจากปากตรอก ชิงหลิงใช้สองมือควงแขนเกาหยาง เอียงคอซบลงบนไหล่ของเกาหยาง ทำตัวออดอ้อนราวกับนกน้อยคล้อยบิน "พวกเราก็แกล้งทำเป็นนักเรียนที่แอบคบกันก่อนวัยอันควรแล้วกัน พฤติกรรมจะได้ดูสมเหตุสมผลหน่อย"
"ได้" เกาหยางไม่มีความเห็น จะว่ายังไงดีล่ะ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ทุกทิศทุกทางเต็มไปด้วยอสูร การได้ถูกบอดี้การ์ดสาวสวยที่มีค่าพลังต่อสู้สูงปรี๊ดควงแขนเอาไว้ มันช่างให้ความรู้สึกปลอดภัยที่มั่นคงสุดๆ ไปเลย
ทั้งสองคนขึ้นรถไฟใต้ดิน ครึ่งชั่วโมงต่อมาก็ออกจากสถานี มาถึงเขตเฟยหยางในย่านเหอซี จากนั้นทั้งสองคนก็เดินฝ่าความมืดไปอีกราวๆ ยี่สิบนาที ระหว่างนั้นชิงหลิงยังแวะซื้อหม่าล่าทั่งที่ถนนสายของกินยามดึกด้วย เธอชอบกินหม่าล่าทั่งจริงๆ นะเนี่ย!
ละแวกถนนหวงซงเป็นเขตเมืองเก่าที่รอการรื้อถอน สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านปูนเตี้ยๆ สองสามชั้น ร้านค้าที่ล้าสมัยปิดประตูไปตั้งแต่หัววัน ถนนหนทางขาดการซ่อมบำรุงมานานจนเป็นหลุมเป็นบ่อ ไฟถนนก็ใช้งานได้ไม่กี่ดวง คาดว่ากล้องวงจรปิดก็คง "พัง" ไปหมดแล้วเหมือนกัน
ทั้งสองคนเดินหาตามเลขที่บ้านไปเรื่อยๆ ไม่นานก็เจอบ้านเลขที่ 121
มันเป็นหน้าร้านเล็กๆ ที่ไม่สะดุดตา ประตูม้วนที่ขึ้นสนิมถูกดึงลงมาครึ่งหนึ่ง ด้านในแขวนผ้าสีฟ้าที่ดูเชยๆ เอาไว้ หลังผ้าสีฟ้ามีแสงฟลูออเรสเซนต์กะพริบวิบวับ พร้อมกับเสียงต่อสู้และระเบิดดังแว่วออกมา มองเห็นเลือนลางว่าเป็นตู้เกมอาเขตเก่าๆ หลายตู้
"คิดไม่ถึงเลยว่าเดี๋ยวนี้ยังมีร้านเกมอาเขตแบบนี้อยู่อีก" ตอนเด็กๆ เกาหยางชอบมาที่แบบนี้มาก จ่ายเงินแค่ห้าเหมาก็ขลุกอยู่ได้ค่อนวัน แน่นอนว่าฝีมือการเล่นของเขาห่วยแตกสุดๆ หลักๆ แล้วเขาจะไปยืนอยู่ข้างหลังพวกพี่ชายเพื่อดูว่าพวกเขาใช้เหรียญเดียวผ่านด่านจนจบได้ยังไง มาคิดดูตอนนี้ นี่มันก็คือสตรีมเมอร์เกมยุคบุกเบิกไม่ใช่หรือไง
"ไป เข้าไปกันเถอะ" ชิงหลิงสวมหน้ากากอนามัย
"เดี๋ยวก่อน" เกาหยางร้องห้าม
"ทำไมล่ะ?"
"ขอเวลาฉันสักเพลงหนึ่งก่อน"







