"สวัสดีครับ! ผมชื่อเริ่นอวี่ นี่คือเรซูเม่ของผมครับ"
เริ่นอวี่เป็นชายหนุ่มที่ดูอายุน้อย ในมือถือเรซูเม่ที่พิมพ์มาเรียบร้อยแล้ว นี่คือมารยาทพื้นฐานของผู้สมัครงาน
กู้ฝานเคยเห็นเรซูเม่ของเขาบนอินเทอร์เน็ตมาก่อนแล้ว และค่อนข้างเข้าใจสถานการณ์ของเขา ดังนั้นเมื่อกวาดตามองคร่าวๆ ในตอนนี้ เขาก็พอจะรู้รายละเอียดอยู่ในใจ
แม้พี่ชายคนนี้จะดูเด็ก แต่แท้จริงแล้วเขามีประสบการณ์การทำงานด้านทดสอบเกมมาถึงสามปี
ค่อนข้างตรงกับความต้องการของตำแหน่งงาน
กู้ฝานถามคำถามง่ายๆ สองสามข้อเกี่ยวกับการทดสอบเกม เริ่นอวี่ก็ตอบได้อย่างคล่องแคล่วและแสดงออกอย่างมั่นใจ
"คุณวางใจได้เลยครับ ตราบใดที่ยังมีบั๊กอยู่ในเกม ไม่ว่าจะซ่อนอยู่ลึกแค่ไหน ผมก็มั่นใจว่าจะหามันจนเจอ!"
กู้ฝานพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม "อืม ไม่เลว"
แม้ปากจะบอกว่าไม่เลว แต่ในใจกู้ฝานได้ประทับตรากากบาทให้เขาไปแล้ว
ความสามารถในการทำงานสูงเกินไป เห็นได้ชัดว่าไม่ตรงกับความต้องการในการรับสมัครงานของกู้ฝานเลยสักนิด!
แม้ความสามารถในการหาบั๊กแบบนี้อาจจะเป็นแค่การคุยโม้โอ้อวด แต่กู้ฝานก็ไม่กล้าเสี่ยง
เกิดคุณหาบั๊กที่ผมอุตส่าห์ฝังเอาไว้อย่างยากลำบากจนเจอขึ้นมาจริงๆ ผมจะแก้หรือไม่แก้ดีล่ะ?
แต่กู้ฝานก็ไม่อยากปฏิเสธผู้สมัครงานที่ยอดเยี่ยมคนนี้ไปตรงๆ เพราะถ้าหากลิลิธจับได้ขึ้นมาคงเป็นเรื่องยุ่งยากแน่
แม้ลิลิธจะไม่สามารถมายังโลกมนุษย์ได้ในตอนกลางวัน แต่ยังไงเธอก็เป็นปีศาจจากนรกที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย
กู้ฝานยังคงต้องทำงานอย่างระมัดระวัง จะทิ้งจุดอ่อนที่เห็นได้ชัดเอาไว้ไม่ได้
โชคดีที่ในสัญญาซึ่งลิลิธเซ็นกับกู้ฝาน มีวิธีบีบให้ผู้สมัครงานถอนตัวอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ กู้ฝานจึงยิ้มและพูดว่า "โอเค ผมเข้าใจสถานการณ์คร่าวๆ ของคุณทั้งหมดแล้ว แล้วคุณมีอะไรอยากจะถามเกี่ยวกับบริษัทของเราไหม? วางใจเถอะ พูดมาได้เต็มที่เลย ผมจะตอบทุกอย่างที่รู้แน่นอน"
พอได้ยินดังนั้น เริ่นอวี่ก็ดีใจมาก
เห็นได้ชัดว่านี่หมายความว่าความสามารถของเขาได้รับการยอมรับจากผู้สัมภาษณ์ ตำแหน่งนี้คงอยู่ในกำมือเกินเก้าส่วนแล้ว!
ตามหลักแล้ว ในการสัมภาษณ์ คำถามประเภท 'คุณมีอะไรอยากจะถามไหม' ควรใช้คำตอบที่เป็นแบบแผนตายตัว ไม่ควรไปถามคำถามที่ละเอียดอ่อนจริงๆ
แต่การสัมภาษณ์งานก็ถือเป็นกระบวนการคัดกรองแบบสองทาง เริ่นอวี่จึงยังคงถามคำถามสำคัญสองสามข้อที่ตัวเขาค่อนข้างกังวล
"ผมอยากถามหน่อยครับว่า สถานที่ทำงานของบริษัทเราตั้งอยู่ที่ไหนเหรอครับ?"
เขามองผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่บนชั้นสองของร้านกาแฟไปยังอาคารสำนักงานเก่าๆ ฝั่งตรงข้าม "อยู่ในตึกนั้นหรือเปล่าครับ?"
สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว สภาพแวดล้อมในการทำงานของบริษัทยังคงเป็นสิ่งสำคัญมาก
ก่อนมาเริ่นอวี่ก็สงสัยอยู่แล้วว่า บริเวณใกล้เคียงร้านกาแฟแห่งนี้ สถานที่เดียวที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นอาคารสำนักงานก็มีเพียงอาคารสำนักงานเก่าๆ แห่งนั้นเท่านั้น
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกตะขิดตะควงใจอยู่บ้าง อย่างไรเสียเขาก็เคยทำงานในบริษัทใหญ่มาก่อน ความแตกต่างของสภาพแวดล้อมในการทำงานเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกรับมือยากอยู่เหมือนกัน
หากไม่ติดว่า 'ต้านสวรรค์' เป็นบริษัทเกมเกิดใหม่ที่มีอนาคตไกล และยังมีเกมอย่าง 'วิถีนรก' ที่เพิ่งจะโด่งดังขึ้นมา เขาคงไม่คิดจะมาเข้าร่วมการสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ
กู้ฝานส่ายหน้า "สถานที่ทำงานไม่ได้อยู่ที่นั่นหรอกครับ"
"อ้าว?" เริ่นอวี่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "แล้วอยู่ที่ไหนเหรอครับ?"
ในใจเขาก็เกิดข้อสันนิษฐานขึ้นมาทันที
เห็นได้ชัดว่าความโด่งดังของ 'วิถีนรก' ทำให้กระเป๋าเงินของบริษัทนี้ตุงขึ้นมา ดังนั้นเป็นไปได้มากว่าจะย้ายไปทำงานในสถานที่ที่ดีกว่าเดิม!
ทว่าประโยคถัดมาของกู้ฝานกลับทำให้เริ่นอวี่หมดกำลังใจในพริบตา
"สถานที่ทำงานของเราก็อยู่ที่นี่มาตลอดเลย ในใบแจ้งการสัมภาษณ์ก็เขียนไว้ชัดเจนแล้วนี่ครับ" กู้ฝานชี้ไปที่ร้านกาแฟด้านล่าง
เริ่นอวี่ไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะ "ระ...ร้านกาแฟเหรอครับ?"
กู้ฝานหัวเราะหึๆ "ใช่ครับ ร้านกาแฟร้านนี้นี่แหละ
"ผมลองดูแล้ว อาคารสำนักงานฝั่งตรงข้ามนั้นไร้สาระเกินไป ที่นั่งทำงานแต่ละที่ดันคิดราคาตั้งเดือนละ 600 หยวน!
"มันแทบไม่ต่างอะไรกับการปล้นเงินเลย
"แต่ร้านกาแฟนี้คุ้มค่ามากๆ เพราะไม่มีลูกค้าเท่าไหร่ ผมก็เลยไปคุยกับเถ้าแก่ ขอเช่าที่นั่งบนชั้นสองในราคาแค่เดือนละ 300 หยวน
"คุ้มจะตายไป! เวลาทำงานเหนื่อยๆ ยังสั่งกาแฟมาดื่มได้ด้วย"
เริ่นอวี่ถึงกับอ้าปากค้าง
เช่าที่นั่งบนชั้นสองของร้านกาแฟเพื่อทำงานเนี่ยนะ?
พี่ชาย ต่อให้จะเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ ก็ไม่น่าจะขี้เหนียวขนาดนี้หรือเปล่า?
ราวกับมองเห็นความคิดในใจของเขา กู้ฝานจึงอธิบายว่า "เหล็กกล้าชั้นดีก็ต้องใช้ทำคมดาบสิ! การประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวันของบริษัท เพื่อนำมาจ่ายเป็นสวัสดิการที่จับต้องได้ให้กับพนักงานมากขึ้น คือหลักการของบริษัทเรา"
มุมปากของเริ่นอวี่กระตุกเล็กน้อย ในฐานะมนุษย์เงินเดือนผู้มากประสบการณ์ เขาได้กลิ่นของการ 'วาดฝัน' ลอยมาแต่ไกล
ทว่าเขาก็ยังไม่ด่วนสรุป แต่กลับถามคำถามเพิ่มไปอีกหนึ่งข้อ
"แล้วฐานเงินเดือนของบริษัทคุณอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่เหรอครับ?"
กู้ฝานคิดอยู่ครู่หนึ่ง "อ้อ คุณเอาสลิปเงินเดือนมาด้วยหรือเปล่า?"
เริ่นอวี่พยักหน้า "เอามาครับ"
พูดจบ เริ่นอวี่ก็ยื่นสลิปเงินเดือนที่พกติดตัวมาให้
ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่มักจะให้ผู้สมัครงานนำสลิปเงินเดือน ใบแจ้งยอดเงินเดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือนมาด้วย เพื่อให้แน่ใจถึงข้อมูลรายได้ที่แท้จริงจากบริษัทเก่าของเขา
แม้จะดูไร้น้ำใจไปบ้าง แต่มันก็ถูกกฎหมายจริงๆ นั่นแหละ เพราะกรณีที่ผู้สมัครงานโกหกเรื่องเงินเดือนเพื่ออัปค่าตัวก็ไม่ใช่เรื่องที่พบเห็นได้ยากนัก
สำหรับเริ่นอวี่แล้ว เขาค่อนข้างพอใจกับเงินเดือนที่บริษัทเก่าให้ และรู้ดีถึงขีดจำกัดเงินเดือนสูงสุดที่ตำแหน่งของเขาจะได้รับ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รู้สึดต่อต้านอะไรกับการ 'ให้สลิปเงินเดือน'
เพียงแค่บริษัทนี้สามารถให้เงินเดือนที่สูงกว่าบริษัทเก่าเล็กน้อย หรือแม้แต่ให้เท่าเดิม เขาก็พอใจแล้ว
กู้ฝานชำเลืองมองสลิปเงินเดือน ตำแหน่งของเริ่นอวี่ในบริษัทเก่าคือพนักงานทดสอบอาวุโส เงินเดือนประมาณ 9,000 หยวนต่อเดือน
สำหรับพนักงานทดสอบคนหนึ่ง นี่ถือว่าเป็นเงินเดือนที่ค่อนข้างสูงทีเดียว
ตำแหน่งพนักงานทดสอบในบริษัทเกมแทบจะอยู่ในระดับต่ำสุด อย่างไรเสียมันก็เป็นตำแหน่งที่ไม่ได้ใช้ทักษะทางเทคนิคอะไรมากนัก นอกจากหัวหน้าฝ่ายทดสอบหรือหัวหน้าทีมทดสอบแล้ว แทบจะไม่มีพนักงานทดสอบคนไหนได้เงินเดือนเกินหลักหมื่น
การที่เริ่นอวี่มาสัมภาษณ์ที่นี่ ก็เพื่อหวังว่าจะได้เลื่อนขั้นเป็น 'หัวหน้าทีมทดสอบ' ในบริษัทสตาร์ทอัพแห่งนี้ ได้รับเงินเดือนเกินหลักหมื่น และในขณะเดียวกันก็ทำให้เรซูเม่ของตัวเองดูดีขึ้นด้วย
เช่นนี้ ต่อให้ในอนาคตจะไปสมัครงานที่บริษัทอื่น เขาก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น
"รอสักครู่นะครับ"
กู้ฝานพูดพลางหยิบเครื่องคิดเลขที่อยู่ข้างๆ มา
"เคลียร์!
"9,000 คูณ 0.8 เท่ากับ 7,200"
กู้ฝานพูดด้วยความจริงใจเป็นอย่างยิ่ง "ทางเราสามารถให้เงินเดือนพื้นฐานคุณได้ที่ 7,200 ครับ"
"หา?" เริ่นอวี่เบิกตากว้าง อ้าปากค้างเล็กน้อย ตกตะลึงไปชั่วขณะ
ไม่เคยพบผู้สัมภาษณ์ที่หน้าหนาไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อน!
ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็หักเงินเดือนฉันไปยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยเนี่ยนะ?
แถมยังเป็นการหักยี่สิบเปอร์เซ็นต์จากฐานเงินเดือนจริงที่บริษัทเก่าจ่ายด้วย!
ตามหลักแล้ว ในอุตสาหกรรมเกมของประเทศนี้... อ้อ ไม่สิ ต้องบอกว่าในอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตของประเทศนี้ หากมนุษย์เงินเดือนต้องการขึ้นเงินเดือน การย้ายงานแทบจะเป็นวิธีเดียวเท่านั้น
การอยู่บริษัทเดิมอย่างมากก็ขึ้นเงินเดือนแค่ 5% หรือ 10% แต่หลังจากย้ายงาน การขึ้นเงินเดือน 30%, 50% หรือแม้แต่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็มีให้เห็น
ดังนั้นบริษัทส่วนใหญ่เวลาเปิดรับสมัครงานก็จะรู้อยู่แก่ใจ ในกรณีที่รู้เงินเดือนที่แท้จริงของอีกฝ่าย อย่างน้อยก็ควรจะเพิ่มให้ 15% หรือ 20% มิฉะนั้นก็จะดูไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย
หากได้เงินเดือนเท่ากับบริษัทเก่า แล้วเขาจะย้ายงานไปทำไม?
ผลคือบริษัท 'ต้านสวรรค์' แห่งนี้นี่สิ นอกจากจะไม่ขึ้นเงินเดือนให้แล้ว ยังจะลดลงเหลือ 80% อีก?
ไม่เพียงแต่ลดลงเท่านั้น แต่ยังเอาเครื่องคิดเลขมากดคำนวณต่อหน้าต่อตาเลยเนี่ยนะ?
เสียงเครื่องคิดเลขดังขนาดนั้น ฉันได้ยินเต็มสองหูเลยโว้ย!
มุมปากของเริ่นอวี่กระตุกเล็กน้อย ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่ากลิ่นของการ 'วาดฝัน' ที่ได้กลิ่นก่อนหน้านี้เป็นเรื่องจริง บริษัทนี้มาทำไม่ได้เด็ดขาด!
เถ้าแก่หนุ่มคนนี้ปากก็เอาแต่พูดว่า 'เหล็กกล้าชั้นดีต้องใช้ทำคมดาบ' 'ประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวันของบริษัท เพื่อนำมาจ่ายเป็นสวัสดิการที่จับต้องได้ให้กับพนักงานมากขึ้น' เห็นได้ชัดว่าไร้สาระทั้งเพ
ขนาดเงินเดือนพื้นฐานยังตัดใจให้ไม่ได้ แล้วจะไปพูดถึงสวัสดิการอื่นอะไรอีก!
ช่างเถอะๆ ทั้งบริษัทและเถ้าแก่คนนี้ล้วนพึ่งพาไม่ได้เลยสักนิด ขอตัวล่ะ!
แม้ใจอยากจะบ่นออกมา แต่เริ่นอวี่ก็เป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวุฒิภาวะแล้ว ตอนนี้ใบหน้าของเขาจึงยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม "โอเคครับ งั้นผมไม่มีปัญหาอื่นแล้ว"
กู้ฝานลุกขึ้นยืน "โอเค งั้นการสัมภาษณ์วันนี้ก็จบลงเพียงเท่านี้ ถ้าแน่ใจว่าสามารถร่วมงานกันได้ ผมจะโทรไปแจ้งให้คุณทราบก่อนห้าโมงเย็นวันนี้นะครับ"
ความหมายแฝงก็คือ หากเลยเวลานี้ไปแล้วยังไม่โทรหาก็ถือว่าหมดหวัง
เริ่นอวี่พยักหน้า "ได้ครับ"
เขามั่นใจเกือบ 100% ว่าอีกฝ่ายจะต้องโทรมาอย่างแน่นอน แต่ถึงตอนนั้นเขาจะปฏิเสธไปตรงๆ
ล้อเล่นหรือไง ไม่เคยได้ยินเรื่องการลดเงินเดือนเพื่อย้ายงานมาก่อนเลย!
เมื่อส่งเริ่นอวี่กลับไปแล้ว กู้ฝานก็กลับมาที่นั่งและดื่มกาแฟอย่างเชื่องช้าต่อไป
เห็นไหมล่ะ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรให้มากความ แค่ใช้สัญญาที่ลิลิธเซ็นก็สามารถบีบให้ผู้สมัครงานส่วนใหญ่ถอนตัวได้อย่างสำเร็จงดงามแล้ว!