คนโด เอริ มีความตั้งใจแน่วแน่มาก เธอถึงกับนั่งรถไฟตามชิฮาระ รินโตะมาจนถึงคิตะฮาชิโจในเขตเมงุโระ ดูเหมือนเธอจะปักใจเชื่อว่าเขาไม่ได้มีธุระอะไรเลย แค่พูดปัดๆ เธอไปอย่างนั้น และกะจะตามตื๊อไปจนถึงอพาร์ตเมนต์ของเขาให้ได้
ชิฮาระ รินโตะยอมใจเลยจริงๆ คนหน้าด้านคือผู้ไร้เทียมทาน ผู้หญิงพรรค์นี้จะตีก็ตีไม่ได้ จะด่าเธอก็ไม่สน จะถลึงตาใส่ก็ไม่ตาย หมดหนทางรับมือจริงๆ!
เขาไม่อยากพาผู้หญิงคนนี้กลับไปที่อพาร์ตเมนต์ และก็ไม่มีเพื่อนที่พอจะเรียกมาช่วยรับหน้าขัดตาทัพได้ชั่วคราว ขณะกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี จู่ๆ เขาก็มองเห็นคนรู้จักในร้านสะดวกซื้อ—เด็กสาวมัธยมปลายสามคนที่เพิ่งรู้จักกันที่ร้านอาหารคราวก่อน กำลังนั่งดื่มชานมอยู่ตรงหน้าต่างกระจกบานใหญ่ของร้านสะดวกซื้อ!
ฝีเท้าของเขาชะงักกึกทันที เขาหันขวับไปพูดกับคนโด เอริว่า "เพื่อนที่ผมนัดไว้มาถึงแล้ว รบกวนคุณอย่าตามไปรบกวนพวกเราเลย"
"เพื่อนของคุณเหรอ" คนโด เอริมองไปรอบๆ สายตาของเธอกวาดผ่านร่างของพวกนิโนมาเอะ เซโกะทั้งสามคนไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่พบใครที่ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ จึงถามอย่างหวาดระแวงว่า "อยู่ไหนล่ะ"
ชิฮาระ รินโตะชี้ไปทางพวกยามากามิ ไอโกะ "พวกเธอนั่นไง"
"พวกเธอ... ยังเป็นนักเรียนอยู่เลยไม่ใช่เหรอ" คนโด เอริไม่ยอมเชื่อ "คุณมีธุระอะไรจะคุยกับพวกเธอกันแน่"
"จะคุยเรื่องอะไรก็ไม่เกี่ยวกับคุณ คุณคนโด!" ความอดทนของชิฮาระ รินโตะใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว เขากล่าวเสียงเรียบ "ได้โปรดอย่าตามมาอีกเลย ทำแบบนั้นมันเสียมารยาทมากนะ"
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินตรงไปที่ร้านสะดวกซื้อจริงๆ ส่วนคนโด เอริลังเลอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่เรื่องโกหก อย่างน้อยทั้งสองฝ่ายก็รู้จักกันจริงๆ เธอจึงเริ่มทำตัวไม่ถูก—ถ้าชิฮาระ รินโตะกลับบ้าน การที่เธอตามไปตื๊อก็คงไม่เป็นไร ชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองในห้อง คำพูดบางคำหรือเรื่องบางเรื่องกลับพูดง่ายกว่าตอนอยู่บนถนน แถมยังมีลูกไม้ให้ใช้ได้มากกว่าด้วย แต่ถ้าชิฮาระ รินโตะนัดเพื่อนไว้จริงๆ แล้วเธอยังดึงดันตามไป นอกจากจะคุยธุระไม่ได้แล้ว ขืนไปทำให้เรื่องของชิฮาระ รินโตะพังพินาศ เกรงว่าจะยิ่งทำให้เขาไม่พอใจอย่างหนัก!
เดิมทีเธอก็ตั้งใจมาขอร้องอยู่แล้ว การตามตื๊อคือขีดสุดของเธอ เธอไม่กล้าทำให้ชิฮาระ รินโตะโกรธจัดเด็ดขาด วินาทีนี้พอเห็นว่าเขากำลังจะไป เธอจึงรีบคว้าตัวเขาไว้ พลางกล่าวอย่างน่าสงสารว่า "รินโตะ อย่าเพิ่งไปเลยนะ ความจริงฉันมีเรื่องอยากจะขอร้องคุณ"
ท่าทางของเธอดู่น่าสงสาร แต่แรงที่มือกลับไม่น้อยเลย แทบจะกระชากแขนเสื้อของชิฮาระ รินโตะจนขาด ชิฮาระ รินโตะจนปัญญาจริงๆ เขาอยากจัดการเรื่องนี้อย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น แต่อีกฝ่ายหน้าหนาเกินไป หาข้ออ้างสารพัดก็ยังไม่ได้ผล ดูเหมือนจะหมดทางแล้ว เขาจึงพูดอย่างจริงจังว่า "คุณคนโด คุณยังดูไม่ออกอีกเหรอ ไม่ว่าคุณจะมีธุระอะไร ผมก็ไม่อยากช่วยคุณทั้งนั้น—คุณก็อายุยี่สิบกว่าแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องรอให้คนอื่นพูดตรงๆ ถึงจะเข้าใจหรือไง พอแค่นี้เถอะ!"
"ทำไมล่ะ คุณยังโกรธเรื่องเมื่อก่อนอยู่เหรอ" คนโด เอริเริ่มร้อนรน ขอบตากลับมาแดงรื้นอีกครั้ง "คุณก็เห็นใจฉันบ้างสิ ตอนนั้นคุณเป็นแบบนั้นแล้ว จะให้ฉันทำยังไงล่ะ สถานการณ์ที่บ้านฉันคุณก็รู้ บ้านฉันจน พ่อแม่ก็ไม่สนใจ ฉันพึ่งพาได้แค่ตัวเอง แต่การอยู่คนเดียวในโตเกียวมันลำบากมากนะ... ฉันต้องการที่พึ่ง มันไม่มีทางเลือกจริงๆ! นี่ เรื่องเมื่อก่อนคุณอย่าโกรธเลยนะ ช่วยฉันอีกสักครั้งเถอะ น้า? รับปากฉันเถอะนะ!"
เธอไม่ยอมบอกว่าเป็นเรื่องอะไร กะจะขอคำสัญญาให้ได้ก่อนเหมือนเมื่อก่อน ส่วนชิฮาระ รินโตะนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขารู้สึกว่าในฐานะผู้หญิงคนโด เอริก็ถือว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ท่าทีที่ยอมลดตัวลงมาและใช้น้ำเสียงอ่อนหวานออดอ้อนของเธอ สามารถตอบสนองความภาคภูมิใจของผู้ชายส่วนใหญ่ได้จริงๆ ยิ่งประกอบกับใบหน้าสะสวยที่แฝงไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน และน้ำเสียงอ่อนแอ ก็ยิ่งทำให้ผู้ชายทั่วไปเกิดความรู้สึกอยากปกป้องและครอบครอง—การที่ยัยนี่มักจะหาผู้ชายที่ค่อนข้างโดดเด่นในสภาพแวดล้อมนั้นๆ มาเป็นแฟนได้เสมอ เพื่ออาศัยพวกเขาให้มีชีวิตที่สุขสบาย หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอนาคตที่สดใส มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เธอมีฝีมือจริงๆ
แต่นั่นมันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ
ผู้หญิงคนนี้อาจจะเคยลำบากมาจริงๆ จึงอยากหาที่พึ่ง อยากได้ทุกอย่างมาอย่างง่ายดาย งั้นก็ไปหาเอาสิ—ทุกคนมีสิทธิ์เลือกวิถีชีวิตของตัวเอง เขาเข้าใจได้และก็ไม่อยากก้าวก่าย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาจะต้องยอมถูกหลอกใช้—คุณอ่อนแอ คุณน่าเวทนา แล้วผมจำเป็นต้องช่วยคุณด้วยเหรอ
ไม่ ผมจะช่วยคนที่เคยทำความดี จะพยายามให้คนดีได้รับผลตอบแทนที่ดี!
ไม่ ผมจะช่วยคนที่ผมเคยติดค้าง เพื่อให้ตัวเองใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ!
ไม่ ผมจะช่วยคนที่สู้ชีวิต เพื่อที่ในอนาคตจะได้พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน!
ผมเป็นแค่คนดีแต่เปลือก ไม่ใช่แม่พระกลับชาติมาเกิด—การช่วยเหลือคนที่กำลังลำบากเป็นคุณธรรมดั้งเดิมก็จริง แต่จงอย่าลืมนิทานเรื่องชาวนากับงูเด็ดขาด
...
เขาช่วยเหลือคนอื่นจริงๆ แต่ไม่ใช่แม่พระแน่นอน ต่อให้จะช่วยจริงๆ เขาก็เลือกคน และมีขีดจำกัดในการให้ ไม่อย่างนั้นเขาก็ไปทำงานกับองค์กรบรรเทาทุกข์ หรือไปเป็นอาสาสมัครที่แอฟริกาซะก็สิ้นเรื่อง จะมาถ่ายละครทำไม จะมาแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งทำไม จะมาหวังสร้างความยิ่งใหญ่ในยุคทองทำไม!
ดังนั้น จากก้นบึ้งของหัวใจ เขาจึงไม่อยากช่วยเหลือ "ผู้หญิงหน้าเงิน" อย่างคนโด เอริเลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าคนแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับ "งู" คนประเภทนี้อย่าหวังเลยว่าจะมีศีลธรรมจรรยาอะไร ช่วยครั้งแรกไปแล้ว ก็จะมีครั้งที่สอง ครั้งที่สาม และครั้งต่อๆ ไปไม่รู้จบ สุดท้ายอาจกลายเป็นเรื่องเศร้าแบบทำคุณบูชาโทษก็เป็นได้...
หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เขาไม่ยอมถูกคนแบบนี้หลอกใช้ เขารู้สึกว่าสติปัญญาและศักดิ์ศรีของตัวเองถูกดูหมิ่น และไม่อยากเปลี่ยนความดีอย่างการ "ช่วยเหลือ" ให้กลายเป็นการแลกเปลี่ยนที่สกปรก—เขาสามารถหาประโยชน์จากการช่วยเหลือนี้ได้ หากตอนนี้เขายอมช่วยคนโด เอริ เขากล้ารับประกันเลยว่า ต่อให้มีข้อแลกเปลี่ยนเป็นการนอนกับเธอ ผู้หญิงคนนี้ก็จะไม่มีวันลังเล และพร้อมจะกลับไปที่อพาร์ตเมนต์กับเขาทันที
เขาไม่อยากทำแบบนั้น เพราะเขาไม่ชอบคนอย่างคนโด เอริ คนประเภทนี้มีอุดมการณ์และทัศนคติไม่ตรงกับเขา และเขาก็ไม่อยากทำการแลกเปลี่ยนแบบนี้ เขามีคนที่ชอบ มีเป้าหมายในการแต่งงานที่ชัดเจน ถึงแม้ตอนนี้จะเป็นไปไม่ได้แล้ว แต่ต่อให้ต้องเลือกตัวแทน เขาก็ไม่เลือกของพรรค์นี้หรอก
ผู้หญิงแบบนี้ร่วมสุขได้อย่างเดียว ร่วมทุกข์ไม่ได้เด็ดขาด ไม่ใช่คู่ครองที่ดี ต่อให้สวยแค่ไหนก็ยังมีค่าไม่สู้กระดาษชำระสักแผ่น—อย่างน้อยในสายตาเขาก็เป็นแบบนั้น ต่อให้จะถูกพวกเรียกร้องสิทธิสตรีสุดโต่งด่าว่าเป็นพวกโรคจิต เขาก็จะยังยืนกรานเช่นนี้
เกิดเป็นคนต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง และการมีความคิด บางครั้งก็คือการสามารถยึดมั่นในบางสิ่งที่ดูไม่มีเหตุผล แม้ในสายตาคนบางคนมันอาจจะดูน่าขันก็ตาม
เขาไม่อยากพัวพันอีกต่อไป สายตาจึงเย็นชาลงในพริบตา ค่อยๆ ง้างนิ้วของเธอออกจากแขนอย่างแรง ต่อให้อาจจะนำปัญหามาให้ก็ไม่สนแล้ว เขาพูดเสียงขรึม "ถ้าคุณขาดที่พึ่งก็ไปหาคนอื่น อย่ามาหาผม ธุระของคุณก็ไม่ต้องพูด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรผมก็ไม่ช่วยทั้งนั้น ความลำบากของคุณไม่ใช่เหตุผลที่คนอื่นต้องมาคอยช่วยเหลือ"
คนโด เอริได้ยินคำพูดตัดรอนนี้ก็ถึงกับอึ้งไปเลย เธอมั่นใจแล้วว่าผู้ชายตรงหน้าเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นอกจากใบหน้าแล้ว ก็ไม่มีส่วนไหนที่เหมือนเมื่อก่อนเลยแม้แต่น้อย แต่เธออึ้งไปได้ไม่กี่วินาที พอเห็นว่าชิฮาระ รินโตะหันหลังเดินจากไปแล้ว ก็รีบวิ่งตามไปทันที ไม่กล้าทำเหมือนเมื่อก่อนที่จะให้เขารับปากก่อนแล้วค่อยบอก เธอรีบร้องไห้พลางพูดว่า "รินโตะ คุณอย่าทำแบบนี้เลย ตอนนี้ฉันไม่มีใครให้พึ่งพาได้อีกแล้วนอกจากคุณ... อิชิอิเขาสั่งพักงานแสดงของฉัน ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ความผิดของฉันเลย ฉันพยายามแสดงอย่างเต็มที่แล้ว แต่เขาก็ยังสั่งพักงานฉัน ตอนนั้นทั้งผู้กำกับและคนเขียนบทก็ช่วยพูดแทนฉัน บอกว่าในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว สู้ทำต่อไปดีกว่า อย่าให้ความพยายามที่ผ่านมาสูญเปล่า แต่เขายืนกรานที่จะเปลี่ยน ทะเลาะกับผู้กำกับยกใหญ่ แถมยังสั่งพักงานฉันเป็นคนแรก และไม่ยอมจัดหางานแสดงเรื่องใหม่ให้ฉันอีก ฉัน... แล้วความพยายามกว่าสองปีที่ผ่านมาของฉันล่ะ สองปีที่ดีที่สุดในชีวิตฉันเลยนะ!"
"แถมเขายังเปลี่ยนไปอีก ตอนนี้อารมณ์ร้ายมาก คุณดูสิ..." เธอแหวกคอเสื้อออก เผยให้เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวมุมหนึ่ง ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางพูดว่า "ตอนนี้เขายังตบตีฉันด้วย ตอนกลางคืนก็มักจะทรมานฉันเหมือนคนบ้า ผู้ชายคนนั้นเดิมทีก็เห็นแก่ตัวมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยังกลายเป็นแบบนี้อีก แล้วฉันจะทำยังไงล่ะ เดิมทีฉันจะได้เป็นนักจัดรายการวิทยุแล้วแท้ๆ เขาเป็นคนให้ฉันไปแสดงละคร บอกว่ายังไงก็ต้องดังแน่ๆ แล้วตอนนี้กลับมาโทษฉัน ฉันก็เลยต้องมาหาคุณไง!"
เธอพูดไปร้องไห้ไป ในใจก็ร้อนรนจนพูดจาเริ่มวกไปวนมา แม้แต่เหตุผลก็ยังพูดไม่รู้เรื่อง "คุณช่วยฉันหน่อยเถอะ ถือซะว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆ ของเราก็ได้! ละครของคุณดังแล้ว แถมคุณยังเป็นผู้สร้างหลัก คุณช่วยสร้างละครสั้นที่เหมาะกับฉันให้สักเรื่องสิ เอาแบบที่โดดเด่นๆ ให้ทุกคนเห็นว่าฉันยังแสดงละครได้ เรื่องก่อนหน้านี้มันไม่ใช่ความผิดของฉันจริงๆ! ตอนนี้ฉันหากองถ่ายที่ยอมรับฉันไม่ได้แล้ว อาชีพนักแสดงของฉันกำลังจะพังพินาศ คุณช่วยฉันหน่อยเถอะนะ น้า?"
"ทำไมคุณไม่พูดล่ะ หรือว่ายังไม่ได้อีก อ้อ ใช่สิ เรากลับมาคบกันได้นะ ใช่ เรากลับมาคบกันได้! เมื่อก่อนฉันผิดไปแล้ว คราวหน้าฉันจะไม่ทำอีก เรากลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อนดีไหม ฉันจะเลิกกับอิชิอิ แล้วเรากลับมาอยู่ด้วยกัน ฉันจะทำดีกับคุณเหมือนเมื่อก่อน จะคอยปรนนิบัติคุณเหมือนเมื่อก่อน จะให้ทำยังไงก็ได้ทั้งนั้น" เธอร้องไห้จนมาสคาร่าเลอะเทอะ พอเห็นว่าชิฮาระ รินโตะเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ ก็ตะโกนด้วยความเสียใจและโกรธแค้น "เมื่อก่อนเราเคยมีความรู้สึกดีๆ ต่อกันนะ คุณลืมไปหมดแล้วเหรอ พูดอะไรหน่อยสิ!"
ในที่สุดฝีเท้าของชิฮาระ รินโตะก็หยุดลง เขาหันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "คุณคนโด คุณเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่งนะ นั่นไม่ใช่ความรู้สึก แต่มันเป็นแค่การแลกเปลี่ยน ซึ่งจ่ายเงินรับของกันไปจบตั้งนานแล้ว—นั่นคือการแลกเปลี่ยนระหว่าง 'ผม' คนก่อนกับคุณ คุณได้ของหรูหราที่ต้องการ ส่วน 'ผม' ได้แฟนสาว ไม่มีใครติดค้างใคร แต่มันไม่ใช่ความรู้สึกอย่างแน่นอน"
เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ "ถ้าคุณโดนทำร้ายร่างกาย ก็ควรไปหาตำรวจ ไม่ใช่มาหาผม! ถ้าอาชีพนักแสดงของคุณไม่ราบรื่น ก็แค่เปลี่ยนแนวหรือพัฒนาฝีมือการแสดง ใช้ความสามารถพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง—ถ้าคุณถูกใจมุราคามิกับฟูจิอิ จนได้รับโอกาสในการออดิชัน ผมก็จะไม่จงใจขัดขวาง เรื่องนี้คุณวางใจได้ ผมไม่ได้ไร้สาระขนาดนั้น แต่เรื่องที่จะให้ช่วยสร้างละครที่เหมาะกับคุณน่ะ เลิกคิดไปได้เลย ผมมีแผนของตัวเอง คุณมีสิทธิ์อะไรมาสั่งให้ผมเปลี่ยนแผน"
ต่อให้ไม่พูดถึงปัจจัยอื่นๆ ต่อให้เขายังเป็นเจ้าของร่างเดิม แฟนเก่าที่เลิกกันไปแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้องให้แฟนเก่าทุ่มเทให้ฟรีๆ เพียงเพราะโดนทำร้ายร่างกายเนี่ยนะ
สร้างละครที่เหมาะกับตัวเองให้สักเรื่อง เอาอะไรมามั่นหน้าล่ะ
ใครจะยอมเอาหน้าที่การงานของตัวเองมาเสี่ยง เพื่อช่วยเหลือคนที่นิสัยพึ่งพาไม่ได้กันล่ะ
"คุณ..." คนโด เอริถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ในที่สุดก็แน่ใจแล้วว่าก่อนหน้านี้ชิฮาระ รินโตะไม่ได้พูดเล่น การแกล้งทำตัวน่าสงสารใช้กับเขาไม่ได้ผลเหมือนเมื่อสองปีก่อนแล้ว เธออึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยความเสียใจ "ทำไมคุณถึงใจร้ายขนาดนี้ เรื่องแค่นี้มันไม่ได้ยากสำหรับคุณเลย ฉันสืบมาหมดแล้ว คุณมีปากมีเสียงในกองถ่ายมาก แค่คุณไปคุยกับโปรดิวเซอร์ดีๆ..."
ชิฮาระ รินโตะพูดแทรกขึ้นมา ถามตรงๆ ว่า "นี่คุณกำลังจะอ้างศีลธรรมมาบีบบังคับผมอีกแล้วใช่ไหม เรื่องที่ไม่ยากสำหรับผม ผมก็ต้องช่วยคุณงั้นเหรอ"
"ฉะ... ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น"
"แล้วคุณหมายความว่ายังไง"
คนโด เอริหมดคำจะพูด เธอคุยกับชิฮาระ รินโตะเรื่องความรู้สึกและความเศร้าเสียใจ แต่ชิฮาระ รินโตะกลับคุยกับเธอด้วยเหตุผล มันอยู่กันคนละคลื่นความถี่เลย
ชิฮาระ รินโตะรออยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นเธอไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ก็พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาอีกครั้ง "คุณคนโด พวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันตั้งนานแล้ว คุณน่าจะเข้าใจข้อนี้ดี เพราะฉะนั้นกลับไปเถอะครับ อย่าทำให้สถานการณ์มันดูแย่ไปกว่านี้เลย แน่นอนว่าคุณเกลียดผมได้ที่ผมไม่อยากช่วยคุณ และในอนาคตคุณจะแก้แค้นผมก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก เพียงแต่ผมนัดเพื่อนไว้ ได้โปรดอย่ามาตามตื๊อให้วุ่นวายอีกเลย เก็บความเคารพรักตัวเองขั้นพื้นฐานไว้บ้างเถอะนะ!"
นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย พูดจบเขาก็หันหลังเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ
เหตุผลที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว ทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีความแค้นเคืองอะไรกันทั้งในอดีตและปัจจุบัน และไม่ได้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน เขาหวังว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นผู้ใหญ่และสันติที่สุด ทางที่ดีที่สุดคือต่างคนต่างอยู่ไปจนตาย เขาพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ถ้าผู้หญิงคนนี้ยังคงตามตื๊อไม่เลิก เขาก็ไม่ใช่คนอ่อนแอที่ยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ บางทีตอนนี้อาจจะยังไม่มีวิธีจัดการที่ดีเป็นพิเศษ แต่เขารับรองได้เลยว่าในอนาคตเขามีอิทธิพลในวงการนี้มากแค่ไหน ผู้หญิงคนนี้ก็จะโชคร้ายมากเท่านั้น