ในระหว่างรอให้กรอบรูปเสร็จสมบูรณ์ ก็เลยไปเที่ยวปารีสกับคุณปู่
ไม่คิดเลยว่าประเพณีการใช้เวลาทานอาหารนานๆ ของฝรั่งเศสจะดีขนาดนี้
เราได้ไปตามร้านอาหารชื่อดังในปารีส แต่ละมื้อใช้เวลาสองชั่วโมง ลิ้มรสอาหารหลากหลายอย่างในปริมาณเล็กๆ รู้สึกเหมือนกลายเป็นขุนนางโรมันโบราณ
และวันนี้
ในที่สุดก็จะได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ออร์แซที่เลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาโดยตลอด
เราออกจากบ้านแต่เช้า เดินไปตามถนนแคบๆ ที่มีอาคารเตี้ยๆ เรียงรายเป็นแนวยาว
“ถึงแล้วล่ะ”
พอคุณปู่พูดแบบนั้น ผมก็หันไปมอง เห็นรูปปั้นบรอนซ์หลายตัวหันหลังนั่งอยู่ทางขวาบน
“ที่นี่แหละ พิพิธภัณฑ์ออร์แซ”
หน้าพิพิธภัณฑ์ออร์แซ ซึ่งว่ากันว่ารวมผลงานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึง 20 ไว้ทั้งหมดนั้น มีผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่
มีคนเล่นดนตรีตามถนน และไกลออกไปเห็นรูปปั้นช้างบรอนซ์อยู่ด้วย
บรรยากาศดีมาก
สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือขนาดของพิพิธภัณฑ์
เราเดินเลียบกำแพงด้านหนึ่งมาไกลมาก และนั่นคือผนังด้านนอกของพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด
ไม่รู้ว่าถ้าจะชมให้ทั่วถึงต้องใช้เวลากี่วันกันแน่
นั่นก็หมายความว่ามีผลงานของศิลปินที่อยู่ในยุคเดียวกับผมจัดแสดงไว้มากมายเลยสินะ น่าตื่นเต้นจริงๆ
ทันใดนั้นสมาร์ตโฟนของคุณปู่ก็ดังขึ้น
“มาร์โลนี่นะ”
คุณปู่รับสายด้วยท่าทางดีใจ พยักหน้าก่อนกล่าวขอบคุณ
“ทำเสร็จแล้วเหรอครับ?”
“ใช่ เขาบอกให้เราไปรับพรุ่งนี้เลยล่ะ”
ยังไม่ถึงกำหนดสองสัปดาห์ตามที่นัดไว้เลย แต่ดูเหมือนปิแอร์ มาร์โลจะรีบทำให้ก่อน
พอรับกรอบรูปแล้ว เราก็วางแผนจะกลับโซลทันที เพราะมีนัดกับภัณฑารักษ์บังแทโฮด้วย
แสดงว่าต้องชมพิพิธภัณฑ์ออร์แซแค่วันนี้เท่านั้น
“เสียดายจัง ถ้าได้เดินดูช้าๆ คงดี”
“เอาไว้คราวหน้าก็ได้ครับ”
เวลามีไม่พอที่จะเดินชมแบบช้าๆ เสียดายก็จริง แต่วันนี้ก็คงต้องเลือกดูเฉพาะศิลปินที่สนใจจะดีกว่า
คุณปู่ก็เห็นด้วยกับความคิดนั้น
“งั้นชอบใครล่ะ? แวนโก๊ะ?”
“ไม่ครับ”
ผมไม่อยากใช้โอกาสหนึ่งวันที่มีไปกับการดูภาพของตัวเอง
พลิกดูแผ่นพับและรายชื่อศิลปินที่แนะนำแล้วก็เห็นชื่อที่คุ้นอยู่หลายคน
อาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ฌอง ฟร็องซัวส์ มีแล
มาเน, กุสตาฟว์ กูร์แบ, โกลแก็ง, รอแด็ง...
แต่ไม่มีใครน่าดีใจเท่านี้อีกแล้ว
ตูลูซ-ลอแทร็ก
เพื่อนเก่าผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ดั่งมหาสมุทรแม้จะมีร่างเล็กก็ถูกแนะนำไว้ด้วย
“ลอแทร็กครับ”
“อื้ม ศิลปินสุดยอดเลย ไปกันเถอะ”
ขณะที่คุณปู่เดินขึ้นบันได ก็เริ่มพูดถึงเรื่องราวของลอแทร็ก
“ถึงจะไม่ค่อยมีใครรู้จักในบ้านเรา แต่ตูลูซ-ลอแทร็กเป็นศิลปินที่เก่งมากนะ แม้แต่ปาโบล ปิกัสโซยังเคยหลงใหลในตัวเขาเลยล่ะ”
ลอแทร็กเพื่อนเรานี่ได้ดิบได้ดีจริงๆ
ขนาดปาโบล ปิกัสโซผู้ยิ่งใหญ่ยังเคารพเขา ก็คงได้รับความรักจากผู้คนมากมายแน่ๆ
“จริงเหรอครับ?”
“แน่นอน ตอนเด็กๆ ปิกัสโซเอาโปสเตอร์ของลอแทร็กไปติดไว้ในห้องตัวเองเลยนะ”
ในฐานะเพื่อนสนิทของลอแทร็ก และแฟนคลับตัวยงของปิกัสโซ นี่ช่างเป็นเรื่องน่ายินดีจริงๆ
จะว่าไปมันก็สมเหตุสมผลดี
ลอแทร็กเป็นศิลปินที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาที่สุดในมงมาร์ต เขาคงใช้ชีวิตอย่างยอดเยี่ยมหลังจากผมตายไปแล้วแน่ๆ
มีอะไรจะสุขใจไปกว่านี้อีกล่ะ
“เขาใช้ชีวิตยังไงเหรอครับ?”
“อืม ชีวิตสั้นแต่เจิดจ้ามาก รู้ไหมว่าลอแทร็กเป็นขุนนาง?”
คำว่า “ชีวิตสั้นแต่เจิดจ้า” ฟังดูสะเทือนใจนิดหน่อย แต่ผมก็พยักหน้า
“รู้ครับ เขารวยมาก”
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ใช่เลย เพราะรวย เลยซื้อเหล้าให้แวนโก๊ะบ่อยมากเลยล่ะ”
ต้องขอบคุณเขา ตอนที่อยู่ในปารีสเลยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าเหล้า
เหล้าแพงๆ ที่ผมไม่มีวันฝันถึงก็ได้ลองลิ้มรสเพราะเขาเลย
“……”
แล้วพอคิดดู
เพื่อนคนนั้นก็ชอบดื่มเหล้ามากเหมือนกัน ผมอดกังวลไม่ได้ว่าที่คุณปู่บอกว่าชีวิตเขาสั้นนั่น อาจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือเปล่า
แม้มันจะเป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วก็ตาม
คุณปู่ยังคงเล่าเรื่องของลอแทร็กต่อ
“แต่เขาไม่ใช่คนที่จะถูกกักขังอยู่ในกรอบของคำว่าขุนนางนะ แม้จะโดนพ่อแม่ตัดขาด เขาก็ยังวาดภาพและได้รับการยอมรับอยู่ดี”
เรื่องระหว่างเขากับพ่อแม่นั้นน่าเศร้าเหลือเกิน
แต่ก็ใช่ ลอแทร็กเป็นชายผู้มีอิสระเกินกว่าจะใช้ชีวิตแบบที่ครอบครัวขุนนางต้องการ
“โดยเฉพาะโปสเตอร์ของเขาได้รับความนิยมมาก เขาวาดโปสเตอร์การแสดงของมูแลงรูจได้อย่างยอดเยี่ยม จนทุกวันนี้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกศิลปะกราฟิกสมัยใหม่เลยล่ะ”
มูแลงรูจ (Moulin Rouge: กังหันสีแดง)?
“เขาแสดงในกังหันแดงเหรอครับ?”
“ฮ่าฮ่า ชื่อนั้นน่ะเป็นชื่อของคาบาเรต์”
สรุปก็คือเขาวาดโปสเตอร์โปรโมตร้านเหล้า
ผมเริ่มสงสัยว่าเขาวาดภาพแบบไหน คุณปู่เลยหัวเราะแล้วบอกให้ลองค้นหาดู
“ลองดูที่นี่ก็ได้ไม่ใช่เหรอครับ?”
“โปสเตอร์พวกนั้นไม่ได้อยู่ที่ออร์แซน่ะสิ”
ถ้าอย่างนั้น ถ้าที่นี่หาไม่เจอ ก็น่าจะไปดูที่อื่นจะดีกว่า
“ไกลไหมครับ?”
“ไกลสิ อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์เฮราคลีดอนในเอเธนส์ หรือหอศิลป์แห่งชาติที่วอชิงตัน ถ้าจะใกล้หน่อยก็พิพิธภัณฑ์ตูลูส-ลอแทร็ก”
ถ้ามาอีกครั้ง คงต้องจัดแผนให้แวะพิพิธภัณฑ์ลอแทร็กให้ได้
ระหว่างที่คุณปู่ไปซื้อตั๋วด้วยความเสียดาย ผมก็ลองค้นหา "ตูลูซ-ลอแทร็ก" ดูในมือถือ แล้วก็พบภาพวาดมากมาย
แต่ที่สะดุดตาที่สุดคือโปสเตอร์ที่มีชื่อว่า เจน เอวริล
“หึ…”
ไม่น่าเชื่อเลย
บอกว่าเป็นผลงานที่วาดในปี 1896 แต่ความซุกซนนั้นยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
ด้านหลังของนักเต้นสามคนที่กำลังยกขาสูงเต้นอยู่ มีผู้หญิงผมแดงในท่าทางตลกๆ ที่สะดุดตาอย่างมาก
“เขาคงชอบผู้หญิงคนนี้สินะ”
ต่างจากนักเต้นที่อยู่ข้างหน้าที่โพสท่าได้เป๊ะ เธอที่อยู่หลังสุดกลับดูงุ่มง่ามอย่างเห็นได้ชัด
เขาคงอยากให้เราโฟกัสไปที่เธอ
นั่นแหละ สเปกของลอแทร็กเลย
“หัวเราะอะไรอยู่?”
พอคุณปู่ซื้อบัตรกลับมา ผมก็ยื่นโปสเตอร์ เจน เอวริล ให้ดู ท่านก็ยิ้มออกมา
“ดูออกไหมล่ะ?”
“ครับ ปกติเวลาจะเน้นใคร ก็มักจะวาดให้เด่น เช่น อยู่ด้านหน้า หรือวาดให้ใหญ่”
“ใช่เลย”
“แต่ดูเหมือนลอแทร็กจะชอบผู้หญิงคนนี้ที่สุดเลย”
คุณปู่ลูบหัวผมเบาๆ
“ถูกต้อง เธอชื่อว่า เจน เอวริล เป็นนักเต้นที่ลอแทร็กชื่นชอบมาก อย่างที่เธอเดาเลย”
ความประหลาดของเจ้าเพื่อนคนนี้ช่างน่ารักจริงๆ
เขาไม่ยึดติดกับค่านิยมความงามแบบทั่วไป แต่กลับกระตุ้นความอยากรู้ในแบบดิบๆ แทน
ท่าทางงุ่มง่ามของเธอทำให้คนอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร แล้วเต้นแบบนั้นทำไม
ถ้าเริ่มสนใจเมื่อไร ความน่าหลงใหลก็แค่เรื่องของเวลา
ผมมั่นใจว่า คนที่เห็นโปสเตอร์นี้คงแวะไปดูว่า เจน เอวริล เต้นได้แย่ขนาดไหน
“แต่จริงๆ แล้วเธอเป็นนักเต้นที่มีฝีมือมากนะ คนที่ไปดูเพราะอยากขำ กลับกลายเป็นแฟนคลับเธอแทบทุกคนเลย”
จะมีคนเชื่อไหม ถ้าโฆษณาบอกว่า “คนนี้เก่งมาก”
ต่อให้เชื่อ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยากไปดูด้วยตัวเอง
ลอแทร็กเข้าใจจุดนี้ดี และใช้ได้อย่างชาญฉลาด
เรานั่งพักที่ม้านั่ง และผมก็เปิดดูโปสเตอร์ของลอแทร็กเพิ่มอีก
แล้วก็สะดุดตากับภาพหนึ่งซึ่งนางแบบก็คือ เจน เอวริล เช่นกัน
ดูเป็นคุณหญิงผู้ดีเต็มตัวเลย
แปลกที่วาดคนเดียวกัน แต่ภาพลักษณ์กลับต่างกันลิบลับ
ดูจากปีที่วาด ภาพนี้เก่ากว่าภาพ เจน เอวริล 3 ปี
“อ๋อ…”
ผมเข้าใจผิดไปแล้ว
“ดูออกไหม?”
“ครับ คนที่เป็นจุดเด่นไม่ใช่เจน เอวริลนี่นา”
เกือบจะโดนลูกเล่นของลอแทร็กหลอกเข้าแล้ว
โปสเตอร์นี้ จุดเด่นจริงๆ คือผู้หญิงที่อยู่มุมซ้ายบนของภาพ สวมถุงมือยาวสีดำจนปิดข้อศอก
ข้างหน้ามีวาทยากรและเครื่องสาย ดูเหมือนเธอจะเป็นนักร้องในคาเฟ่คอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง
“คนนี้ต่างหากที่เป็นตัวเด่น”
“ใช่เลย แล้วคิดว่าทำไมถึงไม่วาดหน้าเธอล่ะ?”
“อืม…”
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
“ไม่ใช่แค่ตั้งใจจะกระตุ้นความสนใจเฉยๆ หรอกครับ ถ้าแค่นั้นละก็ เจน เอวริลที่อยู่กลางภาพคงเด่นเกินไป จนคนแทบจะไม่สังเกตถึงนักร้องคนนี้ด้วยซ้ำ”
“แนวคิดดีมาก”
สิ่งเดียวที่ทำให้เราจำเธอได้ คือถุงมือยาวสีดำ
“เขาน่าจะอยากให้สิ่งนี้กลายเป็น ‘สัญลักษณ์’ ครับ อย่างเช่น ‘คนที่ใส่ถุงมือดำแบบนี้คือเธอ’ หรือ ‘ถ้าคุณเห็นคนใส่ถุงมือดำแบบนี้อีก ก็ให้รู้ไว้ว่าเป็นนักร้องคนนี้นะ’ อะไรแบบนั้น”
คุณปู่เบิกตากว้างแล้วลูบหัวผมอีกครั้ง
“สุดยอดจริงๆ ถูกเผงเลย”
“……”
เขาเป็นอัจฉริยะจริงๆ
“ลอแทร็กอยากส่งต่อความสุขที่ได้จากการค้นพบเล็กๆ น้อยๆ”
คำพูดของคุณปู่ ผมเห็นด้วยอย่างที่สุด
เพราะแบบนั้นแหละ ถึงได้แค่ลองสังเกตนิดหน่อย ก็จะเข้าใจทันทีว่าเขาซ่อนอะไรไว้ในผลงาน
เป็นปริศนาที่ต้องใช้สมองนิดๆ แบบนี้ ผมชอบจะตาย
เป็นเพื่อนที่ฉลาดมากจริงๆ
“นักร้องคนนั้นชื่อ เยฟตี้ กีแบร์ นะ ว่ากันว่าเธอมักจะใส่ถุงมือดำเวลาร้องเพลงเสมอ”
“โปสเตอร์นี้เป็นโปสเตอร์เปิดตัวคาเฟ่ชาโปเน่ใช่ไหมครับ?”
“ใช่เลย”
“งั้นเป็นไปได้ไหมว่า เพราะโปสเตอร์ของลอแทร็กนี่แหละ เธอเลยต้องใส่ถุงมือดำทุกครั้งนับแต่นั้น”
“อาจจะจริงก็ได้นะ”
สำหรับศิลปินแล้ว “ภาพลักษณ์” เป็นสิ่งสำคัญที่สุด
เพราะช่วยให้คนจดจำได้ง่าย และยังสร้างความแตกต่างจากคนอื่นได้อีกด้วย
เยฟตี้ กีแบร์เองก็น่าจะฉลาดพอที่จะใช้ประโยชน์จากสัญลักษณ์ที่ลอแทร็กมอบให้
“จริงๆ แล้ว เยฟตี้ กีแบร์ได้รับประโยชน์จากลอแทร็กมากเลยนะ เพราะเขาวาดโปสเตอร์ให้บ่อยมาก เลยทำให้เธอดังในชั่วข้ามคืน ลองหาโปสเตอร์อื่นดูสิ”
ผมปัดหน้าจอด้วยความคาดหวัง ว่าลอแทร็กจะทำให้สนุกอีกครั้งด้วยภาพแบบไหน
“โอ้โห…”
ขนาดแม่มดที่เอาแอปเปิ้ลให้สโนว์ไวท์ยังดูใจดีเสียยิ่งกว่า
หน้าตาเหมือนคนที่ฆ่าคนมาแล้วหลายศพ
ภาพที่ชื่อว่าเยฟตี้ กีแบร์นี้ ดูท่าจะเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายของลอแทร็กแน่ๆ
เพราะดูยังไงเขาก็ต้องโดนเยฟตี้ กีแบร์ฆ่าตายหลังจากวาดภาพนี้แน่นอน
“อ๋อ...”
ตอนนี้ผมเข้าใจคำพูดของคุณปู่แล้ว
“นี่ไงครับ วาดภาพนี้แล้วเลยโดนเธอฆ่าใช่ไหม? ที่ว่าชีวิตเขาสั้นน่ะ พูดถึงเรื่องนี้แหงเลย!”
“ฮ่า! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
คุณปู่หัวเราะเสียงดังอย่างสะใจ