ต่อให้ไม่ใช่ตัวเยฟตี้ กีแบร์เอง พ่อแม่ของเธอก็คงไม่ยอมปล่อยให้ลอแทร็กที่วาดลูกสาวเขาเหมือนปีศาจลอยนวลแน่
สมัยนั้นยังคงมีวัฒนธรรมดวลกันอยู่ ใครโมโหหน่อยก็หยิบปืนออกมายิงกันจริงๆ
คุณปู่ที่หัวเราะอยู่นานถึงกับพยักหน้า
“คึ่กๆ แม่ของหล่อนเคยคิดจะฟ้องลอแทร็กจริงๆ นะ”
แค่จะฟ้องเนี่ยนะ
ช่างเป็นท่านหญิงผู้สูงศักดิ์เปี่ยมวัฒนธรรมเสียจริง
“แต่ยังไงมันก็ดูเหมือนแกล้งกันชัดๆ เลยนะครับ แค่จะฟ้องเนี่ยมันไม่สมเหตุสมผลเลย แล้วก็ยังบอกว่า ‘เคยจะฟ้อง’ ด้วย แปลว่าสุดท้ายก็ไม่ได้ฟ้องใช่ไหมครับ?”
“ก็ใช่น่ะสิ ฮึฮึฮึ”
หรือว่าเขาจ่ายเงินตกลงกันไปแล้ว?
ถึงจะโดนพ่อแม่ตัดขาด แต่ลอแทร็กก็มีปราสาทเป็นของตัวเอง เงินค่าชดเชยคงไม่ใช่ปัญหา
“ยังมีอีกหลายรูป ลองดูต่อก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ที่คุณปู่พูดก็ไม่ผิด แต่ยังไงผมก็ยังคิดว่าภาพนั้นมันดูเหมือนฝีมือการแกล้งของลอแทร็กอยู่ดี
เขาชอบทำแบบนี้อยู่แล้วด้วยซ้ำ
ผมลองค้นคำว่า “ตูลูซ-ลอแทร็ก เยฟตี้ กีแบร์” ภาพที่ว่าแหละ
“ดูสิครับ! ใครเห็นก็ต้องรู้ว่าแกล้งกันชัดๆ!”
“คั่กๆๆๆๆ ฮ่าๆๆๆ!”
ไม่อยากเชื่อเลยว่าลอแทร็กจะชอบเยฟตี้ กีแบร์
เขาเคยวาดคนสนิทแบบแปลกๆ อยู่บ้างก็จริง แต่ภาพนี้ไม่ใช่แนวที่ผมคุ้นเลย แล้วทำไมต้องวาดให้เธอดูเป็นแบบนั้น?
กลัวว่าจะตามมาหลอกในฝันเลยจริงๆ
ไม่อยากจะคิดเลยว่าเขาต้องจ่ายค่าชดเชยไปเท่าไหร่
“เธอหน้าตาแบบนี้จริงเหรอครับ?”
“ไม่เลย ไม่ใช่ ฮ่าฮ่า”
คุณปู่หัวเราะจนหยุดไม่อยู่ ดูจะสนุกมาก
ผมกลับไปดูภาพอีกที
ถ้าในยุคนั้นเขาวาดนักร้องดังให้ดูตลกแบบนี้ มีแค่สองเหตุผล
หนึ่ง คือตั้งใจหาเรื่องตาย
สอง คืออยากบอกว่าเสน่ห์ของนักร้องคนนี้ไม่ได้อยู่ที่หน้าตา
แค่มีโปสเตอร์หน้าตาแบบนี้แปะอยู่แต่ยังเป็นมิวส์ที่คนรักกันขนาดนั้น
ทำเอาผมอดสงสัยไม่ได้เลยว่าเธอต้องร้องเพลงเก่งขนาดไหนกันนะ
“คึ่ก...คึ่ก...”
คุณปู่ขำจนเหมือนจะขาดใจ
ผมรีบลูบหลังให้ ท่านถึงเริ่มสงบลง
“โอย... ไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานแล้วล่ะ”
คุณปู่หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดน้ำตา
ถึงกับน้ำตาไหลเลยเหรอครับ…
“………”
ก็ยอมรับว่ามันตลกอยู่เหมือนกันแหละ
“แต่ก็บอกแล้วไงว่าเขาถอนฟ้องไปแล้ว”
“ครับ”
“เพราะโปสเตอร์ของลอแทร็กมันดังมาก สุดท้ายก็เลยฟ้องไม่ได้ กลายเป็นว่าภาพพวกนั้นช่วยให้ชื่อเสียงของเยฟตี้ กีแบร์พุ่งกระฉูด”
ถ้าเป็นเหตุผลแบบนั้นก็เข้าใจได้
ถึงจะมีพรสวรรค์ แต่ถ้ายังไม่ดังจริง ก็เลี้ยงตัวลำบากอยู่ดี เยฟตี้ กีแบร์ก็คงต้องพึ่งลอแทร็กไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ถึงจะเคี้ยวฟันกรอดๆ ไปด้วยก็ตาม
“พ่อแม่ของหล่อนก็เลยยอมถอนฟ้อง แล้วถึงกับไปขอเขาด้วยนะ ขอให้ช่วยวาดลูกสาวให้ดูสวยขึ้นอีกนิด”
“แล้วเขาวาดให้ไหมครับ?”
“เขาปฏิเสธ”
“………”
การจะควักปืนออกมายิงก็ยังพอเข้าใจได้ แต่กลับทนอดกลั้นไว้แล้วเลือกตอบโต้ด้วยความสุภาพและมีวัฒนธรรมแทน แล้วสุดท้ายยังถูกปฏิเสธอีกงั้นเหรอ
ไม่ผิดแน่ เพื่อนของผม ลอแทร็ก ต้องตายเพราะภาพนี้เอง
“เยฟตี้ กีแบร์คนนี้น่ะ เป็นนักร้องที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เลยนะหลาน เธอมาจากสลัม แต่ก็เอาชีวิตตัวเองกับความเป็นอยู่ของผู้คนในสลัมมาเล่าอย่างตรงไปตรงมา ผ่านบทเพลงนั่นแหละ ยุคนั้นนะ เธอแต่งเนื้อร้องเองด้วยนะ ไม่ใช่แค่นั้น เธอยังเป็นคนวางรากฐานของการร้องแบบช็องซงอีกต่างหาก”
สภาพสังคมตอนนั้น ผู้หญิงที่เกิดในสลัมแทบไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย
แต่เธอคนนี้กลับแต่งเพลงเองร้องเองและยังประสบความสำเร็จอีก
แถมยังเป็นผู้วางแนวทางของช็องซงอีก มันน่าเหลือเชื่อมาก
ผมยิ่งอยากฟังเพลงของเยฟตี้ กีแบร์เข้าไปใหญ่
เข้าใจแล้วล่ะ
ผมเริ่มเข้าใจลอแทร็กแล้ว
ถ้าเป็นจิตรกรที่เรียนมาจากสถาบันศิลปะแห่งราชวงศ์ล่ะก็ พอวาดภาพเธอออกมา คงต้องให้ผิวขาวเนียน เอวบาง หน้าอกอวบอิ่ม ดูสวยสมบูรณ์แบบแน่นอน
แต่ลอแทร็กไม่สนใจความงามที่ถูกสร้างขึ้นแบบนั้น เขาเห็นเสน่ห์จริงๆ ของเธอ
บางทีเยฟตี้ กีแบร์เอง ตอนแรกอาจจะเข้าใจผิดเหมือนผมก็ได้ แล้วค่อยๆ รับรู้ความตั้งใจจริงของลอแทร็กในภายหลัง
“เขาวาดผู้หญิงแบบนี้ไว้หลายคนเลยนะ จำคนที่ดูเมื่อกี้ได้มั้ย ชื่อเจน เอวริล เธอก็มีชีวิตที่ลำบากเหมือนกัน”
ลอแทร็กเป็นเพื่อนที่เดินออกมาจากสังคมชนชั้นสูง แล้วไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในระดับล่างสุดของสังคมเพื่อวาดภาพ
สิ่งที่คุณปู่พูดมาทั้งหมด ทำให้ผมเข้าใจได้เลย
“เธอโตมาอย่างโดดเดี่ยว พ่อแม่ทิ้ง เธอเคยมีอาการซึมเศร้าหนักจนไปหาหมอ หมอแนะให้ไปลองเรียนเต้นดู สุดท้ายเธอก็ได้ขึ้นเวที และการเต้นก็ทำให้เธอมีความสุขมาก”
“เหมือนเอาความเศร้ามาเปลี่ยนเป็นการเต้นเลยนะครับ”
“โอ้โห รู้จักคำว่า ‘เปลี่ยนให้สูงขึ้น’ ด้วยเหรอ”
ผมพยักหน้า แล้วคุณปู่ก็จ้องหน้าผมแบบไม่แน่ใจอีกครั้ง
“แน่ใจนะว่า พ่อเราไม่เคยกดดันอะไรเรา?”
“แน่ใจครับ”
“อืม...งั้นก็เข้าใจล่ะ เอาล่ะ ไปข้างในกันเถอะ”
ระหว่างที่เดินจับมือคุณปู่เข้าสู่พิพิธภัณฑ์ออร์แซ ผมก็นึกขึ้นมา
ตอนนั้น มีศิลปินจำนวนมากที่ลุกขึ้นมาต่อต้านศิลปะแบบเดิมที่ครองอำนาจอยู่
แต่พวกเขาส่วนใหญ่ต้านทานสายตาเย็นชาของนักวิจารณ์ไม่ไหว
เมื่อพวกนักวิจารณ์ไม่ยอมให้ความเห็นในแง่ดี พวกนักสะสมงานศิลป์ก็ไม่ยอมซื้อผลงานของพวกเขา ชีวิตจึงเต็มไปด้วยความลำบาก
มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่อยู่รอด ส่วนใหญ่มักจบชีวิตลงอย่างน่าเศร้า เหมือนอย่างที่ผมเคยเป็น
ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เจอเรื่องแบบนั้น
พวกเราในยุคนั้น มองผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเหมือนภาพสะท้อนของตัวเอง
พวกเธอที่ต่อสู้ดิ้นรนเพื่ออยู่รอดในสังคมที่กดทับ ถูกเข้าใจและได้รับความเห็นใจจากพวกเราศิลปินที่ถูกกันออกจากกระแสหลัก
ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
ลอแทร็กเองก็เช่นกัน
แม้หลังจากผมตายไป เขาก็ยังยืนหยัดในทางของตัวเอง และสุดท้ายก็ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง
ผมรู้สึกเคารพเพื่อนคนนี้เหลือเกิน
แรมบรันต์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ตายเพราะวาดไม่ตรงใจผู้จ้างจนไม่มีใครจ้างอีก
ลอแทร็กเพื่อนรัก ที่มองเห็นสิ่งที่ผู้จ้างยังไม่เคยมองเห็น และกลายเป็นที่รักของผู้คน
ปัญหาที่ศิลปินนับไม่ถ้วนต้องเผชิญ ระหว่างความฝันกับการเลี้ยงชีพ ลอแทร็กได้ตอบคำถามนั้นไปตั้งแต่ร้อยปีก่อนแล้ว
เขาเป็นจิตรกรที่ฉลาด แสบซ่า และกล้าหาญอย่างแท้จริง
ผมภูมิใจในตัวเขาจริงๆ
แค่คิดว่าที่นี่มีภาพของเขาจัดแสดงอยู่ก็ใจเต้นแล้ว
...
โกซูยอลยิ้มอย่างมีความสุข เมื่อเห็นหลานชายหัวเราะบ่อยขึ้น
ตอนอยู่โรงพยาบาล หลานเขาเหมือนคนที่โลกทั้งใบพังทลาย แต่ตอนนี้กลับยิ้ม หัวเราะเสียงดังเหมือนเด็กวัยเดียวกัน
เขาเคยกังวลว่าหลานอาจช็อกจนด้านชา แต่พอเห็นว่าแค่ได้ดูภาพของตูลูซ-ลอแทร็กแล้วหัวเราะคิกคัก เขาก็โล่งใจ
ไม่สิ...
มีบางอย่างที่ยังดูแปลกๆ อยู่ดี
ถึงจะรักจนไม่อยากคิดอะไรมาก แต่โกฮุน หลานชายของเขา รู้เรื่องมากเกินไปสำหรับเด็กอายุเท่านี้
ทั้งวิธีคิด ทั้งมุมมองเกี่ยวกับศิลปะ
โดยเฉพาะเวลาเล่าเรื่องเกี่ยวกับวินเซนต์ แวนโก๊ะ เขามักพูดสิ่งที่แม้แต่นักวิจัยทั้งชีวิตก็ยังไม่เคยนึกถึง
หลังจากทะเลาะกับลูกชายอย่างโกแฮซอง โกซูยอลไม่ได้เจอหลานนานพอสมควร แต่ก็ได้รับข่าวคราวจากลูกสะใภ้ อีซูจินเป็นระยะ
เธอมักจะส่งภาพ วิดีโอ และเล่าให้ฟังว่าโกฮุนทำอะไรในแต่ละวัน ตรงช่วงเวลาที่เขาเริ่มคิดถึง
ถึงจะมีแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จนบอกอะไรแน่ชัดไม่ได้ แต่โกฮุนก็ดูเหมือนจะฉลาดกว่าเด็กทั่วไป
แต่ก็ไม่ได้แปลกแบบตอนนี้
กระบวนการตามหาความจริงเกี่ยวกับการตายของแวนโก๊ะ และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ตามมา ทำให้ความสงสัยเริ่มก่อตัว
เขาเคยสงสัยว่า ลูกชายตัวเองเลี้ยงหลานแบบเข้มงวดเกินไปหรือเปล่า แต่ก็ดูจะไม่ใช่
"ถ้าอย่างนั้น...มันคืออะไรกันแน่"
โกซูยอลเกาหัวเบาๆ ครุ่นคิด
“คุณปู่! ลองนี่สิครับ! ชีส! ชีสทำไมมันหวานแบบนี้นะ?!”
ตอนนั้นเอง โกฮุนที่กำลังนั่งจิ้มชีสลงในหม้อฟองดูว์อยู่ก็เงยหน้ามาเรียกเขา
เด็กคนเดียวกันกับที่เพิ่งหัวเราะคิกคักกับภาพของลอแทร็กเมื่อครู่ ตอนนี้กำลังตื่นเต้นตาโตกับรสชาติของชีส
เห็นใบหน้าใสซื่อสดใสของหลานแล้ว หัวใจของโกซูยอลก็อบอุ่นขึ้นทันที
“เอาสิ ปู่ลองหน่อยดีกว่า”
...
วันถัดมา
เพราะอยากรู้ว่าปิแอร์ มาร์โลสั่งทำกรอบแบบไหนให้ เลยแทบไม่ได้นอน
นอนพลิกตัวไปมาทั้งคืน กว่าจะหลับได้ก็เกือบฟ้าสาง
“ทำไมตาเป็นแบบนั้นล่ะ? เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ?”
“ครับ”
ขนมปังที่เสิร์ฟมาเป็นอาหารเช้าอร่อยมาก
น่าจะเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ
ถึงเปลือกตาจะหนัก แต่กลิ่นหอมของเนยที่นุ่มละมุนในปากกับสัมผัสนุ่มฟูแบบนี้ ผมไม่มีทางปฏิเสธได้หรอก
“ฮึฮึฮึ เจ้าหนู นี่ก็กินได้ทั้งที่ยังง่วงขนาดนั้นเหรอ?”
ผมพยักหน้า
แค่ขนมปังก็อร่อยขนาดนี้ ถ้าทาแยมเพิ่มเข้าไปจะมีความสุขขนาดไหนกันนะ
ผมทาแยมสตรอว์เบอร์รีแล้วหาววอดยาวเหยียด คุณปู่ก็ได้แต่ส่ายหน้า
“กินเสร็จก็ไปนอนต่อเถอะ ไปเอากรอบตอนเที่ยงก็ยังทัน”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ไม่เป็นไรอะไรกันล่ะ ดูจากท่าทางแล้ว เมื่อคืนนอนไม่หลับเพราะมัวแต่คิดถึงกรอบใช่ไหมล่ะ?”
“เหอะ…”
พอกินเสร็จ ความง่วงก็ยิ่งถาโถม ผมเลยไปล้างหน้าด้วยน้ำเย็นเพื่อไล่ความง่วงออกไป
จากนั้นก็สวมหมวกไหมพรมกับเสื้อโค้ตตัวหนา แล้วเร่งคุณปู่ออกนอกบ้าน
“ใจร้อนเสียจริง ไปๆ ไปกัน”
พอเปิดประตูออกไป ลมเย็นจัดก็ปะทะหน้าอย่างแรง แม้จะใส่ทั้งที่ปิดหู ผ้าพันคอ และถุงมือขนสัตว์แล้ว ก็ยังหนาวอยู่ดี
แต่ก็ดี ทำให้ตื่นเต็มตา
“กลับเกาหลีไป ผมจะจัดนิทรรศการได้ไหมครับ?”
“อืม... ต้องลองคุยกับภัณฑารักษ์บังแทโฮดูก่อน แต่ถ้าจำนวนงานไม่ได้น้อยเกินไป ก็คงไม่มีปัญหาอะไร”
“ต้องมีสักกี่ชิ้นเหรอครับ?”
“ไม่มีตัวเลขตายตัวหรอก แต่โดยทั่วไป ผนังมีสี่ด้านใช่ไหม ถ้าปล่อยให้ผนังว่างหรือเว้นระยะระหว่างภาพมากเกินไปก็ดูไม่ดีหรอก”
จริงด้วย ถ้ามีภาพน้อยไป คนดูอาจรู้สึกว่าโล่งเกินไป
“ต้องคุยกับคุณบังอีกทีนะ แต่คิดว่าอย่างน้อยก็ควรมี 12 ชิ้นขึ้นไป”
ถ้าระดับนั้น ผมมั่นใจว่าทำได้
เพราะที่ผ่านมาผมสเก็ตช์ไว้เยอะ ถ้าลงมือระบายสีจริงๆ ก็จะได้งานเพียบ
กลับเกาหลีไปคราวนี้ คงต้องพักเรื่องเรียนไว้ก่อนแล้วทุ่มให้กับสีน้ำมันเต็มที่
ก็จะจัดแสดงเดี่ยวครั้งแรกทั้งที อยากแสดงให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้
เดินไปคิดไปเรื่อยๆ ไม่นานก็ถึงชาโตงอีกครั้ง
มองกี่ครั้งก็ยังรู้สึกว่าเป็นอาคารที่หรูหราอลังการเหลือเกิน
พอเปิดประตูเข้าไปด้วยใจพองโต ก็เจอคนที่คุ้นหน้าคนหนึ่ง
“อ้าว ฮุนอา!”
ตอนแรกก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน แต่แล้วก็นึกได้ เธอคือมิเชล พลาตินี หัวหน้าภัณฑารักษ์ของแกลเลอรีมาร์โซ
“สวัสดีครับ”
“มาคนเดียวเหรอ? อ้อ สวัสดีค่ะ ท่านโกซูยอล”
“สวัสดีครับ”
มิเชล พลาตินีที่ทักคุณปู่เรียบร้อยแล้ว ก็นั่งยองลงเพื่อสบตาผม
“มาซื้อกรอบภาพเหรอ?”
“ครับ มารับกรอบครับ”
เธอเบิกตากว้าง
“แสดงว่าคุณมาร์โลคงจะพอใจกับภาพที่เธอวาดแน่เลย ครั้งนี้วาดภาพอะไรเหรอ?”
“ผมวาดทุ่งข้าวสาลีที่โอแวร์ญครับ”
“โอแวร์ซูว์รวซ?”
“ครับ”
“น่าตื่นเต้นจัง! ถ้ามีเปิดแสดงจริงๆ อย่าลืมเชิญฉันด้วยนะ?”
“แน่นอนครับ!”
ผมตอบรับด้วยรอยยิ้ม
เพราะเธอช่วยจัดแสดงภาพนั้นไว้อย่างดี แถมยังไม่ได้หักค่าคอมมิชชัน ทำให้ผมได้เงินมาไม่น้อย
แค่เชิญเธอมาชมงาน มันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับที่เธอช่วย
“แล้วคุณพลาตินีมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?”
“ก็มารับกรอบรูปนั่นแหละ”
“ฮะฮะฮะ!”
ยังไม่ทันที่มิเชลจะพูดจบ เสียงของอ็องรี มาร์โซก็ดังขึ้น
เขาเดินออกมาจากห้องเดิมพร้อมกับปิแอร์ มาร์โล
“โอ้ ท่านโกซูยอล! หนุ่มน้อยแวนโก๊ะ! รอคุณอยู่เลยครับ!”
จากนั้นปิแอร์ มาร์โลก็สังเกตเห็นคุณปู่ก่อน แล้วพออ็องรี มาร์โซหันตามสายตามาเห็นผม เขาก็เบิกตาโพลงอย่างตกใจสุดขีด