หลี่ตงเจ๋อสาวเท้ากลับไปที่โต๊ะทำงาน ถูมืออย่างแรง เปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน แล้วพิมพ์ข้อความ
"ผู้กองร้อยฟู่ ผู้ใต้บังคับบัญชามีเรื่องจะรายงาน เพิ่งได้รับข่าวว่าเทพท่องราตรีที่ผมชักชวนเข้ามาผ่านภารกิจทดสอบและกลับสู่โลกความเป็นจริงแล้วครับ ใช่ครับ เขาผ่านอุโมงค์เสอหลิงได้สำเร็จแล้ว"
คลิกส่ง
ในระบบของกองกำลังพยัคฆ์ขาว หากไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ผู้ใต้บังคับบัญชาจะไม่สามารถโทรศัพท์หาสายบังคับบัญชาได้โดยตรง โดยปกติจะรายงานผ่านอีเมลหรือข้อความ
หยวนสื่อผ่านอุโมงค์เสอหลิงได้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องด่วน
หลังจากส่งข้อความไปสิบกว่าวินาที โทรศัพท์มือถือที่หลี่ตงเจ๋อวางไว้บนโต๊ะก็ดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อผู้กองร้อยฟู่
โทรมาโดยตรงเลยเหรอ? หลี่ตงเจ๋อรีบคว้าโทรศัพท์มากดรับสายทันที
"หลี่ตงเจ๋อ คุณต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองนะ"
เสียงเย็นเยียบของชายหนุ่มดังมาจากลำโพง ทุกถ้อยคำชัดเจน
"ผู้กองร้อยครับ เรื่องนี้เหนือความคาดหมายจริงๆ" เมื่อเผชิญกับคำเตือนของผู้กองร้อย หลี่ตงเจ๋อกลับผ่อนคลายอย่างยิ่ง "ผมเพิ่งคุยโทรศัพท์กับเขาเสร็จ"
"มีบทสรุปวิธีเคลียร์ด่านไหม" ฟู่ชิงหยางถามทันที
"ยังต้องรออีกสักครู่ครับ"
ผู้กองร้อยฟู่เงียบไปไม่กี่วินาที น้ำเสียงเย็นเยียบก็เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง กล่าวว่า
"ผมไม่ได้คาดหวังอะไรเลย นึกไม่ถึงว่าจะได้รับความประหลาดใจ คนผู้นี้สามารถผ่านอุโมงค์เสอหลิงได้ ย่อมต้องมีความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไป
"หลี่ตงเจ๋อ คุณชักชวนผู้มีความสามารถเข้ามากองกำลังพยัคฆ์ขาวได้ ผมจะรายงานเรื่องนี้ต่อคณะผู้อาวุโส บันทึกความดีความชอบครั้งใหญ่ให้คุณ"
โอ้พระเจ้า นี่มันยอดเยี่ยมไปเลย... รอยยิ้มบนมุมปากของหลี่ตงเจ๋อกว้างขึ้น ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงลดเสียงลงแล้วพูดว่า
"ต้องเก็บเป็นความลับไหมครับ?"
เรื่องที่เขาชักชวนเทพท่องราตรีเข้ามาได้นั้น ไม่ใช่ความลับในหมู่บุคคลระดับหัวหน้าทีมของเขตคังหยางอีกต่อไป ต่อให้หลังจากนี้เขาจงใจไม่พูดถึง เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า คนอื่นก็จะสังเกตเห็นอยู่ดี
ปิดบังได้ไม่นานหรอก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธมิตรห้าธาตุและสำนักไท่อีเคยลงนามในข้อตกลงกันไว้ เทพท่องราตรีที่ปรากฏตัวขึ้นทั่วประเทศ สำนักไท่อีล้วนมีสิทธิ์เลือกก่อนเสมอ
ข้อตกลงนี้ส่งผลให้พันธมิตรห้าธาตุแทบจะมีเทพท่องราตรีเป็นของตัวเองอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น
ฟู่ชิงหยางหัวเราะเยาะ
"ทำไมต้องปิดบัง สำนักไท่อีแสดงจุดยืนชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องการเทพท่องราตรีคนนี้ พวกเขาจะมากลับคำไม่ได้หรอก"
"สิ่งที่คุณต้องระวังคือคนภายในของพันธมิตรห้าธาตุ เรื่องของสมาคมร้อยบุปผานั่น ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก เราต้องเอาชนะใจคนด้วยคุณธรรม ซื้อใจเขามาให้ได้"
นี่ตรงกับความคิดของหลี่ตงเจ๋อ เขาจึงถ่อมตัวขอคำชี้แนะทันที "ขอผู้กองร้อยฟู่โปรดชี้แนะด้วยครับ"
"บรรจุเขาเป็นพนักงานประจำ แล้วขึ้นเงินเดือน"
หา? ขึ้นเงินเดือน?
นี่คือการเอาชนะใจคนด้วยคุณธรรมเหรอ?
"ผมไม่ชอบใช้เงินซื้อใจคน เพราะการรวมตัวกันด้วยผลประโยชน์ ย่อมต้องแตกคอกันด้วยผลประโยชน์ ผมชอบที่จะเอาชนะใจคนด้วยคุณธรรมมากกว่า แต่คุณธรรมต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ ส่วนเงินนั้นเห็นผลทันตา"
ผู้กองร้อยฟู่น้ำเสียงเรียบเฉย "รีบให้เขาเขียนบทสรุปวิธีเคลียร์ด่านมาโดยเร็ว ผมต้องการรู้ข้อมูลหลักของศาลเจ้าแม่ภูเขา ถือโอกาสตอบแทนน้ำใจของสำนักไท่อีไปด้วยเลย"
แดนวิญญาณระดับ S ใดๆ ล้วนต้องมีข้อมูลและข่าวสารที่มีคุณค่าแฝงอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่แดนวิญญาณทั่วไปจะเทียบได้
"รับทราบครับ!"
หลี่ตงเจ๋อวางสาย
นี่มันเอาชนะใจคนด้วยคุณธรรมประสาอะไรกัน แต่ว่านี่ก็เป็นสไตล์ของตระกูลฟู่จริงๆ นั่นแหละ... หลี่ตงเจ๋อส่ายหน้า
ตระกูลของคุณชายฟู่ท่านนี้ สมัยที่บ้านเมืองวุ่นวายได้เดินทางไปทำธุรกิจในต่างประเทศเพื่อหลบภัยสงคราม หลังจากบริหารงานมานับร้อยปี ก็ได้เติบโตจนกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งวงการทุน
ต่อมาตระกูลฟู่ตอบรับไมตรีจากทางภาครัฐ นำความมั่งคั่งมหาศาลกลับมาพัฒนาประเทศ และมีส่วนร่วมในการสร้างเศรษฐกิจ
ตระกูลฟู่ไม่เพียงแต่เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นตระกูลแดนวิญญาณที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนอีกด้วย ตระกูลนี้จะมีผู้เล่นคลาสหน่วยสอดแนมปรากฏขึ้นจำนวนหนึ่งทุกปี
เป็นขุมกำลังระดับตระกูลในกองกำลังพยัคฆ์ขาวที่ไม่สามารถมองข้ามได้
ผู้กองร้อยฟู่อายุยังน้อย แต่กลับเชี่ยวชาญใน 'พลังเงินตรา' สารพัดรูปแบบ จนถูกล้อเลียนว่าเป็น 'คุณชายเงินตรา' หนึ่งในสี่คุณชายแห่งองค์กรทางการ
ตอนนั้นเอง หลี่ตงเจ๋อก็เห็นว่าใน "กลุ่มบริหารผู้ท่องแดนวิญญาณเขตคังหยาง" มีคนแท็กหาเขา
เถาวัลย์เขียว: "@หลี่ตงเจ๋อ ผู้กองหลี่ เทพท่องราตรีคนใหม่ที่คุณชักชวนมาเป็นยังไงบ้างคะ?"
เถาวัลย์เขียวคือหัวหน้าทีมของสมาคมร้อยบุปผา หากเปลี่ยนเป็นปีศาจไม้คนอื่นมาถามแบบนี้ หลี่ตงเจ๋อคงสงสัยว่าอีกฝ่ายมีเจตนาแอบแฝงไปแล้ว
แต่หัวหน้าทีมสาวคนนี้มีนิสัยอ่อนโยนและใจดี ไม่ใช่พวกผู้หญิงแพศยาไร้ยางอายที่ไม่สนกฎเกณฑ์
มังกรขาว: "ว้าว คำพูดนี้แทงใจดำจัง รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางมีใครผ่านอุโมงค์เสอหลิงได้ คุณยังจะไปกระตุ้นผู้กองหลี่อีกเหรอ?"
หลี่ตงเจ๋อยังไม่ทันได้พูด มังกรขาวที่มีเรื่องบาดหมางกับเถาวัลย์เขียวก็กระโดดออกมาฉะก่อนเลย
จ้าวแห่งกล้าม: "ต้องตายในอุโมงค์เสอหลิงแน่ๆ เมื่อวานในเขตที่ฉันดูแลก็มีคนหายตัวไปในอุโมงค์เสอหลิงเหมือนกัน เจ้าผู้น่าสงสารนั่นจนป่านนี้ยังหาตัวไม่พบเลย คงจะตายในแดนวิญญาณไปแล้วล่ะ"
ผู้ใช้ไฟที่นิสัยตรงไปตรงมา ยังคงน่ารำคาญเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน
นอกเหนือจากหัวหน้าทีมทั้งสามคนที่ค่อนข้างกระตือรือร้นแล้ว คนอื่นๆ ก็ไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนจะหมดความสนใจในเรื่องนี้ไปแล้ว
สหายทั้งหลาย พวกคุณจะต้องอิจฉาฉัน ในวินาทีถัดไปนี่แหละ! หลี่ตงเจ๋อกดส่งอั่งเปาก้อนโตมูลค่า 1,000 หยวนไปอย่างลวกๆ
ตัวเองเป็นคนแรกที่กดรับ ได้มาห้าหยวน
เถาวัลย์เขียว: "ขอบคุณค่ะเถ้าแก่"
มังกรขาว: "เถ้าแก่ใจป้ำมาก"
จ้าวแห่งกล้าม: "เถ้าแก่เอวดีไตแข็งแรง"
พวกเขากดรับอั่งเปาและกล่าวขอบคุณตามสัญชาตญาณ ทำตามขั้นตอนจนจบ แล้วก็เพิ่งจะนึกขึ้นมาได้...
มังกรขาว: "ไม่จริงน่า?"
จ้าวแห่งกล้าม: "หลี่ตงเจ๋อ นายหมายความว่าไง พูดให้มันชัดๆ ซิ"
เถาวัลย์เขียว: "ผู้กองหลี่?"
หลี่ตงเจ๋อ: "ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง เทพท่องราตรีคนใหม่ที่ผมชักชวนมาผ่านอุโมงค์เสอหลิงได้อย่างราบรื่นครับ"
ในกลุ่มพลันเงียบกริบ ราวกับถูกสั่งห้ามส่งข้อความกันถ้วนหน้า
หยวนถิง: "หลี่ตงเจ๋อ อย่าล้อเล่นนะ"
เทพท่องราตรีจากสำนักไท่อีที่ไม่ค่อยชอบโผล่หน้ามาในกลุ่มบริหารพันธมิตรห้าธาตุสักเท่าไหร่ กลับเป็นฝ่ายโผล่หน้ามาก่อนใครเพื่อน
แตกต่างจากหัวหน้าทีมคนอื่นๆ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคลาสอาชีพของเขาโดยตรง เขาไม่สามารถเมินเฉยต่อข้อความของหลี่ตงเจ๋อได้ แม้ว่าความเป็นไปได้ที่อีกฝ่ายจะล้อเล่นนั้นมีมากกว่าก็ตาม
หัวหน้าทีมคนอื่นยังคงไม่พูดอะไร เฝ้ารอการตอบกลับของหลี่ตงเจ๋อเงียบๆ
ตอนนั้นเอง ผู้กองร้อยฟู่ก็ส่งข้อความเข้ากลุ่ม:
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เฟิร์สคิลของอุโมงค์เสอหลิงเป็นของพันธมิตรห้าธาตุของเรา อีกสักครู่ผมจะอัปโหลดบทสรุปแดนวิญญาณลงในฐานข้อมูล ในฐานะที่เป็นแดนวิญญาณทดสอบระดับ S มันสามารถให้กำเนิดเทพท่องราตรีที่มีคุณภาพสูงกว่าแดนวิญญาณอื่นได้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อแผนการปั้นเทพท่องราตรีขององค์กรเรา"
เมื่อเห็นข้อความยาวเหยียดนี้ บรรดาหัวหน้าทีมต่างพากันอึ้ง
ผู้กองร้อยฟู่เป็นบุคคลระดับผู้บริหาร น้ำหนักคำพูดของเขาย่อมต่างจากหลี่ตงเจ๋อ ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ เรื่องนี้ย่อมเป็นความจริงแน่นอน
อุโมงค์เสอหลิงถูกเคลียร์แล้วจริงๆ เหรอ? หลี่ตงเจ๋อไปชักชวนตัวประหลาดแบบไหนมากันเนี่ย
วินาทีนี้ บรรดาหัวหน้าทีมพลันตระหนักถึงคุณค่าของเด็กใหม่คนนั้น เขาไม่ใช่เพียง "คลาสอาชีพหายาก" อีกต่อไป ตัวเขาเองต่างหากที่อาจจะเป็นสิ่งที่คุ้มค่าแก่การลงทุนมากที่สุด
จ้าวแห่งกล้าม: "ฉันอยากจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ในทีมอีกแล้วสิ"
คุณอยากจะฉกคนของฉันล่ะสิ... มุมปากของหลี่ตงเจ๋อกระตุก
ลอยบนน้ำ: "เดือนนี้ไม่ออกเรือแล้ว นัดเวลามาปาร์ตี้กันเถอะ เอาเป็นวันนี้เลย"
ถังกั๋วเฉียงส่งอั่งเปามาหนึ่งซอง
มังกรขาว: "ปาร์ตี้ก็ดีนะ แต่ฉันคิดว่าสมาคมร้อยบุปผาไม่ควรเข้าร่วม"
เถาวัลย์เขียว: "หึหึ"
ราชาหมัด: "ฉันสงสัยจริงๆ ว่าเด็กใหม่คนนั้นผ่านอุโมงค์เสอหลิงมาได้ยังไง คนที่ทำเรื่องแบบนี้ได้ เกรงว่าจะไม่ใช่คนธรรมดา หลี่ตงเจ๋อโชคดีจริงๆ ที่ชักชวนคนเก่งๆ แบบนี้มาได้"
เมื่อเห็นว่าในกลุ่ม "จิตใจคนเริ่มว้าวุ่น" ผู้กองร้อยฟู่จึงส่งข้อความมาอีกหนึ่งข้อความ "ผมจะใช้บทสรุปวิธีเคลียร์อุโมงค์เสอหลิงเป็นข้อต่อรองเพื่อขอโควตาเทพท่องราตรีจากสำนักไท่อี จะพยายามจัดสรรเทพท่องราตรีให้แต่ละทีมของพวกคุณภายในห้าปี"
เถาวัลย์เขียว: "ขอบคุณค่ะผู้กองร้อยฟู่"
จ้าวแห่งกล้าม: "เชี่ย มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วย"
บรรยากาศในกลุ่มพลันคึกคักขึ้นมาทันที
วิธีของผู้กองร้อยนี่ช่างล้ำลึกนัก มีการวาดฝันชิ้นใหญ่แบบนี้... หลี่ตงเจ๋อพ่นลมหายใจออกมา
จากนั้น หัวหน้าทีมหลายคนก็ถกเถียงกันอย่างออกรสถึงแผนระยะยาวในการปั้นและจัดสรรเทพท่องราตรี พร้อมทั้งพยายามสืบเสาะอย่างแนบเนียนจากหลี่ตงเจ๋อว่ายอดชายนายนั้นที่ได้เฟิร์สคิลคือใคร
เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง อายุเท่าไหร่
แต่หลี่ตงเจ๋อก็ไม่ยอมบอกพวกเขาอยู่ดี
ในขณะที่บรรดาหัวหน้าทีมกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน อารมณ์ของหยวนถิงจากสำนักไท่อีกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เขาเหม่อมองข้อความของผู้กองร้อยฟู่ อ่านทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดก็ซึมซับเรื่องใหญ่เรื่องนี้ได้สำเร็จ
อุโมงค์เสอหลิงที่แม้แต่สำนักไท่อียังหมดปัญญา กลับถูกเคลียร์ได้แล้วงั้นเหรอ?
มือใหม่คนนั้นทำได้ยังไง?
ในฐานะที่เป็นแดนวิญญาณของคลาสอาชีพตัวเอง ในฐานะที่เป็นเทพท่องราตรี เขาปรารถนาที่จะรู้ความจริงมากกว่าหัวหน้าทีมคนอื่นๆ ความรู้สึกอึดอัดใจราวกับมีกรงเล็บนับร้อยข่วนอยู่ในอก
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามามัวหมกมุ่นกับความจริง ต้องรายงานเรื่องนี้ให้องค์กรทราบ
เทพท่องราตรีที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ ไม่สมควรเข้าร่วมกับสำนักไท่อีหรอกหรือ
ผู้อาวุโสซุนช่างเลอะเลือนจริงๆ เขาไปรับปากส่งเดชได้ยังไง ทำให้สำนักไท่อีต้องสูญเสียคนเก่งไปเปล่าๆ! ในใจของหยวนถิงเกิดความรู้สึกตัดพ้อต่อผู้อาวุโสท่านนั้นขึ้นมาเล็กน้อย
.......
จางหยวนชิงนั่งรถแท็กซี่มาถึงสถานีตำรวจ เดินอ้อมไปด้านหลังอาคารอย่างคุ้นเคย แล้วก้าวเข้าไปในอาคารกระจกที่ให้ความรู้สึกของชนชั้นหัวกะทิ
เมื่อขึ้นไปบนชั้นสอง เขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวลูกครึ่งทรงเจ๊นั่งดื่มชาอยู่บนโซฟา นั่งไขว่ห้างอวดเรียวขายาวราวกับซูเปอร์โมเดล สวมเสื้อเชิ้ต กระโปรงทรงสอบ ถุงน่องดำ และรองเท้าส้นสูง
เอวคอดกิ่ว หน้าอกอวบอิ่ม แต่งหน้าประณีต ทรงผมทันสมัย หากเทพธิดาแห่งวัยทำงานต้องการภาพลักษณ์ที่เป็นมาตรฐาน จางหยวนชิงคิดว่าคงเป็นเธอนี่แหละ
โชคดีที่เกณฑ์ความงามของเขาถูกน้าเล็กฝึกฝนมาจนอยู่ในระดับสูงลิบลิ่วแล้ว จึงเอ่ยทักทายโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน
"พี่กวนหย่า"
กวนหย่าค่อยๆ วางถ้วยชาลง ลุกขึ้นมารับ พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
"จุ๊ๆ ฉันนึกว่านักศึกษาของเราจะเป็นลูกหมาน้อยเชื่องๆ ซะอีก นึกไม่ถึงว่าจะเป็นลูกหมาป่าซะได้ ยินดีด้วยที่ได้เป็นเทพท่องราตรีนะ พี่สาวจะให้รางวัลเป็นอ้อมกอดแล้วกัน"
เธออ้าแขนออก หน้าอกหน้าใจช่างใหญ่โตโอฬาร
จางหยวนชิงที่พอจะจับนิสัยของอีกฝ่ายได้คร่าวๆ แล้วไม่หลงกล เขาหัวเราะเยาะ "นางมารร้าย บังอาจเอาหน้าอกมาข่มข้าเรอะ!"
หากเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่น จางหยวนชิงคงไม่พูดอะไรแบบนี้แน่ แต่กวนหย่าเป็นนักซิ่งตัวแม่ การเหยียบคันเร่งสวนไปต่างหากถึงจะเป็นวิธีคบหากับเธอที่ถูกต้อง
กวนหย่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะคิกคักออกมาแล้วพูดว่า
"ไปเถอะ ผู้กองอยากพบเธอน่ะ"
หลังจากเดินไปได้สองสามก้าว เธอก็หันกลับมาอย่างกะทันหัน แล้วยิ้มบางๆ
"ได้อะไรจากแดนวิญญาณมาไม่น้อยเลยล่ะสิ ไม่สิ ไม่ต้องบอกฉันหรอก การซ่อนความแข็งแกร่งและไพ่ตายคือคุณสมบัติที่ผู้ท่องแดนวิญญาณทุกคนต้องมี"
ผมไม่ได้คิดจะบอกพี่ซะหน่อย จางหยวนชิงชะงัก ก่อนจะเข้าใจในทันทีว่า เธอหมายความว่าให้ผมเก็บความลับไว้บ้าง ไม่ต้องเอาของดีที่มีอยู่ไปป่าวประกาศจนหมดไส้หมดพุง
จางหยวนชิงเดินตามกวนหย่าเข้าไปในห้องทำงานสุดหรูอีกครั้ง เขาเห็นหลี่ตงเจ๋อนอนเอนหลังอยู่บนเก้าอี้นวมอย่างสบายใจ ในมือคีบซิการ์
"รู้ไหมว่าตอนนี้ฉันกังวลเรื่องอะไรมากที่สุด?"
หลี่ตงเจ๋อลุกขึ้นเดินไปที่โซฟารับแขก พลางพินิจพิเคราะห์จางหยวนชิงไปด้วย
"เรื่องอะไรครับ?" จางหยวนชิงถามอย่างให้ความร่วมมือ
"ฉันกังวลที่สุดว่านายจะถูกลักพาตัวไประหว่างทางที่มานี่แหละ" หลี่ตงเจ๋อเปิดตู้แช่ไวน์ หยิบแก้วออกมาสามใบแล้วถาม "ดื่มอะไรดี?"
"โคล่าครับ!"
จางหยวนชิงตอบ
"กวนหย่า ให้คนไปซื้อมาที" หลี่ตงเจ๋อสั่งทันที
ไม่เลวเลย สถานะยกระดับขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนี่นา... จางหยวนชิงนั่งลงตามหลี่ตงเจ๋อ อีกฝ่ายจิบเหล้าไปอึกหนึ่ง แล้วเข้าประเด็นทันที
"คลื่นลูกใหม่ไล่หลังมาแรงจริงๆ นายทำได้ดีมาก
"เดี๋ยวคงต้องรบกวนให้นายเขียนรายละเอียดขั้นตอนการเคลียร์ด่านมาให้หน่อย แต่ก่อนหน้านั้น ฉันอยากถามว่า นายเจอข้อมูลอะไรที่ผิดปกติในศาลเจ้าแม่ภูเขาบ้างไหม?"
......
ปล. อัปเดตก่อนแล้วค่อยแก้คำผิดทีหลัง







