จางหยวนชิงกำลังจะพูด ประตูห้องทำงานก็ดัง "ก๊อกๆ" สองครั้ง ทั้งสามคนหันไปมองตามเสียง หวังไท่อุ้มคอมพิวเตอร์ยืนอยู่หน้าประตูแล้วพูดว่า
"ผมขอเข้าไปฟังด้วยได้ไหมครับ"
พอพูดจบเขาก็ไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก ได้แต่รอคอยคำตอบ
หลี่ตงเจ๋อครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้าตอบ
"เข้ามาสิ แล้วก็ช่วยหยวนสื่อทำรายงานบทสรุปภารกิจด้วยเลยแล้วกัน"
หวังไท่ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาไม่ใช่คนชอบความวุ่นวาย เพียงแต่อุโมงค์เสอหลิงระดับ S ซึ่งเป็นบั๊กในแดนวิญญาณทดสอบของเทพท่องราตรีนั้นถือเป็นหัวข้อวิจัยที่ดีมาก เขาจึงทนต่อความเย้ายวนที่จะขอเข้าร่วมฟังไม่ไหว
จางหยวนชิงไตร่ตรองเล็กน้อย รอจนหวังไท่นั่งลงเรียบร้อย เขาก็เริ่มเล่าประสบการณ์ของตัวเองในศาลเจ้าแม่ภูเขาอย่างละเอียด
เขาละเว้นสรรพคุณของวัชระปราบมารไป บอกเพียงว่าเป็นไอเทมที่สามารถข่มสยบสิ่งลี้ลับได้
ส่วนรองเท้าเต้นรำสีแดง เขาก็พูดคลุมเครือเช่นกัน โดยบอกว่าตัวเองได้รับการฝึกฝนจากน้าชายมาตั้งแต่เด็ก เชี่ยวชาญการร้องเต้นแร็ป ทั้งยังมีความจำที่เป็นเลิศ จึงฝืนไขกฎของรองเท้าเต้นรำสีแดงได้สำเร็จ
แน่นอนว่าเขายังปิดบังเรื่องรางวัลพิเศษเฉพาะการ์ดตัวละครด้วย เพราะนั่นจะเผยให้เห็นว่าเขาได้รับรองเท้าเต้นรำสีแดงมา
การปิดบังข้อมูลสำคัญบางส่วนเป็นคำแนะนำที่เขาได้รับมาจากกวนหย่า
ไอเทมประเภทกฎเกณฑ์นั้นล้ำค่าอย่างยิ่ง เรื่องที่พันธมิตรห้าธาตุจะใช้เงินห้าร้อยหยวนกับธงเกียรติยศผืนเล็กมาแลกไอเทมอาจจะไม่เกิดขึ้น แต่ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน
ส่วนสถานการณ์การฟื้นคืนชีพของเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี เขาตั้งใจว่าจะแยกเอาไว้พูดคุยหารือกันทีหลัง
ในระหว่างกระบวนการนี้ หวังไท่ก็ฟังไปพลางพิมพ์บันทึกรัวๆ ไปพลาง
หลี่ตงเจ๋อฟังอย่างอดทนจนจบ ลูบคลำด้ามไม้เท้าแล้วพูดว่า
"ไอเทมข่มสยบสิ่งลี้ลับชิ้นนั้น น่าจะเป็นรางวัลจากการเคลียร์ด่านสินะ แถมยังต้องเป็นไอเทมระดับไม่ต่ำแน่ๆ"
กวนหย่ารีบหัวเราะร่วนพูดขึ้น
"เจ้าเด็กบ้า ภารกิจทดสอบระดับ S เชียวนะ จะมีแค่รางวัลค่าประสบการณ์นิดหน่อยได้ยังไง"
เธอกำลังสั่งสอนจางหยวนชิงว่า การโกหกต้องมีเรื่องจริงเก้าส่วนเรื่องเท็จหนึ่งส่วน อย่าทำให้มันเกินจริงนัก
.....จางหยวนชิงยังคงรอยยิ้มเดิมไว้ "อ้อ ผมลืมพูดถึงไอเทมไปเลย ไอเทมชิ้นนั้นเป็นรางวัลเคลียร์ด่านจริงๆ ครับ"
เขาพูดหน้าตาเฉยโดยไม่รู้สึกสะทกสะท้าน
หลี่ตงเจ๋อก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร พูดต่อว่า
"ดูแบบนี้แล้ว ระดับความยากของอุโมงค์เสอหลิงคงต้องลดลงแล้วล่ะ"
"ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะครับ" จางหยวนชิงไม่เข้าใจ
หลี่ตงเจ๋ออธิบายอย่างใจเย็น
"พวกเรามักแซวว่าแดนวิญญาณเป็นเหมือนเกม แต่การแซวก็คือการแซว ในโลกของแดนวิญญาณ ไอเทมนั้นหายากมาก แต่ละชิ้นล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถก๊อปปี้ได้"
"ในเมื่อคุณนำไอเทมชิ้นนั้นออกมาแล้ว ต่อไปขั้นตอนการฆ่าปีศาจต้นไม้อาจจะหายไป ความยากของอุโมงค์เสอหลิงก็ย่อมลดลงตามธรรมชาติ"
อาศัยจังหวะที่หลี่ตงเจ๋อดื่มเหล้า กวนหย่าก็เสริมขึ้นว่า
"เรื่องความรู้ที่เกี่ยวกับดันเจี้ยนแดนวิญญาณ ฉันจะอธิบายให้ฟังหน่อยนะ ดันเจี้ยนแดนวิญญาณจะมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเคลียร์ศาลเจ้าแม่ภูเขาแล้วเอาไอเทมออกมาจากในนั้น ความยากของมันก็ต้องลดลงแน่นอน หรือถ้าคุณตายในแดนวิญญาณ ไอเทมของคุณถูกสิ่งลี้ลับในแดนวิญญาณแย่งไป มันแข็งแกร่งขึ้น ความยากของแดนวิญญาณก็จะเพิ่มขึ้น รองเท้าเต้นรำสีแดงคือตัวอย่างที่ดีที่สุด"
"ยังมีอีกจุดหนึ่ง แดนวิญญาณเดียวกัน แต่ระดับต่างกัน ภารกิจที่ได้รับก็จะไม่เหมือนกัน ฉันเคยไปแดนวิญญาณแนวเอาชีวิตรอดในป่า ได้อ่านบทสรุปมาก่อนล่วงหน้า ในดันเจี้ยนนั้น รุ่นพี่ท่านนั้นเป็นนักล่า ภารกิจคือการล่าสังหารผู้ร้ายเก้าคนในป่าดงดิบ แต่พอฉันเข้าไปในแดนวิญญาณ กลับพบว่าตัวเองเป็นแค่หนึ่งในผู้ร้ายเก้าคน ภารกิจกำหนดให้เอาชีวิตรอดให้ได้ 36 ชั่วโมง นั่นก็เพราะระดับของฉันต่ำกว่ารุ่นพี่ท่านนั้น ดังนั้น บทสรุปภารกิจจึงเป็นได้แค่ข้อมูลอ้างอิง ให้เราเข้าใจดันเจี้ยน รับรู้ข้อมูลพื้นฐานและอันตรายบางอย่างเท่านั้น"
"ไม่ลดลงหรอก" หวังไท่พูด "เพราะรองเท้าเต้นรำสีแดงยังอยู่"
กวนหย่ากับหลี่ตงเจ๋อมองจางหยวนชิงแวบหนึ่ง แล้วปิดปากเงียบ
หวังไท่ไม่รู้ตัวเลยสักนิด ยังคงพูดต่อไปว่า
"แปลกนิดหน่อย ข้อมูลแบบนี้ ผลตอบแทนแบบนี้ ข่าวสารแบบนี้ มันไม่เข้ากับความยากระดับ S เลย คุณปิดบังอะไรไว้หรือเปล่า"
นี่มันก็ตรงไปไหม ทำแบบนี้ทุกคนจะอึดอัดกันหมดนะ... จางหยวนชิงกระแอมไอ
"ไม่ได้ปิดบังครับ ผมกำลังจะบอกพอดี ในถ้ำนอกจากปีศาจต้นไม้แล้ว ยังมีโลงหินอยู่อีกโลงหนึ่ง"
"โลงหิน? ในโลงหินมีอะไร" หลี่ตงเจ๋อโน้มตัวไปข้างหน้า ซักไซ้ด้วยน้ำเสียงร้อนรน
หวังไท่ก็หยุดพิมพ์เช่นกัน
กวนหย่ามีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นเต็มที่
แดนวิญญาณระดับ S มักจะมาพร้อมกับข้อมูลสำคัญบางอย่าง ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นความลับที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินเลยก็ได้
องค์กรทางการ องค์กรอิสระ หรือแม้แต่องค์กรชั่วร้าย ความเข้าใจที่พวกเขามีต่อแดนวิญญาณ ครึ่งหนึ่งได้มาจากการสังเกตและสรุปกฎเกณฑ์ อีกครึ่งหนึ่งก็คือข้อมูลที่ได้รับจากในแดนวิญญาณ
เพื่อปลดล็อกความลับของแดนวิญญาณไปทีละก้าว
ไม่มีผู้ท่องแดนวิญญาณคนไหนต้านทานความเย้ายวนนี้ได้
"ในโลงหินมีเจ้าแม่ภูเขาสามวิถีนอนอยู่ หลังจากผมเปิดโลงศพออก เธอ เธอก็ฟื้นขึ้นมา..." จางหยวนชิงพอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ ก็ยังรู้สึกหวาดหวั่นไม่หาย
รูม่านตาของหลี่ตงเจ๋อหดเกร็งเล็กน้อย หลุดปากร้องออกมา
"เธอฟื้นขึ้นมาเหรอ"
เขาลุกพรวดขึ้นราวกับนั่งไม่ติดอีกต่อไป ถือไม้เท้าเดินวนไปมาในห้องทำงานพลางขมวดคิ้ว
ผ่านไปครู่ใหญ่ หลี่ตงเจ๋อก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า
"บางทีพวกเราอาจจะเดาผิดไปหมด จากข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเจ้าแม่องค์นั้น เธอจะต้องเป็นเทพท่องราตรีระดับสูงแน่ๆ ตอนนี้เธอฟื้นขึ้นมาแล้ว ก็มีความเป็นไปได้แค่สองทาง"
"หนึ่ง ศาลเจ้าแม่ภูเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน จะไม่ใช่แดนวิญญาณทดสอบของเทพท่องราตรีอีกต่อไป แต่เป็นดันเจี้ยนแดนวิญญาณระดับสูง"
"สอง ศาลเจ้าแม่ภูเขายังคงลดระดับลงตามเดิม แต่ด้วยระดับของเจ้าแม่องค์นั้น ย่อมต้องมีดันเจี้ยนแดนวิญญาณระดับสูงแห่งใหม่ปรากฏขึ้นมาแน่"
"สำหรับระดับสูงของสำนักไท่อีแล้ว การเปลี่ยนแปลงของแดนวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับอาชีพของตัวเอง ข้อมูลนี้ถือว่าสำคัญเป็นอย่างยิ่ง"
กวนหย่ารู้สึกอิจฉาขึ้นมาวูบหนึ่ง พูดว่า
"ข้อมูลยิ่งสำคัญ องค์กรก็จะให้รางวัลคุณยิ่งเยอะตามไปด้วย"
ให้เงินเยอะเหรอ จางหยวนชิงดีใจวูบหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยความกังวลใจว่า
"ยายแก่หนังเหนียวที่ตายมาหลายร้อยปีคนนั้นยังยิ้มให้ผมด้วย ผมรู้สึกตะหงิดๆ ว่าเธอจะมาหาผมยังไงก็ไม่รู้ ในใจมันไม่ค่อยสงบเลย"
ถ้าปีศาจต้นไทรไม่ได้โกหก ในวัชระปราบมารผนึกวิญญาณหยางครึ่งหนึ่งของเจ้าแม่เอาไว้ ถ้าอย่างนั้นเธอจะต้อง แน่ใจ และฟันธงเลยว่าจะต้องมาหาเขาแน่นอน
ทว่าจางหยวนชิงไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้กับเพื่อนร่วมงาน
หวังไท่ปลอบใจด้วยความจริงใจว่า
"อย่ามั่นใจขนาดนั้นเลย ด้วยระดับของคุณ ไม่มีทางได้เจอกับตัวบิ๊กเบิ้มแบบนี้หรอก"
พูดไม่เป็นก็หุบปากไปเถอะ... จางหยวนชิงพยักหน้าด้วยสีหน้าซาบซึ้งใจ เป็นการแสดงออกว่าคำพูดนี้ช่วยปลอบใจเขาได้แล้ว
กวนหย่าพูดด้วยรอยยิ้มว่า
"เจ้าแม่องค์นั้นสวยไหม"
จางหยวนชิงเอียงคอมองเธอ "สวยกว่าคุณ"
หวังไท่เสริมอย่างจริงใจอยู่ข้างๆ ว่า
"คุณค่าทางการวิจัยก็สูงกว่าคุณด้วย"
เจ๊นักซิ่งโกรธจัด
"ไสหัวไปเลย"
.........
เมืองหลวง บ้านทรงซื่อเหอย่วน
แสงแดดสาดส่องเจิดจ้า ต้นตั๊กแตนใหญ่อาบไล้ไปด้วยแสงตะวัน ใบไม้ทอประกายแสงเจ็ดสีระยิบระยับ
สายลมพัดโชยมา กิ่งก้านใบไม้สั่นไหว ส่งเสียงหัวเราะคิกคักราวกับเด็กน้อย
ผู้อาวุโสซุนใต้ต้นตั๊กแตนกำลังพัดพัดใบลาน โยกเก้าอี้โยกเบาๆ บนโต๊ะน้ำชาข้างกายมีชุดน้ำชากับวิทยุรุ่นเก่าเครื่องหนึ่งวางอยู่
ชายวัยกลางคนในชุดดำก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในลานบ้านอย่างเร่งรีบ รายงานเสียงเบาว่า
"ผู้อาวุโสซุน ทางซงไห่ส่งข่าวมาว่า มีคนเคลียร์แดนวิญญาณอุโมงค์เสอหลิงได้แล้วครับ"
พัดใบลานที่กำลังพัดชะงักกึก ชายชราผมสีดอกเลาเบิกตาโพลงทันที ดวงตาที่เบิกกว้างสาดประกายแสงสีทองอร่ามสองสาย เสียงเด็กในต้นตั๊กแตนดูเหมือนจะตกใจ ส่งเสียงร้องอุทาน แล้วพากันเงียบกริบในเวลาต่อมา
ชายชราลุกขึ้นนั่งจากเก้าอี้โยก จ้องมองชายวัยกลางคน "เทพท่องราตรีที่เจ้าหนุ่มตระกูลฟู่ดึงตัวมาน่ะเหรอ"
ชายวัยกลางคนพยักหน้า
ชายชราชะงักงันไปทันที พัดใบลานตบฉาดลงบนต้นขา ร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวดใจ
"ตาถั่วแล้ว ตาถั่วซะแล้ว..."
ครั้งล่าสุดที่ชายวัยกลางคนเห็นผู้อาวุโสซุนหงุดหงิดใจขนาดนี้ ก็คือตอนที่เขาเล่นหุ้น
ชายชรานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า
"ฉันจำได้ว่าผู้ดูแลเขตคังหยาง เมืองซงไห่ ชื่อหยวนถิง แจ้งลงไปว่าอย่าให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะเอาหน้าแก่ๆ นี้ไปไว้ที่ไหน"
"แต่ว่า..."
"แต่อะไร"
ชายวัยกลางคนเพิ่งจะอ้าปากตอบ โทรศัพท์ในกระเป๋าก็ดังขึ้น เขาล้วงออกมาดูแล้วพูดว่า
"โทรศัพท์จากผู้อาวุโสเฮยซานครับ"
"รับสิ"
กดรับสาย ชายชราเพิ่งหยิบโทรศัพท์มา ปลายสายก็คำรามลั่น
"เหล่าซุน แกทำบ้าอะไรเนี่ย แอบยกดันเจี้ยนอุโมงค์เสอหลิงให้คนอื่นไปก็แล้วไปเถอะ แกยังกล้ารับปากฟู่ชิงหยางว่าจะไม่รับเทพท่องราตรีคนนั้นอีก แกรู้ไหมว่าตัวเองทำผิดพลาดมหันต์แค่ไหน"
ผู้อาวุโสซุนชะงักไปหนึ่งวินาที "ทำไมไอ้แก่แบบแกถึงรู้เรื่องนี้ได้ล่ะ"
"แกจะยุ่งอะไรว่าฉันรู้ได้ยังไง แกรู้ไหมว่าสำนักไท่อีไม่ได้ดึงตัวเทพท่องราตรีที่พรสวรรค์ล้ำเลิศแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว ข้าจะไปฟ้องเจ้าสำนักเดี๋ยวนี้แหละ"
สายถูกตัดไป
เส้นเลือดดำบนหน้าผากผู้อาวุโสซุนเต้นตุบๆ
ตอนนั้นเอง โทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีก ชายวัยกลางคนมองดู
"ผู้อาวุโสหงอิงครับ"
"รับเถอะ..."
"ลุงซุน ฉันได้ยินมาว่าอุโมงค์เสอหลิงถูกเคลียร์แล้วเหรอ เทพท่องราตรีคนนั้น ลุงเป็นคนออกปากเองเลยใช่ไหมว่าจะไม่รับ"
"......."
"ลุงซุน ทำแบบนี้ลุงต้องขอขมาเลยนะ"
"......"
......
"ผู้อาวุโสซุน ได้ยินว่าคุณปฏิเสธอัจฉริยะเทพท่องราตรีคนหนึ่งไปงั้นเหรอ"
"ไอ้ลูกหมา ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผู้ดูแลอย่างแกมีสิทธิ์มาเอาเรื่องตั้งข้อหากับฉัน"
"อ๊ะ ผู้อาวุโสซุนอย่าเข้าใจผิดสิครับ ผมก็แค่อยากรู้"
......
"ผู้อาวุโสซุน ได้ยินว่าคุณ..."
"ไสหัวไป!"
ภายในเวลาไม่กี่นาที ก็ได้รับโทรศัพท์ห้าหกสาย
ชายวัยกลางคนชุดดำมองผู้อาวุโสซุนเงียบๆ ครั้งล่าสุดที่เขาเสียอาการขนาดนี้ คือตอนเล่นหุ้นแบบใช้มาร์จิ้น
ผู้อาวุโสซุนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงกลับมาหัวข้อก่อนหน้านี้ ถามว่า
"เมื่อกี้แกแต่อะไรนะ"
ชายวัยกลางคนลังเลเล็กน้อย "หยวนถิงรู้ ก็หมายความว่าทุกคนรู้น่ะสิครับ"
ความดันของผู้อาวุโสซุนพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง
ผู้อาวุโสซุนกำลังจะกดตัดสาย แต่เห็นว่าคนที่โทรมาคือฟู่ชิงหยาง จึงค่อยๆ พ่นลมหายใจ สงบสติอารมณ์ แล้วกดรับสาย
"ไอ้เด็กบ้า แกก็โทรมาหัวเราะเยาะตาแก่คนนี้ด้วยงั้นสิ"
"หัวเราะเยาะคุณ..." เสียงเย็นชาดังมาจากในโทรศัพท์ ออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ "ผมไม่ทำเรื่องน่าเบื่อแบบนั้นหรอก ผมมาตอบแทนบุญคุณต่างหาก รายงานบทสรุปภารกิจของศาลเจ้าแม่ภูเขาเขียนเสร็จแล้ว ผมส่งเข้าอีเมลคุณแล้วนะ"
ฟู่ชิงหยางพูดเรียบๆ "ผมคิดว่า ข้อมูลชุดนี้น่าจะสำคัญกับสำนักไท่อีของพวกคุณมากทีเดียว"
ผู้อาวุโสซุนเกิดความสนใจขึ้นมาทันที รีบวางสายแล้วหันไปมองชายวัยกลางคน "อีเมลเปิดยังไง"
ชายวัยกลางคนรับโทรศัพท์มาเงียบๆ ล็อกอินเข้าอีเมล เปิดไฟล์ แล้วส่งคืนกลับไปเงียบๆ
ผู้อาวุโสซุนหรี่ตา อ่านเนื้อหาทุกตัวอักษรทุกประโยค
เขาอ่านอย่างสงบนิ่ง สีหน้าไร้ระลอกคลื่น สำหรับผู้ท่องแดนวิญญาณระดับผู้อาวุโสแล้ว แดนวิญญาณระดับทดสอบก็เป็นแค่การเล่นสนุกเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ทว่าเมื่อเขาเห็นข้อมูลการฟื้นคืนชีพของเจ้าแม่ภูเขาสามวิถี สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เอี๊ยด~ ผู้อาวุโสซุนกระโดดลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้โยกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"ผู้อาวุโส?" ชายวัยกลางคนมีสีหน้าตกตะลึง
"เทพท่องทิวาในยุคโบราณฟื้นขึ้นมาแล้ว..." ผู้อาวุโสซุนมีสีหน้าเคร่งเครียดเจือความกังวล กลายร่างเป็นลำแสงสีทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วหายวับไป
นั่นคือทิศทางที่พักของเจ้าสำนัก
.........
ตึกเล็กสองชั้น
จางหยวนชิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานของตัวเอง เปิดคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญ ทำตามคำแนะนำของกวนหย่า เปิดฟอรัมภายในขององค์กรทางการพันธมิตรห้าธาตุ ไล่ดูโพสต์ที่ถูกปักหมุดไว้ทีละโพสต์
ล้วนเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สุดของโลกแดนวิญญาณ
เขาตรวจสอบ "ประเภทแดนวิญญาณ" เป็นอันดับแรก เหมือนกับที่หลี่ตงเจ๋อบอก แดนวิญญาณถูกแบ่งออกเป็น "ประเภทเล่นเดี่ยว" กับ "ประเภทเล่นหลายคน" ประเภทเล่นเดี่ยวมักจะปรากฏเฉพาะแดนวิญญาณที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของอาชีพนั้นๆ อย่างเช่น แดนวิญญาณเล่นเดี่ยวขั้นเหนือมนุษย์ของเทพท่องราตรีก็คือแนวสิ่งลี้ลับ
ประเภทเล่นหลายคนแบ่งออกเป็นสองแบบ แบบหนึ่งคือการจัดทีมต่อสู้กัน อีกแบบคือการจัดทีมผจญภัย
แบบแรกคือการต่อสู้กันระหว่างผู้ท่องแดนวิญญาณในแดนวิญญาณพิเศษ แบบหลังคือการเผชิญหน้ากับอันตรายในแดนวิญญาณ มีทั้งประเภทถึงตาย และประเภทไม่ถึงตาย
กลไกการลงโทษของประเภทไม่ถึงตายคือการหักค่าประสบการณ์
นอกจากนี้ ฉากของแดนวิญญาณแบบกลุ่มยังมีหลากหลายรูปแบบ "วิธีเล่น" ก็แตกต่างกันไป
จากนั้น เขาก็อ่านโพสต์ "การแบ่งระดับ" โพสต์นี้เรียบง่ายมาก เนื้อหาคือ
ขั้นเหนือมนุษย์: ระดับ 1-3
ขั้นนักบุญ: ระดับ 4-6
หมายเหตุ: ขั้นหลังจากนักบุญ โปรดคลิกลิงก์ด้านล่าง
จางหยวนชิงคลิกลิงก์ ผลปรากฏว่ามีข้อความแจ้งเตือนว่าสิทธิ์ไม่เพียงพอ
เกลียดพวกบ้าสิทธิ์ที่สุดเลย... เขาแอบด่าในใจอย่างไม่ยอมแพ้ ก่อนจะเลื่อนดูโพสต์อื่นอย่างช่วยไม่ได้
"สารานุกรมอาชีพผู้ท่องแดนวิญญาณ"
อาชีพฝ่ายรักษากฎ: เทพท่องราตรี สอดแนม ปีศาจไม้ พรายน้ำ ผู้ใช้ไฟ อสูรดิน นักดนตรี บัณฑิต
อาชีพสายชั่วร้าย: ปีศาจล่อลวง ผู้ใช้กู่ ปรมาจารย์มายา
ถ้าจำไม่ผิด หวังไท่ก็คือบัณฑิต แล้วนักดนตรีคืออาชีพอะไรอีกล่ะ... อาชีพสายชั่วร้ายมีแค่สามอย่างเองเหรอ มิน่าล่ะกวนหย่าถึงบอกว่าองค์กรทางการต่างหากที่เป็นผู้ล่า... จางหยวนชิงเลื่อนสายตาลงต่ำ ก็เห็นเนื้อหาที่ทำให้ต้องตกตะลึง
【หมายเหตุ: ตรวจสอบอาชีพต่างประเทศ โปรดคลิกลิงก์ด้านล่าง】
ไม่ผิดคาด สิทธิ์ของเขาไม่เพียงพอ
"ต่างประเทศก็มีผู้ท่องแดนวิญญาณ มีอาชีพที่แตกต่างจากพวกเราด้วยเหรอครับ" จางหยวนชิงเงยหน้าขึ้น มองไปที่หลังศีรษะของกวนหย่าซึ่งอยู่ด้านหน้า
นี่แม่งยังแบ่งเซิร์ฟในประเทศกับเซิร์ฟนอกอีกเหรอ
เจ๊นักซิ่งหันหน้ามา หัวเราะตอบ
"ทำไมคุณถึงคิดว่ามีแค่ประเทศเราที่พิเศษล่ะ"
นี่... จางหยวนชิงถึงกับพูดไม่ออก
เขาจำต้องปรับเปลี่ยนความเข้าใจที่มีต่อแดนวิญญาณใหม่อีกครั้ง
ถ้าขอบเขตที่แดนวิญญาณครอบคลุมคือทั่วโลก ถ้าต่างประเทศมีผู้ท่องแดนวิญญาณคนอื่น อาชีพอื่น ถ้าอย่างนั้นโครงสร้างของโลกแดนวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นดันเจี้ยนหรือความเป็นจริง ล้วนซับซ้อนกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
"ผู้ท่องแดนวิญญาณมีความหวงอาณาเขตสูงมาก องค์กรทางการของแต่ละประเทศแทบจะไม่มีการไปมาหาสู่กันเลย นอกจากการปราบปรามองค์กรชั่วร้าย เพราะงั้นตอนนี้คุณยังไม่ต้องไปสนใจผู้ท่องแดนวิญญาณต่างประเทศหรอก นี่ไม่ใช่เรื่องที่ขั้นเหนือมนุษย์อย่างคุณต้องเอามาคิด" กวนหย่ากล่าว
จางหยวนชิงส่งเสียง "อืม" ตอบรับ แล้วคลิกเปิด "เทพท่องราตรี" เพื่อดูคำแนะนำอาชีพของตัวเอง
"เทพท่องราตรี ผู้เป็นที่รักของจันทรา ภูตแห่งรัตติกาล เชี่ยวชาญการลอบสังหารและควบคุมสิ่งลี้ลับ สัญลักษณ์อาชีพคือจันทร์เสี้ยวสีดำ เป็นอาชีพอันดับต้นๆ ของฝ่ายรักษากฎ พลังรบแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง"
"เทพท่องราตรีทุกตนล้วนเป็นนักฆ่าโดยกำเนิด ความสามารถในการควบคุมสิ่งลี้ลับทำให้พวกเขายิ่งรับมือยาก เทพท่องราตรีคือชื่ออาชีพในขั้นเหนือมนุษย์ หลังจากระดับสาม สามารถเปลี่ยนอาชีพได้"
หมายเหตุ: ตรวจสอบชื่ออาชีพที่เปลี่ยนของเทพท่องราตรี โปรดคลิกลิงก์ด้านล่าง
จางหยวนชิงคลิกอยู่ตั้งนานก็เด้งกล่องข้อความแจ้งเตือนว่าสิทธิ์ไม่เพียงพอ
ไอ้พวกบ้าสิทธิ์เวรเอ๊ย! เขาแทบจะด่ากราดออกมา
เดี๋ยวก่อน ทำไมรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ จางหยวนชิงชะงักไปกะทันหัน อ่านคำแนะนำใหม่อีกรอบ ก็พบว่าปัญหาอยู่ที่ไหน
สัญลักษณ์อาชีพคือจันทร์เสี้ยวสีดำเหรอ แต่เมื่อคืนนั้นผมเห็นชัดๆ ว่าสัญลักษณ์บนหน้าผากเป็นพระจันทร์เต็มดวงสีดำนี่นา
เกิดอะไรขึ้น การ์ดตัวละครของผมไม่เหมือนคนอื่นเหรอ
จางหยวนชิงเงยหน้ามองหลังศีรษะของกวนหย่าโดยสัญชาตญาณ อยากจะเอ่ยปากถาม
.....
ps: คำผิดอัปก่อนแก้ทีหลัง ต้นเดือน ขอโหวตตั๋วรายเดือนหน่อยครับ







