นี่คือดอกบัวที่ทำจากทองแดง มีใบบัวเป็นฐานรองรับ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบเซนติเมตร ตัวดอกตูมตั้งอยู่บนใบบัวโดยตรง ดอกยังไม่บาน แต่สามารถสัมผัสได้ถึงรอยแยกของกลีบดอก
ที่แท้ก็เป็นทองแดงก้อนใหญ่ขนาดนี้ มิน่าล่ะของชิ้นนี้ถึงได้หนักนัก!
แม้หลี่ป้านเฟิงจะไม่มีความรู้เรื่องของเก่ามากนัก แต่ก็พอดูออกว่านี่เป็นของประดับที่ประณีตงดงามมากชิ้นหนึ่ง
แต่ของประดับชิ้นนี้มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?
การที่เหอเจียชิ่งดึงดันจะให้เขาเอามันไปที่บ้านเกิดหมายความว่าอย่างไร?
ผู้กองเซียวคนนั้นถึงกับจะวิสามัญเขาเพื่อของชิ้นนี้เลยหรือ?
ในดอกบัวนี้ซ่อนความลับอะไรไว้กันแน่?
หลายวันมานี้นอนมามากพอแล้ว และถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรทำ หลี่ป้านเฟิงจึงเอาแต่นั่งพิจารณาดอกบัวทองแดงนี้
ตั้งแต่ฟ้าสางจนถึงบ่ายสองโมง ดอกบัวทองแดงก็ยังคงเปิดไม่ออก
ครืด~
เสียงพนักงานประกาศสถานีดังขึ้น "ขบวนรถไฟกำลังจะเข้าสู่สถานีหุบเขาราชาโอสถ ขอให้ผู้โดยสารที่จะลงสถานีนี้โปรดตรวจสอบสัมภาระและเตรียมตัวลงจากรถ"
ถึงสถานีแล้ว!
ถึงหุบเขาราชาโอสถแล้ว!
หลี่ป้านเฟิงรีบหยิบผ้าไหม กระดาษเหลือง และข้าวของต่างๆ มาห่อดอกบัวทองแดงให้มิดชิดแล้วยัดใส่กระเป๋าเป้ ตามด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เหลืออีกสามถ้วย มันฝรั่งทอดหนึ่งกล่อง และล่าเถียวอีกหนึ่งห่อครึ่ง จากนั้นจึงผลักประตูเดินออกจากห้องโดยสาร
ตั้งแต่ขึ้นรถไฟมาจนถึงตอนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ป้านเฟิงก้าวออกจากห้องโดยสารของตัวเอง และเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นผู้โดยสารคนอื่นๆ บนรถไฟขบวนเดียวกัน
ทีแรกหลี่ป้านเฟิงยังรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง กลัวว่าจะเจอสิ่งมีชีวิตไม่ทราบสายพันธุ์ประเภทที่มีสามหัวอะไรทำนองนั้น
คนที่ยืนรอลงจากรถอยู่หน้าประตูมีไม่น้อยเลย แต่พวกเขาก็ดูปกติดี อย่างน้อยก็ดูปกติในสายตาเขา
บางคนไม่ควรลงที่สถานีนี้ แต่พวกเขาก็จำต้องลงก่อนกำหนด เพราะพวกเขากำลังจะหิวตายอยู่แล้ว
ชายในชุดสูทคนหนึ่ง มือซ้ายล้วงกระเป๋า มือขวาหิ้วกระเป๋าเดินทาง มายืนอยู่ข้างหลี่ป้านเฟิง หลี่ป้านเฟิงมองเขาแวบหนึ่ง ชายคนนี้สูงอย่างน้อยก็ร้อยเก้าสิบเซนติเมตร แต่น้ำหนักน่าจะไม่เกินห้าสิบกิโลกรัม
รูปร่างผอมแห้งปานนี้ ออกจากบ้านไปคงโดนลมพัดปลิวได้ง่ายๆ
ด้านหลังเขามีหญิงสาวคนหนึ่งเดินตามมา รูปร่างของนางสวนทางกับฝ่ายชายพอดี กะด้วยสายตาส่วนสูงไม่น่าถึงร้อยสี่สิบเซนติเมตร แต่น้ำหนักทะลุเจ็ดสิบกิโลกรัมไปไกลแน่นอน
รถไฟกระตุกวูบ ชายคนนั้นรีบประคองหญิงสาวข้างกายไว้ ดูจากระยะห่างและภาษากายแล้ว สองคนนี้น่าจะเป็นสามีภรรยากัน
ในมือหญิงสาวอุ้มเด็กคนหนึ่ง อายุราวๆ หนึ่งถึงสองขวบ ดูไม่ออกเหมือนกันว่าเด็กคนนี้หน้าตาเหมือนใคร
ฟู่!
ปู๊น!
เสียงหวูดรถไฟดังลากยาว ขบวนรถไฟแล่นมาถึงสถานีหุบเขาราชาโอสถแล้ว
พนักงานรถไฟวางบันไดพาดลงมา หลี่ป้านเฟิงเดินตามฝูงชนลงจากรถไฟ
วินาทีที่ก้าวออกจากตู้โดยสาร อากาศบริสุทธิ์ก็ทำเอาหลี่ป้านเฟิงเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ แม้จะปะปนไปด้วยกลิ่นฝุ่นถ่านหินและน้ำมันเครื่องอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าอากาศบนรถไฟตั้งเยอะ
สภาพอากาศค่อนข้างมืดครึ้ม แต่ก็ยังดีกว่าแสงไฟสลัวๆ ในห้องโดยสาร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงช่วงหลายวันหลังที่แม้แต่ไฟสลัวๆ นั่นก็ยังไม่มีให้เห็น
หลังจากลงรถ หลี่ป้านเฟิงก็สังเกตเห็นเสื้อผ้าหน้าผมของผู้คนรอบข้าง
การแต่งกายของพวกเขาแตกต่างจากหลี่ป้านเฟิงอย่างมาก
หลายคนสวมชุดสูท มีทั้งสีดำ สีขาว ลายทาง ลายตาราง มีทุกรูปแบบ
หลายคนสวมชุดจงซาน มีทั้งแบบปกตั้งและแบบปกพับ
บางคนสวมเสื้อกั๊กทับเสื้อเชิ้ต และผูกหูกระต่ายที่คอเสื้อ
ยังมีคนสวมเสื้อคลุมยาวที่ดูคล้ายกับชุดของนักแสดงศิลปะพื้นบ้าน
หลายคนสวมหมวก ซึ่งก็มีหลากหลายทรง ส่วนใหญ่จะเป็นหมวกทรงสูง แต่หมวกแก๊ปก็มีไม่น้อย
นอกจากนี้ยังมีหมวกอีกแบบที่คล้ายหมวกแก๊ป แต่ปีกหมวกจะแคบกว่าเล็กน้อย และมีกระดุมติดอยู่บนปีกหมวก
นี่มันหมวกอะไรกัน?
ดูเหมือนจะเรียกว่าหมวกทรงติงลี่
หลี่ป้านเฟิงคิดในใจ 'พวกเขาต่างก็สวมหมวกกันทั้งนั้น ฉันควรจะเอาหมวกปีนเขาของฉันออกมาใส่บ้างดีไหมนะ?'
ประเด็นคือหมวกปีนเขาของเขามันช่างแตกต่างจากหมวกของพวกเขาราวฟ้ากับเหว
แถมไม่ใช่แค่เรื่องหมวกอย่างเดียวด้วย
หลังจากขึ้นรถไฟ หลี่ป้านเฟิงก็ถอดเสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็กออก เปลี่ยนมาใส่เสื้อยืดกับกางเกงวอร์มแทน พอมาดูตอนนี้ การแต่งตัวของเขามันช่างดูแปลกแยกจากคนรอบข้างเหลือเกิน
หรือว่าจะเปลี่ยนกลับไปใส่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กตอนนี้เลยดี ถึงอย่างไรเขาก็เป็นพวกที่สามารถเปลี่ยนเสื้อผ้าบนรถไฟใต้ดินได้อยู่แล้ว การเปลี่ยนเสื้อผ้าบนชานชาลาก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ช่างเถอะ ไม่เปลี่ยนดีกว่า ทำไมต้องใส่ให้เหมือนพวกเขาด้วย? มีสไตล์เป็นของตัวเองไม่ดีตรงไหน?
หลี่ป้านเฟิงรู้สึกว่าตัวเองคือผู้ชายที่โดดเด่นสะดุดตาที่สุดบนชานชาลานี้แล้ว
โดดเด่นมากจริงๆ เขากระทั่งเกิดภาพลวงตาบางอย่าง รู้สึกเหมือนร่างกายตัวเองมีแสงเปล่งประกายออกมา
"แม่ครับ ผู้ชายคนนั้นตัวมีแสงด้วย!" เด็กคนหนึ่งจ้องมองหลี่ป้านเฟิงจากด้านหลัง
เห็นไหมล่ะ ขนาดเด็กยังบอกว่าเขามีแสงเลย นี่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า...
พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ภาพลวงตา!
หลี่ป้านเฟิงยื่นมือขวาออกไป ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม แขนขวาของเขากำลังเปล่งประกายรัศมีสีขาวซีดจ้าแสบตา
ไม่ใช่แค่แขนขวา แต่ร่างกายทั้งร่างของเขากำลังเปล่งแสง
แต่พอหลี่ป้านเฟิงสังเกตดูดีๆ ครู่หนึ่ง ก็พบว่าไม่ใช่ตัวเขาที่เปล่งแสง แต่มีลำแสงเส้นหนึ่งสาดส่องลงมาที่ตัวเขาตลอดเวลา เหมือนกับไฟฟอลโลว์บนเวทีไม่มีผิด
ลำแสงนี้มาจากไหนกัน?
หลี่ป้านเฟิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แสงสว่างที่สาดส่องลงมาจากเบื้องบนแยงตาจนเขาลืมตาไม่ขึ้น
นี่เป็นไฟสปอตไลต์จากเฮลิคอปเตอร์งั้นหรือ?
มีเฮลิคอปเตอร์กำลังตามรอยฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย?
แสงที่สาดส่องลงมาบนตัวดับลงกะทันหัน หลี่ป้านเฟิงตกใจมาก รีบพุ่งพรวดไปยังจุดตรวจตั๋วทันที
เดิมทีตรงจุดตรวจตั๋วมีคนยืนอยู่มากมาย เมื่อครู่นี้ทุกคนต่างก็หันกลับมามองหลี่ป้านเฟิงเป็นตาเดียว
หลี่ป้านเฟิงกำลังรีบร้อนจะออกจากสถานี ไม่คิดว่าคนพวกนี้จะพร้อมใจกันหลีกทางให้เขา
"หลบไป หลบไปให้พ้น! เขาอาบแสงสวรรค์แล้ว"
"คงไม่ใช่ว่าเป็นลูกแกะขาวหรอกนะ?"
"อยู่ให้ห่างเขาไว้ เดี๋ยวเลือดก็สาดกระเด็นโดนตัวหรอก!"
คำพูดพวกนี้หมายความว่ายังไง?
พวกเขาก็รู้ด้วยงั้นหรือว่าข้างบนมีเฮลิคอปเตอร์อยู่?
หลี่ป้านเฟิงยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม รีบหยิบตั๋วรถไฟส่งให้พนักงานตรวจตั๋วทันที
พนักงานตรวจตั๋วหยิบคีมหนีบออกมา เจาะรูบนตั๋วเพิ่มอีกหนึ่งรอย แล้วยื่นหางตั๋วคืนให้หลี่ป้านเฟิง
หลี่ป้านเฟิงไม่สนหางตั๋ว เดินดิ่งออกจากสถานีไปทันที และเห็นว่าที่หน้าประตูสถานีมีคนจำนวนไม่น้อยเดินเข้ามาหา
พวกเขาสวมเสื้อกั๊ก แต่ไม่ได้สวมเสื้อเชิ้ต ข้างในเสื้อกั๊กไม่มีเสื้อตัวอื่นอีก
พวกเขายังสวมหมวกด้วย บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำจากวัสดุอะไร แต่ในแง่ของรูปทรง มันคล้ายกับหมวกปีนเขาของหลี่ป้านเฟิงมาก
นี่เป็นเครื่องแบบของพวกเขางั้นหรือ?
พวกเขาจะใส่ชุดนี้มาจับฉันหรือไง?
คนผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหาแล้วเป็นฝ่ายทักทายก่อน "นายครับ เรียกรถไหมครับ?"
หลี่ป้านเฟิงเตรียมล่าเถียวไว้พร้อมสรรพ ตอบกลับไปด้วยความระแวดระวังขั้นสูงสุด "รถไปไหน?"
"ไปไหนก็ได้หมดครับ นายบอกสถานที่มาได้เลย!"
ที่แท้ก็เป็นคนขับรถรับจ้างนี่เอง
หลี่ป้านเฟิงกำลังรีบเดินทางพอดี จึงบอกคนขับว่า "ฉันจะไปหุบเขาราชาโอสถ"
คนขับหัวเราะ "นายครับ ที่นี่แหละครับคือหุบเขาราชาโอสถ อาณาบริเวณแถบนี้เรียกว่าหุบเขาราชาโอสถทั้งหมด นายจะไปส่วนไหนของหุบเขาราชาโอสถล่ะครับ เขตในหรือเขตนอก?"
เขตในหรือเขตนอก?
หลี่ป้านเฟิงนึกถึงข้อความที่เหอเจียชิ่งส่งมาให้
เหอเจียชิ่งเคยส่งที่อยู่มาให้หลี่ป้านเฟิงแล้ว ประโยคนี้ช่วยกระตุ้นความทรงจำของหลี่ป้านเฟิงได้บ้าง
"เขตใน สถานที่ที่ชื่อว่าถนนซุ้ม... อะไรสักอย่างนี่แหละ"
"ถนนซุ้มประตูใช่ไหมครับ" คนขับยิ้ม "ตกลงครับ ขอแปดหยวน!"
"แปดหยวน ได้!"
คนขับยิ้มกว้างอย่างเบิกบานใจกว่าเดิม ลูกค้ารายนี้ช่างคุยง่าย ไม่ต่อราคาสักคำ
หลี่ป้านเฟิงก็ไม่อยากต่อราคาจริงๆ นั่นแหละ แปดหยวนไม่แพงเลยนี่นา! แค่ราคาเริ่มต้นของรถแท็กซี่เท่านั้นเอง
คนขับพาหลี่ป้านเฟิงเดินลงมาที่ลานหน้าสถานี แล้วมาหยุดอยู่ที่หน้ารถของเขา
หลี่ป้านเฟิงมองดูรถคันนั้น
รถคันนี้มีสองล้อ มีหนึ่งที่นั่ง มีคานลากสองอัน ตรงกลางมีไม้ขวางเชื่อมถึงกัน
"รถคันนี้ เร็วไหม?"
"เร็วสิครับ!" คนขับเอาผ้าขนหนูพาดบ่า ชี้ไปที่รถแล้วพูดว่า "รถลากหน้าสถานีนี้นายไปลองถามดูได้เลย มีรถบ้านไหนเร็วกว่าผมบ้าง?"
คนขับคนนี้เป็นคนลากรถนี่เอง
ยุคนี้ยังมีคนลากรถอยู่อีกงั้นหรือ!
แต่รถจักรไอน้ำเขาก็นั่งมาแล้ว คนสามหัวเขาก็เจอมาแล้ว แค่นั่งรถลากก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรนัก
เพียงแต่หลี่ป้านเฟิงรังเกียจว่ามันช้า
"มีที่เร็วกว่านี้อีกไหม?"
"นายจะนั่งรถม้าเหรอครับ?" คนลากรถโบกไม้โบกมือ "หน้าสถานีไม่ให้จอดรถม้าหรอกครับ ของพรรค์นั้นมันสกปรก ยกเว้นแต่จะมีคนมาขนถ่ายสินค้า ระดับนายแล้วจะไปนั่งแบบนั้นมันก็ไม่เหมาะหรอกครับ"
ความหมายของหลี่ป้านเฟิงคือพอจะหารถยนต์ได้ไหม เขาเพิ่งจะอ้าปาก ทว่ากลับพบว่าขากรรไกรแข็งทื่อ ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็อ้าปากไม่ออก
ไม่ใช่แค่ปากที่ขยับไม่ได้ มือเท้าก็ขยับไม่ได้เช่นกัน ร่างกายราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในรถปูนซีเมนต์ก็ไม่ปาน
เมื่อเห็นหลี่ป้านเฟิงยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ คนลากรถก็เอ่ยถามขึ้นมาประโยคหนึ่ง "นายครับ นายเป็นอะไรไป? นาย นาย... นี่นายคงไม่ได้อาบแสงสวรรค์มาหรอกนะ!"







