"ทำไมถึงให้กำเนิดจิตวิญญาณแห่งบ้านไม่ได้ล่ะ?"
"เพราะไม่มีรากฐานน่ะสิ" พ่อค้าเร่อธิบาย "บ้านที่จะให้กำเนิดจิตวิญญาณแห่งบ้านได้ จำเป็นต้องหยั่งรากลง ณ ที่ใดที่หนึ่ง เพื่อดูดซับพลังวิญญาณ
แต่บ้านหลังนี้ล่องลอยไม่เป็นหลักแหล่ง กุญแจไปไหน มันก็ไปนั่น ย่อมไม่อาจหยั่งรากได้ตามธรรมชาติ"
"ถ้าไม่มีจิตวิญญาณแห่งบ้าน แล้วยังใช้บำเพ็ญเพียรได้อยู่ไหม?"
พ่อค้าเร่ลูบคางพลางกล่าว "ถ้าจะเลื่อนระดับนั้นย่อมไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าแค่เริ่มต้นน่ะไม่มีปัญหา การรักษาระดับการบำเพ็ญเพียรพื้นฐานในแต่ละวันก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน ขอเพียงเจ้ายอมรับบ้านหลังนี้"
"ฉันยอมรับ?" หลี่ป้านเฟิงไม่เข้าใจ
"ใช่แล้ว ขอเพียงเจ้ามองว่าบ้านหลังนี้คือบ้านของเจ้า ก็ถือว่ายอมรับมันแล้ว แต่จำไว้ว่า การยอมรับบ้าน จะต้องออกมาจากใจจริง"
มองว่าที่นี่คือบ้านงั้นเหรอ?
ค่อนข้างยากอยู่นะ!
หลี่ป้านเฟิงยากจะทำความเข้าใจสถานะของบ้านหลังนี้ "มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แถมยังเคลื่อนที่ได้อีก ตกลงว่าบ้านหลังนี้มันคือตัวตนแบบไหนกันแน่?"
"ก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรือ ว่ามันไปตามกุญแจ กุญแจอยู่ที่ไหน มันก็อยู่ที่นั่น แต่เคลื่อนที่ยังไงนั้น ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
นี่คือที่หลบภัยที่ปรมาจารย์วิถีสัญจรท่านหนึ่งสร้างขึ้นมาเอง ภายหลังเมื่อตบะของท่านลึกล้ำขึ้นทุกวัน ปรมาจารย์ท่านนั้นไม่ได้ใช้ของสิ่งนี้แล้ว จึงนำมาขายให้ข้า
หากเจ้าเห็นว่าเหมาะสม ข้าก็จะยกบ้านหลังนี้ให้เจ้า ถึงแม้จะไม่มีจิตวิญญาณแห่งบ้าน และเจ้าจะไม่มีทางเลื่อนระดับในวิถีเรือนได้ แต่การอาศัยอยู่ในบ้านทุกวัน อย่างน้อยก็ถือว่าบำเพ็ญเพียรอยู่ในครรลองที่ถูกต้อง ชั่วคราวนี้ย่อมไม่มีอันตรายถึงชีวิต"
หลี่ป้านเฟิงถาม "นั่นหมายความว่า ฉันสามารถทุ่มเทบำเพ็ญวิถีสัญจรได้อย่างเต็มที่ ส่วนวิถีเรือนก็แค่รักษาสภาพปัจจุบันไว้ก็พองั้นสิ?"
"ย่อมไม่ได้อยู่แล้ว" พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "การบำเพ็ญสองวิถีควบคู่กัน ระดับชั้นจะห่างกันเกินสามขั้นไม่ได้
เมื่อไม่มีจิตวิญญาณแห่งบ้าน วิถีเรือนของเจ้าก็เลื่อนระดับไม่ได้ นั่นคือแม้แต่ระดับหนึ่งก็ยังไม่ถึง หากวิถีสัญจรไปถึงระดับหนึ่ง สถานการณ์ก็ยังพอทน แต่ถ้าถึงระดับสองเมื่อไหร่ วิถีเรือนจะสะท้อนกลับ
หากวิถีสัญจรไปถึงระดับสาม วิถีเรือนก็จะคุกคามถึงชีวิต และถ้าวีถีสัญจรไปถึงระดับสี่ แต่วิถีเรือนยังไม่ถึงระดับหนึ่ง ผู้บำเพ็ญจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย จำไว้ให้ดี ความห่างของทั้งสองวิถี ห้ามเกินสามระดับเด็ดขาด"
หลี่ป้านเฟิงลูบคาง "พูดแบบนี้ ความขัดแย้งระหว่างวิถีเรือนกับวิถีสัญจรก็ยังแก้ไม่ได้อยู่ดี"
"จะว่ายังไงดีล่ะ" พ่อค้าเร่หัวเราะ "เจ้ามาจากต่างแคว้น น่าจะเคยเห็นรถยนต์ใช่ไหม?"
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า "เคยสิ"
"รถยนต์ชนคนตาย ต้องจ่ายเงินชดเชยหรือไม่?"
"นั่นเป็นเรื่องธรรมดา"
"แล้วหลังจากจ่ายเงินชดเชย คนตายจะฟื้นคืนชีพได้หรือไม่?"
"แน่นอนว่าไม่ได้"
"ในเมื่อฟื้นคืนชีพไม่ได้ แล้วทำไมยังต้องจ่ายเงินชดเชยอีกล่ะ?"
หลี่ป้านเฟิงถึงกับอึ้งไปกับคำถามนี้
พ่อค้าเร่หัวเราะ "นี่แหละคือเหตุผลในเรื่องนี้ ทำผิด ก็ต้องให้การชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อ
เจ้าบำเพ็ญสองวิถีที่เข้ากันไม่ได้ราวกับน้ำและไฟ เรื่องนี้มีความผิดพลาดของข้าอยู่ด้วย ข้าย่อมต้องให้การชดเชยที่เท่าเทียมแก่เจ้า
นี่คือกฎของข้า กฎที่สมเหตุสมผล ข้าให้การชดเชยแก่เจ้า เป็นการชดเชยที่สมเหตุสมผล
แต่การชดเชยนี้จะช่วยชีวิตเจ้าได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่วาสนาของเจ้าเอง มีสองทางเลือก หนึ่งคือสร้างบ้านในพื้นที่อันตราย สองคือเอาบ้านที่เคลื่อนที่ได้หลังนี้ไป เจ้าเลือกเอาเองสักทางเถอะ"
สองทางเลือก ดูเหมือนจะแก้ปัญหาได้ทั้งคู่ แต่ในความเป็นจริงกลับแก้ปัญหาไม่ได้เลย
หลี่ป้านเฟิงพิจารณาทางเลือกแรกก่อน "ถ้าฉันฝึกจนเกิดจิตวิญญาณแห่งบ้านในพื้นที่อันตราย แล้วเกิดไม่อยากได้บ้านหลังนี้แล้ว จะย้ายบ้านได้ไหม?"
ไม่มีใครอยากอาศัยอยู่ในพื้นที่อันตรายไปตลอดชีวิตหรอก
พ่อค้าเร่พยักหน้า "ผู้บำเพ็ญวิถีเรือนสามารถเปลี่ยนบ้านได้ แต่จิตวิญญาณแห่งบ้านต้องจัดการให้เหมาะสม
หากจิตวิญญาณแห่งบ้านถูกทอดทิ้ง มันจะกลายเป็นวิญญาณอาฆาต มันจะล่อลวงให้คนอื่นเข้ามาอยู่ในบ้าน ขอเพียงพักอยู่ในบ้านสักคืน ก็จะกลายเป็นนักโทษของจิตวิญญาณแห่งบ้าน
เว้นเสียแต่ว่าจะมีคนมาสลับตัวกับคนที่ถูกขัง ไม่เช่นนั้นจิตวิญญาณแห่งบ้านก็จะขังคนคนนั้นไปจนตาย จากนั้นจิตวิญญาณแห่งบ้านก็จะคอยทำร้ายผู้คนต่อไป
จิตวิญญาณแห่งบ้านยิ่งทำร้ายคนมากเท่าไหร่ พลังเวทก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น หากมันฝึกฝนจนมีวิธีออกไปจากบ้านได้ จิตวิญญาณแห่งบ้านย่อมต้องไปหาเจ้านายเพื่อแก้แค้นแน่นอน
มีผู้บำเพ็ญวิถีเรือนมากมายที่ตายด้วยน้ำมือของจิตวิญญาณแห่งบ้าน เรื่องเปลี่ยนบ้านนี้ต้องระมัดระวังให้มาก ทางที่ดีควรหาผู้บำเพ็ญวิถีเรือนคนอื่นมารับช่วงต่อบ้านเก่า และต้องได้รับความยินยอมจากจิตวิญญาณแห่งบ้านด้วย"
เรื่องนี้ยากเกินไปแล้ว!
จะไปหาคนมารับช่วงต่อจากที่ไหนล่ะ?
ผู้บำเพ็ญวิถีเรือนต่างก็หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน เดิมทีก็หายากอยู่แล้ว ต่อให้หาเจอ เขาก็ใช่ว่าจะยอมรับไว้ คนเขามีจิตวิญญาณแห่งบ้านของตัวเองอยู่แล้ว ทำไมต้องมารับบ้านที่อยู่ในพื้นที่อันตรายด้วย?
สองทางเลือก ทางแรกสามารถฝึกจนเกิดจิตวิญญาณแห่งบ้านได้ เป็นผลดีในระยะยาว
ทางที่สอง แก้ได้แค่ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่แผนระยะยาว
เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว หลี่ป้านเฟิงจึงเลือกทางที่สอง
เหตุผลง่ายมาก ตอนนี้เขาไม่มีต้นทุนพอที่จะเลือกแผนระยะยาว
ตั้งแต่ขึ้นรถไฟมาจนถึงตอนนี้ หลี่ป้านเฟิงเจอสถานการณ์ที่พลิกความเข้าใจมามากเกินไป ถ้าไม่ใช่เพราะโชคดีสุดๆ โอกาสที่เขาจะรอดมาถึงตอนนี้คงมีน้อยมาก
นี่ขนาดเป็นแค่ชีวิตประจำวันของหุบเขาราชาโอสถนะ ถ้าไปอยู่ในพื้นที่อันตรายจริงๆ เกรงว่าแม้แต่วันเดียวก็คงทนไม่ไหว ยังจะมัวเพ้อฝันว่าจะได้จิตวิญญาณแห่งบ้านในอีกครึ่งปีให้หลังอีกเหรอ? เกรงว่าตอนนั้นคงกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน กลายเป็นปุ๋ยให้จิตวิญญาณแห่งบ้านของคนอื่นไปแล้ว
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย พ่อค้าเร่ก็ส่งมอบกุญแจทองเหลืองให้หลี่ป้านเฟิงตรงนั้นเลย
หลี่ป้านเฟิงลองไขดูสองสามครั้ง เมื่อยืนยันว่าไม่มีอะไรผิดพลาด การแลกเปลี่ยนจึงเป็นอันเสร็จสิ้น
"มีได้มีเสีย ไม่ติดค้างกัน ธุรกิจนี้ข้าขาดทุน แต่ข้าเป็นคนห่วงชื่อเสียง ในเมื่อเจ้ารับของของข้าไปแล้ว ก็ห้ามเอาไปพูดทำลายชื่อเสียงของข้า เรื่องนี้เจ้าห้ามปริปากบอกใครเด็ดขาด ตกลงไหม?"
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า "ตกลง"
"งั้นเรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้ เจ้ามีญาติพี่น้องในหุบเขาราชาโอสถไหม?"
หลี่ป้านเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย "ถามเรื่องนี้ทำไม?"
พ่อค้าเร่ยักคิ้ว "เมื่อก่อนมีคนผู้หนึ่ง เดิมทีเป็นผู้บำเพ็ญวิถีอัคคี แต่กลับนึกเสียใจภายหลัง อยากเปลี่ยนวิถี ไปบำเพ็ญวิถีวารี
วันแรกไม่เป็นไร พอวันที่สองก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปเลย"
แก้มของหลี่ป้านเฟิงกระตุก "นายหมายความว่าไง?"
"หมายความว่า เจ้าอาจจะเอาชีวิตไม่รอด เรื่องระยะยาวข้าไม่เกี่ยว แต่ถ้าเจ้าทนไม่ผ่านแม้กระทั่งคืนนี้ ข้าก็สามารถเปลี่ยนการชดเชยนี้ไปให้ญาติของเจ้าได้" พ่อค้าเร่เป็นคนที่รักษาเครดิตจริงๆ
หลี่ป้านเฟิงส่ายหน้า "ฉันไม่มีญาติที่ไหนหรอก"
นี่คือความจริง ไม่ว่าจะในหุบเขาราชาโอสถหรือที่ไหนๆ หลี่ป้านเฟิงก็ไม่มีญาติพี่น้องเลย
"แบบนี้จะโทษข้าไม่ได้แล้วนะ ยังไงข้าก็ให้บ้านกับเจ้าไปแล้ว ที่เหลือก็ทำได้แค่พึ่งวาสนาของเจ้าแล้วล่ะ" พ่อค้าเร่เดาะลิ้นและกำชับอีกประโยค
"เจ้าจำไว้ให้ดี นอนในบ้านสักคืน หากร่างกายมีพลังพลุ่งพล่าน ก็พิสูจน์ได้ว่าเจ้ายอมรับบ้านด้วยใจจริงแล้ว ตบะของเจ้าก็จะเข้ากันได้กับบ้านหลังนี้ ถือว่าผ่านด่านแรกไปได้
เมื่ออยู่ในบ้าน ผู้บำเพ็ญวิถีเรือนจะมีพลังต่อสู้เต็มเปี่ยม เหนือกว่าคนทั่วไปมาก พอออกจากบ้าน พลังต่อสู้ก็จะค่อยๆ ถดถอยลง และเมื่อกลับเข้าบ้าน ก็จะฟื้นฟูกลับมาอย่างรวดเร็ว นี่คือหัวใจสำคัญของวิถีเรือน
ผู้บำเพ็ญวิถีสัญจรจะมีความได้เปรียบที่สุดเมื่ออยู่กลางป่าเขา ภูมิประเทศยิ่งกันดารอันตราย พลังต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง หากถูกขังอยู่ในห้อง ผู้บำเพ็ญวิถีสัญจรอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ทุกเมื่อ นี่คือหัวใจสำคัญของวิถีสัญจร
ทุกวันต้องอยู่ในบ้านอย่างน้อยสองชั่วโมง ต้องเดินอย่างน้อยยี่สิบลี้ นี่คือพื้นฐานการบำเพ็ญเพียรในแต่ละวัน เมื่อทำพื้นฐานสำเร็จ จะเกิดความรู้สึกสัมผัสได้ หากทำพื้นฐานไม่เสร็จ จะถูกสะท้อนกลับ เฉียวเยว่เซิงก็คือตัวอย่าง
หากพบเจอความยากลำบากจริงๆ ทุกวันก็ต้องกลับบ้านอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และต้องหาทางเดินให้ได้สักสามถึงห้าลี้ หากเรื่องแค่นี้ยังทำไม่ได้ ก็รอตายกะทันหันได้เลย
ผู้บำเพ็ญวิถีสัญจรพักค้างคืนในพื้นที่อันตรายหนึ่งคืน ก็สามารถเลื่อนระดับได้หนึ่งขั้น ผู้บำเพ็ญวิถีเรือนทำให้จิตวิญญาณแห่งบ้านพอใจ ก็สามารถเลื่อนระดับได้หนึ่งขั้นเช่นกัน เมื่อเลื่อนระดับแล้วก็จะมีสัมผัสบอกเหตุ จำไว้ให้ดี จำไว้ให้ดี"
พ่อค้าเร่มัดเสื่อที่ม้วนศพติดไว้กับตู้สินค้า เข็นรถเตรียมจะจากไป
หลี่ป้านเฟิงถามขึ้นประโยคหนึ่ง "ที่นี่มีพาวเวอร์แบงก์ไหม?"
"พาวเวอร์แบงก์เหรอ? ของพรรค์นั้นไม่มีหรอก" พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "ของที่ใช้ไฟฟ้า ข้าไม่มีเลยสักอย่าง"
หลี่ป้านเฟิงมองดูที่ราบรื่นอันมืดมิด นึกถึงสิ่งที่พบเห็นมาตลอดทาง แล้วถามว่า "ที่นี่มีไฟฟ้าใช้ไหม?"
"ไฟฟ้าเข้าถึงไหม?" พ่อค้าเร่ไม่รู้จะตอบอย่างไรไปชั่วขณะ "บางบ้านก็ใช้ไฟฟ้า แต่ไฟฟ้าไม่ได้เข้าถึงหรอกนะ
ไฟฟ้าในแคว้นผู่หลัวนั้นส่งไปไกลๆ ได้ยาก ถ้าใช้คำพูดของคนต่างแคว้นอย่างพวกเจ้า ก็เรียกว่ามีการสูญเสียในสายส่งมากเกินไป
พาวเวอร์แบงก์ที่เจ้าว่า น่าจะเอาไว้ใช้กับโทรศัพท์มือถือ ในแคว้นผู่หลัว โทรศัพท์มือถือเป็นของที่ควรใช้น้อยๆ จะดีกว่า
ที่นี่เดิมทีก็ไม่ควรมีสัญญาณ สัญญาณที่เจ้าได้รับก็ไม่แน่ว่าจะมาจากที่ไหน อาจจะดึงดูดภัยพิบัติที่ไม่ควรมา หรืออาจจะชักนำคนที่ไม่ควรมาให้มาหาก็ได้
โดยเฉพาะพวกผู้บำเพ็ญวิถีสอดแนม ตอนอยู่ต่างแคว้น พวกนั้นชอบใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเบ็ดตกปลาที่สุด"
"เบ็ดตกปลาคืออะไร?"
"ก็เบ็ดที่เอาไว้ตกปลานั่นแหละ หูทิพย์ของผู้บำเพ็ญวิถีสอดแนม มักจะแขวนอยู่บนโทรศัพท์มือถือนี่แหละ" พ่อค้าเร่ไม่อธิบายต่อ โบกมือให้หลี่ป้านเฟิงพลางกล่าว
"การค้าครั้งนี้ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว ถึงจะมีความพลิกผันเล็กน้อย แต่ป้ายร้านของข้าก็ไม่เปลี่ยน ความจริงใจก็ไม่เปลี่ยน ลูกค้าเดินทางปลอดภัย โอกาสหน้าเชิญมาอุดหนุนใหม่นะ"







