พ่อค้าเร่ชี้ทางเลือกแรกให้ นั่นคือให้หลี่ป้านเฟิงตั้งรกรากในดินแดนอันตรายไปเลย
ฟังดูเป็นแผนการที่ดี แต่พอคิดทบทวนดูดีๆ กลับรู้สึกว่ามันเหลวไหลมาก
ที่บอกว่าดี ก็เพราะมันแก้ปัญหาได้ การตั้งรกรากในดินแดนอันตราย ย่อมแก้ปัญหาเรื่องการค้างแรมในดินแดนอันตรายหนึ่งคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
อย่าว่าแต่คืนเดียวเลย จะอยู่กี่คืนก็ยังได้ การหลบซ่อนอยู่ในบ้านของตัวเองย่อมมีโอกาสรอดพ้นจากอันตรายได้สูงกว่า
แต่ที่บอกว่าเหลวไหล ก็เพราะแล้ววันคืนหลังจากนั้นจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรล่ะ?
"อย่าบอกนะว่าต้องใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนอันตรายไปตลอดชีวิต?"
พ่อค้าเร่ปลอบใจหลี่ป้านเฟิง "อย่ามองโลกในแง่ร้ายขนาดนั้นสิ ขอแค่เจ้าเพาะเลี้ยงวิญญาณประจำบ้านขึ้นมาได้ ศัตรูทั่วไปก็ไม่อาจย่างกรายเข้าบ้านเจ้าได้เลย เจ้าก็ยังใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้ตามปกติ"
"ข้าเพาะเลี้ยงวิญญาณประจำบ้านได้ด้วยหรือ?"
"ได้สิ! ดินแดนอันตรายเต็มไปด้วยวิญญาณอาฆาต วิญญาณอาฆาตนี่แหละเหมาะจะนำมาหล่อเลี้ยงวิญญาณประจำบ้านที่สุดแล้ว
ยกตัวอย่างเช่นหุบเขาเหลียนอินในหุบเขาราชาโอสถ หุบเขาแห่งนี้มีไอหยินหนาแน่นจนหล่อเลี้ยงวิญญาณอาฆาตไว้ไม่น้อย ไม่รู้ว่ามีผู้คนมากมายเท่าไรต้องมาจบชีวิตลงบนเขา นี่แหละคือตัวอย่างของดินแดนอันตราย
สถานที่แห่งนี้ดีออกนะ เงียบสงบ คนทั่วไปไม่กล้ามารบกวน
เจ้าก็ไปตั้งบ้านเรือนในหุบเขาเหลียนอินสิ อยู่สักครึ่งปีเพื่อวางรากฐาน ก็จะสามารถเพาะเลี้ยงวิญญาณประจำบ้านได้ วิญญาณประจำบ้านจะดูดซับวิญญาณอาฆาตแล้วแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการบำเพ็ญเพียรของเจ้าในภายภาคหน้า"
หลี่ป้านเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามคำถามที่ดูเหมือนตื้นเขิน แต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่ง "วิญญาณอาฆาตคืออะไร?"
พ่อค้าเร่กะพริบตา พูดด้วยความประหลาดใจว่า "เจ้าไม่ได้รับการศึกษาระดับสูงมาหรอกหรือ? วิญญาณอาฆาตคืออะไรยังต้องมาถามข้าอีก? ก็ผีสางยังไงล่ะ ผีสางที่มีความอาฆาตพยาบาทอย่างหนัก"
ที่แท้ก็ผีนี่เอง
หลี่ป้านเฟิงคลายหัวคิ้วลง พยายามควบคุมอารมณ์อย่างสุดความสามารถ แล้วเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ
ลองนึกภาพชีวิตในวันข้างหน้า ที่ต้องอาศัยอยู่ในหุบเขาลึกอันเงียบสงัด ร่วมกับวิญญาณอาฆาตมากมาย มันช่างเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นหัวใจเสียเหลือเกิน
บางทีอาจไม่ใช่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง ผู้บำเพ็ญสายอยู่บ้านต้องบำเพ็ญเพียรในบ้าน ดีไม่ดีอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ในหุบเขานั้นไปตลอดชีวิตเลยก็ได้
หลี่ป้านเฟิงมองพ่อค้าเร่แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง "วิญญาณอาฆาตในหุบเขาจะไม่ทำร้ายข้าหรือ?"
"ถามได้ดี" พ่อค้าเร่ตอบกลับอย่างจริงจัง "วิญญาณอาฆาตย่อมต้องทำร้ายคนอยู่แล้ว แต่เจ้ามีวิญญาณประจำบ้าน วิญญาณประจำบ้านจะช่วยเจ้าต้านทานการจู่โจมของพวกมันเอง"
"แล้วถ้าวิญญาณประจำบ้านต้านทานไม่ไหวล่ะ?"
สีหน้าของพ่อค้าเร่จริงจังยิ่งขึ้น "เจ้าต้องมีความมั่นใจสิ ต้องเชื่อมั่นในพลังของวิญญาณประจำบ้าน เชื่อมั่นในเจตจำนงของตัวเอง และต้องเชื่อว่าบนโลกนี้ไม่มีความยากลำบากใดที่เอาชนะไม่ได้ ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อมั่นในตัวเองหรือไม่ แต่ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้านะ! เจ้าทำได้!"
หลี่ป้านเฟิงคิดตามแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่พ่อค้าเร่พูดก็มีเหตุผล แต่เขายังมีอีกคำถามหนึ่ง "แล้วก่อนที่จะบำเพ็ญวิญญาณประจำบ้านสำเร็จ ใครจะช่วยข้าต้านทานล่ะ?"
"เรื่องนั้น..." คำถามนี้แทงถูกจุดสำคัญ พ่อค้าเร่หยิบกระดาษสีเหลืองปึกหนึ่งออกมา บนกระดาษมีอักขระยันต์หลากสีวาดอยู่ "ยันต์พวกนี้มากพอจะให้เจ้าใช้ต้านทานได้สักสามถึงห้าเดือน ถึงตอนนั้นวิญญาณประจำบ้านก็น่าจะฝึกฝนออกมาได้แล้ว"
"แล้วหลังจากนั้นล่ะ? ต่อให้มีวิญญาณประจำบ้าน ข้าก็ไม่สามารถหลบอยู่ในบ้านได้ทุกวัน ข้าต้องออกไปหาของกินบ้างไม่ใช่หรือ? ข้ายังเป็นผู้บำเพ็ญสายเดินทางอยู่ไม่ใช่หรือ? ข้ายังต้องเดินทางไปทั่วไม่ใช่หรือ? พอข้าออกจากบ้าน ข้าจะรับมือกับวิญญาณอาฆาตยังไง?"
"ถ้าเจ้าวิ่งได้เร็วหน่อยล่ะก็..." พ่อค้าเร่หาทางลงไม่ได้ จึงเปลี่ยนเรื่องคุย "ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นที่หุบเขาเหลียนอินหรอก ยังมีที่อื่นอีก..."
"ที่อื่นแล้วจะต่างกันตรงไหน? ข้าเป็นผู้บำเพ็ญสายเดินทาง ยังไงก็ต้องออกไปตระเวนข้างนอก ขืนทำตามวิธีของเจ้า ข้าก้าวออกจากบ้านก็เท่ากับไปรนหาที่ตายแล้ว"
ถ้าแค่ครั้งสองครั้งก็ว่าไปอย่าง แต่การตั้งรกรากในดินแดนอันตราย แค่ออกไปซื้อกับข้าวก็อาจถึงฆาตได้ แล้วจะให้ข้าใช้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร
พ่อค้าเร่ถอนหายใจเบาๆ "อันที่จริงการขัดเกลาตัวเองในดินแดนอันตราย ก็เป็นประโยชน์ต่อผู้บำเพ็ญสายเดินทางนะ แต่ถ้าเจ้าไม่ยอม ก็ช่างเถอะ ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง"
พ่อค้าเร่ตบตู้สินค้า ลิ้นชักบานหนึ่งก็เปิดออก ภายในมีข้าวของเครื่องใช้เบ็ดเตล็ดขนาดเล็กใหญ่สารพัดชนิด
คุ้ยหาอยู่นาน พ่อค้าเร่ก็หยิบกุญแจดอกหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก เป็นกุญแจทองเหลืองที่สั้นกว่านิ้วชี้เล็กน้อยและมีคราบสนิมทองแดงเกาะอยู่ประปราย
"ในเมื่อไม่อยากตั้งรกรากในดินแดนอันตราย งั้นข้าจะยกบ้านอีกหลังให้เจ้าแล้วกัน"
"บ้านแบบไหนหรือ?"
ในมุมมองของหลี่ป้านเฟิง ไม่ว่าจะเป็นบ้านแบบไหน ก็ไม่อาจแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างการเป็นผู้บำเพ็ญสายอยู่บ้านกับสายเดินทางได้หรอก
"บ้านหลังนี้พิเศษมาก เป็นของล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้ในโลกหล้า หากไม่ใช่เพราะข้าให้ความสำคัญกับกฎเกณฑ์และชื่อเสียงล่ะก็ ข้าไม่มีทางตัดใจยกของดีแบบนี้ให้เจ้าเด็ดขาด" พ่อค้าเร่ถือกุญแจยื่นไปข้างหน้า บิดทวนเข็มนาฬิกาสามรอบ ทำท่าเหมือนกำลังไขกุญแจเปิดประตู
เขาใช้กุญแจไขประตูไปในอากาศธาตุ
ท่าทางของเขาจริงจังมาก ราวกับว่าตรงหน้ามีบานประตูอยู่จริงๆ
เขาหันหน้ามามองหลี่ป้านเฟิง กวักมือเรียก "มาสิ ข้าจะพาเจ้าเข้าไปดูบ้าน"
เข้าไป?
เข้าไปไหน?
ข้างหน้ามีแต่อากาศว่างเปล่า
"มาเร็วเข้า!" สีหน้าของพ่อค้าเร่ดูจริงจังเป็นอย่างยิ่ง
หลี่ป้านเฟิงเดินไปข้างๆ พ่อค้าเร่ แต่ก็ยังมองไม่เห็นอะไรอยู่ดี
สีหน้าของพ่อค้าเร่ยังคงจริงจังไม่เปลี่ยน
หลี่ป้านเฟิงมองพ่อค้าเร่แล้วกล่าว "ข้ารู้จักจิตแพทย์เจ้าของไข้แซ่หวังที่โรงพยาบาลเยว่โจวสาม เขาเป็นคนดีมากเลยนะ หรือว่าเจ้าจะลองไป..."
พ่อค้าเร่ผลักหลี่ป้านเฟิงทีหนึ่ง หลี่ป้านเฟิงจึงก้าวไปข้างหน้าอีกสองสามก้าว
ทันใดนั้น ภาพตรงหน้าก็มืดสนิท ทุ่งรกร้าง ต้นไม้ใหญ่ กองไฟ ตู้สินค้า เสื่อฟาง ล้วนหายไปจนหมดสิ้น
พรึ่บ!
พ่อค้าเร่จุดไม้ขีดไฟ อาศัยแสงสว่างอันริบหรี่นั้น หลี่ป้านเฟิงจึงมองเห็นสภาพแวดล้อมโดยรอบได้อย่างชัดเจน
นี่คือห้องห้องหนึ่ง เป็นห้องที่ไม่ใหญ่มาก กะด้วยสายตาน่าจะกว้างสักสามเมตร ยาวสองเมตร พื้นที่ราวๆ หกตารางเมตร
ในห้องว่างเปล่า นอกจากผนังที่มีรอยด่างดำแล้วก็ไม่มีอะไรเลย แม้แต่หน้าต่างสักบานก็ไม่มี
ไม้ขีดไฟกำลังจะมอดดับ พ่อค้าเร่ยืนเท้าข้างหนึ่งอยู่ข้างนอก เท้าอีกข้างอยู่ข้างใน พลางบอกกับหลี่ป้านเฟิงว่า "ประตูบ้านกำลังจะปิดลงแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้สำคัญมาก เจ้าต้องโยนกุญแจออกไปนอกประตูก่อนที่มันจะปิด โยนไปไว้ในที่ที่เหมาะสมล่ะ"
พูดจบ พ่อค้าเร่ก็โยนกุญแจออกไป
นอกประตูมีแต่กลุ่มหมอกควัน หลี่ป้านเฟิงมองไม่ชัดว่าเขาโยนกุญแจไปทางไหน
ปัง!
ประตูบ้านปิดลง ไม้ขีดไฟก็ดับวูบ ภายในห้องตกอยู่ในความมืดมิดโดยสมบูรณ์
พรึ่บ~
พ่อค้าเร่จุดไม้ขีดไฟขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาจุดเทียนไขเล่มหนึ่ง แล้วถือไว้ในมือ
"ดูให้ดีๆ นี่แหละคือบ้านที่ข้าให้เจ้า"
หลี่ป้านเฟิงกวาดสายตามองไปรอบๆ "ถ้าเจ้าบอกว่านี่คือห้อง ข้าก็เชื่ออยู่นะ แต่ถ้าเจ้าบอกว่านี่คือบ้าน..."
'บ้าน' หลังนี้มันออกจะเล็กไปหน่อย
"นี่แหละคือบ้าน เป็นหนึ่งในบ้านที่ล้ำค่าที่สุดในโลกหล้า"
"ล้ำค่าตรงไหน? เป็นเพราะมันล่องหนได้หรือ?"
ก่อนที่พ่อค้าเร่จะเปิดประตู หลี่ป้านเฟิงมองไม่เห็น 'บ้าน' หลังนี้เลย เห็นได้ชัดว่าบ้านหลังนี้มีคุณสมบัติในการล่องหน
"มันไม่ได้มีดีแค่ล่องหนหรอกนะ" พ่อค้าเร่ยิ้ม "บ้านหลังนี้เคลื่อนที่ได้ กุญแจไปไหน มันก็จะตามไปที่นั่น ขอแค่เจ้าพกกุญแจติดตัวไว้ มันก็จะตามเจ้าไปตลอด"
หลี่ป้านเฟิงถึงกับอึ้งไป
หากสิ่งที่พ่อค้าเร่พูดเป็นความจริง นี่คือบ้านที่เคลื่อนที่ได้ เช่นนั้นความขัดแย้งระหว่างผู้บำเพ็ญสายเดินทางกับสายอยู่บ้านก็จะได้รับการแก้ไขอย่างหมดจด
แต่บนโลกนี้มีบ้านแบบนี้อยู่จริงๆ หรือ?
"ไม่เชื่อหรือ?" พ่อค้าเร่ยิ้ม "เจ้าลองดูก็ได้"
พูดจบ พ่อค้าเร่ก็เปิดประตูบ้าน พาหลี่ป้านเฟิงเดินออกไปข้างนอก
เมื่อสองเท้าก้าวพ้นธรณีประตู สายตาก็ถูกบดบังด้วยหมอกหนาทึบ
วินาทีที่ประตูบ้านปิดลง หมอกหนาก็สลายไปในทันที หลี่ป้านเฟิงพบว่าสองเท้าของตนกำลังเหยียบอยู่ท่ามกลางดงหญ้ารกชัฏ
พ่อค้าเร่ก้มตัวลง เก็บกุญแจทองเหลืองขึ้นมาจากดงหญ้า แล้วส่งให้หลี่ป้านเฟิง
"เราไปที่อื่นกันเถอะ" พ่อค้าเร่พาหลี่ป้านเฟิงเดินไปหลายร้อยเมตร จนเข้าไปในป่าแห่งหนึ่ง
"เสียบกุญแจออกไปสิ จนกว่าเจ้าจะรู้สึกว่ากุญแจเข้าไปในรูกุญแจแล้ว"
หลี่ป้านเฟิงทำตาม
เขาเสียบกุญแจเข้าไปในอากาศธาตุ แต่ไม่รู้สึกถึงอะไรเลย
พ่อค้าเร่ส่ายหน้า "ทำแบบนี้ไม่ถูก"
"ข้ายังไม่รู้วิธี..."
"ไม่ต้องใช้วิธีอะไรหรอก ก็แค่เหมือนตอนเจ้าใช้กุญแจไขประตูทั่วไปนั่นแหละ เรื่องง่ายๆ แค่นี้ ทำตัวให้ฉับไวหน่อยสิ อย่ามัวแต่ลังเล"
หลี่ป้านเฟิงลองดูอีกครั้ง ครั้งนี้เขาทำได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นธรรมชาติมาก
กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก~
หลี่ป้านเฟิงราวกับได้ยินเสียงกุญแจสอดเข้าไปในรูกุญแจ นิ้วมือก็สัมผัสได้ถึงแรงเสียดทานเป็นระยะ
"ใช้วิธีถูกแล้ว" พ่อค้าเร่ยิ้ม "บิดกุญแจไปทางซ้าย พอได้ยินเสียงดังสองครั้ง แม่กุญแจก็จะปลดล็อก"
หลี่ป้านเฟิงจับกุญแจไว้แน่น แล้วบิดทวนเข็มนาฬิกา
กริ๊ก!
กริ๊ก!
พ่อค้าเร่บอก "ผลักประตูสิ!"
หลี่ป้านเฟิงผลักไปข้างหน้า เขาสัมผัสได้ถึงพื้นผิวของประตูไม้ กระทั่งได้ยินเสียงบานพับประตูด้วยซ้ำ
เอี๊ยด~
แต่เขาไม่เห็นบานประตู และไม่เห็นห้องก่อนหน้านี้เลย
"ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แค่ก้าวเดียว"
หลี่ป้านเฟิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กลุ่มหมอกหนาทึบก็พัดเข้ามา บดบังสายตาอย่างรวดเร็ว
หากก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ก็น่าจะเห็นห้องแล้ว
พ่อค้าเร่รีบเตือนสติ "อย่าเพิ่งขยับ โยนกุญแจออกไปก่อน
ทางออกของบ้านเชื่อมต่อกับกุญแจ ถ้าเอากุญแจเข้าไปในบ้าน ทางออกของบ้านก็จะทะลุเข้ามาในบ้าน แล้วเจ้าก็จะถูกขังอยู่ในบ้านไปตลอดกาล"
หลี่ป้านเฟิงหันหลังกลับเตรียมจะโยนกุญแจทิ้ง ก็ได้ยินพ่อค้าเร่เตือนอีก "เลือกที่ทิ้งดีๆ ล่ะ อย่าให้มันโจ่งแจ้งเกินไป ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนอื่นจะเก็บกุญแจไปได้ แล้วก็อย่าให้มันมิดชิดเกินไป จนแม้แต่ตัวเองก็หาไม่เจอ"
ตรงหน้าหลี่ป้านเฟิงมีแต่หมอกควัน สายตาพร่ามัวมาก การโยนกุญแจจึงทำได้ยากยิ่ง
มิน่าล่ะ พ่อค้าเร่ถึงบอกว่าเรื่องโยนกุญแจนี้สำคัญมาก
พ่อค้าเร่เร่งเร้า "รีบโยนกุญแจออกมาเร็วเข้า อีกเดี๋ยวประตูบ้านก็จะปิดแล้ว"
โชคดีที่หลี่ป้านเฟิงมีวิชาติดตัว เขาอาศัยสายตาครึ่งหนึ่ง และอาศัยความจำอีกครึ่งหนึ่ง โยนกุญแจออกไป พร้อมกับก้าวเท้าอีกข้างเข้าไปในประตูบ้าน
ปัง!
ประตูบ้านปิดลง
หลี่ป้านเฟิงเข้ามาในห้องแล้ว
หลี่ป้านเฟิงหันหลังกลับไปผลักประตูบ้าน แล้วเดินออกมาจากห้อง ก็พบว่าตัวเองกลับมาอยู่ในป่าอีกครั้ง
เขาเจอกุญแจบนพื้น โยนไปไม่ไกลนัก ตกอยู่ใต้ต้นไม้พอดี
ในระยะห้าเมตร ต่อให้มองไม่ชัด ก็ไม่มีทางพลาดเป้า
พ่อค้าเร่หัวเราะ "ยังโจ่งแจ้งไปหน่อยนะ วันหลังต้องจำไว้ว่าให้เลือกที่ดีกว่านี้"
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า กำกุญแจในมือไว้แน่น
"พอใจไหม?" พ่อค้าเร่ถาม
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้าอีกครั้ง
พอใจสิ พอใจสุดๆ ไปเลย
"มีบ้านหลังนี้แล้ว วันข้างหน้าข้าก็สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ พอเดินจนเหนื่อยก็กลับมาพักผ่อนในบ้าน ทั้งไม่เสียการเป็นผู้บำเพ็ญสายเดินทาง แล้วก็ไม่เสียการเป็นผู้บำเพ็ญสายอยู่บ้านด้วย"
"เอ่อ..." รอยยิ้มของพ่อค้าเร่แข็งค้าง สีหน้าค่อยๆ กลายเป็นจริงจังขึ้นมา "เรื่องมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก สายเดินทางน่ะไม่เท่าไร แต่สายอยู่บ้านคงต้องหาวิธีอื่น เพราะบ้านหลังนี้มีข้อเสียนิดหน่อย"
หลี่ป้านเฟิงชะงัก "ข้อเสียอะไรหรือ?"
พ่อค้าเร่ถอนหายใจแล้วตอบ "มันให้กำเนิดวิญญาณประจำบ้านไม่ได้น่ะสิ"







